เปลี่ยนรูปแบบเปลี่ยนชีวิต

เปลี่ยนรูปแบบเปลี่ยนชีวิต
S07E22
  • สิ่งที่ทำให้คนเราผิดศีลคือกิเลส มี 3 ชนิดคือ ราคะ โทสะ และโมหะ และมีลักษณะอาสวะตามคุณสมบัติของมันอีก 3 แบบ คือ ราคานุสัย ปฏิฆานุสัย และอวิชชานุสัย
  • สามารถทำราคะให้ลดลงได้โดยการทำอราคะให้เกิดขึ้นโดยการพิจารณาความไม่สวยงาม ,ทำโทสะให้ลดลงได้โดยการทำอโทสะให้เกิดขึ้นโดยการเจริญเมตตา ,ทำโมหะให้ลดลงได้โดยการทำอโมหะให้เกิดขึ้นโดยการโยนิโสมนสิการ
  • ตามพุทธพจน์ที่ว่า “เมื่อตริตรึกไปในเรื่องใด สิ่งนั้นจะมีกำลัง” ทำให้เกิดเป็นรูปแบบ pattern ขึ้นทั้งในทางที่ดีและไม่ดี เราสามารถปรับเปลี่ยน pattern นี้ไปในทางดีได้ โดยการเริ่มที่ศีลให้มั่นคง แล้วจะก่อให้เกิดสติ สมาธิ และปัญญา ใช้ปัญญานั้นในการตัดกิเลส โดยเห็นถึงความไม่เที่ยง
  • เมื่อเปลี่ยน pattern ไปในทางดีได้แล้ว ให้ตั้งสติไว้ในสติปัฏฐานทั้ง4 ทำเรื่อยๆจะทำให้ถึงสันติวรบทได้

อะไรที่ทำให้เราผิดศีล

มีอาสวะก็มีการเกิด ทุกคนที่เกิดมามีด้านมืดอยู่ในใจนั่นคือกิเลส จะมากน้อยก็ขึ้นอยู่กับว่ามีลักษณะจิตแบบไหน มีการสั่งสมมาเป็นอย่างไร กิเลสคือความเศร้าหมอง ทำช่องทางคือใจให้เศร้าหมองแล้ว ก็จะทำให้กายวาจาของเราให้เศร้าหมองผิดเพี้ยนไป

กิเลสมี 3 อย่าง คือ โทสะหรือพยาบาท จะมีความเร่าร้อน คุกรุ่น ความไม่พอใจ

ราคะหรือโลภะ คือความหิวกระหาย ความอยาก

โมหะคือความหลง ความมืด ราคะและโทสะมีรากเหง้ามาจากโมหะจากความไม่รู้ในอริยสัจสี่

กิเลสคอยควบคุมกายวาจาความคิด อบรมจิตของเราให้มี pattern มีลักษณะรูปแบบที่เป็นไปอย่างนั้นๆ เป็นอุปนิสัย ก่อให้เกิดอาสวะสะสมนอนเนื่องอยู่ในจิต ลักษณะของอาสวะมี3แบบตามกิเลสนั่นเอง คือ ราคะมีราคานุสัย โทสะมีปฏิฆนุสัย โมหะมีอวิชชานุสัย

 

“..บุคคลเมือตริตรึกไปในทางใดๆมาก จิตก็น้อมไปในอาการอย่างนั้นๆ..”

พุทธพจน์

 

..มันน้อมไปเพราะอุปนิสัยที่ฝังกลับลงไปในจิต จิตที่มี pattern แบบนั้นๆอยู่แล้ว มันก็จะตอบสนองกลับไปอย่างนั้นทันที จิตก็น้อมไปด้วยรูปแบบของอาสวะที่สะสมไว้จากกิเลสที่อบรมจิตเราให้เป็นอย่างนั้น ทำให้เหมือนเป็นอุปนิสัย การสะสมนี้ทำให้มีการเกิด…

 

 

จะละกิเลสต้องเริ่มจากความเข้าใจให้ถูก

 

ถ้าเราเข้าใจว่าสิ่งนั้นเป็นนิสัยเป็นสันดานที่ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงได้เป็นตัวของเขา อันนี้คือเข้าใจผิด ถ้าเข้าใจว่า “นี่เป็นเรา” จะละไม่ได้ การจะละสิ่งใดสิ่งหนึ่งได้ ถ้าเราเข้าใจไม่ถูก จะทำความรอบคอบให้เกิดขึ้นไม่ได้ ละไม่ได้ ดังนั้นการจะละได้ต้องอาศัยปัญญาคมๆ ปัญญานี้จะมีกำลังได้จากสมาธิ สติ สมาธิและสติจะเกิดขึ้นก็ต้องเริ่มจากศีล ศีลรักษาให้ดี สมาธิสติปัญญาเกิดมีแน่นอน ซึ่งจะเป็นตรงกันข้ามกับในคนที่ผิดศีล ที่สมาธิสติปัญญาจะไม่เกิด จะมีแต่อาสวะที่ไม่ดี ก่อเป็น patternที่ไม่ดีวนไป

 

 

ทางแก้

 

ปัญหาอยู่ตรงไหน ทางแก้อยู่ตรงนั้น patternที่ไม่ดีตรงไหนเราจะพ้นได้ก็ต้องละตรงนั้น ตัวกิเลสเองก็มีมูลแห่งการเกิด ราคะเกิดเพราะใส่ใจไปในความสวยงาม โทสะเกิดจากความขัดเคือง โมหะมีมูลคือการทำในใจโดยไม่แยบคายหรืออโยนิโสมนสิการ เราจะให้ความไม่มีราคะไม่มีโทสะไม่มีโมหะ อะไรที่เป็นมูลเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้เกิด ก็คือ อราคะมาสู้กับราคะ อราคะมาจากการเห็นโดยความเป็นของไม่สวยงาม อโทสะมาสู้กับโทสะ อโทสะคือต้องมีเมตตา อโมหะมาสู้กับโมหะ อโมหะคือการทำในใจโดยแยบคาย โยนิโสมนสิการ

 

...เราพยายามให้ศีลของเราตั้งอยู่ให้ดี พยายามคุมจิตของเราให้ได้ เพราะถ้าจิตที่ไม่ได้ฝึกให้มีการควบคุมมันไปตามผัสสะต่างๆแน่นอน มีอะไรมากระทบ patternท่สะสมไว้ ก็ดันพาไป ควบคุมให้ดี อย่าให้มัันพยศ ..พอเราสร้างเหตุปัจจัยที่เป็นมูลของอราคะ อโทสะ และอโมหะ มันจะค่อยๆระงับตัดเจ้าราคะโทสะโมหะให้ลดลงๆได้ เบาบางลงได้ เบาบางลงในลักษณะที่เราพอจะรักษาศีลได้ ศีลค่อยๆเต็มสมบรูณ์ สมาธิปัญญาจะมีพอประมาณแน่นอน พอที่จะให้เกิดอราคะอโทสะอโมหะได้ เป็น patternแบบดี…..

 

พอเราทำอะไรด้วยอำนาจของอราคะอโทสะอโมหะ อาสวะก็ลอกออกๆ จิตมีความผ่องใสมากขึ้น ความเป็นประภัสสรชัดเจนขึ้น ทำไปเรื่อยๆ อวิชชาก็ค่อยเบาบางลง เราจะเห็นความจริงในจิตประภัสสรนั้นว่า เป็นของไม่เที่ยง ตัดได้

ถ้าเราไม่มีความยึดถือว่านี่เป็นจิตของฉัน ไม่ใช่ของฉัน การที่มันจะไปยึดถืออะไรอีก มันไม่มี ความทุกข์จะลดลงไปในทุกขณะของการปฏิบัติ ด้วยราคะโทสะโมหะที่มันเบาลงด้วยอราคะอโทสะอโมหะที่มันเพิ่มขึ้น ความที่อวิชชามันไม่มี มันไม่มีอะไรที่จะเข้าถึงจิตใจได้เลย เพราะความเป็นตัวตนไม่มี ไกลจากกิเลส กิเลสอาจจเกิดขึ้นมีผ่านมาเพราะว่า pattern มันมีอยู่ อนุสัยมันเคลือบอยู่ที่จิต ทำให้บางทีนิสัยที่สั่งสมมาอาจจะไม่ได้แก้ไป แต่ pattern นี้สามารถเปลี่ยนแปลงได้

เมื่อเราเ้าใจอย่างนี้แล้ว สิ่งที่เราจะต้องตั้งเอาไว้คือ “สติ” ตั้งไว้ที่สติปัฏฐาน4 ไม่เผลอไปตามความพอใจไม่พอใจ ไม่เปิดโอกาสให้กับมาร ให้ทำอย่างต่อเนื่องไม่ขาดสาย จะทำให้เกิดสันติวรบทได้..

 

...ถ้าเขาถามอีกว่า ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ราคะที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้ เธอทั้งหลายควรพยากรณ์ว่า พึงกล่าวว่า อสุภนิมิต คือ ความกำหนดหมายว่าไม่งาม เมื่อบุคคลทำไว้ในใจโดยแยบคายถึงอสุภนิมิต ราคะที่ยังไม่เกิดย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้ ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้ราคะที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้

ถ้าเขาถามต่อไปว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้โทสะที่ยังไม่เกิดย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้ เธอทั้งหลายควรพยากรณ์ว่า พึงกล่าวว่า เมตตาเจโตวิมุติ เมื่อบุคคลนั้นทำไว้ในใจโดยแยบคายถึงเมตตาเจโตวิมุติ โทสะที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้ ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้โทสะที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้

ถ้าเขาถามต่อไปอีกว่า ผู้มีอายุทั้งหลาย ก็อะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้โมหะที่ยังไม่เกิด ไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้ เธอทั้งหลายควรพยากรณ์ว่า พึงกล่าวว่า โยนิโสมนสิการ เมื่อบุคคลนั้นทำไว้ในใจโดยแยบคาย โมหะที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้ ผู้มีอายุทั้งหลาย ข้อนี้แลเป็นเหตุเป็นปัจจัยเครื่องให้โมหะที่ยังไม่เกิด ย่อมไม่เกิดขึ้น และที่เกิดขึ้นแล้วย่อมละได้ ฯ

ติตถิยสูตร

    35
    1
    นาทีในการอ่าน