ซีซั่น 3 ตอนที่ 15 ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว ตอน "สัญญา ๑๐ ประการ"

S03E15

Time index

[1:16] เรื่องไวรัส covid-19 มาตรการของวัด

[12:43] เริ่ม ขุดเพชร เกริ่น

[14:57] สัญญา 10 ประการ

[16:09] *453/72 อสุภสัญญา

[27:30] *454/73 มรณสัญญา

[35:53] *455/74 อาหาเรปฏิกูลสัญญา

[42:00] *456/75 โลเกอนภิรตสัญญา

[43:24]  *457-459 อนิจจสัญญา อนิจเจทุกขสัญญา ทุกเขอนัตตสัญญา

[46:23] สัญญาเกิดก่อน ญาณเกิดทีหลัง

[49:42] *460/79 เจริญปหานสัญญา

[51:45] *461/80 เจริญวิราคสัญญา

[52:31] *462/81 เจริญนิโรธสัญญา

"ช่วงนี้เป็นช่วงเวลาที่เราต้องการที่พึ่ง ถ้าสมมุติว่า เรางดโดยที่ไม่ได้ทำอะไร ญาติโยมก็จะขาดที่พึ่ง เพราะฉะนั้น หลวงพ่อท่านด้วยความที่ว่า  "ท่านก็เฝ้าตระหนัก ไม่ประมาท และก็ไม่ละเลย" โดยมีการเฝ้าระวัง ที่เราจะเตรียมการ แต่ก็ไม่ใช่!! กลัวจนไม่ทำอะไรเลย งดไปเลยอย่างนี้ เราต้องสู้!!

เพราะว่าสถานการณ์แบบนี้ มันก็ต้องอยู่กับเราไปอีกเป็นปีหนึ่ง อย่างน้อยต้องมีปีหนึ่งที่เราจะต้องเป็นแบบนี้ 

"ให้ทุกคน ท่านผู้ชม ท่านผู้ฟัง มีความมั่นใจว่า ในสถานการณ์แบบนี้ ให้ทุกคนร่วมมือกันของทั้งคนในสังคม รวมทั้งบุคลากรทางการแพทย์ และของทางราชการ ร่วมกัน ๓ ฝ่าย เราจะสามารถผ่านไปได้ และก็ไม่ประมาท และในขณะเดียวกันก็ให้มีความมั่นใจ ในขณะเดียวกันก็ไม่ปล่อยปละละเลย มีความร้อนใจตอนนี้ ก่อนที่จะไปร้อนใจในภายหลัง ให้ระมัดระวังกันตอนนี้ เพราะมันต้องอยู่กับเราไปอีกสักระยะหนึ่ง เราก็ไม่ใช่ว่า กลัวจนทำอะไรไม่ได้เลย เราก็มีการเฝ้าระวัง และก็ไม่ประมาทถึงจะผ่านไปกันได้ เจริญพร"

- พระอาจารย์ พระมหา ไพบูลย์ อภิปุณโณ

"อปรอัจฉราสังฆาตวรรค"

หมวดว่าด้วย "ผลแห่งจิตชั่วลัดนิ้วมือเดียว อีกหมวดหนึ่ง(ต่อ)"

ตอน  "สัญญา ๑๐ ประการ" 

- พระไตรปิฎกเล่มที่ 20 พระสุตตันตปิฎกเล่มที่ 12 [ฉบับมหาจุฬาฯ] อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

 ข้อ ๔๕๓-๔๖๒

"ธรรมะเพียงชั่วแค่ลัดนิ้วมือ ถ้าเราปฏิบัติตามธรรมะข้อนี้แล้ว จะดีมากๆ และถ้ายิ่งเราทำมากๆ จะยิ่งดีมากๆ"

วันนี้จะพูดถึงหมวดหัวข้อ "สัญญา ๑๐ ประการ" 

๑) เจริญอสุภสัญญา ; อสุภะ คือ เป็นของไม่สวยงาม / สุภะ คือ สวยงาม "อสุภะ" คือ ไม่สวยงาม
คำว่า "สัญญา" แปลว่า หมายรู้, กำหนดรู้ในความเป็นของไม่สวยงาม 

๒) เจริญมรณสัญญา คือ ความหมายรู้ในความตาย ซึ่งพระพุทธเจ้าตรัสไว้ในพระสูตรที่อื่นๆ ท่านได้อธิบายไว้ถึงการเจริญมรณสัญญา มรณสัญญาไม่ใช่คิดว่า "ตายแล้วๆ ตัวเองกำลังจะตายๆ อะไรอย่างนี้" อันนี้ไม่ใช่!! 

วิธีการเจริญมรณสัญญา ท่านบอกไว้ เราแยกเป็น ๒ ส่วน

ส่วนแรก คือ  ต้องพิจารณาให้เห็นว่า เหตุปัจจัยแห่งความตายของเรามีมาก แค่ช่วงรอยต่อระหว่างวัน ผ่านกลางวันมากลางคืน ผ่านกลางคืนมากลางวัน ช่วงรอยต่อนี้ ต้องระวังให้มาก เหตุปัจจัยแห่งความตายมีมาก เช่น ลื่นหกล้มตาย, เดินตกท่อตาย, สัตว์ร้ายกัดตาย, คนทำร้ายตาย, ไม่รู้ลมตีข้างใน อึกๆ ขึ้นตาย, บางทีปวดหัว ล้มฟึ้บตาย โอ้ว! เหตุปัจจัยแห่งความตายมีมาก อย่างกรณีของโรคภัยไข้เจ็บอย่างนี้ เหตุปัจจัยแห่งความตายมีมาก และก็ต้องพิจารณาต่อว่า "บาป อกุศลธรรม ที่ถ้าเมื่อเรามีอยู่แล้ว จะทำให้ตายแล้ว ไปไม่ดี นี่เรามาคิดต่อมา เราต้องตระหนักถึงก่อนนะว่า ไม่ใช่มากลุ้มใจตอนนี้ว่า ฉันจะอยู่อย่างไง ถ้าชั้นตายไป แล้วถามว่า "บาป อกุศลธรรมของคุณมีอยู่ไหม?"มีซิ ฉันยังปล่อยวางไม่ได้ ยังคิดถึงคนนั้น แล้วเรื่องนี้จะทำอย่างไง? นี่แหละมีปัญหา ให้รีบละบาป อกุศลธรรมเหล่านั้น โดยด่วน!! ด่วนอย่างไง?

เปรียบเทียบไว้กับ คนที่มีไฟไหม้ผม ไฟไหม้เสื้อผ้า เขาจะต้องรีบดับไฟบนหนังศรีษะก่อน โดยด่วน!! ทันที!! เดี๋ยวนั้นด้วยความสามารถทุกอย่าง พึ่งตัวเองก่อน 

เปรียบเหมือน ถ้าเรายังมีบาป อกุศลธรรมที่เรายังละไม่ได้ ถ้าโรคภัยไข้เจ็บนี่มา ชั้นตายแน่เลย!! ทำไง? " คุณมีความร้อนใจอยู่ใช่ไหม? คุณมีความไม่สบายใจอยู่ใช่เปล่า? คุณมีความยึดถืออยู่ใช่เปล่า? "คุณต้องรีบละบาปอกุศลธรรมนั้นโดยด่วน!! ก่อนที่คุณจะหาหน้ากาก ก่อนที่คุณจะหาวัคซีน ก่อนที่ว่า คุณจะหาที่กักกันตัวเองอย่างไง ก่อนเลยๆ ทางกายเราก็ทำไป แต่ทางจิตใจเรามีที่พึ่งหรือยัง? ที่เมื่อเวลาความตายจะมาถึง "มรณสัญญา" เราจะยังเป็นผู้ที่อยู่ผาสุกได้ ตรงนี้สำคัญ ผาสุกได้ไหม? ในความตายที่กำลังจะมีมา? 

ถ้าเผื่อว่า "ไม่มี, ไม่ผาสุก" ต้องรีบหาที่พึ่งทันที ที่ว่า เมื่อเรามีอันนี้แล้ว เราจะอยู่ผาสุกได้ 
อันนี้ คือ อะไร?"ก็คือ มรรค ๘" จะเป็นจุดที่ทำให้เราอย่างน้อยอยู่ผาสุกได้ 

ทีนี้ ถ้าเผื่อว่า "มีแล้ว" ความตายที่เกิดขึ้นนี่ เราสบายใจได้เลย เพราะว่าเราสบายใจแล้ว "บาป หรืออกุศลธรรมเหล่านั้น ไม่มีอยู่เลย" ถ้าไม่มีแล้วเป็นอย่างไง? "ก็ให้อยู่ด้วยปีติ และปราโมทย์ ตามศึกษาซึ่งกุศลธรรมเหล่านั้น ให้มากขึ้น ทำความดี ปฏิบัติธรรมให้มากยิ่งขึ้นไป" 

เพราะฉะนั้น "มรณสัญญา"  ไม่ใช่ว่า "ฉันจะตายแล้วๆ" อันนี้คือ เจริญผิด
แต่ที่เจริญถูก ก็คือ ให้จบลงที่กุศลธรรม คือ ปีติ และปราโมทย์ 

"อย่างกรณีสถานการณ์อย่างนี้เป็นต้น เราก็สามารถที่จะอยู่สบายใจได้ แล้วมาตราอะไรต่างๆ เราก็ต้องเร่งด่วน เราก็ต้องทำ ปัญหาเราก็ต้องแก้ 

ในขณะเดียวกัน เราไม่ได้วุ่นวายใจ จนทำอะไรไม่ถูก มือไม้สั่น ก็ไม่ปานนั้น แต่ก็ไม่ใช่ ไม่สนใจอะไร ก็ไม่ถึงขนาดนั้น เราต้องระวัง เราต้องมีความตื่นตัว เราต้องไม่ประมาท ในขณะเดียวกัน ก็ไม่กังวลใจ จนทำอะไรไม่ถูก ไม่วิตกกังวลจนเกินกว่าเหตุ ก็จะมาเดินตามทางสายกลางได้ มาตามมรรค ๘ ได้" อันนี้มาในข้อ ๔๕๔) มรณสัญญา 

๓) เจริญอาหาเรปฏิกูลสัญญา  คือ พิจารณาความหมายรู้ กำหนดรู้อาหารโดยความเป็นของปฏิกูล 

๔) เจริญสัพพโลเกอนภิรตสัญญา คือ "ความสำคัญโลกทั้งปวงโดยความเป็นของไม่น่ายินดี" ว่า "โลกทั้งปวงเป็นของไม่น่ายินดี"

๕) เจริญอนิจจสัญญา  ก็คือ "อนิจจัง" คือ หมายรู้โดยความเป็นของไม่เที่ยง ทำไมมันถึงไม่เที่ยง?"มันต้องมีเหตุ มีปัจจัย กระป๋องน้ำใบนี้ มันตั้งอยู่ มันเที่ยงไหม?" ไม่เที่ยง" ทำไม?" เพราะมันเกิดจากสแตนเลส อย่างนี้เป็นต้น   แม้แต่มันยังไม่แตก ยังไม่ถูกทำลาย มันก็ไม่เที่ยงแล้ว เพราะอะไร?"เพราะความที่มันอาศัยสิ่งอื่นเกิดขึ้น ความที่มันอาศัยสิ่งอื่นเกิดขึ้น นั่นแหละมันจึงเป็นอนิจจัง เป็นของไม่เที่ยง เราต้องหมายรู้ข้อนี้ให้ได้ หมายรู้เพื่ออะไร? เพื่อให้เกิดญาณ เกิดปัญญา 

๖) เจริญอนิจเจทุกขสัญญา  ก็คือ "ทุกขัง" ให้หมายรู้ความเป็นทุกข์ ในสิ่งที่เป็นอนิจจังนั้น ให้กำหนดรู้ในทุกข์ โดยความที่มันเป็นอนิจจัง "สัญญา เกิดก่อน ญาณจึงเกิดที่หลัง" ความที่มันทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ มันจึงเป็นทุกข์ 

๗) เจริญทุกเขอนัตตสัญญา  ก็คือ "อนัตตา"  คือ ให้หมายรู้โดยความเป็นอนัตตาในสิ่งนั้น ในสิ่งที่มันทนได้ยากนั้น ถ้าเราจะมาถือว่า เป็นอัตตาตัวตนของเรา ไม่ถูก เราต้องเห็นโดยความเป็นอนัตตา ว่าไม่ใช่ของเรา ไม่ใช่เป็นตัวตนของมันเองด้วยซ้ำ แต่มันขึ้นอยู่กับสิ่งอื่น ในสิ่งที่เป็นทุกข์นั้น 

๘) เจริญปหานสัญญา  " ปหานะ" แปลว่า ละ, สละออก, ประหาน ในศัพท์คำหนึ่งในภาษาบาลี เขาจะมีคำว่า ประหาน   ยิงออกไป สลัดออกไป หรือแทงลงไป หรือเขวี้ยงออกไป  เช่น ปืนเราก็ใช้คำว่า ยิงออกไป, มีดดาบ แทงลงไป  ซึ่งปหานนี่หมายถึง คุณละออก, คุณสละออก คุณขว้างทิ้งไป ในอะไร?"ปหานสัญญา หมายถึง การกำจัดออกในสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม  ความคิดในทางอกุศล คือ กาม, พยาบาท, เบียดเบียน ต้องปหานสัญญา" 

"ปหานสัญญาใช้กับ อกุศลธรรมทุกรูปแบบ ได้แก่ ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์ ประพฤติผิดในกาม ความคิดในกาม,พยาบาท, เบียดเบียน ความคิดชั่วต่างๆ ต้องปหานะ ก็คือ การผิดศีลทั้งหมด, อกุศลกรรมบท ๑๐ ต้องสละออกไป ให้เลิกทำ 

๙) เจริญวิราคสัญญา..."วิราคะ" คือ คลายความกำหนัดยินดี  พอใจ คลายออก ละออก เหมือนเราปล่อยมืออย่างนี้ ลักษณะให้เกิดความคลายกำหนัด ความเบื่อหน่าย จะให้เกิดวิราคะได้คุณต้องมีความเบื่อหน่าย 
"มีความเบื่อหน่ายแล้ว ก็จะคลายกำหนัด

มีความคลายกำหนัดแล้ว ก็จะปล่อยวางได้" นี่แหละ ปล่อยวางได้ 

 

๑๐) เจริญนิโรธสัญญา... (๗๒-๘๑) "นิโรธะ" ก็คือ ความดับนั่นเอง หมายถึง นิโรธ
"สิ่งใดเกิดขึ้น มันก็ต้องมีดับ มันเป็นธรรมดา" 
"เมื่อก่อนไม่มี เดี๋ยวนี้มีมา 
มีมา เดี๋ยวมันก็ดับไป" 
เราหมายรู้ในข้อนี้ได้ไหม? 
ถ้าเราเห็นแต่ว่า มันมาอย่างเดียว แสดงว่า คุณไม่เห็น นิโรธสัญญา หมายรู้ในความดับไม่ได้ มันปล่อยวางไม่ได้หรอก ก็จึงไม่ถูก
ในข้อนี้ ถ้าเราหมายรู้โดยความที่มันเป็นของที่ดับไปได้ วางได้ เย็นได้ นิโรธ อันนี้ได้ 
นิโรธเป็นสิ่งที่ต้องทำให้แจ้ง 
ซึ่งแม้แต่นิพพานเอง ก็เป็นสิ่งที่เราต้องทำให้แจ้ง ว่าสภาวะแห่งความดับของสิ่งต่างๆ เนี่ยมันมี และนี่คือ ส่วนของนิโรธ ทำให้แจ้ง 

ทั้ง ๑๐ หัวข้อนี้ทั้งหมด เราเรียกว่า "สัญญา ๑๐ ประการ" 

"ธรรมะเพียงชั่วแค่ลัดนิ้วมือ ถ้าเราปฏิบัติตามธรรมะข้อนี้แล้ว จะดีมากๆ และถ้ายิ่งเราทำมากๆ จะยิ่งดีมากๆ"

 

41
1
นาทีในการอ่าน