สัมมาคือสลัดแอก

สัมมาคือสลัดแอก
S07E28
  • สัมมาแปลว่าสลัดแอก
  • ความหมายโดยละเอียดของอริยมรรคมีองค์แปด และความสัมพันธ์ของแต่ละมรรคโดยตั้งต้นจากการมีสัมมาทิฏฐิ เห็นการปฏิสัมพันธ์เกื้อกูลกันในมรรคแต่ละข้อ
  • ความสามารถในการแยกแยะว่าสิ่งใดทำให้กิเลสในใจเพิ่มขึ้น ความสงบระงับลดลง การเห็นตามจริงในอริยสัจสี่

“อะยะเมวะ อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ  เสยยะถีทัง ฯ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป,  สัมมาวาจาสัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว, สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมะสะมาธิ ฯ

อะยัง  โข สา ภิกขะเว มัชฌิมา ปะฏิปะทา  ตะถาคะเตนะ อะภิสัมพุทธา,
จักขุกะระณี  ญาณะกะระณี อุปะสะมายะ อะภิญญายะ สัมโพธายะ นิพพานายะ สังวัตตะติฯ

อิทัง  โข ปะนะ  ภิกขะเว ทุกขะนิโรธะคามินี ปะฏิปะทา  อะริยะสัจจัง ฯ อะยะเมวะ  อะริโย อัฏฐังคิโก  มัคโค ฯ เสยยะถีทัง ฯ สัมมาทิฏฐิ  สัมมาสังกัปโป, สัมมาวาจาสัมมากัมมันโต  สัมมาอาชีโว,สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมะสะมาธิ ฯ”

-ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร-

ความหมายของ “สัมมา”

"สัมมา" แปลว่า การสลัดแอก มาจากรากศัพท์สมุธาตุในความหมายว่าสงบ, ระงับ เปลี่ยนรูปเป็นสัมมา คือ “วัตถุเป็นเครื่องสงบแห่งแอก”

แอกคือที่ล๊อคคอของวัวควาย เป็นเครื่องหนัก เป็นภาระ เป็นเครื่องข้อง เป็นเครื่องยุ่ง อะไรก็ตามที่จะมาเป็นเครื่องสลัดแอกทำให้เกิดความสงบ นั่นคือความหมายของคำว่าสัมมานี้

 

สัมมา-สลัดแอกในมรรคแปด

"มรรค" แปลว่า ทางที่เป็นทางอันประเสริฐ ประกอบด้วยองค์ประกอบ 8 ประการ ดังที่ตรัสไว้ว่า

...อะริโย อัฏฐังคิโก มัคโค ฯ  เสยยะถีทัง ฯ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปโป,  สัมมาวาจาสัมมากัมมันโต สัมมาอาชีโว, สัมมาวายาโม สัมมาสะติ สัมมะสะมาธิ ฯ

..ในที่นี้ได้อธิบายถึงความสัมพันธ์กันในแต่ละมรรคที่จะก่อให้เกิดมรรคในข้ออื่นได้อย่างไร โดยเริ่มจากสัมมาทิฏฐิ ดังนี้

สัมมาทิฏฐิ :  คือความเห็นชอบ คือความเห็นหรือความรู้ที่เป็นสัมมา เพราะฉะนั้นสัมมาคือเพื่อทำให้เกิดความสงบ คือทิฏฐิที่สงบ ทิฏฐิไม่ใช่ไปยึดถือเอาไว้ ถ้าไปยึดถือทิฏฐิเอาไว้ว่านี่เป็นของฉัน นี่คือแบกเอาไว้เต็ม ๆ ยังยึดถือรัดรึงอยู่ จะมีปัญหากับคนอื่นได้ เป็นความรู้ที่จะทำให้เกิดความเห็นความเข้าใจ ให้เกิดความสงบระงับ ต้องรู้ต้องเข้าใจในเรื่องของ "อริยสัจสี่" จึงจะทำให้เกิดความระงับได้

ต้องมีความสงบระงับลงในทุกขั้นตอน เริ่มมาตั้งแต่ทิฏฐิความเห็นที่จะเป็นไปเพื่อความสลัดแอก ที่เป็นไปเพื่อความสงบระงับ ไม่ใช่ว่าจะไปยึดจุดนั้นจุดนี้ แต่ต้องมาเห็นตามจริงในอริยสัจสี่ ให้เกิดความสงบของกิเลสที่อยู่ในจิตใจของเรา คือ ต้องเห็นทุกข์ เห็นเหตุเกิดทุกข์ เข้าใจความดับไม่เหลือของทุกข์ มีความรู้ในทางดำเนินความดับไม่เหลือของทุกข์

การที่เราพยายามทำความเข้าใจความเห็นสี่ด้านในอริยสัจสี่ จะเป็นไปเพื่อให้สงบกิเลสได้ ไม่ได้เป็นไปเพื่อจะไปล้มล้างทิฏฐิอื่นให้สิ้นไป แต่ให้เกิดเป็นสัมมา ให้เกิดเป็นความสงบ ความที่จะให้เกิดความระงับของกิเลสที่อยู่ในใจ การที่เรามีองค์ประกอบอย่างที่ 1 นี้ ถือว่าเดินมาในทางแล้ว

 

สัมมาสังกัปปะ: ถ้าความคิดความดำริไม่ได้คิดมาในเรื่องที่จะไม่สงบระงับดับกิเลสได้ นั่นคือมิจฉาสังกัปปะ คือความคิดความดำริที่ฟุ้งขึ้น เตลิดขึ้น หยุดอยู่ไม่ได้ ชุ่มอยู่ด้วยกาม เร่าร้อนพยาบาท

สังกัปปะมีทั้งส่วนที่เป็นโลกุตตระ คืออริยสัจสี่ และส่วนที่ยังเกี่ยวกับโลก คือส่วนที่หลีกออกจากกามเป็นสัมมาสังกัปปะแต่ยังเกี่ยวเนื่องด้วยโลก ซึ่งยังดีกว่ามิจฉาสังกัปปะ

...แต่ถ้าคนมีสัมมาทิฏฐิแล้ว แล้วมามีความคิดความดำริมาในทางสัมมาสังกัปปะ ความดำริที่เป็นสัมมาสังกัปปะนั้น นั่นจะเป็นส่วนที่เป็นโลกุตตระ เป็นไปเพื่อความเหนือโลกแล้ว ถ้ามีส่วนประกอบของสัมมาสังกัปปะอย่างเดียวมันยังเป็นโลกอยู่ยังไม่หลุดออกจากโลกได้ ยังเกี่ยวเนื่องด้วยบุญและบาปอยู่ แต่ถ้าเอาสัมมาทิฏฐิมาประกอบกับสัมมาสังกัปปะ สัมมาสังกัปปะคือจะเริ่มไปในทางเหนือโลกแล้ว สูงขึ้นแล้ว เพราะว่าสัมมาทิฏฐิเป็นองค์นำหน้า

เพราะงั้นการที่เราจะมีความคิดความดำริที่เป็นไปเพื่อให้เกิดความสงบระงับ ตรงนี้จึงเป็นพื้นฐานเบื้องต้นที่สำคัญ สำคัญต่อรอลงมาจากที่ให้เรามีสัมมาทฏฐิ

เบื้องต้นต้องมีสัมมาทิฏฐิ ต้องรู้ว่าความคิดความดำรินี้ทำให้กิเลสเพิ่มขึ้น ต้องรู้ว่าความคิดความดำรินี้ทำให้สงบลง ดีหรือไม่ดี ดูจากมันทำให้กิเลสในใจสงบระงับมั้ย? ต้องรู้ว่านี่เป็นมิจฉาสังกัปปะหรือสัมมาสังกัปปะ ต้องรู้ว่าความคิดที่ทำให้สงบ มี...ต้องรู้ว่าความคิดที่ทำให้ไม่สงบ มี...ความรู้ที่แยกแยะได้นั้นเป็นสัมมาทิฏฐิ หมายถึงความรู้ความเห็นที่คุณรู้แล้วเห็นแล้วในสิ่งนี้ จะทำให้จิตใจของเรามันระงับลงได้จากกิเลส จากเครื่องร้อยรัด จากเครื่องที่ทำให้ไม่สงบ

สัมมาคือเห็นแล้วว่า ความสงบระงับมันอยู่ตรงไหน แยกแยะได้ พยายามระลึกถึงในสิ่งที่มันจะทำให้เราสงบระงับได้ ความระลึกอะไรที่คิดถึงแล้วระลึกถึงแล้ว ทำให้สัมมาสังกัปปะเกิดขึ้น ทำให้จิตใจสงบลงได้ ทำให้มีความเบาบางของกิเลส ทำให้เครื่องหนักเครื่องร้อยรัดที่มันผูกคอเราอยู่ ปลดแอกนี้ลงได้ ความระลึกถึงนั้นคือ สัมมาสติ คือความระลึกที่ถูกตัองดีงาม ที่จะทำให้กิเลสในจิตใจของเราลดลงได้เบาบางลงได้ นั่นคือ สัมมาสติ

สัมมาวายามะ: การที่เราพยายามที่จะละมิจฉาสังกัปปะความคิดความดำริอะไรที่ไม่สงบ พยายามละ การที่ละสิ่งที่เป็นอกุศลที่ทำให้เกิดความฟุ้งซ่านไม่สงบ ละออกเสีย พยายามทำให้เกิดสิ่งที่เรียกว่า ระลึกถึงแล้วทำให้เกิดความปล่อยวางให้เกิดความสงบ เกิดความเบาบางลงของกิเลสต่าง ๆ สิ่งที่เป็นกุศลธรรมเกิดขึ้น นี้เรียกว่าเป็นความเพียรชนิดที่เรียกว่าทำให้สิ่งดีมันมีเกิดขึ้น ทำให้ความสงบเกิดขึ้น ทำให้กิเลสลดลง สิ่งนั้นเรียกว่า สัมมาวายามะ เป็นการทำจริงแน่วแน่จริง

….ถ้าสัมมาทิฏฐิไม่มี สัมมาสังกัปปะจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้าไม่มีสัมมาทิฏฐิ มรรคอย่างอื่นจะเกิดขึ้นไม่ได้…

สัมมาทิฏฐิเป็นองค์นำหน้า ทำความเข้าใจเพิ่มเติมในส่วนที่เป็นวัตถุเครื่องสงบในคำว่าสัมมานี้ให้ดี ถ้าเราไม่รู้แม้ว่า จิตใจเรามันสงบลง มีกิเลสน้อยลงหรือว่าฟุ้งขึ้นมีกิเลสมากขึ้น คุณก็ทำสัมมาทิฏฐิให้เกิดขึ้นไม่ได้

 

สัมมาวาจา: ถ้าพูดไปแล้วไปเชือดเฉือนจิตใจให้หลุดออกจากสมาธิ การพูดนั้นไม่ดี เป็นมิจฉาวาจา ไม่ว่าจะเป็นจิตใจของคนอื่นหรือจิตใจของตัวเราเอง

ในเรื่องสัมมาวาจาต้องมี 2 วง คือ วงเล็ก วงที่อยู่ในจิตใจของเรา มีความสงบระงับลงของกิเลสมั้ย?

วงที่ 2 ขยายวงออกไป ให้รู้จักว่าเขาจะเคืองหรือไม่เคือง เราจะกำหนดบทพยัญชนะอย่างไร พูดไปอันนี้ดี เราจะรู้ได้ไงว่าคำพูดนี้จิตใจเราสงบระงับลงไปอย่างไร หรือทำให้จิตใจของเราในวงข้างนอกสงบระงับลงหรือไม่...ถ้าดูไม่รู้ นั่นคือมีมิจฉาทิฏฐิ

ให้ตั้งใจใหม่ วาจาอะไรที่เรากล่าวไปแล้วด้วยความฟุ้งขึ้นของกิเลสในใจ นั่นเป็นมิจฉาวาจา เราไม่ควรทำ วาจาอะไรที่เรากล่าวไปแล้วจิตใจของเรามีความสงบระงับ มีความลดลงของกิเลส นั่นเป็นสัมมาวาจา

การที่เราระลึกถึงคำพูดที่จะพูดออกไป นั่นเป็นสัมมาสติ แนวทางที่พระพุทธเจ้าให้เอาไว้ว่าสิ่งไหนควรพูด ไม่ควรพูด คือ ไม่มีเจตนากล่าวเท็จ ไม่เจตนาในการกล่าวคำหยาบ ไม่เจตนาในการพูดยุยงให้แตกกันหรือเจตนาในการพูดเพ้อเจ้อ

การที่จะดูว่าอันนี้เป็นมิจฉาวาจาหรือสัมมาวาจา ดูที่ว่ามันมีความสงบมั้ย? ความสงบของใจอันดับ 1, ของวาจาคือระดับที่ 2, ของกายระดับที่ 3

เริ่มจากในจิตใจของเราคือกิเลสสงบลดลงมั้ย? ในใจความคิดคือสังกัปปะ ในช่องทางปากคือคำพูดวาจาเป็นมิจฉาหรือสัมมาวาจา ในใจเป็นสัมมาหรือมิจฉาสังกัปปะ ต้องมีการทำจริงแน่วแน่จริง คือสัมมาวายามะรองรับอยู่ด้วย ในทางกายก็ต้องมีกัมมันตะ คือการกระทำทางกาย กระทำแล้วมันไม่ได้ระงับฟุ้งขึ้น เป็นการเบียดเบียน ทำแบบว่าเต็มไปด้วยกิเลสเครื่องเศร้าหมองที่อยู่ในจิต ออกมามากจนถึงเป็นทางกายออกมา นั่นเป็นมิจฉากัมมันตะ

...เราต้องแยกแยะออก ที่ไม่สงบเป็นมิจฉา ที่สงบเป็นสัมมา …

การดำเนินชีพก็เหมือนกันการดำเนินชีวิตที่เรียกว่า อาชีวะ ไม่ได้หมายถึงอาชีพการงานเท่านั้น อาชีวะหมายถึงการดำเนินชีวิตที่ทำให้กิเลสลดลง สงบระงับ มีสัมมาทิฏฐิเป็นองค์นำหน้า นั่นคือ สัมมาอาชีวะ

องค์ประกอบที่ถ้ามันรวบรวม แวดล้อมอยู่จนจิตเราสงบลงได้ จิตที่สงบ นั่นก็เป็น สัมมาสมาธิ คือความที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียว เป็นเอกภาพ สามัคคีกัน

ถ้าเผื่อว่าคุณทำการสลัดออกของกิเลสที่อยู่ในจิตใจของตน ๆ สลัดแอกแล้ว ทุกอย่างมันเข้ากันหมด มันดีหมด เป็นสัมมาหมด เป็นความสวยงาม เป็นความงดงามทั้งเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด

สิ่งแปดอย่างนี้ไปประดับอยู่ตรงไหน ทำให้จุดนั้นมีความงามขึ้นมา มีความดีขึ้นมา ถือว่าเราไปตามทาง เพราะว่ามีความระงับลง มีความดับลงทุกขั้นตอน ๆ ความทุกข์จึงลดลงไปในทุกขั้นตอนของการปฏิบัติที่เราทำด้วยองค์ประกอบแปดอย่างนี้ ความที่มันลด ๆ เป็นทางมา เหมือนทางเกวียนที่จะทำให้ถึงความสงบดับเย็นไม่ฟุ้งขึ้นอีก นั่นคือ นิพพาน

    146
    1
    นาทีในการอ่าน