ซีซั่น 3 ตอนที่ 10 "ธรรมที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส"

S03E10

Time index

[07:29] ปสาทกรธัมมวรรค ข้อ 366

[08:31] ธุดงควัตร ข้อ 366-369

[14:18] ธุดงควัตรเพิ่มเติม

[17:25] เหตุแห่งการทำธุดงควัตร

[20:04] ข้อ 5/370 ธรรมกถึก

[22:47] ข้อ 6/371 วินัยธร

[27:16] ข้อ 7/372 พหูสูต

[32:56] ทบทวนกลางรายการ

[54:12] สรุป

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย ความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ความเป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ความเป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร ความเป็นธรรมกถึก ความเป็นวินัยธร ความเป็นพหูสูต ความเป็นผู้มั่นคง ความถึงพร้อมด้วยอากัปกิริยา ความถึงพร้อมด้วยบริวารที่ดี ความเป็นผู้มีบริวารมาก ความเป็นกุลบุตร ความเป็นผู้มีรูปผิวพรรณ งาม ความเป็นผู้เจรจาไพเราะ ความเป็นผู้มักน้อย ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย ทั้งหมดนี้ เป็นชื่อเรียก "ลาภ" นั่นเอง"

#พระพุทธพจน์

"ปสาทกรธัมมวรรค" 

หมวดว่าด้วย "ธรรมที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส" 

"ปสาทะ" ก็คือ ศรัทธา, ความเลื่อมใส 

ในวรรคนี้จะพูดถึง "หมวดธรรมะที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส" ท่านพูดไว้ทั้งหมด ๑๖ ข้อ 

[๓๖๖-๓๘๑] พระผู้มีพระภาคตรัสว่า ภิกษุทั้งหลาย  

1) ความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นวัตร ; "วัตร" เป็นข้อปฏิบัติประจำ ความเป็นผู้อยู่ป่าเป็นข้อปฏิบัติประจำ เป็นธุดงควัตร ๑ ใน ๑๓ อย่าง 

ถ้าจะเปรียบเทียบ "การอยู่ป่า" กับ "การอยู่ในวิหารใหญ่โต" อยู่ในเรือน, ในอาคาร มีที่มุงบังอย่างนี้ 

2) ความเป็นผู้ถือเที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตร ; การต้องไปแสวงหาอาหารด้วยปลีแข้งของตน  

เปรียบเทียบกับ "บิณฑบาต" กับ "ฉันอาหารในที่นิมนต์" ไม่ได้ไปแสวงหาอาหารด้วยปลีแข้งของตน แต่เขาเอาอาหารมาให้ หรือว่านิมนต์ไปในที่นิมนต์แล้วก็รับประทานอาหารในที่ที่ไม่ต้องเดินไปอย่างนี้

3) ความเป็นผู้ทรงผ้าบังสุกุลเป็นวัตร ;  "ผ้าบังสุกุล" หมายถึง ผ้าที่เขาทิ้งแล้ว ผ้าเปื้อนฝุ่น ผ้าที่เขาไม่ใช้งานแล้ว คือ อย่างเช่น ผ้าที่เขาไว้ห่อศพอย่างนี้ 

เปรียบเทียบกับ "ผ้าบังสุกุล" กับ "ผ้าคหบดีจีวร(คือ ผ้าที่ตัดเย็บอย่างดี เขาเลือกมาแล้ว ทอเนื้อถี่ๆ ไม่มีส่วนที่เป็นตะปุ่มตะป่ำ)" 

4) ความเป็นผู้ทรงไตรจีวรเป็นวัตร คือ การมีแค่ผ้า ๓ ผืน "ไตรจีวร" หมายถึง  ๓ ผืน คือ จีวร, สบง และสังฆาฏิ

เปรียบเทียบกับ การจะมีผ้ามากผืน เช่น อาจจะมีจีวร ๒-๓ ผืน หรืออาจจะมีสบงครองแล้ว ยังมีสบงอาศัย ๒,๓, ๔ ผืนอย่างนี้ 

"เพื่อให้เห็นว่า ใน ๔ ข้อนี้ ความเป็นผู้ที่อยู่ป่า ที่บิณฑบาต ผ้าบังสกุล มีผ้า ๓ ผืน เป็นธุดงควัตร หมายถึง ข้อปฏิบัติอันบุคคลทำได้ยาก เป็นไปเพื่อขูดเกลากิเลสเป็นอย่างยิ่ง "และจะทำให้เกิดความเลื่อมใส"" 

ธุดงควัตร(ข้อปฏิบัติในการอยู่ป่า) จริงๆ ไม่ได้มีแค่ ๔ ข้อ มีทั้งหมด ๑๓ ข้อ ยังรวมถึงการถืออิริยาบท ๓ (ยืน, เดิน, นั่ง ไม่นอน) 

ที่ต้องการเน้น ก็คือ "การปฏิบัติธุดงควัตร เป็นความเพียรที่ทำได้ยาก และจะขูดเกลากิเลสมาก ไม่ใช่!! เพื่อที่ต้องการลาภสักการะ ไม่ใช่เพื่อต้องการชื่อเสียง เกียรติยศ"

5) ความเป็นธรรมกถึก "ธรรมกถึก" เป็นผู้ที่ทรงธรรม รู้ธรรมะมาก พูดเรื่องอะไรก็รู้ เข้าใจ ตอบได้ถูกต้อง มีความฉลาดหลักแหลม รัดกุม รอบครอบ

ซึ่งองค์ของผู้ที่จะเป็นธรรมกถึกได้พระพุทธเจ้าได้ทรงตรัสไว้  ๕ ข้อ เวลาธรรมกถึกจะแสดงธรรม คุณจะรู้ได้อย่างไรว่า คนนี้เขาเป็นธรรมกถึก?"อยู่ที่ว่า เขาพูดเรื่องอะไร?ถ้าลักษณะการพูดของเขาออกมา

1) เป็นการแสดงไปตามลำดับ ไม่ตัดลัดให้ขัดความ คือ มีลำดับของการพูดไป อธิบายไปให้แจ่มแจ้ง เช่น ถ้าเราพูดถึงปัญญา ก็ต้องพูดถึงสมาธิก่อน ก็ต้องพูดถึงเรื่องศีลก่อน อย่างนี้เป็นต้น 

หรือถ้าจะพูดถึงเรื่องของมรรค ก็ต้องพูดถึงเรื่องของทุกข์ด้วย สมุทัย ด้วย อย่างนี้เป็นตามลำดับกันมา เป็นต้น เป็นการแสดงไปตามลำดับ

2) เวลาแสดงธรรม กล่าวธรรมใดๆ ออกมา ไม่กระทบตน ไม่กระทบผู้อื่น เช่น ดูอย่างคนนั้นซิ เขาทำไม่ดีอย่างนั้น เขาทำไม่ได้อย่างนี้ ไม่เป็นอย่างนั้น เป็นต้น พูดแต่เนื้อธรรมะล้วนๆ ไม่กระทบผู้อื่น 

3) แสดงธรรมด้วยจิตเมตตา 

4) แสดงธรรมไม่หวังอามิส ไม่ได้แสดงธรรมเพื่อที่ว่า ได้ค่าเทศน์ ค่ากินใครเท่าไหร่ ไม่ต้องคิดประเภทนั้น 

5) แสดงสิ่งที่เป็นสวากขาตธรรม "สวากขาตธรรม" คือ ธรรมะอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว โดยบทพยัญชนะ หรือโดยอรรถะ(ความหมาย) ที่ถูกต้อง 

ในสมัยพุทธกาล ภิกษุที่มีความเป็นเลิศ ในความเป็นธรรมกถึก ได้แก่ "พระปุณณมันตานีบุตร" 

6) ความเป็นวินัยธร ;  ผู้ที่ฉลาดในเรื่องของพระวินัย ได้แก่  "พระอุบาลี" ส่วนถ้าเป็นภิกษุณีผู้ที่ฉลาดในเรื่องพระวินัย ได้แก่ "พระนางปฏาจารา" 

 "วินัย" คือ ต้องมีคุณสมบัติอะไร?"คือ คุณจะต้องจำศีลได้ทั้งหมด  227 ข้อ

"นักวินัยธรนี่ไม่ใช่คุ้มกฎ คือ เหมือนกับผู้คุ้มกฎอะไรอย่างนี้ ที่จะมาคอยจับผิดอะไรต่างๆ ไม่ใช่!!" 

คือ ทำอย่างไร ให้พุทธบริษัทอยู่ในกุศลธรรมดีได้ จึงมีเกณฑ์ ในการที่จะปรับแก้ซึ่งกันและกัน ตรวจสอบซึ่งกันและกัน ให้ออกจากความไม่ดีต่างๆ  นี่คือ ในข้อที่ 6) 

7) ความเป็นพหูสูต ; ความเป็นผู้ที่ฟังมาก เป็นผู้ที่ฉลาดในการที่จะรู้มาก มีข้อมูลมาก จะใกล้เคียงกับธรรมกถึก แต่ไม่เหมือนกันทีเดียว  ต่างกันที่ว่า ธรรมกถึกมีความพลิกแพลงได้มากกว่าพหูสูต  ในกรณีของ "ท่านพระอานนท์" เป็นเลิศในความเป็นพหูสูต 

8) ความเป็นผู้มั่นคง  คือ มีสมาธิ นั่นเอง ถ้าจิตคุณมีสมาธิ คุณมีศรัทธาเต็มที่ อันนี้ถือว่า เป็นผู้มั่นคงในศาสนา ในพระสัทธรรม  

9) ความถึงพร้อมด้วยอากัปกิริยา หมายถึง มารยาทในการรับปัจจัย ๔ มีจีวร เป็นต้น มีมารยาท ในทางพระเขาจะมีข้อที่ว่า เป็น"อภิสมาจาร" ข้อปฏิบัติอันเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่ใช่เป็นศีลหลักๆ สำคัญๆ เช่น ถ้าฆ่าสัตว์ คือ ผิดศีลใช่ไหม? ถ้าศีลเล็กๆ น้อยๆ เช่น คุณเดินกิน, ยืนกินน้ำ, ส่งเสียงดัง, เดินกระหย่ง, ห่มผ้าไม่เรียบร้อย อันนี้ลักษณะมารยาททั่วๆ ไป ไม่ได้เป็นศีลข้อหลักๆ 

พระที่มีกิริยามารยาทที่งดงามเล็กๆ น้อยๆ ดูๆ ไปก็จะทำให้มีความงดงามขึ้นมา ก็จะทำให้ดูน่าเลื่อมใส ด้วยเรื่องเล็กๆ น้อยๆ ต่างๆ นี้ สำหรับคนที่เขาเลื่อมใสอยู่แล้ว ก็จะเลื่อมใสยิ่งขึ้น คนที่ยังไม่เลื่อมใส เขาก็จะเกิดความเลื่อมใสขึ้นมาได้ พวกอากัปกิริยานี้

10) ความถึงพร้อมด้วยบริวารที่ดี "บริวารที่ดี" หมายถึง เป็นผู้ที่รู้จักบริษัท จะมีองค์ประกอบอย่างเช่นว่า รู้จักกาละ, รู้จักบริษัท(หมู่), รู้จักเหตุ รู้จักผล, รู้จักตน ความที่ว่าเราจะมีบริวารที่ดี ก็คือ บริวารที่มีศรัทธา มีทิฏฐิเสมอกัน ถึงจะอยู่กันได้, ถ้ามีศีล และมีทิฏฐิไม่เสมอกัน มันอยู่กันไม่ได้, "ศีล"หมายถึง ข้อปฏิบัติทางกาย ทางวาจา
"ทิฏฐิ" หมายถึง ความเห็น ความเข้าใจ 
ถ้ามีข้อปฏิบัติทางกาย ทางวาจา มันไม่เหมือนกัน มันก็อยู่กันไม่ได้  เข้าใจไม่ตรงกัน ก็อยู่กันไม่ได้

โจรก็ถึงอยู่กับโจรได้ เพราะว่ามีศีลเสมอกัน, มีทิฏฐิเสมอกัน 
คนดีๆ ก็อยู่กับคนดีๆ ได้ เพราะว่ามีศีลเสมอกัน, มีทิฏฐิเสมอกัน 
"บริวารที่ดี" ดูอย่างไง?"คือ ต้องมีศรัทธา, มีศีล, มีจาคะ, มีปัญญา"
"บริวาร" คือ เพื่อนของเราก็ได้, กัลยาณมิตรอย่างนี้ก็ได้ 
"ดี" ไม่ใช่หมายถึง เขาเอาใจเรา แต่หมายถึง เขามีคุณธรรมอะไรที่ดีไหม? ไม่ว่าจะเป็นลูกน้อง หรือเป็นเจ้านายก็ตาม หรือจะเอาเรื่องทิศทั้ง ๖ เข้ามาเกี่ยวข้อง 

11) ความเป็นผู้มีบริวารมาก ; มีลูกศิษย์ ลูกหาเยอะ มีเพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกันเยอะ  ในวัดมีพระเยอะอย่างนี้ คือ มีบริวารมาก  

12) ความเป็นกุลบุตร ; คนที่ดี  คนที่ดีเราจะดูอย่างไง?"ก็ดูที่ สัปปุริสธรรม ก็ได้, ดูที่ศีลก็ได้  
"ศีล" หมายถึง วรรณะ, ผิวพรรณ, รูป คนที่ถ้ามีศีล ก็จะมีผิวพรรณงาม ก็จะเกี่ยวข้องกัน 
"ความเป็นกุลบุตร" ก็คือ อยู่ในวงของศากยะวงศ์
"บุตร" หมายถึง คุณสืบสาย สืบตระกูลกันมา เราจะเป็นตระกูลเดียวกัน เป็นสาย เป็นวงศ์เดียวกันมา ก็ต้องอยู่ในศากยวงศ์ คนที่จะอยู่ในศากยวงศ์ได้ อย่างน้อยๆ คุณต้องมีศีลเป็นคุณสมบัติของอุบาสก อุบาสิกา หรือของใครก็ตามที่จะอยู่ในธรรมวินัยนี้ ต้องมีศีล ๕ เป็นอย่างน้อย และประกอบด้วย ศรัทธาอันหยั่งลงมั่นไม่หวั่นไหว ในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์  เอาขั้นอริยบุคคลอย่างต่ำๆ ก็ต้องเป็น "โสดาบัน" ถึงจะเรียกว่า "เป็นกุลบุตร"  

13) ความเป็นผู้มีรูปผิวพรรณงาม ก็คือ เรื่องของศีล ก็ต้องมีศีล   

14) ความเป็นผู้เจรจาไพเราะ  "ไพเราะ" ในที่นี้ หมายถึงว่า "มันนุ่มนวล" ฟังแล้วแบบฟูใจ ฟังแล้วปลาบปลื้มใจ ดีใจ อิ่มเอิบใจ บางทีอาจจะไม่ได้ใช้ศัพท์สูงด้วยซ้ำ ใช้ศัพท์ธรรมดา วาจาแบบนี้ เรียกว่า "เจรจาไพเราะ" ฟังแล้วให้เกิดกำลังใจ ฟังแล้วจะนำไปปฏิบัติได้ ลักษณะนี้คือ เจรจาไพเราะ และต้องเป็นวาจาที่ไม่โกหกด้วย บางจังหวะต้องรู้จักที่จะพูด เรื่องบางเรื่องเราไม่ควรพูด เราก็อย่าพูด เรื่องที่ควรพูด เราก็พูดขึ้นมา ต้องรู้กาลเทศะในการพูด ผู้พูดก็ต้องมีจิตประกอบด้วยเมตตา ทั้งต่อคนฟัง และต่อตัวเอง คือ ต้องมีคุณสมบัติเหล่านี้ คุณถึงจะเจรจาไพเราะได้ เป็นสัมมาวาจาด้วย 

15) ความเป็นผู้มักน้อย ; "มักน้อย" หมายถึง คนที่อ่อนน้อมถ่อมตน ไม่ได้เที่ยวโอ้อวด 

เพราะฉะนั้น เรามีคุณธรรมอะไรดีๆ เราก็ไม่ได้ปรารถนาให้คนอื่น เขามารู้คุณธรรมของเรา หรือเที่ยวโฆษณาความดีของตัวเราเอง อันนี้คือ มักน้อย และจะมาใช้คู่กันกับคำว่า "สันโดษ" 

"สันโดษ" หมายถึง พอใจในสิ่งที่เรามีอยู่ คุณมีอะไรอย่างไง คุณก็พอใจ 
คำว่า "พอใจ" หมายถึง ยินดี 
คำว่า "ยินดี" หมายถึง พอแล้ว 
"พอแล้ว" หมายถึง  ไม่ได้จะต้องวุ่นวาย กระเสือกกระสน หรือมีความเร่าร้อนว่า ฉันจะต้องมีอะไร ฉันเต็มแล้ว สบายใจแล้ว 

ไม่ได้หมายความว่า คุณขี้เกียจทำงาน เช้าชาม เย็นชาม แต่ว่าคนที่มีความสันโดษ มีความมักน้อย เขาสามารถทำความเพียรได้เต็มที่ ไม่ได้มีความกังวล ว่าฉันไม่มีอะไร หรือฉันอยากอะไร? ไม่ต้องกังวลจุดนั้น ไม่ต้องถูกเผาผลาญ ไม่ต้องถูกบีบคั้น ด้วยความอยากแบบนั้น แต่ว่ามีความสบายใจ อิ่มอยู่ในใจ 

เพราะฉะนั้น เวลาที่เขาตั้งเป้าในการที่จะทำอะไร เขาจะทำได้ดี เพราะด้วยความที่การทำความเพียรนั้น เป็นลักษณะที่ถูกต้อง อันเกิดจากความมักน้อย และความสันโดษ แบบนี้ในข้อที่ 15
 

 16) ความเป็นผู้มีอาพาธน้อย คือ ผู้ที่มีธาตุไฟอันสม่ำเสมอ คือ ร่างกายของเราประกอบไปด้วย ธาตุ ๔ ดิน, น้ำ, ไฟ, ลม 

เพราะฉะนั้น รสที่เรากินเข้าไป มันก็เกี่ยวกับ ลิ้น ไม่ได้อยู่ที่ว่า จะกินอาหารที่ชอบ หรือไม่ชอบ แต่รู้ว่า อาหารอะไรควรที่จะกิน หรือไม่กินเข้าไป นี่เรียกว่า "ประสาทการรับรส" อันนี้ก็จะเป็นเหตุให้มีอาพาธน้อย 
เหตุที่ทำให้มีอาพาธน้อย ๑ อย่าง คือ การที่เดินอยู่เป็นประจำ"การเดินจงกรม" เดินกลับไป กลับมา อย่างนี้เป็นต้น จะทำให้เป็นผู้ที่มีธาตุไฟสม่ำเสมอ มีการย่อยอาหารได้อย่างสม่ำเสมอ 

เรามีการออกกำลังกายอยู่อย่างสม่ำเสมอ แล้วปรารภความเพียร ความเพียรในทีนี้หมายถึง การศึกษาธรรมะ ความเพียรในการปฏิบัติธรรมะทั้งหมด ก็จะทำให้มีอาพาธน้อยได้ มันเกี่ยวเนื่องกัน 

ทั้งหมดนี้ เป็นชื่อเรียกลาภนั่นเอง

 "ลาภ"  หมายถึง การได้ ได้แล้วทำไมตั้งหัวข้อว่า เลื่อมใส 

"ลาภานุตตริยะ" การได้อันเลิศ  คือ การได้ความเลื่อมใสในพระตถาคต หรือสาวกของพระตถาคต 

ถ้าเรามีคุณธรรมต่างๆ เหล่านี้ นี่คือ การได้อันเลิศ เพราะมันเกี่ยวกับความเลื่อมใสด้วย ทำให้เกิดความเลื่อมใสในตนเอง  หรือทำให้เกิดความเลื่อมใสในคนอื่น นี่คือ การได้ที่เลิศ 

เพราะฉะนั้น ถ้าเรามีคุณธรรมต่างๆ เหล่านี้ ๑๖ ข้อ อันนี้ถือว่า ได้ดีแล้ว และถ้ามีทุกอย่างทุกข้อ อันนี้ยิ่งดีเลย

สรุป "ปสาทกรธัม" คือ ธรรมะที่ทำให้เกิดความเลื่อมใส จบ

 

63
1
นาทีในการอ่าน