พ้นอบาย ไปนิพพาน ด้วยความไม่ประมาท

พ้นอบาย ไปนิพพาน ด้วยความไม่ประมาท
S07E30

ธรรมเทศนาการปฏิบัติในทางจิตภาวนา โดยท่านพระครูสิทธิปภากรหรือหลวงพ่อ ดร. สะอาด ฐิโตภาโส เจ้าอาวาสวัดป่าดอนหายโศก

การปฏิบัติธรรมคือการทำใจให้สงบ ให้มีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว ใจตั้งต่อพุทโธ เมื่อจิตสงบแล้ว ให้พิจารณาตัวตน ให้เห็นความจริงว่า กายนี้ไม่เที่ยง ใจนี้ไม่เที่ยง เมื่อมันไม่เที่ยง ต้องไม่ไปยึดถือเอาความเป็นของเราหรือเป็นตัวตนของเรา

ถ้าเราไม่พิจารณา ไม่เห็นโทษของกายนี้ เราก็เกิดอีก อย่ายึดถือเอาไว้ เราต้องวางเสีย วางจิตให้เป็นกลาง วางจิตให้เป็นหนึ่ง มีอารมณ์อันเดียว พิจารณาเข้าไปที่ตัวเรา กายนี้เกิดขึ้นได้ กายนี้เสื่อมไปได้ ตายไปได้ ให้พิจารณาอย่างนี้บ่อยๆ จะได้ไม่ประมาท จะได้ตั้งหน้าทำความดีเอาไว้ เพื่อความสุขของเรา

อยู่ที่ไหนก็ต้องทำความดี อย่าประมาท เราจะได้ความสุขแน่นอน ทานเราให้ ศีลเรารักษา ภาวนาเราปฏิบัติ มันไปได้ดีทีเดียว ถึงความสิ้นทุกข์ในปัจจุบันนี้

เราต้องฝึกหัด ให้มีปัญญาทางธรรม คือ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย มีความโลภ ความโกรธ ความหลง ใจของเราให้อยู่ในทางแปดสายนี้ เดินเข้าไปสู่ที่เดียวกัน คือ พระนิพพาน ทางให้ถึงความสุขความเจริญ

การปฏิบัติธรรมคือการทำใจให้สงบ

การปฏิบัติธรรมคือการทำใจให้สงบ ให้มีอารมณ์เป็นหนึ่งเดียว ไม่คิดนึกเรื่องอื่น ใจตั้งต่อพุทโธ คอยแต่จะสังเกตอาการของจิตที่จะเป็นไป คือ รักษาความเป็นหนึ่งไว้ให้นานที่สุดเท่าที่จะนานได้ เพราะฉะนั้น ความจำเป็นในวันหนึ่ง เราควรนั่งสมาธิอย่างน้อยวันละ 5 นาที เพื่อเป็นการให้อาหารทางใจ คือ จิตจะมีกำลัง เพราะว่าจิตที่มีกำลังนั้น จะสามารถเอาพิจารณากายนี้ได้ อย่างทุกท่านทุกคนที่มาปฏิบัติธรรมนี้ ให้ใช้จิตที่สงบไปพิจารณา ให้เห็นความจริง เห็นทุกข์ เห็นเหตุเกิดทุกข์ เห็นความดับทุกข์ เห็นทางปฏิบัติเพื่อความดับทุกข์ ให้ตั้งใจอย่างนี้ ให้เห็นทุกข์ในกายเรา

กายเรามีการเกิด แก่ เจ็บ ตาย เป็นธรรมดา อันนี้คือทุกข์แล้ว ทุกข์ที่ต้องกำหนดรู้ กำหนดรู้ใจของเราว่า ขณะนี้เดี๋ยวนี้ใจของเราสงบไหม หรือดูความสงบของใจ ใจสงบหรือไม่สงบ ให้คอยดูคอยสังเกตดู ถ้าไม่สงบเพราะเหตุไร ถ้าไม่สงบต้องแก้ไข คือนึกพุทโธอยู่นั่นแหละ วันนึงๆ ให้นึกพุทโธให้ได้ ขณะนี้เดี๋ยวนี้เราทำอย่างเต็มที่ เราก็นึกพุทโธอยู่ในใจ ให้ตั้งใจปฏิบัติ ไม่ใช่ทำเล่นๆ หลบปัญหาต่างๆ ทำเพื่อความพ้นทุกข์จริง คือคอยรู้ใจนี้ว่า ขณะนี้เดี๋ยวนี้ ใจของเราสงบไหม ทำไมถึงไม่สงบ เพราะเหตุไร เราก็ต้องหาเหตุผลพิจารณาดูว่า มันหลงอะไร ติดอะไร ข้องอะไร มันพัวพันกับอะไร ให้แก้ไปที่ละครั้งสองครั้ง ให้จิตนี้สงบ

 

จิตสงบแล้ว ต้องพิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง

จิตสงบแล้ว ก็อยู่กับความสงบอย่างนี้ไปเรื่อยๆ อย่างนี้ไม่ได้ จิตสงบแล้ว ต้องพิจารณาตัวตนของเรา แยกส่วนออกดู อย่างเห็นร่างกระดูกของเรา อย่างนี้ก็พิจารณาเห็นตัวตน แต่จะกำหนดรู้ได้ ก็ต้องเป็นคนที่มีสมาธิก่อน ถ้ามีสมาธิแล้วจึงจะพิจารณาได้ คือ สมาธินี้หนุนปัญญา ปัญญาเกิดขึ้นก็พิจารณา อย่าไปนิ่งอยู่เฉยๆ พิจารณากายนี้ เห็นเป็นความไม่เที่ยง มันเกิดขึ้นได้ ตั้งอยู่ได้ ดับไปได้ ให้พิจารณาอย่างนั้น ให้พิจารณาเห็นความสกปรกปฏิกูลของกายนี้ก็ได้ ร่างกายนี้เป็นของสกปรก เพราะฉะนั้น เราจึงเอาจิตที่สงบเป็นหนึ่งนี้ ไปพิจารณาเห็นโทษ เห็นทุกข์ของกายนี้

เราเกิดมาไม่ใช่ว่า มันจะสุขตลอด สู้สวรรค์ไม่ได้ สวรรค์มีความสุขมากกว่า แต่ความทุกข์ไม่มี มีแต่ความสุข หมดบุญจากสวรรค์แล้ว ก็ลงมาเกิดในมนุษย์ เกิดเป็นมนุษย์แล้วคิดว่า มันจะดี ไม่ดี ก็เกิดแล้ว ต้องมาแก่ มาเจ็บ มาตายอีก เราต้องพิจารณาเข้าไปอย่างนี้ พิจารณาเห็นไปทั้งกายและใจ ใจก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน กายก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน คือ มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา เอาอะไรเป็นเรา เป็นของๆ เราไม่ได้ ยึดถือส่วนไหนก็ไม่ได้ มีความเกิดขึ้นแล้ว ก็ดับไปเสื่อมไป มันเกิดขึ้นได้ มันเสื่อมไปได้ เราต้องรักษาความสงบเอาไว้ เพื่อให้เกิดปัญญา

 

รักษาความสงบ เพื่อให้เกิดปัญญา

ปัญญาในที่นี้ไม่ใช่ปัญญาโลกิยะ มันเป็นปัญญาโลกุตระ ปัญญาเหนือโลก ส่วนปัญญาในโลกนี้ เช่น เรียนตำรับตำรา คัมภีร์ มีความรู้ ทำอะไรนั้นเป็นนี่เป็น อย่างนี้เรียกว่า เป็นปัญญาทางโลก แต่ปัญญาทางธรรม คือ ชำระจิตให้บริสุทธิ์จากกิเลสทั้งหลาย มีความโลภ ความโกรธ ความหลง เป็นต้น

เมื่อมีความโลภเกิดขึ้น เราก็ต้องแก้ไข ให้ยินดีเฉพาะส่วนที่เราได้ คือ เป็นของๆ เรา เราอย่าเอาของๆ ของอื่น ความโกรธก็เหมือนกัน กระทบอารมณ์แล้วก็โกรธ หูฟังเสียง ตาเห็นรูป ลิ้นลิ้มรส เห็นความทุกข์เกิดขึ้น เพราะอาศัยสิ่งเหล่านี้อยู่ อาศัยตา หู จมูก มันก็โลภ โกรธ หลง เกิดขึ้นนี่แหละ ตาเห็นรูป มันก็เกิดความรักเกิดความใคร่ หูฟังเสียง ก็เกิดทุกอย่าง

 

กิเลสทำให้จิตเศร้าหมอง แก้ที่จิตของเรา

กิเลสทั้งหลาย ทำให้จิตของเราเศร้าหมอง จิตของเราไม่ผ่องใส จิตของเราไม่ละเอียด จิตของเราไม่แน่วแน่ เราต้องแก้จิตของเรา อย่าไปแก้ที่อื่น แก้จิตของเรานี่แหละ ให้มันดี ให้มันนิ่ง ให้มันสงบแล้ว ให้พิจารณาให้เป็น ถ้าพิจารณาเป็นแล้ว มันวางความยึดความถือเหล่านั้น เสียหมด ไม่ยึดถือไว้ ไม่กำไว้ ไม่หน่วงเหนี่ยวเอาไว้ อารมณ์ไหนเกิดขึ้น ดีหรือไม่ดี เราย่อมรู้ว่า อารมณ์นี้เป็นสุขเป็นทุกข์เรารู้อยู่ เรื่องนี้เป็นทุกข์เรื่องนี้เป็นสุข เราพอจะรู้อยู่ เราเอาสิ่งเหล่านั้น มาแก้ไขให้มันดีขึ้น ให้มันละเอียดขึ้น เราต้องทำอย่างนี้ คอยพิจารณาลงไป พิจารณากายนี้นี่แหละ

 

พิจารณาเข้ามาที่ตัวเรา รูปเป็นของเที่ยงหรือไม่เที่ยง

พิจารณาตั้งแต่ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เยื่อในกระดูก ม้าม ตับ ปอด ไส้ใหญ่ ไส้น้อย อาหารใหม่ อาหารเก่า น้ำดี น้ำเสลด น้ำเลือด น้ำเหลือง น้ำมูก น้ำลาย น้ำมูธ เราเห็นชัดแล้ว

เราพิจารณาเห็นโทษเห็นทุกข์ มันเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ให้พิจารณาอย่างนี้อยู่บ่อยๆ ให้พิจารณาเข้าไปเรื่อยๆ พิจารณาอย่าท้อถอย ให้เร่งพิจารณา รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ

รูปก็คือธาตุ 4 ธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุลม ธาตุไฟ มันอยู่ที่ตัวเรา คือธาตุทั้ง 4 ไม่อยู่ที่อื่น อยู่ที่ตัวเรา เมื่อร่างกายนี้ทำต่อไปไม่ได้ อยู่ต่อไม่ได้ มันแตกสลาย ก็ตายไป ก็กลับคืนถมอยู่แผ่นดินเหมือนเดิม น้ำก็ไปตามน้ำ ลมก็ไปตามลม ไฟก็ไปตามไฟ มันเป็นแบบนี้ ให้พิจารณาเข้ามาที่ตัวเรา รูปเป็นของเที่ยงหรือไม่เที่ยง ถ้าเราเห็นชัดด้วยปัญญา เป็นของไม่เที่ยง ทุกข์มันก็ไม่เกิด เพราะเราพิจารณาเห็นโทษของมันแล้ว ถ้าพิจารณาเห็นโทษ ตลอดถึงพระนิพพาน เมื่อตายแล้ว ก็เข้าพระนิพพานไปเลย ไม่ได้มีทุกข์อีกแล้ว

 

ถ้าไม่พิจารณา เราก็เกิดอีก ถ้าไม่เห็นโทษของกาย เราก็เกิดอีก

การเกิด ถ้าเราไม่พิจารณา เราก็เกิดอีก ถ้าเราไม่เห็นโทษของกายนี้ เราก็เกิดอีก เกิดกี่ครั้งกี่หน ก็ต้องเกิด เพราะว่าจิตของเรายังไม่บริสุทธิ์ ถ้าจิตของเราบริสุทธิ์ระดับโสดาบัน เราก็ได้บรรลุธรรมเป็นพระโสดาบัน ถ้าจิตเราละเอียดกว่านั้น ก็สูงขึ้นไปกว่านั้น ราคะ โทสะ โมหะ ก็เบาบาง คุณธรรมชั้นนี้ ก็เกิดขึ้นในใจของเราได้ ราคะเราก็เห็นโทษ โทสะเราก็เห็นโทษ โมหะเราก็เห็นโทษ

สักกายทิฏฐิ วิจิกิจฉา สีลัพพตปรามาส อันนี้พระพุทธเจ้าสอนไว้ เราพิจารณาให้เห็นความจริงอันนี้ให้ได้ อย่าเผลอ เราต้องทำตลอดชีวิตของเรา เพื่อความสุขความสงบของเรา เพื่อประโยชน์ของเรา ถ้าเราพิจารณาอยู่ ถ้าไม่เป็นพระอรหันต์ในตอนนี้ ตอนใกล้ตายเราก็ต้องบรรลุเป็นพระอรหันต์ ไม่ไปสู่ภพภูมิไหนอีกเลย เข้าสู่นิพพานเลย หมดสิ้นกันแล้ว ในวัฏฏะหรือวิวัฏฏะก็ตาม หมุนตามโลกหรือหมุนตามธรรม

 

ปัญญาทางโลกกับปัญญาทางธรรมมันต่างกัน

ปัญญาทางโลกกับปัญญาทางธรรมมันต่างกัน ปัญญาทางธรรมคือเห็นชัดในธาตุ 4 ขันธ์ 5 นี่แหละ เห็นชัดเจน เห็นแจ่มแจ้ง ปล่อยวางได้ ละได้ เพิกถอนอารมณ์ต่างๆ ได้ ไม่มุ่งไปสู่ความทุกข์เลย เรามุ่งสู่ความสุขความเจริญ เราต้องตั้งใจปฏิบัติให้ดี อย่าถอย อย่าหมดกำลัง ให้คอยกำหนดรู้ว่า ตัวเรานี่เป็นของสกปรกนะ ให้เห็นชัด คนอื่นก็สกปรกเหมือนกัน เราเห็นคนอื่นก็สกปรก เราเห็นตัวเราก็เป็นตัวสกปรก สกปรกเพราะว่ามันมีความเน่าเหม็นอยู่ในกายนี้ อย่างอุจจาระ ปัสสาวะ มันก็เน่าเหม็น อยู่ในกายนี้ ตราบใดที่เรายังมีชีวิตอยู่ มันก็เกิดเรื่อยไป จนกระทั่งเขาเผาทิ้ง

 

อบายภูมิเปิดประตูรอรับท่าน ผู้ประมาทแล้ว

ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่สุดที่ต้องพิจารณาให้เห็นความจริงตลอดเวลาว่า กายนี้ไม่เที่ยง ใจนี้ไม่เที่ยง คือมันไม่เที่ยง มันเห็นชัดแล้วว่า มันไม่เที่ยง เราก็ไม่ต้องไปยึดถือเอาความเป็นของเรา หรือเป็นตัวตนของเรา เราถือเหมือนคนนั่งเรือข้ามฝาก ลงสู่เรือแล้ว ค่อยว่ายแหวกเข้ามา จนถึงฝั่ง อันนี้เรียกว่า ทำไม่หยุด ถ้าเราหยุด ไม่ทำอีกเลย อันนี้ประมาทมาก อบายภูมิต้องเปิดประตูรอรับท่านเหล่านี้ ผู้ประมาทแล้ว

อบายภูมิมีสัตว์เดรัจฉาน เปรต อสูรกาย สัตว์นรก อันนี้เปิดทางให้เราแล้ว เราเกิดมาไม่ใช่จะไปสู่ความสุขได้อย่างเดียว บาปเราก็ทำ กรรมดีเราก็สร้าง เราทำทั้งกรรมดี ทำทั้งกรรมชั่ว มันก็ไปดีบ้างไปชั่วบ้าง ตามธรรมดาของมัน ที่ไปเกิดที่ว่า ไม่ใช่กายนี้ ใจที่ไปเกิด ใจก็ไปปฏิสนธิ วิญญาณเข้ามาในท้องครรภ์มารดา เกิดออกมาแล้ว มีทุกข์ ต้องร้องไห้ เดือดร้อน เป็นหนุ่มเป็นสาวแข็งแรงดี แก่ขึ้นมา เจ็ดสิบแปดสิบ เอาเรี่ยวแรงมาจากไหน มันก็ต้องอ่อนกำลังลง จะเดินจะเหินจะไปมา ก็ต้องลำบาก อายุเจ็ดสิบแปดสิบ เริ่มร่นร่วงแล้ว ถ้าถึงเก้าสิบได้ถือว่าดีแล้ว

 

พิจารณาให้เห็นโทษของกระดูก

เพราะเหตุนั้น ให้ท่านทั้งหลายพิจารณาอยู่บ่อยๆ พิจารณาแล้วพิจารณาอีก เห็นชัดลงไป ตัวเรามีแต่โครงกระดูก ถ้าไม่มีโครงกระดูก เนื้อหนังมังสาของเรา ก็ต้องรวมลงไปสู่ดินไปเลย แต่กระดูกก็ยังเหลืออยู่ 100 ปี จึงมาดูอีกทีหนึ่ง ว่าจะเป็นอย่างไร กระดูกอันนี้

ถ้าเรามีกระดูก ก็พิจารณาให้เห็นโทษของกระดูกนี้แหละ ว่าเรารักเราอาศัยโครงกระดูกอันนี้ คนจะสวยจะงามก็ที่โครงกระดูกอันนี้ คนที่ขี้ริ้วขี้เหร่ก็อาศัยกระดูกอันนี้ เกิดมาด้วยอำนาจบาป เกิดมาด้วยอำนาจบุญ มีบุญจึงได้เกิดดี ไม่มีบุญไม่ได้เกิดเลย ไปนรก ที่จะมาเกิดเป็นคน ไม่ได้มาแล้ว กี่ล้านปีก็ไม่รู้ นานแสนนาน เรียกว่า อสงไขย จนนับไม่ได้ จนเพิกถอนออกจากจิตไม่ได้ มันยึดมันถือ

 

นรกสวรรค์ ตามแต่อำนาจบุญบาปที่เราทำไว้

ถ้าเราวางไป ละความยึดความถือได้ เราก็มีความสุข ไม่ต้องทุกข์อีกเลย อันนี้เรายังมีทุกข์อยู่ ประตูนั้นก็ยังปิดอยู่ ประตูนี้ก็ยังปิดอยู่ ไม่เปิด เราเข้าไปสู่พระนิพพานไม่ได้ ตราบใดที่เรายังทำความชั่วอยู่ เราไม่มีโอกาสที่ได้ไปสวรรค์เลย ไม่ได้ไปถึงความสุขความสำเร็จเลย

การกระทำของเรานั่นแหละเป็นเหตุให้เป็นไปอย่างนั้น ตกนรกบ้างไปสวรรค์บ้าง ตามแต่อำนาจบุญบาปที่เราทำไว้ การที่ทำบาปไว้ มันก็ไปสู่อบายภูมิ ไม่มีใครห้ามได้หรอกว่า อย่าไปเกิดในอบายภูมิ หรืออ้อนวอนพระเจ้าว่า จงช่วยให้ข้าพเจ้าให้ถึงสวรรค์ อันนี้มันเป็นเพียงเครื่องล่อหลอกกันเฉยๆ มันไม่จริง เพราะฉะนั้น ท่านถึงให้ไม่ประมาท ให้รีบเร่งสร้างคุณงามความดี

 

อะไรเป็นความดีเราต้องทำ

อะไรเป็นความดีเราต้องทำ พิจารณาแล้วด้วยจิต พิจารณาแล้วด้วยใจ พิจารณาเปรียบเทียบกันแล้ว ขาดทุนหรือได้กำไร เราต้องพิจารณาเข้ามาที่ตัวเรา เราเกิดมานี่เราขาดทุน ขาดทุนอะไร เราไม่สามารถไปสวรรค์ได้ ก็ขาดทุนแล้ว ตายแล้วไปตกนรก จะมีประโยชน์อะไร เกิดมาชาตินี้ แย่งข้าวเขากิน แย่งน้ำเขากิน แย่งที่เขาอยู่ มันไม่สามารถทำคุณงามความดีให้ได้เลย ทานก็ไม่ได้ให้ ศีลก็ไม่ได้รักษา เราจะเอาอะไรเป็นที่พึง ภาวนาก็ไม่ปฏิบัติ ยิ่งไปกันใหญ่เลย ไม่มีที่พึ่งเลย จิตนี้ ตายปุ๊บ โน่นไปนรกเลย กายนี้มันก็เผาทิ้ง มันเป็นอย่างนี้

ไม่ว่าท่านเหล่านั้นจะเป็นใครก็ตาม เป็นพระราชามหากษัตริย์ หรือเป็นรัชทายาท เป็นพวกเราประชาชนทั่วไป เป็นปุถุชนต่างๆ มันก็ตกอยู่ในกฎเดียวกันหมด เกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไปหมด ถ้ามาเกิดดี เกิดในตระกูลอันดี มีศีลมีธรรม รู้จักบาปบุญคุณโทษ เราก็พ้นไป เพราะเราก็จะเป็นคนดีเหมือนต้นตระกูลของเรา เราไม่ทำสิ่งชั่วช้าเลวทราม เราไม่ทำบาป ไม่ทำความชั่ว ทำแต่ความดี

 

ใจเป็นสภาพถึงก่อน..ให้แก้ไขที่ใจนี้ ให้มันมีทาน มีศีล มีสมาธิ มีมรรคผล อยู่ในใจ

ความดีคือมีทาน ความดีมีศีล ความดีมีสมาธิ มรรคผลนิพพาน ใครเป็นคนทำ กายนี้ทำ แต่ใจก็ต้องเป็นผู้ควบคุม ใจสั่งมาให้ทำ ก็ต้องทำ ใจไม่ได้สั่งมาให้ทำ มันทำไปไม่ได้ อยู่ที่ใจ ใจเป็นสภาพถึงก่อน ถึงก่อนทุกสิ่งทุกอย่าง ใจนี้แหละ เป็นตัวการสำคัญ ให้แก้ไขที่ใจนี้ให้ดี ใจนี้ให้มันมีทานใจ ให้มันมีศีลในใจ ให้มันมีสมาธิในใจ ให้มันมีมรรคผลอยู่ในใจ อย่างนี้ไม่ผิดหวัง ตายแล้วไม่ไปนรก เพราะเราทำความดีไว้อยู่ ถ้าเราทำความชั่วไว้ อันนี้ไม่แน่นอน ที่จะไปสวรรค์ได้ เพราะคนนั้นคนนี้ทำบุญให้ อันนี้อย่าไปคิดหวังอะไรเลย ขนาดอยู่เป็นมนุษย์ยังไม่เชื่อฟัง ตายไปแล้ว จะมาเชื่อฟังที่ไหน มันจะเอาทานที่ไหนมาทำ จะเอาศีลที่ไหนมาทำ เอาภาวนาที่ไหนมาปฏิบัติ ไม่รู้เลยว่าพุทโธ ธัมโม สังโฆ ความดีความชั่วเป็นยังไง ไม่รู้เลย หมดเลยโอกาส ไปนรกลูกเดียว ที่ไม่ได้ไปนรกไม่มี เพราะอะไร เพราะคนทำความชั่วอยู่ โกหก หลอกลวง ต้มตุ๋น ราคะ โทสะ โมหะ มีแต่สิ่งที่ให้ชั่วหมดเลย

 

“ทุกขา ชาติ ปุนัป ปุนัง” การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ร่ำไป

เราอย่ายึดถือเอาไว้ เราต้องวางเสีย วางจิตให้เป็นกลาง วางจิตให้เป็นหนึ่ง มีอารมณ์อันเดียว พิจารณาเข้าไปที่ตัวเรา กายนี้เกิดขึ้นได้ กายนี้เสื่อมไปได้ ตายไปได้ ให้พิจารณาอย่างนี้บ่อยๆ จะได้ไม่ประมาท จะได้ตั้งหน้าทำความดีเอาไว้ เพื่อความสุขของเรา ถ้าอยากให้ดีสูงสุด ก็ต้องได้สำเร็จเป็นพระอรหันต์ เรียกว่า ทำถึงที่สุดแล้ว ไม่กลับมาเกิดอีกแล้ว อย่างนี้หมดทุกข์เลย ไม่เกิดก็ไม่ทุกข์ ถ้ามีเกิดก็มีทุกข์ “ทุกขา ชาติ ปุนัป ปุนัง” การเกิดบ่อยๆ เป็นทุกข์ร่ำไป การเกิดบ่อยๆ ก็เป็นทุกข์ ไม่ได้เป็นสุขตลอด เกิดเป็นมนุษย์ก็ไม่ใช่ว่าดีไปตลอด บางคนก็เกิดตระกูลยากจน ลำบากลำบน ไร่นาก็ไม่มี อะไรก็ไม่มี ที่ทำมาหากินก็ไม่มี รับจ้างได้วันละ 300 บาท ซื้อกับข้าวกินก็ไม่พอ มันมีประโยชน์อะไร เราเกิดมาจะเอาอะไรเป็นที่พึ่ง ไม่ได้ทำความดีเอาไว้ จะเอาอะไรเป็นที่พึ่ง

 

“สีเลนะ สุคะติง ยันติ สีเลนะ โภคะสัมปะทา สีเลนะ นิพพุติง ยันติ”

ศีลท่านให้รักษาให้ดี “สีเลนะ สุคะติง ยันติ” ศีลเป็นเหตุให้ถึงสุคติ “สีเลนะ โภคะสัมปะทา” ศีลเป็นเหตุให้มีโภคะมาก “สีเลนะ นิพพุติง ยันติ” ศีลรับรองให้เข้าถึงธรรม บรรลุเป็นพระอริยบุคคล ใครเป็นผู้มีศีล ก็ตัวเรานั่นแหละเป็นผู้มีศีล ใครเป็นผู้มีธรรม ตัวเราเป็นผู้มีธรรม ใจเรานั่นแหละเป็นผู้มีธรรม ถ้าใจว่าทำดีได้ มันก็ทำดี ถ้าใจว่าทำดี ก็ไม่เห็นดีอะไร ทำชั่วดีกว่า แต่ก็ไม่รู้จักว่าดีคืออะไร ชั่วคืออะไร บาปคืออะไร บุญคืออะไร ไม่รู้เลย ทำความชั่วทำความผิดตลอดเวลา มันจะพ้นทุกข์ได้ยังไง เพราะเราไม่รู้จักอะไรเป็นอะไร ทางแห่งความดีเราไม่รู้จัก ทางแห่งความชั่วเราไม่รู้จัก เราก็ทำตามความพอใจของเรา ตกต่ำเลย ไปนรก ไม่มีอะไรเหลืออยู่

 

จะเอาดีจะเอาชั่วขึ้นอยู่ที่เรา คบบัณฑิต คบคนชั่ว

ให้พยายามชำระจิตอันนี้ ให้มันดี ด้วยการให้ทาน ด้วยการรักษาศีล ด้วยการปฏิบัติธรรม ปฏิบัติธรรมเป็นธรรมชั้นสูง ฝึกหัดจิตให้เป็นสมาธิไม่ได้เป็นธรรมดา จิตเป็นสมาธิแล้วมีสุขมาก เย็นสบายในหัวอกหัวใจ มันเป็นอย่างนี้ เราจะเอาดีจะเอาชั่วขึ้นอยู่ที่เรา ได้คบบัณฑิตหรือคบคนชั่วคบคนพาล ถ้าคบคนพาล มันก็ไปสู่อบาย เขาดึงเราไปทางนั้นทางนี้ คบคนพาลพาไปทำชั่วทำบาป คบบัณฑิตพาไปทำความดี เราจะรู้ว่าบัณฑิตเป็นคนยังไง คนมีศีลก็เป็นบัณฑิต คนมีธรรมก็เป็นบัณฑิต รู้บาปบุญคุณโทษก็เป็นบัณฑิต เราทำตามอย่างนี้ เราจะมีความสุขในมนุษย์ ตายไปแล้วก็มีความสุขอีก เราอยากได้ความสุขหรือความทุกข์แก่ใจของเรา เราอยากได้ความสุข เราก็ต้องทำความดี อยู่ที่ไหนก็ต้องทำความดี อย่าประมาท เราจะได้ความสุขแน่นอน ทานเราให้ ศีลเรารักษา ภาวนาเราปฏิบัติ มันไปได้ดีทีเดียว ถึงความสิ้นทุกข์ในปัจจุบันนี้ ไม่มีทุกข์อื่นยิ่งกว่านี้

 

ทำใจของเราให้มันดี ให้ถึงที่สุดของการปฏิบัติ ให้ถึงมรรคถึงผล ให้ถึงพระนิพพาน

ด้วยเหตุนี้จึงจำเป็นที่สุดที่จะต้องแก้ไขตัวเอง เพราะฉะนั้นพยายามให้ดี พยายามทำใจของเราให้มันดี ให้มันถึงที่สุดของการปฏิบัติ ให้มันถึงมรรคถึงผล ให้มันถึงพระนิพพานให้มันเกิดขึ้นในใจของเรา ให้ใจของเราบรรลุมรรคผล บรรลุจากความทุกข์ความเดือดร้อนที่เรามีอยู่ สามารถปล่อยวางได้ อดทนได้ อยู่ได้ ร้อยปีตายไปแล้ว

มีใครไหมที่ยังอยู่พันปี ไม่มี ร้อยปีถือว่ายอดแล้ว สี่สิบห้าปีก็หันเหแล้ว ใกล้แล้ว เริ่มจะมีการเปลี่ยนแปลงแล้ว ขาก็เริ่ม ร่างกายก็อ่อนโรยลงไป หลังก็เมื่อย บางทีก็เป็นหลังโกงอะไรไป คนเราเกิดมาเพื่อเป็นทุกข์จริงๆ นะคนเรา ถ้าไม่ทำความดีแล้ว จะเอาอะไรเป็นที่พึ่ง เป็นที่อาศัย เอาอะไรเป็นแดนแห่งความงามแห่งความดี ถ้าเราไม่ได้ทำดีไว้ เราจะเอาความดีจากไหน มันเอาไม่ได้ มันต้องปฏิบัติให้มันได้ถึงความสุข ให้ได้ถึงมรรคผลนิพพาน มันถึงจะสิ้นทุกข์กัน

 

นิ่งแน่วอยู่กับพุทโธ พุทโธ พุทโธตลอด ใจมันก็สบาย

เราอย่าคิดว่า เราทำอะไรก็ได้ ถึงสวรรค์ก็สบายดี มีเมียได้หลายคน หลงแล้ว ไปเกิดในสวรรค์ หลงสรรค์อีก อยู่เป็นอายุสวรรค์พันปี แต่มาเทียบอายุมนุษย์วันหนึ่งคืนหนึ่งเท่ากับร้อยปี พอถึงร้อยปี มันกินข้าวไม่ได้หรอก นั่งก็นั่งไม่ได้ นั่งรถเข็นเอา เดินก็เดินไม่ไหว เมื่อยเหนื่อย เริ่มอ่อนกำลังๆ ไม่รู้ประตูสวรรค์ไม่รู้ประตูนิพพาน

ใกล้จะตายนึกพุทโธ พุทโธ ก็ไปสวรรค์ได้ นึกถึงพระธรรมคำสอนของพระพุทธเจ้าว่าดีจริง พระพุทธเจ้าตรัสไว้ซึ่งของจริง ให้ปฏิบัติตาม ให้ทำตาม ถ้าอยากได้ความสุขให้ทำ ถ้าไม่ได้อยากได้ความสุขให้เลิก อย่าทำ ถ้าอยากได้ความสุขให้มาอีก อย่างน้อยให้ได้โสดาบันก็ยังดี หรือไม่อย่างนั้น ก็ให้จิตเรามันสงบก็ยังดี

ถ้าจิตเราไม่สงบ ก็ทำให้มันสงบ ทำยังไง ก็นึกถึงพุทโธ พุทโธไว้ ไม่ต้องนึกถึงเรื่องอื่น ไม่ต้องคิดถึงเรื่องอื่นเลย นึกถึงแต่ พุทโธ คำเดียวไว้ในใจ เดินไปก็นึกถึงพุทโธ นั่งอยู่ก็นึกถึงพุทโธ นอนอยู่ก็ยังนึกถึงพุทโธ หลับไปแล้ว ตื่นมาใหม่ก็นึกถึงพุทโธอีก เอาพุทโธ เป็นหลักในใจเรา ใจเราไม่ไปในทางอื่น มันนิ่งแน่วอยู่กับพุทโธ พุทโธ พุทโธตลอด ใจมันก็สบาย เพราะมันได้อาหารเต็มอิ่ม คือ ความสงบ

 

จำเป็นที่สุดที่ทุกคนเกิดขึ้นมาแล้ว จะต้องหันหาทางดีทางงาม

เพราะฉะนั้น มันจึงจำเป็นที่สุดที่ทุกคนเกิดขึ้นมาแล้ว จะต้องหันหาทางดีทางงาม ทางประเสริฐ ผิดศีลมันไม่ใช่ของดี มันไม่ได้เป็นไปเพื่อความสุขความเจริญเลย เป็นไปเพื่อความทุกข์ กังวลใจมีปัญหานั่นนี่ ร้อยแปดพันประการ เราต้องแก้ไขตัวเรา สิ่งไหนเราเคยทำมาเป็นสิ่งที่ไม่ดี เราก็ให้จำไว้ เราจะไม่ทำสิ่งนั้นอีก ให้เข้มแข็ง สิ่งไหนดีแล้ว ก็ให้พยายามประคับประคองให้ดีขึ้น ทำให้มันสูงขึ้น ทำให้มันดีขึ้น ทำให้มันแจ้งชัดในใจขึ้น ทำให้รู้เหตุรู้ผล รู้ความดีความงามของใจ

ใจนี่แหละ จะไปสู่สวรรค์ก็ใจนี่แหละ จะไปสู่นิพพานก็ใจนี่แหละ ไม่ใช่ว่า ที่อื่นจะไป เกิดมาได้กำไร ถ้าทำความชั่วความผิด เกิดมาได้อะไรไหม เกิดมาไร้ประโยชน์ไร้ค่า อย่าทำ ถ้ามันไร้ประโยชน์ไร้ค่า อย่าทำ ให้ทำแต่สิ่งที่ดีงาม อยู่ที่ไหนก็ตาม ได้หมด

 

ต้องทำความดีให้มาก อย่าประมาท

เราต้องทำความดีให้มาก อย่าประมาท เกิดมาแล้วอย่าประมาท ให้ทำความดีให้มาก ถ้าไม่ทำความดี จะเอาอะไรเป็นที่อาศัย ที่จะไปสุคติได้ “สีเลนะ สุคะติง ยันติ” เราไปได้ไหม ถ้าเรามีศีล มันก็ได้ไปสุคติ คนรักษาศีลเกิดมาก็เป็นคนสวยคนงาม คนจะได้เป็นราชามหากษัตริย์ก็เพราะรักษาศีล จะได้ดีมีสุขก็เพราะว่ามีศีล ถ้าไม่มีศีลแล้ว จะเอาอะไรเป็นเครื่องอยู่ จะเอาอะไรมาเป็นเครื่องปกป้องจิตใจของเราไห้ถึงความสุขความเจริญ มันไม่มีทางอื่น มีแต่ทางตกต่ำ

โลกนี้มีสิ่งที่ให้คนตกต่ำมีเยอะ ให้คนผิดศีลผิดธรรมก็เยอะ เพราะฉะนั้น อย่าให้ประมาทกัน ให้ตั้งความพากความเพียร ให้ตั้งใจให้มั่นคง ความชั่วเราจะไม่ทำ เกิดมาชาตินี้ เราจะไม่ทำความชั่วให้กับตัวเราเอง ไม่ว่าอยู่ที่ไหน ยืน เดิน นั่ง นอน อยู่ในบ้านช่อง อยู่ที่ไหนก็ตาม ตั้งสติไว้ว่า เราจะสร้างความดี เราจะทำความดี สิ่งที่ไม่ดีเราจะไม่ทำ เราจะเลิก สิ่งไหนไม่ดี เราจะไม่ทำ

 

เห็นชัดเจนว่า ใจของเราไม่สงบเลย พอเห็นแล้ว มันก็ปล่อยวาง ละได้เลิกได้ถอนได้

ทำอย่างนี้มันมีสุขไหม ถ้าสิ่งไหนไม่ดี เราไม่ทำ สิ่งไหนดีเราจึงทำ มันไปสู่ความสุขแล้ว อย่างพวกเรานั่งอยู่ นอนอยู่ เราจะเห็นว่าใจของเราสงบไหม หรือว่าเป็นยังไง ใจเรารู้แจ้ง เห็นจริงไหม เราเห็นชัดเจนว่า ใจของเราไม่สงบเลย ฟุ้งซ่านเลย แต่ก่อนมันเห็นไหม มันไม่รู้เรื่องเลย แต่ตอนนี้มันเห็น อันนี้เป็นความสุขความสบาย อันนี้เป็นความทุกข์ยากลำบาก มันเห็นแล้ว

พอมันเห็น มันก็ปล่อยวางนะสิ ละได้เลิกได้ถอนได้ ไม่ใช่จำได้อย่างเดียว จำพระไตรปิฏกได้หมดเหมือนพระอานนท์ มีตั้ง 91 เล่ม อ่านเดือนหนึ่งก็ไม่หมด คำสอนของพระพุทธเจ้ามันมาก ก็สอนคนเรานี่แหละ ให้ทำความดี ให้มีศีลมีธรรม ให้มีข้อวัตรปฏิบัติ ตายแล้วจะไม่ได้ไปสู่อบายภูมิ ลองพิจารณาดู ในตู้พระไตรปิฏก เราคิดจะจำกัน ตอบกันถามกัน มันไม่มีประโยชน์อะไร เรารู้แล้ว เราเอามาปฏิบัติตาม มันถึงดี ถ้าไม่เอามาปฏิบัติตามแล้ว เราจะเอาดีที่ไหน จะเอาดีจากอะไร

 

เราอย่าถอย เอาให้หนักหน่วง ตายเป็นตาย ยังเป็นยัง

เราต้องปฏิบัติตามความดีความงามที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ในพระไตรปิฏก เราปฏิบัติตามคำเดียวหรือประโยคเดียว อย่างนึกพุทโธ พุทโธ พุทโธ จิตก็สงบลงไป เย็นลงไปสบายลงไป ไม่คิดฟุ้งซ่านเลย เราได้ชัยชนะแล้ว เราอย่าถอย เอาให้หนักหน่วง ตายเป็นตาย ยังเป็นยัง เป็นอะไรก็ตาม ไม่กลัว เราทำความดี เราไม่กลัวใคร ไม่กลัวความชั่ว ไม่กลัวความผิด เราจะทำแต่ความดี ความชั่วความผิด เราไม่ทำ มันไม่ใช่ทางพ้นทุกข์ ไม่ใช่ทางทำให้เราเจริญรุ่งเรือง ไม่ใช่ทางที่จะทำให้เราถึงความสุขความเจริญได้

เราต้องละเว้นความทุกข์ เราต้องหลีกหนีให้ได้ เราอย่าเอามาใส่ใจเรา สิ่งไหนที่ไม่ดี เราอย่าเอามาใส่ใจเรา แม้พูดจาปราศรัยก็เหมือนกัน อย่าเอามาใช้ที่วาจาของเรา อย่าเอามาใช้ที่ใจของเรา สิ่งไหนก็ตาม เราก็จะเจริญขึ้นๆ ดีขึ้นๆ ให้ทำสิ่งนี้เอาไว้ ให้ทำความดีเอาไว้

 

เรารู้จักไหม ความดีคืออะไร

เรารู้จักไหม ความดีคืออะไร นั่นแหละ บางคนก็เกิดศรัทธาเลื่อมใส อยากบวช บวชมาแล้วก็ต้องปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้า ปฏิบัติตามพระธรรมพระวินัย ถ้าไม่ปฏิบัติตามธรรมตามวินัยอยู่ได้ไหม เขาก็ไม่ให้บวชอยู่ได้ ผิดอาบัติแล้ว ปาราชิกแล้ว เขาจะให้อยู่ได้ไหม อยู่ไม่ได้ เข้าประชุมสงฆ์ก็ไม่ได้ ไปอะไรก็ไม่ได้ แต่เราจะรู้ดีว่าอันไหนเป็นยังไง

เรารักษาศีลได้ไหม เรารู้จักว่าศีลคืออะไรไหม เรารักษาศีลไม่ได้ บวชไปก็ตกต่ำ พระทำไม่ดีก็ลำบาก ตกนรก ยิ่งตกนรกเร็ว ต้องระวัง บวชแล้ว ต้องอยู่ในศีลอยู่ในธรรมจริงๆ อะไรเป็นความชั่วเป็นความผิด เราอย่าทำ นั่นไม่ใช่บวชแล้ว ดีตลอดไป ดีทุกอย่างไม่ใช่ เราต้องมาปฏิบัติอีก เราต้องมาชำระจิตของเราให้หมดจากนิวรณ์ ให้หมดจากสิ่งชั่วร้ายทั้งหลายทั้งปวง ให้เรามีใจแน่วแน่กับพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ให้ใจมั่นคง ให้ใจดี ให้ใจบรรลุมรรคผล ให้ใจพ้นจากทุกข์

 

เราต้องเชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้า

คนหนึ่งไม่ใช่สร้างบารมีมาหนึ่งวันสองวัน สี่อสงไขยแสนมหากัป กว่าจะได้เป็นตรัสรู้เป็นพระพุทธเจ้า “อสังขย” แปลว่าไม่สามารถนับได้ มันเท่าไหร่ คือไม่สามารถนับได้ 4 อสงไขยกับแสนมหากัปอีก ไม่มีทางที่จะช่วยเหลืออย่างอื่นได้

เราต้องเชื่อมั่นในคำสอนของพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างไร ให้เราปฏิบัติตามนั้น ปฏิบัติตามคำสอนนั้น อย่าคิดว่า เราอยู่ยังไงก็ได้ ข้าวปลาอาหารก็ไม่ได้อดไม่ได้อยาก อย่าคิดอย่างนั้น เราก็ไม่จำเป็นต้องไปปฏิบัติธรรมหรอก อย่างนี้ก็มี เราก็อย่าไปสนใจกับคนที่มีความประมาท เราสนใจกับผู้ที่แน่วแน่กับศีลกับธรรม ต้องปฏิบัติให้เด็ดเดี่ยว กล้าหาญ เหนื่อยยากลำบากขนาดไหนก็ตาม เราไม่ถอย มาคราวนี้ให้ได้บรรลุมรรคผล ให้ได้โสดาบันก็ยังดี ให้ได้สกิทาคามีก็ยังดี ให้ได้อนาคามีก็ยังดีหลาย ดีมาก ให้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ไม่ใช่ธรรมดาแล้ว คนสร้างบารมีมาตั้งนานแล้ว อย่างน้อยก็สี่อสงไขย แสนมหากัป ถึงจะหลุดพ้นไปได้ กว่าเราจะพ้นจากความทุกข์ได้ นานแสนนาน เราเกิดเราตายแล้ว หลายหมื่นชาติ หลายแสนชาติแล้ว

 

มีศีลให้รักษา มีภาวนาให้ปฏิบัติ ทำได้อย่างนี้ เรียกว่า ทำความสุขสงบให้ตัวเอง

เพราะฉะนั้น จึงอย่าประมาท เกิดมาแล้ว ให้ตั้งใจทำความดี อย่าท้ออย่าถอย ให้มันบรรลุมรรคผล ให้มันได้ คอยละไปๆ หมดไปๆ ความชั่ว ความดีก็เข้าแทนที่ ในที่สุดก็สบาย

พิจารณาเข้าไป อย่าถอย เอาให้เห็นกระดูกเป็นแก้ว กระดูกเป็นพระธาตุเลย เรามีเงินมีทอง เราอย่ามีเฉยๆ เราต้องทำทาน ต้องบริจาค เราถึงจะเป็นคนรวยได้ เกิดชาติไหน ภพไหน เราก็เป็นคนไม่ตกทุกข์ได้ยาก มีศีลให้รักษา มีภาวนาให้ปฏิบัติ ทำได้อย่างนี้ เรียกว่า ทำความสุขสงบให้ตัวเอง ทำความสุขให้กับตัวเอง ทำความดีให้กับตัวเอง ใครทำแทนไม่ได้หรอก เราทำของเราเอง คนรักษาศีลก็ได้ คนไม่รักษาก็ไม่ได้ จะไปปฏิบัติแทนกันได้ยังไง จิตใครจิตมัน ตกนรกยังไม่ได้ไปแทนกันได้เลย บุญกุศลทำให้ได้บ้าง มันรับไม่ได้ เพราะไม่มีศีล ถ้ามีศีลแล้วกองบุญที่ญาติพี่น้องทำให้ รับได้ แต่ถ้าไม่มีศีล รับไม่ได้เลย กองบุญจะมากขนาดไหนก็ตาม 7 วันเตือนทีหนึ่ง 7 วันเตือนทีหนึ่ง ก็ไม่พ้นจากทุกข์ได้ เพราะยังไม่มีศีล

 

ความดีต่างๆ ให้ทำให้ดี ทำให้ทั่วถึง ทำให้ถึงที่สุด อย่าท้อถอย อย่าหมดกำลังใจ

ศีลจำเป็น เป็นเทวดา ก็ต้องมีศีล เป็นเทวดาไม่มีศีล ก็ตกนรกได้เหมือนกัน เพราะฉะนั้นให้ทำความดี อย่าท้อถอย ความดีทางกาย ความดีทางวาจา ความดีทางใจ ความดีต่างๆ ให้ทำให้ดี ทำให้หมด ทำให้ทั่วถึง ทำให้ถึงที่สุด อย่าท้อถอย อย่าหมดกำลังใจ อย่าคิดว่า เราทำเท่านี้พอ เราต้องทำไปจนตลอดชีวิตของเรา เรามาปฏิบัติธรรมนี่ เรามาถูกทางแล้ว ต้องทำความดีต่อไปให้ได้ ยากปานไหนก็ตาม อย่าถอย อย่าหมด อย่าหยุด ให้ทำ ยากปานไหนก็ต้องทำ ลำบากปานไหน ก็ต้องทำ ต้องอด ต้องทน ต้องคิดว่า เราทำความดีเพื่อเราเอง อย่าไปคิดว่าคนอื่นจะทำให้ เราตายไปแล้ว ลูกเต้าจะทำให้ ลูกเต้ามันขี้เมาเบียร์ จะไปรู้จักทำอะไร บุญมันยังไม่รู้จักเลย จะมาทำบุญให้พ่อแม่ ทำปราสาทให้ เพื่อพ่อแม่จะได้อยู่ในปราสาท อยู่สวรรค์ มันไม่มีศีล มันไปไม่ได้ มันไม่มีการปฏิบัติ มันไปไม่ได้ นึกพุทโธก็ไม่เป็น มันจะไปสวรรค์ได้อย่างไร ต้องแก้ไขตัวเอง ต้องแก้ไขจิตใจของเรา ให้คนอื่นทำให้มันไม่ได้ผลหรอก เราตกนรกมันลึก ทำให้มันก็ไม่ถึง ไม่รู้เมื่อไหร่จะพ้นจากทุกข์ได้

 

เราต้องฝึกหัด ใจให้อยู่ในทางแปดสาย

พิจารณาให้มันดีว่า สิ่งนี้ไม่ถูก พระพุทธเจ้าสอนไว้ สิ่งนี้ถูก พระพุทธเจ้าก็สอนไว้ สิ่งนี้ผิด พระพุทธเจ้าก็สอนไว้ เราอย่าดำเนินชีวิตไปตามสิ่งที่ผิด พระพุทธเจ้าให้เราถืออริยสัจธรรม คือ มรรคแปด เราต้องปฏิบัติตามมรรคแปด ให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ให้เป็นสัมมาสังกัปปะ ให้เป็นสัมมาวาจา ให้เป็นสัมมากัมมันตะ ให้เป็นสัมมาอาชีวะ ให้เป็นสัมมาวายามะ ให้เป็นสัมมาสติ ให้ถึงความเป็นสมาธิ อันนี้แหละ เราต้องฝึกหัด ใจของเราให้อยู่ในทางแปดสายนี้ เดินเข้าไปสู่ที่เดียวกัน คือ พระนิพพาน ทางให้ถึงความสุขความเจริญ ถ้าเราทำสัมมาทิฏฐิได้หรือมรรคแปดนี้ได้ เราจะถึงความสุขความเจริญ ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหน ก็จะมีความสุข แต่ว่าจะได้สุขมากน้อยก็แล้วแต่เหตุปัจจัยของมัน อย่างดีก็ต้องรู้ว่าจิตของเราเป็นสมาธิหรือไม่เป็นสมาธิ เราต้องทำตามมรรคแปด มรรคแปดนี้แหละ จะทำให้เราพ้นทุกข์ ให้ทำมรรคแปดไว้ ให้เกิดในใจของเรา ไปอยู่ที่ไหนก็ตามให้มีมรรคแปด คือ ทางพ้นทุกข์ ถ้าเราทำตามนี้ พ้นทุกข์แน่นอน ไม่ว่าเราจะอยู่ที่ไหนก็ตาม เราจะมีความสุข เกิดอีกก็มีความสุข ตายอีกก็มีความสุข ไม่เกิดไม่ตายไปพระนิพพานเลย ก็ยังมีความสุข “นิพพานัง ปรมัง สุขขัง” พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง ยิ่งยวดกว่าสิ่งใดๆ ทั้งหมด ไม่มีอะไรจะเปรียบเทียบในนิพพานได้ว่า เหมือนอย่างนั้นเหมือนอย่างนี้

 

ถ้าเราทำตามมรรคแปด เราไม่ต้องไปทุกข์เลย สมัยนี้ก็สามารถบรรลุมรรคผลได้เหมือนกัน

พระพุทธเจ้าพยายามอธิบายให้แก่พระสาวกทั้งหลายฟัง พระสาวกฟังแล้วก็ปฏิบัติตาม สิ่งที่ดีงาม พระองค์ให้ละสิ่งที่ไม่ดีไม่งาม เขาเหล่านั้นก็ละตาม ก็ได้สุขกันไป คนที่ทำความดีในสมัยพระพุทธเจ้ายังมีชีวิตอยู่ ไปสวรรค์ก็เยอะ ไปนิพพานก็เยอะ แต่ปัจจุบันนี้เรามีมรรคผลนิพพาน สวรรค์ วิมานเหมือนกัน เราปฏิบัติธรรมตามมรรคแปดได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ เราจะมีความสุขที่สุด

60
1
นาทีในการอ่าน