รักษาจิตได้ก็พ้นทุกข์

รักษาจิตได้ก็พ้นทุกข์
S07E25
  • ฟัง เรื่องอุกกัณฐิตภิกษุ ผู้อยากสึก เนื่องจากเกิดความท้อแท้ท้อถอยในการดำรงเพศภิกษุ เพราะมีข้อปฏิบัติศีลและธรรมะมากมาย ยากแก่การจำและปฏิบัติตาม พระพุทธเจ้าแนะให้รักษาเพียงข้อเดียวคือ “รักษาจิตก็อาจพ้นทุกข์” สุดท้ายบรรลุโสดาบัน
  • จิตที่ได้รับการรักษาจะนำสุขมาให้ รักษาจิตโดยการมีสติ จิตที่ได้รับการรักษามารจะไม่ได้ช่อง ให้ทำมาตามทางอริยมรรคที่เคยทำ สิ่งแวดล้อมอาจเปลี่ยน แต่การปฏิบัติให้ทำแบบเดิม
  • จิตที่เป็นหนึ่งจะมีธรรมะทั้งหมดรวมอยู่ในนั้น เมื่อพระพุทธเจ้าจะถ่ายทอดให้เราท่านก็ต้องถ่ายทอดผ่านทาง 6 ช่องทาง ซึ่งมารก็วางกับดักไว้ตรงนี้เช่นกัน ถ้าจิตไม่มีสติรักษาก็จะไหลไปตามสิ่งนั้น ๆ

สุทุทฺทสํ สุนิปุณํ

จิตฺตํ รกฺเขถ เมธาวี

ผู้มีปัญญา พึงรักษาจิต ที่เห็นได้แสนยาก ละเอียด

ยิ่งนัก มักตกไปในอารมณ์ตามความใคร่, (เพราะว่า)

จิตที่คุ้มครองไว้ได้ เป็นเหตุนำสุขมาให้.

เรื่องอุกกัณฐิตภิกษุ

 

 

ธรรมชาติของจิต

 

จิตไปยุดถือสิ่งต่างๆ โดยความเป็นตัวตน ความที่จิตไปยึดถือจึงไปตามอารมณ์ต่างๆ เพราะความที่มีธรรมชาติที่ละเอียด เห็นได้ยาก เป็นอณู ซึมซาบไปได้ทุกที่ทุกเวลา ถ้าไปยึดถือแล้วมันมีอำนาจมาก มันจะทำให้มีการเบียดเบียนออกมาทางกายทางวาจา พระพุทธเจ้าจึงตรัสว่า

 

“ถ้าเราตริตรึกไปในเรื่องใดๆ มาก จิตเราจะน้อมไปในอาการอย่างนั้นๆ”

 

เราจึงต้องระวังสิ่งที่เราตริตรึกนั้นเสมอๆ ทั้งในเรื่องที่เป็นกุศลหรืออกุศล จิตที่สนใจทำกุศลธรรมเพิ่มขึ้นก็ยังมีเรื่องที่ต้องระวัง ดังเช่นในตอนนี้มีอรรถคาถาที่เป็นเรื่องเกี่ยวกับภิกษุผู้ต้องการสึก อุกกัณฐิตภิกษุ ที่เริ่มจากการเป็นฆราวาสที่ดี ให้การบำรุงพระภิกษุสม่ำเสมอและได้สอบถามถึงเหตุแห่งบุญทำอย่างไรให้ยิ่งขึ้นไปอีก ได้รับคำแนะนำไปตามลำดับว่า ถวายทานในโอกาสต่างๆ แล้วเพิ่มระดับด้วยการรักษาศีลจากศีล 5 ไปจนถึงศีล 10 เมื่อถึงศีล 10 ก็ยังคงต้องการทราบว่ามีอะไรที่ยิ่งไปกว่าอีกหรือไม่ จนสุดท้ายแนะนำให้บวช เมื่อบวชต้องทำการศึกษาในศีลของพระทั้งพระวินัยและอภิธรรม เกิดความท้อแท้ท้อถอย อยากสึก มีความคิดไปข้างหน้า แต่ไม่ไหว ตันตึ๊ก ต้องการฝึกให้ก้าวหน้าแต่เจอทางตัน ได้รำพึงว่า

“ใคร่พ้นทุกข์จึงบวช แต่ในพุทธศาสนานี้ สถานที่เหยียดมือของเราไม่เป็นที่ปรากฏ เราดำรงตนอยู่ในเรือนก็อาจจะพ้นจากวัฏฏะได้เราควรเป็นคฤหัสถ์ดีกว่า”

 

 

รักษาจิตอย่างเดียวก็อาจพ้นทุกข์

 

เมื่อได้ไปพบพระพุทธเจ้า ได้รับคำแนะนำสั่งสอนให้รักษาจิตอย่างเดียวก็อาจพ้นทุกข์ได้ ดังนี้

“ภิกษุถ้าเธอสามารถรักษาได้เพียงสิ่งเดียวเท่านั้น กิจคือการรักษาสิ่งทั้งหลายที่เหลือย่อมไม่มี ..เธอจะรักษาเฉพาะจิตของเธอได้ไหม...เธอจงรักษาจิตเฉพาะของตนไว้ เธออาจพ้นทุกข์ได้..”

 

“ผู้มีปัญญาพึงรักษาจิตที่เห็นได้แสนยาก ละเอียดยิ่งนัก มักตกไปในอารมณ์ตามความใคร่ เพราะว่าจิตที่คุ้มครองไว้ได้ เป็นเหตุนำสุขมาให้”

 

เมื่อจบพระคาถาภิกษุนั้นบรรลุโสดาบัน

 

 

เหตุใดคนดีๆ จึงเปลี่ยนแปลงไป

 

คนดีๆ ทำไมอยู่ๆ จึงเปลี่ยนแปลงไปได้ตั้งใจจะมาทำในสิ่งที่ดีเป็นธรรมเป็นวินัยเป็นประโยชน์ น้อมมาในทางที่จะปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ แต่ว่าเกิดท้อแท้ท้อถอย คำว่า “ไม่มีที่เหยียดมือเหยียดเท้า” แสดงถึงการเคร่งครัดเกินไป ฟุ้งซ่าน จิตเหินห่างจากสมาธิ ไม่เป็นอารมณ์อันเดียว ไม่สามารถรวบรวมสติสัมปชัญญะในการทำสิ่งใดสิ่งหนึ่งขึ้นมาได้ ไม่พิจารณาอาการ 32 เห็นธรรมะที่ได้ฟังมาว่ายาก มากเกินไป ทำไม่ได้ ท้อถอย จะสึก

ความเพียรที่เคร่งครัดเกินไป ก็จะฟุ้งซ่านได้ เหมือนบีบนกตายในมือ จิตเสื่อม เป็นไปตามอำนาจของสิ่งที่ไม่ใช่มรรค เดินตามมรรคอยู่ดีๆ ทำไมหลุดไปได้ ทำให้มารได้ช่องเหมือนสุนัขจิ้งจอกได้ช่องจากเต่า มารคอยช่องจากเราไม่ขาดระยะเช่นกัน

มารทำให้จิตไขว้เขว ความอยากว่าจะต้องได้ ความอยากทำให้ไม่ได้ สมาธิเป็นเรื่องละเอียดประณีต ไม่ใช่จะได้ด้วยการบังคับการปรุงแต่ง ได้ด้วยความสงบ ได้ด้วยความประณีต ด้วยความระงับ มีความเพียรแต่พอดี จิตเป็นธรรมชาติที่ต้องรักษาให้พอดี

 

 

จะฝึกอย่างไร

 

เวลาเราทำต่อเนื่องกันไป ก็ทำแบบเดิม เหมือนกับการสร้างถนน กิโลเมตรที่เท่าไหร่ก็ทำเหมือนเดิม แต่ที่ไม่เหมือนกันคือสิ่งแวดล้อม สิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนไปอาจจะทำให้เราเป๋ออกนอกทางเช่นภิกษุผู้นี้

 

สิ่งแวดล้อมเปลี่ยน แต่การกระทำเหมือนเดิม คือมรรค 8 ตามเส้นทางที่คุณเดินมานั่นแหละ แต่ต้องมีความลึกซึ้งแยบคายมากขึ้น

 

เวลาที่พระพุทธเจ้าบรรลุธรรม จิตท่านเข้ากันนุ่มนวล ที่อยู่ในจิตที่เป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน มีธรรมะทั้งหมดอยู่ในนั้น ไม่ว่าจะเป็น โพชฌงค์ 7 อินทรีย์ 5...แต่ว่าเวลาท่านจะสอน ท่านก็ต้องสอนผ่านทาง 6 ข่องทาง ซึ่งเป็นที่เดียวกับที่มารเองก็วางกับดักเอาไว้ มารจะได้ช่องตรงนี้แทรกแซงเข้ามาได้

ถ้าในช่องทางคือใจไม่มีสติรักษาเอาไว้ จิตจะไปตามอารมณ์ต่างๆ ได้ เป็นสิ่งที่ละเอียด มักตกไปตามอารมณ์ตามช่องทางต่างๆ รวมถึงธรรมารมณ์ด้วย ถ้าในใจไม่มีสติรักษาเอาไว้ จิตนี้ตกไปตามอารมณ์ที่มาตาม 6 ช่องทางนี้ไปได้ เพราะมารวางกับดักเอาไว้ ที่ไหน อยู่หน้าตาหูจมูกลิ้นกายใจ ในรูปเสียงกลิ่นรสได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในธรรมารมณ์

ฟังมาอย่างดี คิดไปเรื่องใหม่ เรื่องใหม่ที่คิดออกนอกทาง เป๋ทันที เหมือนภิกษุรูปนี้

สติไม่อยู่ตรงไหน จิตก็ไปทั่ว ใจต้องมีสติเป็นที่แล่นไปสู่ สตินั้นจึงจะตั้งรักษาจิตได้ จิตที่คุ้มครองไว้ได้จะเป็นเหตุนำสุขมา จะรักษาจิตไว้ได้ด้วยสติ ดังพุทธพจน์ที่ว่า

 

“พวกเธอทั้งหลาย จงเป็นผู้มีสติรักษาเถิด”

 

รักษาจิตให้ดี จิตที่ถ้าคุ้มครองรักษาไว้อย่างดี จะนำความสุขที่เหนือกว่าสุขเวทนามาให้เราได้ มารจะไม่ได้ช่อง ถ้าเรามีธรรมะอยู่ในใจ รักษาจิตให้ดีด้วยสติ มารจะไม่ได้ช่องทำลายล้าง มารจะไม่ได้โอกาส จะเป็นการทำทางไปสู่ที่เกษมสู่นิพพานได้

    65
    1
    นาทีในการอ่าน