ความเป็นของไม่เที่ยงความเป็นอนิจจัง

ความเป็นของไม่เที่ยงความเป็นอนิจจัง
S07E31
  • อาการแห่งอนิจจังโดยละเอียด
  • สองอย่างที่ไม่เที่ยงรวมกันแล้วเกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา จะให้มันเที่ยงไม่ได้
  • เราไม่ต้องรอตอนที่มันหายไปดับไปจึงค่อยบอกว่ามันไม่เที่ยง แม้แต่ตอนที่มันมีอยู่ ตั้งอยู่ ดำรงอยู่ ให้เราเห็นกันอยู่ชัด ๆ ถ้ามันอาศัยเหตุปัจจัยอื่น แล้วมันยังคงอยู่ ดำรงอยู่ได้ นั่นก็คือ มันไม่เที่ยงอยู่แล้ว
  • เมื่อ “ผัสสะ” ไม่เที่ยงแล้ว เวทนา สัญญา ความนึกคิดมันจะเที่ยงหรือไม่...ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน
  • สิ่งใดที่ไม่เที่ยง มีความแปรปวนเป็นธรรมดา มีความเป็นอาพาธ มันไม่ได้จะดำรงอยู่ได้ ถ้าเหตุปัจจัยของมันเปลี่ยนแปลงไป ความที่มันไม่อาจจะทนอยู่ในสภาพเดิมของมันได้เมื่อเหตุปัจจัยของมันเปลี่ยนแปลงไป ความทนอยู่ได้ยากนั้น เราเรียกว่า “มันเป็นทุกข์” เพราะฉะนั้นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีความไม่เที่ยงต้องมีความเป็นทุกข์ แน่นอน
  • อย่าโง่ ต้องฉลาด อย่าประมาท แต่ให้มีสติ ว่าสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ไม่มีสาระ เราอย่าแบกมันเอาไว้...รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพ ธรรมารมณ์, ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะแบกเอาไว้ เราต้องวาง ต้องไม่เอา โทษของมันคลายออก จะเป็นประโยชน์แก่เรา
  • อย่าให้มีความลำเอียง เพราะถ้าลำเอียงแล้วมันจะไม่เห็น อย่าให้มีความเป็นอคติ เพราะถ้ามีอคติแล้วมันจะไม่รู้...แต่เราจะเห็น เราจะรู้ มีปัญญาเกิดขึ้นได้ ต้องด้วยการตั้งสติขึ้นให้ดี ต้องด้วยการที่ใคร่ครวญด้วยปัญญาอันแยบคายโดยธรรม”
  •  

“ดูก่อนภิกษุทั้งหลาย! บุคคลที่ผัสสะกระทบแล้วย่อมรู้สึก (เวเทติ), ผัสสะกระทบแล้วย่อมคิด (เจเตติ), ผัสสะกระทบแล้วย่อมจำได้หมายรู้ (สญฺชานาติ) : แม้ธรรมทั้งหลาย (เวทนา, เจตนา, สัญญา) อย่างนี้เหล่านี้ ก็ล้วนเป็นสิ่งที่หวั่นไหวด้วย อาพาธด้วย ไม่เที่ยง มีความแปรปรวน มีความเป็นไปโดยประการอื่น.”

อาการแห่งอนิจจังฯ

สูตรที่๑๐ ฉันนวรรค สฬา. สํ. ๑๘/๘๕/๑๒๔-๗.

 

จุดหนึ่งในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ไม่มีใครเหมือนและไม่เหมือนใครมี คือเรื่องของความไม่เที่ยง เรื่องของความเป็นอนิจจัง เรื่องของความที่มันไม่ใช่ตัวตน ให้ใคร่ครวญพิจารณาตามให้ดี

 

“...วิญญาณการรู้แจ้งทางหูจะเกิดขึ้นหรือไม่เกิดขึ้นก็อยู่ที่ว่า มันมีเสียงมากระทบมั๊ย? บางทีถ้ามีเสียงมากระทบหู วิญญาณการรู้แจ้งบางทีไม่เกิดด้วยซ้ำ แต่บางทีมันเกิดขึ้น คิดดูว่า การรู้แจ้งคือ วิญญาณ มันยังต้องอาศัยเหตุปัจจัยที่พอเหมาะพอสมกัน ความพอดีของเสียงและหูในเรื่องของเวลา ในเรื่องของสถานที่...สองอย่างที่ไม่เที่ยงรวมกันแล้วเกิดสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมา จะให้มันเที่ยงไม่ได้...เพราะมันต้องอาศัยสิ่งอื่นเกิด มันไม่ได้เป็นตัวของมันเอง มันมีลักษณะความเป็นอนัตตาอยู่ในตัวมัน ถ้ามีเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันมา แล้วถ้าเกิดว่าเหตุปัจจัยนั้นเปลี่ยนแปลงไป มันก็จะมีความเปลี่ยนแปลงไป ดับไป หายไป เราไม่ต้องรอตอนที่มันหายไปดับไปจึงค่อยบอกว่ามันไม่เที่ยง แม้แต่ตอนที่มันมีอยู่ ตั้งอยู่ ดำรงอยู่ คงอยู่ ดี ๆ เดิม ๆ ให้เราเห็นกันอยู่ชัด ๆ ถ้ามันอาศัยเหตุปัจจัยอื่น แล้วมันยังคงอยู่ ดำรงอยู่ได้ นั่นก็คือ มันไม่เที่ยงอยู่แล้ว เพราะถ้าเมื่อไรเหตุปัจจัยนั้นมันเปลี่ยนแปลงไป หายไปดับไป ความมีอยู่ของมันก็เปลี่ยนแปลงไป หายไปดับไป คงอยู่ไม่ได้ นี้คือ มันไม่เที่ยงอยู่แล้ว

...จิตเรานั่นแหละมันหลอก ให้เราเข้าใจไปเองว่า นี้มันต้องเป็นอย่างนั้น นั่นมันต้องเป็นอย่างนี้ที่เราคิดว่านี้มันจะต้องเป็นอย่างนั้น นั้นจะต้องเป็นอย่างนี้ตามที่เราต้องการ ก็เพราะความยึดถือ มันเข้าไปถือเอาแล้ว ว่านี้เป็นของฉัน นี้ไม่เป็นของฉัน ทิฏฐิความเห็นที่ว่ามันเป็นของเที่ยง มันเป็นของสุข มันเป็นของฉัน มันจึงเกิดขึ้น...แต่จริง ๆ มันไม่เทียง มันเป็นทุกข์ มันไม่ใช่ของเรา

 

...เพราะอาศัยผัสสะเป็นแดนเกิด เราย่อมรู้สึก (เวเทติ) ได้ว่าเป็นทุกขเวทนา เป็นสุขเวทนา เป็นอทุกขมสุขเวทนา...หรือเมื่อมีผัสสะแล้วเราจะหมายรู้ได้ว่าสิ่งนั้น ๆ คืออะไร เช่นเป็นเสียงผู้ชาย เสียงผู้หญิง เสียงพระเทศน์ ความหมายรู้นั่นคือสัญญา ก็ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะนั้น...ความคิดนึก คือ เจเตติ ก็ย่อมเกิดขึ้นเพราะผัสสะนั้น

เมื่อ “ผัสสะ” ไม่เที่ยงแล้ว เวทนา สัญญา ความนึกคิดมันจะเที่ยงหรือไม่...ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน

 

สิ่งใดที่ไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นธรรมดา มีความเป็นอาพาธ มันไม่ได้จะดำรงอยู่ได้ ถ้าเหตุปัจจัยของมันเปลี่ยนแปลงไป ความที่มันไม่อาจจะทนอยู่ในสภาพเดิมของมันได้เมื่อเหตุปัจจัยของมันเปลี่ยนแปลงไป ความทนอยู่ได้ยากนั้น เราเรียกว่า “มันเป็นทุกข์” เพราะฉะนั้นสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่มีความไม่เที่ยงต้องมีความเป็นทุกข์ แน่นอน

 

“สิ่งที่มันจะก่อให้เกิดทุกข์ สิ่งที่เมื่อจะเอาสาระแล้ว มันพึ่งไม่ได้หาสาระไม่ได้ ควรแล้วหรือที่เราจะเอาสิ่งนั้นว่าเป็นตัวเราของเรา คิดดูดี ๆ ด้วยปัญญาอันแยบคายโดยชอบธรรม ด้วยความไม่ลำเอียง ด้วยความไม่มีอคติ ว่ากันตามเนื้อผ้าอย่างที่วิญญูชนเขาจะคิดกัน เราจะได้คำตอบว่า เราไม่ควรที่จะไปหาสาระหรือว่าไปมีปัญหาในสิ่งที่มันไม่มีสาระ สิ่งอะไรที่มันไม่เที่ยงแต่จะไปหาความเที่ยง สิ่งอะไรที่ไม่มีประโยชน์แต่จะไปหาประโยชน์ สิ่งอะไรที่มันไม่มีความที่จะพึ่งได้แต่เราไปพึ่งมัน มันไม่ได้

รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์, ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ การรู้แจ้งทางตาจนถึงมโนวิญญาณ แต่ละอย่าง ๆ ล้วนมีความไม่เที่ยง มีความแปรปรวนเป็นไปโดยประการอื่น หวั่นไหว มีความอาพาธ ไม่ได้เป็นตัวของมันเอง เพราะมันเป็นอนัตตา มีความแปรปรวนเป็นไปโดยประการอื่น จะหาสาระในสิ่งที่ไม่มีสาระอย่างนี้ จะไปหาที่ไหน ไม่มี เป็นของว่าง เป็นของเปล่าสูญทั้งนั้น ไม่มีค่าอะไรเลย ทิ้งไปยังดีกว่า เพราะถ้ายึดถือไว้มันเป็นโทษ เป็นโทษที่จะทำให้เราต้องมาทุกข์ระทม ให้เราต้องหนัก ถือของที่ไม่มีประโยชน์มันหนักเปล่า ๆ

 

“...อย่าโง่ ต้องฉลาด อย่าประมาท แต่ให้มีสติ ว่าสิ่งที่ไม่มีประโยชน์ ไม่มีสาระ เราอย่าแบกมันเอาไว้

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ, รูป เสียง กลิ่น รส โผฏฐัพพะ ธรรมารมณ์, ตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ไม่ใช่สิ่งที่เราจะแบกเอาไว้ เราต้องวาง เราต้องไม่เอา ไม่เอานั่นแหละ โทษของมันคลายออก จะเป็นประโยชน์แก่เราอย่าให้มีความลำเอียง เพราะถ้าลำเอียงแล้วมันจะไม่เห็น อย่าให้มีความเป็นอคติ เพราะถ้ามีอคติแล้วมันจะไม่รู้...แต่เราจะเห็น เราจะรู้ มีปัญญาเกิดขึ้นได้ ต้องด้วยการตั้งสติขึ้นให้ดี ต้องด้วยการที่ใคร่ครวญด้วยปัญญาอันแยบคาย”

    156
    1
    นาทีในการอ่าน