หเว ปัทโธ่เว้ย

2019/01/1901a0128mo_morning_1.jpg
S07E26
  • หลังจากที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสรู้ ได้ทรงเสวยวิมุตติสุขตลอด 7 วัน ณ ที่โคนแห่งไม้โพธิ์ ด้วยกระทำมนสิการซึ่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลม และได้เปล่งพุทธอุทานขึ้น 3 รอบ
  • เหตุเกิดมี เหตุดับก็มี มันจะไม่หนีไปจากนี้, ไม่เป็นไปโดยความเป็นประการอื่น, ไม่ผิดจากความเป็นอย่างนี้, มันต้องถึงความเป็นอย่างนี้ และความที่มันต้องอาศัยเหตุปัจจัยกัน มันถึงเกิดขึ้น มีอยุู่ ตั้งอยู่ได้ สิ่งเหล่านี้เราเรียกว่า ธรรมที่อาศัยกันและกันแล้วจึงเกิดขึ้น คือ “ปฏิจจสมุปบาท”
  • บุคคลที่เพ่งพินิจอยู่ ทำความเพียรอยู่ จะรู้ทั่วถึงธรรมพร้อมทั้งเหตุที่เกิด รู้ทั่วถึงธรรมความสิ้นไป ความดับไป ความสงสัยหมดไปหายไป เกิดความแจ่มแจ้งขึ้น เหมือนพระอาทิตย์ขึ้น ความมืดหายไป สว่างไปหมด พอเรารู้รอบเรื่องเจ้าอวิชชา มันอยู่ไม่ได้ ๆ เพราะความรู้รอบนั้น คือ วิชชา...มีความรู้แบบนี้แล้ว สบายใจที่สุดในโลกแล้ว นั่งอยู่เฉย ๆ ก็สบายใจ ไม่ต้องทำอะไรก็สบายใจ มีความสบายใจเกิดขึ้นเต็มทีเลย นั่นคือวิมุตติ คือความพ้นแล้ว คือตื่นแล้ว คือพุทโธ
  • ทำความรู้แจ้งนี้ให้เกิดขึ้น ความสิ้นทุกข์จะมีได้ เราจะดับทุกข์ได้ ก็ดับที่อวิชชา จะดับอวิชชาได้ ก็ทำวิชชาให้เกิดขึ้น จะทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้ ก็ทำมรรค 8 นี่แหละให้มันเกิดขึ้น

ครั้งเมื่อพระผู้มีพระภาคเจ้าทรงตรัสรู้แล้วใหม่ ๆ ยังประทับอยู่ที่โคนแห่งไม้โพธิ์ ใกล้ฝั่งแม่น้ำเนรัญชราในเขตตำบลอุรุเวลา ได้เสวยวิมุตติสุขตลอด 7 วัน ด้วยกระทำมนสิการซึ่งปฏิจจสมุปบาท โดยอนุโลมและปฏิโลมตามลำดับ ตลอดปฐมายามแห่งราตรี ดังนี้ ว่า:-

 

“เพราะ มีอวิชชา เป็นปัจจัย จึง มีสังขารทั้งหลาย;

เพราะ มีสังขาร เป็นปัจจัย จึง มีวิญญาณ;

เพราะ มีวิญญาณ เป็นปัจจัย จึง มีนามรูป;

เพราะ มีนามรูป เป็นปัจจัย จึง มีสฬายตนะ;

เพราะ มีสฬายตนะ เป็นปัจจัย จึง มีผัสสะ;

เพราะ มีผัสสะ เป็นปัจจัย จึง มีเวทนา;

เพราะ มีเวทนา เป็นปัจจัย จึง มีตัณหา;

เพราะ มีตัณหา เป็นปัจจัย จึง มีอุปาทาน;

เพราะ มีอุปาทาน เป็นปัจจัย จึง มีภพ;

เพราะ มีภพ เป็นปัจจัย จึง มีชาติ;

เพราะ มีชาติ เป็นปัจจัย, ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขะโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน : ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้

 

เพราะ ความจางคลายดับไปโดยไม่เหลือแห่งอวิชชานั้นนั่นเทียว,จึง มีความดับแห่งสังขาร;

เพราะ มีความดับแห่งสังขาร จึง มีความดับแห่งวิญญาณ;

เพราะ มีความดับแห่งวิญญาณ จึง มีความดับแห่งนามรูป;

เพราะ มีความดับแห่งนามรูป จึง มีความดับแห่งสฬายตนะ;

เพราะ มีความดับแห่งสฬายตนะ จึง ความดับแห่งผัสสะ;

เพราะ มีความดับแห่งผัสสะ จึง มีความดับแห่งเวทนา;

เพราะ มีความดับแห่งเวทนา จึง มีความดับแห่งตัณหา;

เพราะ มีความดับแห่งตัณหา จึง มีความดับแห่งอุปาทาน;

เพราะ มีความดับแห่งอุปาทาน จึง มีความดับแห่งภพ;

เพราะ มีความดับแห่งภพ จึง มีความดับแห่งชาติ;

เพราะ มีความดับแห่งชาตินั่นแล ชรามรณะ โสกะปริเทวะทุกขุโทมนัสอุปายาสทั้งหลาย จึงดับสิ้น : ความดับลงแห่งกองทุกข์ทั้งสิ้นนี้ ย่อมมี ด้วยอาการอย่างนี้”, ดังนี้.

 

ลำดับนั้น ครั้นพระผู้มีพระภาคเจ้า ทรงมีความรู้สึกอย่างนี้แล้ว ได้ทรงเปล่งอุทานนี้ขึ้น ในขณะนั้น (โดย 3 รอบ)ว่า:-

 

“เมื่อใดเวย ธรรมทั้งหลาย เป็นของแจ่มแจ้ง แก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียร เพ่งพินิจอยู่; เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมหายไป เพราะพราหมณ์นั้น รู้ทั่วถึงธรรม พร้อมทั้งเหตุ”, ดังนี้.

พุทธอุทานคาถาที่ ๑

 

“เมื่อใดเวย ธรรมทั้งหลาย เป็นของแจ่มแจ้ง แก่พราหมณ์ ผู้มีความเพียร เพ่งพินิจอยู่; เมื่อนั้น ความสงสัยทั้งปวงของพราหมณ์นั้น ย่อมหายไป เพราะพราหมณ์นั้น ได้รับแล้วซึ่งความสิ้นไปแห่งปัจจยธรรม ทั้งหลาย”, ดังนี้.

พุทธอุทานคาถาที่ ๒

 

“เมื่อใดเวย  ธรรมทั้งหลาย  เป็นของแจ่มแจ้ง แก่พราหมณ์  ผู้มีความเพียร  เพ่งพินิจอยู่; เมื่อนั้นพราหมณ์นั้นย่อมแผดเผามารและเสนาให้สิ้นไปอยู่ เหมือนพระอาทิตย์ (ขจัดมืด) ยังอากาศให้สว่างอยู่ ฉะนั้น”, ดังนี้.

พุทธอุทานคาถาที่ ๓

 

“...ก็ด้วยความไม่รู้ในทุกข์ สมุทัย นิโรธ และมรรค นี่แหละ จึงเป็นอวิชชา คนฉลาดเขาจะรู้ว่าเขาไม่รู้อะไร ท่านก็จึง อ๋อขึ้นมาทันทีว่า โอ้วนี่แหละ !!! มันจึงเป็นความเกิดของความทุกข์...นี่แหละ ๆ ปัดโธ่เอ้ย มันจะเป็นไปได้อย่างไรจากอย่างอื่น โล่งเลย นี่แหละ ๆ จึงมีคำอุทานนี้ขึ้นมาหลังจากที่ตรัสรู้แล้วว่า...นี่แหละ ๆ ถ้าพูดก็พูดคือเว้ยขึ้นมาเลยว่ะ ว่า นี่แหละ มันแจ่มแจ้งอยู่อย่างนี้ คนที่เขาเพ่งพินิจอยู่ ทำความเพียรอยู่ เขาจะไปมีความสงสัยต่อได้อย่างไร เขาจะรู้ทั่วถึงเหตุของมันทันทีว่า นี่แหละ คือ ความเกิดขึ้นพร้อมแห่งกองทุกข์...รู้ว่าเหตุเกิดขึ้นมันอยู่ตรงนี้

ในเมื่อเราพิจารณาถึงเหตุเกิดขึ้น เราก็จะเห็นความดับไปด้วย ก็ถ้าใคร่ครวญมาตลอดแล้ว ถ้าไม่มีความยึดถือมันจะไปมีภพได้อย่างไร มันไม่ได้...ถ้าความยึดถือมีอยุู่ ภพมันก็ต้องเกิดขึ้น แต่ถ้าความยึดถือมันดับไป ภพมันก็ต้องดับด้วย โอ้วนี่แหละ!!! คือ ความสิ้นไป คือ อ๋อดอกที่ 2 คูณกันเรียบร้อยออกมาว่า นี่แหละ คือ ความดับไป คือ เหตุเกิดมี เหตุดับก็มี มันจะไม่หนีไปจากนี้ ไม่เป็นไปโดยความเป็นประการอื่น ไม่ผิดจากความเป็นอย่างนี้ มันต้องถึงความเป็นอย่างนี้ มันต้องมีสิ่งนี้ ๆ แหละเป็นปัจจัย คือเป็น “ตถตา” คือ มันเป็นอย่างนั้น แน่นอน, เป็น “อวิตถตา” คือจะไม่ผิดจากความเป็นอย่างนี้ แน่นอน, จะเป็น “อนัญญถตา” คือความไม่เป็นไปโดยประการอื่น,

และจะเป็น “อิทัปปัจจยตา” คือความที่มันต้องอาศัยเหตุปัจจัยกัน มันถึงเกิดขึ้น มีอยุู่ ตั้งอยู่ได้ สิ่งเหล่านี้เราเรียกว่า ธรรมที่อาศัยกันและกันแล้วจึงเกิดขึ้น คือ “ปฏิจจสมุปบาท”...ใคร่ครวญไปโดยอนุโลม ใคร่ครวญไปโดยปฏิโลม ให้ชัดเจนทะลุปรุโปร่งเลย จะเห็นความเกิดของมัน เห็นความดับของมัน รู้ทั่วถึงธรรมพร้อมทั้งเหตุที่เกิด รู้ทั่วถึงธรรมความสิ้นไป ความดับไป หมดเลยความสงสัย หมดไป หายไป เกิดความแจ่มแจ้งขึ้น ความแจ่มแจ้งที่เกิดขึ้นนี้ มันเหมือนพระอาทิตย์ขึ้น ความมืดหายไป สว่างไปหมด พอเรารู้รอบเรื่องเจ้าอวิชชา มันอยู่ไม่ได้ ๆ เพราะความรู้รอบนั้น คือ วิชชา พอวิชชาเกิด อวิชชาต้องดับไป อวิชชาดับไปได้ เพราะวิชชาเกิดขึ้น เมื่อวิชชาคือความรู้ ความสว่างมีอยู่ อวิชชาคือความไม่รู้ คือความมืด ต้องดับหายไป มันคู่กันอยู่ไม่ได้ มันอาศัยกันอยู่เกิดก็จริง ก็จนต้องมีความรู้นั่นแหละถึงรู้ถึงความไม่รู้ได้ พอเรารู้ว่าความไม่รู้มันเป็นอย่างนี้ เราก็จึงเกิดมีความรู้ขึ้นมาทันที...มีความรู้แบบนี้แล้ว สบายใจที่สุดในโลกแล้ว นั่งอยู่เฉย ๆ ก็สบายใจ ไม่ต้องทำอะไรก็สบายใจ มีึความสบายใจเกิดขึ้นเต็มทีเลย นั่นคือความพ้น คือวิมุตติ คือพ้นแล้ว พ้นแล้วคือตื่นแล้ว นั่นแหละ ตื่นแล้ว นั่นก็คือพุทโธ นั่นแหละ เป็นสัมมาสัมพุทโธ โดยไม่ต้องให้ใครมาชี้ทาง ใคร่ครวญเอาเอง นั่งอยู่ริมฝั่งแม่น้ำเนรัญชรา เดินบ้าง นั่งบ้าง นอนบ้าง เกิดความรู้นี้ขึ้นเป็นแสงสว่างของโลก เป็นแสงสว่างที่ยังส่องมาจนถึงทุกวันนี้ ให้เราได้รู้ได้เห็นขั้นตอนต่าง ๆ กระบวนการต่าง ๆ เกิดเป็นดวงตา เกิดเป็นญาณ เป็นปัญญา เป็นวิชชา เป็นแสงสว่าง ในสิ่งที่คำสอนอื่น ๆ เขาไม่มี ในสิ่งที่เราไม่เคยได้ยินได้ฟังมาก่่อน เป็นหนทางเป็นเส้นทางที่จะให้ถึงความดับไม่เหลือของทุกข์

...ทำความรู้แจ้งนี้ให้เกิดขึ้น ความสิ้นทุกข์จะมีได้ เราจะดับทุกข์ได้ ก็ดับที่อวิชชานี่แหละ จะดับอวิชชาได้ ก็ทำวิชชาให้เกิดขึ้นนั่นแหละ จะทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้ ก็ทำมรรค 8 นี่แหละให้มันเกิดขึ้น.

    16
    1
    นาทีในการอ่าน