ข้ามห้วงโอฆะได้ด้วยมัชฌิมาปฏิปทา

S10E30

Time index

[04:45] คำถาม: เรามีการตรวจสอบอย่างไรว่า "ไม่พัก-ไม่เพียร" ให้การปฏิบัติก้าวหน้าไปเรื่อยๆได้ โดยไม่เกิดผลข้างเคียงของการย่อหย่อนหรือตึงเกินไป

[08:15] นัยยะที่ 1 ความหมายตามตัวบท "เมื่อขึ้นถึงฝั่งโดยข้ามโอฆะหรือสังสารวัฏได้แล้ว จึงไม่พักและไม่เพียรอีกต่อไป"

[09:49] นัยยะที่ 2 ความหมายที่ดูเหมือนขัดแย้งกัน (Paradox) ไม่ปฏิบัติแบบ "สุดโต่งทั้ง 2 ด้าน"

[13:14] ต้องปฏิบัติตามทางสายกลางคือ มรรคแปด

[18:21] ต้องดูที่เครื่องหมาย (Cue) ไม่ตึงไปเพราะจะทำให้ฟุ้งซ่าน และไม่หย่อนไปเพราะจะทำให้เกียจคร้าน

[20:27] คำถาม: (ทบทวน) คำจำกัดความของ "ความเพียร"

[20:50] การทำความเพียรถือเป็นสัมมาวายามะ คือ การละอกุศลเดิม ป้องกันอกุศลใหม่ พัฒนากุศลเดิม และเพิ่มเติมกุศลใหม่

[23:06] คำถาม: การเร่งความเพียรทั้งในสมณะและฆราวาสควรทำอย่างไร

[25:27] มีจุดอ้างอิง (Preference) ที่มรรคแปด และปรับเปลี่ยนให้จิตเข้ากันจนเป็นอารมณ์อันเดียว(สัมมาสมาธิ) ด้วยอินทรีย์ห้า

[27:51] ทั้งในสมณะและฆราวาสควรเร่งทำความเพียรเหมือนกัน แต่โอกาสอาจจะไม่เท่ากัน

[28:45] คำถาม: เร่งความเพียรที่พอดีจะต้องทำอย่างไรและต้องวางจิตอย่างไร  ในกรณีที่พระโสณะเพียรเดินจงกมจนเท้าแตก ทางจงกมเต็มไปด้วยเลือดเหมือนที่ฆ่าโคก็ยังไม่บรรลุธรรม ตราบเมื่อทำความเพียรพอดีจึงบรรลุ

[29:37] ความเพียรที่พอดีต้องปรับที่อินทรีย์ห้าให้เหมาะสมเข้ากันเป็นอย่างดี

[34:17] คำถาม: ความพอดีของแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน ไม่เท่ากัน จะสังเกตด้วยตนเองอย่างไร จึงจะถือว่าพอดี 

[34:33] ต้องดูที่นิมิตเครื่องหมาย (Cue)

[35:11] คำถาม: ครั้งเกิดทุพภิกขภัย ภัตตาหาร ภัยพิบัติต่างๆ หรือในพื้นที่ขาดแคลน ในสมัยพุทธกาลพระพุทธเจ้าทรงผ่อนผันหรือมีข้อกำหนดสำหรับภิกษุสงฆ์ในการปฏิบัติอย่างไร ๆ หรือไม่

[36:09] โดยปกติพระภิกษุสงฆ์จะมีความเป็นอยู่ที่ไม่ประมาทอยู่แล้ว ทั้งนี้พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนและไม่ผ่อนปรนเลยคือ การรู้ประมาณในการบริโภค กินอิ่มแต่พอดี ไม่กินเพื่อเล่น เพื่อมัวเมา แต่กินเพื่อที่จะระงับเวทนาเท่านั้น

[39:29] คำถาม: หากเปรียบเทียบกับจุดหักเหของศรัทธาจากพฤติกรรมพระเทวฑัต เราควรจะวางใจอย่างไรเมื่อพบว่าบางคนที่เราพบนั้นเปลี่ยนแปลงไป

[41:35] ควรทำจิตให้เหมือนพระพุทธเจ้าคือ มีทั้งกรุณาและอุเบกขา

[42:56] พระเทวฑัตไม่ได้บวชด้วยศรัทธาอย่างเต็มที่และมีความถือตน(มานะ) และจุดหักเหอยู่ที่ลาภสักการะ

[46:07] โทษของความเลื่อมใส

[48:39] คำถาม: ระดับของความไม่หวั่นไหวในพระพุทธ พระธรรม และพระสงฆ์ของโสดาบัน ควรจัดอยู่ในโสดาปัตติมรรคหรือโสดาปัตติผล

[49:16] ขึ้นกับเหตุปัจจัยคือ สร้างเหตุด้วยโสตาปัตติยังคะ 4 เพื่อผลคือการละสังโยชน์ 3

[53:07] เหตุที่จะทำให้หวั่นไหวในโสดาปัตติมรรคถือว่าเป็นเครื่องทดสอบ แต่เหตุที่จะทำให้หวั่นไหวในโสดาปัตติผลจะไม่มีเลย

[54:55] หากปฏิบัติตามมรรค ผลต้องมีแน่นอน

หนึ่งในคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เป็นมัชฌิมาปฏิปทาหรือทางสายกลาง ซึ่งเป็นความเห็นที่ไม่แล่นดิ่งไปสุดโต่งสองด้านคือ "อนัตตา" ความที่เป็นสุดโต่งทั้งสองด้านนั้นได้แก่

  • กามตัณหา กับ การทรมานตนเองให้ลำบาก
  • ตัณหา กับ ทิฏฐิ (วิภวตัณหา)
  • กิเลส(ราคะ โทสะ โมหะ) กับ การปรุงแต่งสังขารทั้งหลาย
  • ความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงมีอยู่(อัตถิตา) กับ ความเห็นว่าสิ่งทั้งปวงไม่มีอยู่(นัตถิตา)
  • สุข กับ ทุกข์

อย่างไรก็ตาม หากเราต้องการถึงความหลุดพ้นที่สุดแห่งกองทุกข์ในสังสารวัฏนี้ จึงต้องปฏิบัติตนที่พร้อมด้วยศีล สมาธิ ปัญญา โดยวิธีการเหมือนเดิมในขณะที่สิ่งแวดล้อมไม่เหมือนเดิม ต้องทำซ้ำทำย้ำ และสม่ำเสมอด้วยจนกว่าจะไม่ผิดศีลหรือสามารถทำสมาธิได้มากขึ้น ทั้งนี้ต้องไม่ตึงเกินไปเพราะจะทำให้ฟุ้งซ่าน หรือไม่หย่อนไปเพราะจะทำให้เกียจคร้าน

การปรารภความเพียรที่มากเป็นสิ่งที่ดี แต่ต้องพอดีด้วยการปรับที่อินทรีย์ห้าให้เหมาะสมเข้ากันเป็นอย่างดี ยกตัวอย่างเช่น หากเพียรจนตึงไปควรให้ปรับเพิ่มในส่วนที่เป็นสมาธิ แต่หากหย่อนไปควรปรับเพิ่มในส่วนที่เป็นปัญญา ให้เห็นถึงความไม่เที่ยงหรือพิจารณาอสุภะ

 

94
1
นาทีในการอ่าน