อย่าหลงสมมุติโลก

อย่าหลงสมมุติโลก
S07E24
  • การกำหนดรู้ลมหายใจสม่ำเสมอ จะทำให้จิตแน่วแน่เป็นสมาธิมีอารมณ์รวมเป็นหนึ่ง เมื่อมีสมาธิตั้งมั่นเป็นหนึ่งแล้วให้ย้อนมาพิจารณาความไม่เที่ยงของร่างกายตั้งแต่ถือปฏิสนธิในครรภ์มารดา
  • วัยแต่ละวัยที่ล่วงเลยไปจากอายุ 20 – 60 ปีและก็ตาย คือความไม่เที่ยง เพราะถ้ามันเที่ยงก็จะต้องไม่มีความเปลี่ยนแปลง ไม่มีการแก่ ไม่มีการเจ็บ ไม่มีการตาย
  • ถือศีล 5 ให้มั่นคงเพราะตายแล้วยังกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกได้
  • ความตายเป็นของแน่ แต่เวลาตายเป็นของไม่เที่ยง
  • ทาน ศีล ภาวนา คุณความดีที่เราทำมีมากเท่าไหร่ พอเราตายไปแล้วก็ไม่มีใครเอาของเราไปได้ ถ้าภาวนาจนได้มรรคได้ผลก็ยิ่งประเสริฐ

 

เมื่อเรากำหนดรู้ลมหายใจเข้า – ลมหายใจออกจิตจะไม่ฟุ้งซ่าน มีอารมณ์เป็นหนึ่ง…แล้วให้พิจารณาความไม่เที่ยงในตัวตนของเราที่เกิดมาตั้งแต่ปฏิสนธิในครรภ์มารดาจากน้ำใสๆ กลายเป็นก้อนเลือดและมีปัญจสาขา คือ มีศีรษะ 1 แขน 2 ขา 2 ค่อยๆ เติบใหญ่คลอดจากครรภ์มารดาที่พอคลอดมาแล้ว พ่อแม่ก็บำรุงเลี้ยงจนร่างกายเติบใหญ่ขึ้นตามลำดับ ทั้งหมดนี้คือความไม่เที่ยง เพราะครั้งแรกเป็นทารก ต่อมาก็เป็นเด็กหนุ่มเด็กสาว เรื่อยมามีอายุ 20 – 30 – 40 – 60 – 100 ปีแล้วก็ตาย ให้พิจารณาความไม่เที่ยงแบบนี้ ถ้ามันเที่ยงก็ต้องไม่แก่ไม่เจ็บไม่ตาย … ตัวตนที่แท้จริงของเรานี้ไม่มี เกิดมาเท่าไหร่ก็ตายแค่นั้น เกิดมาแล้วก็มีแต่ความแก่ ความ เจ็บ ความตายกันหมด เราก็ต้องตายเหมือนกับคนอื่นเช่นกัน ตายแล้วก็เอาอะไรไปไม่ได้ เขาก็เอาไปเผา ไปฝังทิ้งไว้แล้วก็สลายไปหาตัวตนที่แท้จริงไม่มี เป็นไปตามธรรมชาติของมัน ตั้งอยู่และแตกสลายไป … บางคนอายุไม่ถึง 100 ปีก็ตายแล้ว เพราะฉะนั้นอย่ามัวรีรอ ความตายเป็นของแน่นอนแต่เวลาตายเป็นของไม่แน่นอน ให้เราทำความดีให้ได้มรรคได้ผลเสียก่อน มีฌาณ มีสมาธิไว้ก่อนก็ยังดี ดีกว่าไม่มีคุณงามความดีอะไรติดตัวเลย ถือศีล 5 ให้มั่นคงเพราะตายแล้วยังกลับมาเกิดเป็นมนุษย์อีกได้ ถ้าไม่มีศีล 5 จะลำบากมากๆ …

กายนี้ประกอบด้วยความไม่เที่ยง เป็นทุกข์ มีความเป็นอนัตตา กายเป็นสิ่งที่สมมุติขึ้นว่าเป็นคนนั้น คนนี้ เป็นชาย เป็นหญิง ชื่อนายนั้น นางนี้ และถ้าไม่มีการ “สมมุุติ” ก็ไม่รู้ว่าใครเป็นใครอันนี้สำคัญอยู่ พระพุทธเจ้าจึงให้พิจารณาความไม่เที่ยงว่ามีเกิด มีเจ็บไข้ได้ป่วยและมีตาย ให้เราหมั่นทำทาน ถือศีล ภาวนา เป็นของที่เวลาเราตายไปแล้วก็ไม่มีใครเอาไปได้ ถ้าภาวนาจนได้มรรคได้ผลก็ยิ่งประเสริฐ จะได้มรรคผลก็ต้องวิปัสสนาให้พิจารณาเป็นธาตุ เป็นอายตนะ ตา หู จมูก ลิ้น กาย ใจ เหล่านี้ไม่ได้เป็นของเรา พิจารณาแยกเอาผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ กระดูก เครื่องใน ตับไต ไส้พุง ออกจากกัน “ตัวตนเรา” อยู่ตรงไหน ตรงกระดูก หรือตัวเราอยู่ตรงไหน มันไม่มี “ตัวเรา” อยู่ตรงไหนเลยสักแห่ง อาศัยเพียงกายนี้ อาศัยโลกนี้อยู่ในการทำความดีความชั่ว เราอาศัย “สมมุติโลก” บอกว่าอย่างนี้เรียกว่า คน , ควาย , หมู , เป็ด ,ไก่ … ให้พิจารณากายนี้ให้เห็นชัดลงไปว่าไม่มีอะไรเที่ยงแท้แน่นอน ไม่มีตัวตนที่แท้จริงของเรา ไม่มีตรงไหนที่ยึดได้ว่าเป็นเรา สมมุติตายแล้วเหลือแต่โครงกระดูก แล้วเอาไปกองรวมกันกับโครงกระดูกอื่นๆ ก็แยกไม่ออกว่าอันไหนเป็นของเรา … มีแต่ความเปื่อยเน่าผุพังจะเอาอะไรมาเป็นของเราก็ไม่ได้ เพราะฉะนั้นให้รีบภาวนาอย่ารีรอว่าจะทำตอนนั้นตอนนี้ …เพราะเราไม่รู้ว่าจะมีชีวิตได้นานแค่ไหน ให้เราทำความดี หมั่นพิจารณาไปเรื่อยๆ ทำอย่าหยุดเช่นกำหนดสติก็กำหนดเรื่อยๆ พิจารณาให้เห็นไตรลักษณ์ แยกส่วนของร่างกายเราให้ชัด และ กำจัดไฟในใจเราคือ ราคะ โทสะ โมหะ อย่าให้มีในใจของเราทำให้ใจเราตกต่ำอยู่ตลอดเวลาให้มีแต่ความเศร้าหมอง เราต้องแก้ด้วยการปฏิบัติธรรมเห็นให้แจ้งชัดว่ามันเป็นอนัตตาไม่มีความเที่ยงแท้แน่นอน เราต้องพยายามฝึกหัดปฏิบัติให้เป็นให้ได้ พอทำเป็นแล้วก็จะสบายใจได้พึ่งพามันไปสู่สุคติ ให้ปฏิบัติต่อไปเรื่อยๆ ไม่ขาดสาย ถ้าปฏิบัติได้ดีก็ไปสูงถึงพรหมโลกแต่ถ้าสู้ไม่ถอยก็ไม่ไปเกิดที่ภพภูมิไหนอีก …ให้เราอดทนต่อสู้ ปฏิบัติตามมรรค 8 เราก็จะถึงความเห็นชอบ ให้ตั้งใจทำความดี ให้ปฏิบัติไปเรื่อยๆ ตามคำสอนของพระพุทธเจ้าก็จะสามารถออกจากทุกข์ได้

23
1
นาทีในการอ่าน