ซีซั่น 3 ตอนที่ 17 ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว "อนุสติ ๑๐"

S03E17

Time index

[4:54] หัวข้อวันนี้ อนุสสติ

[11:50] 473-พุทธานุสสติ

[14:21] คือ บท อิติปิโส นั่นเอง พุทธคุณ 9    

[16:43] พุทโธ 3 ระดับ

[21:36] พุทโธ คือ การตรัสรู้ ไม่ใช่ ธาตุ 4 ของท่าน

[34:43] 474- ธัมมานุสสติ

[52:48] 475-สังฆานุสสติ

[54:54] สังฆคุณ 9

[58:12] สรุป

 "พุทโธ ธัมโม สังโฆ คือ อย่างเดียวกัน จึงเป็นรัตนะ ๓ ขึ้นมา"

- พระอาจารย์ พระมหาไพบูลย์ อภิปุณโณ 

"อนุสติ ๑๐"

- อปรอัจฉราสังฆาตวรรค

หมวดว่าด้วย "ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว อีกหมวดหนึ่ง"

ข้อ ๔๗๓-๔๘๒

"อนุสติ ๑๐"

"อนุสติ" ก็คือ ความระลึกถึง ชื่อธรรมหมวดหนึ่ง เรียกว่า อนุสติ ๑๐.

 [๔๗๓-๔๘๒] ภิกษุเจริญพุทธานุสสติ ... คือ การตามระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้า ก็คือ บทอิติปิโส นั่นเอง พระพุทธเจ้าทรงกล่าวกับ เจ้ามหานามะไว้ว่า... 

 "อิติปิฯ" แม้เพราะเหตุอย่างนี้ๆ พระผู้มีพระภาคเจ้านั้นเป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้ชอบได้โดยพระองค์เอง ถึงพร้อมด้วยวิชชา และจรณะ เป็นผู้ไปแล้วด้วยดี เป็นผู้รู้โลกอย่างแจ่มแจ้ง เป็นผู้สามารถฝึกคนที่ควรฝึกได้ อย่างไม่มีใครยิ่งไปกว่า เป็นครูผู้สอนของเทวดา และมนุษย์ทั้งหลาย เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม และก็เป็นภควา คือ ผู้มีความจำเริญ จำแนกธรรม ออกสั่งสอนสัตว์" 

ก็จะพูดถึง  พุทธคุณ ๙ อย่าง ก็คือ อย่างที่ไล่มาเมื่อสักครู่นี้คือ "พุทธานุสสติ" หรือ สั้นๆ คือ "พุทโธ" หรือยาวๆ "พุทธคุณ ๑๐๘ อย่าง" ยิ่งกว่านั้น คือ พุทธคุณ ๓๐๐-๔๐๐ อย่าง ถ้าพูดถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าเยอะมาก ไม่มีหมด ความที่จะมี"พุทโธ" เช่น สัมมาสัมพุทโธ 

"พุทโธ ก็มี ๓ อย่าง คือ อรหังสัมมาสัมพุทโธ, ปัจเจกพุทโธ และอนุพุทโธ"  
"สัมมาสัมพุทโธ" ตัวเองรู้เองได้ด้วย สามารถสอนผู้อื่นให้รู้ตามได้ 
"ปัจเจกพุทโธ" พุทโธอยู่ รู้เองอยู่ สอนคนอื่นได้อยู่ แต่เขาจะไม่รู้ตามได้ สอนได้ แต่เขาจะไม่รู้ตามได้
 

เพราะฉะนั้น การสอนจะได้ระดับหนึ่ง ที่พอจะเขาตั้งอยู่ในธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งได้ แต่จะให้มาเป็นพุทโธตาม จะไม่ได้ จะต้องลึกซึ้งมากไปกว่านั้น 

"อนุพุทโธ" คือ เป็นพระอรหันต์ที่จะรู้พุทโธได้ ก็ต้องตาม สัมมาสัมพุทโธ จึงเรียกว่า"อนุ" อนุ แปลว่า ตาม หมายถึง อนุชา ก็คือ เกิดตามมา ที่เราเรียก "อนุชา" ก็คือ น้องชาย ก็คือตามกันมา 

เพราะฉะนั้น คำว่า "พุทธานุสสติ" คือ ตามระลึกถึงพุทโธ เอายอดนั้นก็คือ "สัมมาสัมพุทโธ" เอาคำเดียว คือ "พุทโธ" เพิ่มไปอีก คือ "อรหังสัมมาสัมพุทโธ"  เพิ่มขึ้นไปอีก คือ "อรหังสัมมาสัมพุทโธ ภควา เพิ่มเข้าไปอีก คือ อรหังสัมมาสัมพุทโธ ภควา อิติโส ด้วย

เพราะฉะนั้น การระลึกถึงพระคุณของพระพุทธเจ้าไม่มีจบ มันเยอะมาก นี่คือ "พุทธานุสสติ"

เพราะฉะนั้น การระลึกถึงคุณของพระพุทธเจ้า คือ "คุณธรรม" สิ่งที่ท่านทำมา "อิติปิ" แปลว่า แม้เพราะเหตุอย่างนี้ๆ คือ ทานบารมี, ศีลบารมี, อุเบกขาบารมี, ปัญญาบารมี,...ฯลฯ บารมี ๑๐ ทัศน์ นั่นเอง, บารมี ๓๐ ทัศน์ พูดง่ายๆ เอาสั้นๆ คือ ทาน, ศีล, ภาวนา ปฏิบัติตามมรรค ๘ มากๆๆๆๆ ตามเหตุอย่างนี้มากๆๆๆๆๆ ด้วยเหตุอย่างนี้ จึงได้มาเป็นพุทโธ ไม่ได้ พุทโธธรรมดา แต่เป็น "สัมมาสัมพุทโธ" คือ คุณข้อนี้ที่ว่า ท่านทำมา แล้วมันได้เหตุเกิดผล 
เหตุ คือ อะไร?"Act" เช่น คือ การกระทำ ทางอะไร?"กาย, วาจา, ใจ" 
แบบไหน?"ตามมรรค ๘" ทำมากแค่ไหน?"หลายอสงไขยมาก ๔ อสงไขย กับแสนมหากัปป์" จริงๆ มากกว่านั้นอีก ๒๐ อสงไขย ถึงกว่า จะมาเป็นพุทโธ ทุกวันนี้ 

เพราะฉะนั้น ตรงนี้ คือ อะไร?"คุณธรรม" คือ การกระทำที่ท่านได้ทำมา ไม่ได้เป็นสิ่งที่จับต้องได้ 

"พุทโธ" หมายถึง เป็นผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบานด้วยธรรม 
การตรัสรู้ คือ "พุทโธ"
การรู้ตรงนี้ เป็น พุทโธ รู้แบบ "ตรัสรู้" เขาจึงเรียกว่า "เป็นพุทโธ" เป็น "พุทธานุสสติ" 

พุทโธ หมายถึง การตรัสรู้ ไม่ใช่หมายถึง "ธาตุ ๔ ธาตุดิน, ธาตุน้ำ, ธาตุลม, ธาตุไฟของท่าน ไม่ใช่หมายถึง ตัวของพระพุทธเจ้า 

ท่านจึงบอกว่า "ต่อให้จับชายจีวร ผ้าสังฆฏิแล้วตามไปข้างหลัง ก็ไม่ได้หมายถึง อยู่ใกล้ หรือไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้าได้   ถ้าจิตใจยังมีแนวโน้มไปทางกาม มีความพยาบาทกล้า มีจิตวุ่นวายไม่สงบ อันนี้ต่อให้อยู่ใกล้กัน ก็อยู่ไกลกัน ต่อให้อยู่ต่อหน้าพระพุทธเจ้า ก็ชื่อว่า ไม่เห็นพระพุทธเจ้า 

"แต่ถ้าไกลกัน ๑๐๐ โยชน์ แต่จิตใจเรามีความสงบ จิตใจเราไม่ฟุ้งซ่าน จิตใจเราระลึกถึง มีอริยมรรคมีองค์ ๘ อยู่นั่นก็ชื่อว่า "คุณเห็นพระพุทธเจ้าอยู่ในใจ" คือ คุณรู้อยู่ในใจ คือ คุณมีความเป็นผู้รู้ คือ "พุทโธ" อยู่ในใจ นั่นคือ เห็นพระพุทธเจ้า คือ รู้ถึงการตรัสรู้ของพระพุทธเจ้าได้" มันสำคัญตรงนี้ 

เพราะฉะนั้น พุทโธไม่ใช่แค่เป็นรูปเหรียญ รูปเคารพ พระพุทธรูปอะไรอย่างนี้  ต่อให้เห็นพระพุทธเจ้าตัวจริง ก็ยังไม่ใช่เห็นพระพุทธเจ้า  แต่มันอยู่ที่ในจิตใจ"  

นี่คือ "พุทธานุสสติ" 

[๔๗๔] เจริญธัมมานุสสติ ...คือ การระลึกถึงคุณของพระธรรม  "ธัมโม" ที่เป็นสวากขาตธรรม เป็นสิ่งที่พระผู้มีพระภาคเจ้าได้ตรัสไว้ดีแล้ว

"สันทิฏฐิโก"  เป็นสิ่งที่ผู้ศึกษา และปฏิบัติ พึงเห็นได้ด้วยตนเอง 

'เอหิปัสสิโก"  เป็นสิ่งที่ควรกล่าวกะผู้อื่นว่า เชิญผู้อื่นเข้ามาพิสูจน์ได้

"โอปะนะยิโก" เป็นสิ่งที่ควรน้อมเข้ามาใส่ตัว

"ปัตจัตตัง เวทิตัพโพ วิญญูหี-ติ" เป็นสิ่งที่ผู้รู้ ก็รู้ได้เฉพาะตน ดังนี้"

ประชาชนจะรู้ว่า มันเป็นของดี คนที่ไม่มีศีล ชอบพูดเล่น ตลกโปกฮา เขาก็จะว่า ธรรมะน่าเบื่อ เพราะเขาไม่ใช่คนที่เป็นวิญญูชน(คนดี) เขาก็จะไม่ได้บอกว่า อันนี้มันดี แต่เฉพาะวิญญูชน(คนดี) เท่านั้นจึงจะรู้ได้ว่า มันเป็นสวากขาตธรรม(เป็นของดี) จริงๆ นี่คือ "ธัมมานุสสติ" การระลึกถึงคุณของพระธรรม

[๔๗๕] เจริญสังฆานุสสติ... คือ การระลึกถึงคุณของพระสงฆ์ "สังโฆ" แปลว่า หมู่ หมู่ไหน? "หมู่ภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา เทวดา พรหม  คือ "พุทธบริษัท ๖", หมู่แห่งผู้ฟังคำสอน คือ "สาวะกะสังโฆ" ฟังคำสอนของอะไร? "ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาค จึงเป็น "ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ" สาวกผู้ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาค ไม่ได้เป็น หมู่ของผู้ฟังคำสอนของพระผู้มีพระภาคทั่วๆ ไป แต่ว่า ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบด้วย จึงเป็น "สุปะฏิปันโน ภควโต สาวกสังโฆ", "สังฆัง นะมามิ" แปลว่า ขอนมัสการหมู่นี้ ไม่ใช่เอาหมู่ของผู้ฟังคำสอนทั่วๆ ไป แต่ว่าเอาหมู่ของผู้ฟังคำสอนเขาที่ปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ถ้าเอาย่อๆ คำเดียว คือ คำว่า "สังโฆ" สามีจิปะฏิปันโน ก็คือ สังฆคุณ ๙ ก็คือ แยกแยะความเป็นพระสงฆ์ คือ ปฏิบัติดี, ปฏิบัติตรง, ปฏิบัติชอบ นี่คือ "สุปะฏิปันโน"
ปฏิบัติตรง คือ "อุชุปะฏิปันโน" 
ปฏิบัติเพื่อรู้ธรรม เป็นเครื่องออกจากทุกข์ คือ "ญายะปะฏิปันโน" 
"สามีจิปะฏิปันโน" คือ ปฏิบัติสมควรแล้ว 
ได้แก่ บุคคลเหล่านี้ คือ "คู่แห่งบุรุษ ๔ คู่, นับเรียงตัวบุรุษได้ ๘ บุรุษ" คือ ใคร? "ก็โสดาบันคู่หนึ่ง, สกทาคามีคู่หนึ่ง, อนาคามีคู่หนึ่ง และก็อรหันต์คู่หนึ่ง 
คู่อย่างไง?"คู่มรรค และผล" โสดาปัตติมรรค-โสดาปัตติผล, สกทามิมรรค-สกทาคามีผล, อนาคามีมรรค-อนาคามีผล, อรหัตมรรค-อรหัตผล 
เพราะฉะนั้น บางคนก็ปฏิบัติตามทางอยู่ แต่ว่ายังไม่ได้ผล แต่เขาก็ปฏิบัติดี นั่นแหละ จะว่าเขายังปฏิบัติดีไม่ได้ แต่มันอาจจะไม่ดีหมด แต่ใจเขาตั้งมั่นไว้แล้วว่า ฉันจะปฏิบัติตามทาง ก็ถือว่า มาตามทางแล้ว แต่ยังไม่เป๊ะหมด ถ้าเป๊ะหมด คุณจะได้ผล แต่ว่า ก็ทำดีแล้ว ที่ว่าเป็น"สุปฏิปันโนแล้ว" 
"สุปฏิปันโน ภควโต สาวะกะสังโฆ" บุคคลเหล่านี้ ควรแก่การต้อนรับ
"อาหุเนยโย"ควรแก่ของที่เขาจะนำมาถวาย 
"ปาหุเนยโย" ควรแก่การต้อนรับ 
"ทักขิเณยโย" ควรแก่การรับทักษิณาทาน(ของที่ทำบุญ)  
"อัญชะลิ กะระณีโย" ควรทำอัญชลี ควรทำการกราบไหว้ 
"อะนุตตะรัง ปุญญักเขตตัง โลกัสสะ" คือ เป็นเนื้อนาบุญของโลก ไม่มีนาบุญอื่น ยิ่งไปกว่า 
ปฏิบัติ ก็คือ "สังโฆ" 
เพราะฉะนั้น สังโฆ เน้นเรื่องการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ 
"ธัมโม" อย่างที่เราพูดก็คือ คุณธรรม ไม่ใช่หมายถึงว่า หนังสือ หรือว่าที่เราจำได้อยู่ในหัว ยังไม่เข้าสู่จิตใจ เป็น สวากขาตธรรมจริงๆ  คุณรู้ได้เฉพาะตนนี่แหละ อันนี้คือ ธัมโม ไม่ใช่ที่จำอยู่ในหัว และก็ไม่ต้อง พูดถึงว่า ที่อยู่ในตัวหนังสือ อยู่ในหนังสือ นั่นก็คือ แยกเอาไว้ 
"สังโฆ" หมายถึง การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ ปฏิบัติที่ไหน?"ปฏิบัติที่ใจซิ อยู่ที่ใจ" 
ไม่ใช่หมายถึงว่า คนที่เป็นพระอรหันต์  
ความหมายจริงๆ ของพุทโธ ธัมโม สังโฆ ก็คือ พุทโธ ไม่ใช่ หมายถึง ตัว รูปเคารพ แต่หมายถึง "การตรัสรู้"
"ธัมโม" หมายถึง ไม่ได้หมายถึง หนังสือ ซีดี อะไรต่างๆ และก็ไม่ได้หมายถึง สิ่งที่คุณจำได้ในหัว แต่ว่า หมายถึง คำสอนที่คุณเข้าถึงใจจริงๆ ถึงคำสอนจริงๆ
"สังโฆ" ไม่ได้หมายถึง  คนที่โกนผมห่มเหลือง หรือพระอรหันต์ อริยสงฆ์อะไรต่างๆ แต่หมายถึง "การปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบที่ตัวเรา
แต่ว่า พุทโธ ธัมโม สังโฆ นี่คือ รวมเป็นหนึ่งอยู่ในใจเรา  
พระพุทธเจ้ามีสังโฆไหม? มีการปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบไหม? "มีสิ!!"
แล้วคนที่เขารู้ธัมโม  สวากขาตธรรม เขาจะไปปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบไหม?"ก็ต้องมีสิ!!"
แล้วพอปฏิบัติดี ปฏิบัติชอบ คุณเอาอะไรมาปฏิบัติ คุณก็เอา"ธัมโม" นี่มาปฏิบัติ
แล้วคุณจะรู้อะไร? "คุณก็จะรู้ พุทโธ นั่นแหละ" 

เพราะฉะนั้น "พุทโธ ธัมโม สังโฆ คือ อย่างเดียวกัน" จึงเป็นรัตนะ ๓ ขึ้นมา 
ใน Episode หน้า เราจะมาพูดถึงว่า คุณระลึกถึงแล้วอย่างไงต่อ? จะมีราคะ, โทสะ, โมหะละไปได้แล้ว จิตใจจะเป็นอย่างไง? ปีติ สุข ปราโมทย์ ก็จะเครื่องที่ระลึกถึงได้ คุณมีอะไรบ้าง ก็จะมาต่อใน Episode หน้า 

87
1
นาทีในการอ่าน