ซีซั่น 3 ตอนที่ 8 "ธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดี กับ ไม่ดี"

S03E08

Time index

[06:47] ส่วนต่าง คือ ธรรมะที่ดี หรือ ไม่ดี

[10:50] การชักชวน แล้วทำตาม

[16:03] การรู้ประมาณ ของผู้ให้ / ผู้รับ

[18:47] การไม่รู้ประมาณ ของผู้ให้ / ผู้รับ

[22:06] เปรียบเทียบ เมล็ดพันธ์ุ และ แปลงนา

[23:36] การปรารภความเพียร / เกียจคร้าน ให้ผลเป็นทุกข์

[32:38] ให้ผลเป็นสุข

[39:18] ภพ เปรียบเทียบกับ

[45:06] เกี่ยวกับตัณหา ซึ่งเป็น สมุทัย

"คูถ(อุจจาระ) แม้เพียงเล็กน้อยก็มีกลิ่นเหม็น แม้ฉันใด

ภพแม้เพียงเล็กน้อย ก็ฉันนั้น เหมือนกัน

เราไม่สรรเสริญโดยที่สุด แม้ชั่วลัดนิ้วมือเดียว"

- พระพุทธพจน์

- เอกธัมมบาลี ตติยวรรค ๒ (ข้อ ๓๑๒-๓๒๑)

"ภพ เปรียบเทียบกับ"

"ภพ" คือ ความเป็นสภาวะ 
๑) ภพ เหมือน อุจจาระ
๒) ภพ เหมือน น้ำปัสสาวะ
๓) ภพ เหมือน น้ำลาย
๔) ภพ เหมือน น้ำหนอง
๕) ภพ เหมือน น้ำเลือด 
๕ อย่างนี้ เหมือนกับ ภพ เหมือนอย่างไง?"เพราะว่าอุจจาระ ก็ตาม, น้ำปัสสาวะ, น้ำลาย, น้ำหนอง และน้ำเลือด แม้เพียงเล็กน้อย ก็มีกลิ่นเหม็น ไม่สะอาด และโดนนิดเดียวต้องเช็ด ต้องล้าง ต้องทำความสะอาดไป  เพราะมันเป็นสิ่งปฏิกูล เป็นสิ่งที่ไม่ดี ไม่สวยงามต้องรีบล้างรีบเช็ด ถ้ามาสิ่งเหล่านี้มาโดนตัวเรา พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบกับภพ 

ภพ แม้ชั่วลัดนิ้วมือเดียว ก็ไม่สะอาด น่ารังเกียจ 
ภพ แม้สั้นนิดเดียว พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ เพราะเป็นของน่ารังเกียจ 
ภพ คือ ความเป็นสภาวะ 
ท่านแบ่งภพไว้ ๓ อย่าง บอกไว้กับท่านพระอานนท์ บอกว่า คือ
กามภพ, รูปภพ, อรูปภพ 
"กามภพ" คือ ภพที่ยังอยู่เนื่องด้วยกับกามเป็นอย่างมาก ไล่มาตั้งแต่ นรก, สัตว์เดรฉาน, เปรต, อสูรกาย, มนุษย์, เทวดาชั้นที่ ๑-๖
"รูปภพ" ไม่มีกาม แต่มีรูป รูปในที่นี้ ก็คือ พรหม นั่นเอง รูปพรหมทั้งหมด แบ่งใหญ่ก็ ๔ ชั้น ตามฌาน ๑-๔ ถ้าแบ่งละเอียดลงไปก็ ๒๐ ชั้น 
"อรูปภพ" คือ อรูปพรหม สภาวะที่ไม่มีรูป เป็นสภาวะที่เป็นลักษณะของอรูป ก็คือ อรูปฌาน 
ทั้งหมดนี้ คือ "ภพ" ทั้ง ๓ เช่น ความเป็นสภาวะของสัตว์เดรฉาน เขาก็จะเป็นแบบนั้นของเขา ภูมิของเขาก็อยู่ตามพื้นดิน, ถ้าเป็นปลา ภูมิของเขา ก็อยู่น้ำ, ถ้าเป็นคนร่ำรวย ภูมิของเขา ก็อยู่ประสาท ราชวัง, ถ้าเป็นคนจน ภูมิของเขาก็อยู่บ้านธรรมดา นอนกลางดิน กินกลางทราย อย่างนี้เป็นต้น 

"พระพุทธเจ้าไม่ทรงสรรเสริญภพ แม้แต่ให้มันสั้นนิดเดียวก็ตาม" เพราะว่า "ภพ" คือ มันเป็นที่ให้เกิดขึ้นของความทุกข์ 

- ในสายปฏิจจสมุปบาท
เพราะอะไรมี ภพจึงมี?"เพราะมีอุปทาน(ความยึดถือ) จึงมีภพ" 

"เพราะฉะนั้น ความยึดถือแม้นิดเดียว ที่ทำให้เกิดภพ แม้นิดเดียว 
ความยึดถือที่เป็นเหตุให้เกิดภพนั้น มันไม่ดี"

เพราะความยึดถือ เป็นอะไร?"เป็นเหตุของความทุกข์ เป็นตัณหา เป็นอะไรพวกนี้ เราต้องละเสีย"
"ผลของมันเกิดขึ้นเป็นความทุกข์ ในที่นี้ คือ ภพ เพราะมีภพ แล้วจึงมีความเกิด
เพราะมีความเกิดนั่นแล จึงมีความแก่ ความตาย, ความโศก, ความร่ำไรรำพัน, ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ ความคับแค้นใจทั้งหลาย จึงเกิดขึ้นครบถ้วน ความเกิดพร้อมแห่งกองทุกข์ทั้งมวล ย่อมเกิดขึ้นด้วยอาการอย่างนี้"

"เพราะอาศัย ภพ นั่นเอง!! ซึ่งแม้น้อยมันก็น่ารังเกียจ เป็นของที่พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญ" 

"พระพุทธเจ้าไม่สรรเสริญทุกข์ แต่สรรเสริญทางที่จะให้ดับทุกข์ไปได้" 

"ไม่จำเป็นต้องตายก่อน ถึง จะเปลี่ยนภพ ได้" ในชาติเดียวสามารถเปลี่ยนภพได้ เช่น คุณนั่งสมาธิในชั้นอรูปฌาน คุณก็ไปอรูปภพ พอคุณออกจากสมาธิ คุณก็มากามภพ เป็นต้น เพราะฉะนั้น ไม่จำเป็นต้องตายก่อน ถึงจะเปลี่ยนภพได้    

"ส่วนต่างคือ ธรรมะที่ดี หรือ ไม่ดี"

"ธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดี" คือ สวากขาตธรรม นั่นเอง คือ ธรรมะอันพระผู้มีพระภาคตรัสไว้ดีแล้ว "สวากขาโต ภควตา ธัมโม"

"ธรรมวินัยที่กล่าวไว้ไม่ดี" ก็คือ สิ่งที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าสอน สิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้บัญญัติเอาไว้ ไม่ได้กล่าวเอาไว้ อันนั้้น คือ ไม่ดี

"ธรรมวินัยที่กล่าวไว้ไม่ดี"  ถ้ามีคนชักชวนแล้ว เราก็ทำ หรือ
เราทำอยู่แล้ว เราก็ไปชักชวนเขาไปทำในสิ่งที่พระพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวเอาไว้ หรือ
ใครก็ไม่รู้ กล่าวเอาไว้ แต่ไม่เหมือนที่พระพุทธเจ้ากล่าวเอาไว้ แล้วเรากลับไปทำ "อันนี้ไม่ดี"
ยกตัวอย่างเช่น ภรรยาคนอื่น เขาทอดสะพานให้ คุณก็ทำซิ!! พระพุทธเจ้าไม่ได้กล่าวพวกนี้เอาไว้ใช่ไหม?  แต่กลับมีคนชักชวนให้เราทำ ถ้าเราทำดู!! "คุณได้ผลไม่ดีแน่" นี่คือ ธรรมะที่กล่าวไว้ไม่ดี 

คำว่า "ธรรมะไม่ดี" ไม่ใช่ที่พระพุทธเจ้ากล่าว หรือเรื่องอะไรที่ตรงกันข้ามกับที่พระพุทธเจ้ากล่าว หรือเรื่องนอกแนว เป็นเรื่องอะไรต่างๆ แบบคนละเรื่อง คนละอย่างไปเลย "อันนี้ไม่ดี" จะประสบสิ่งที่ไม่ใช่บุญ นั่นก็คือ "บาป" 

ในทางตรงกันข้าม เปรียบเทียบส่วนต่าง

"ธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดี" ก็คือ สวากขาตธรรม สมมุติถ้าเราถูกชักชวน หรือเราชักชวนคนอื่น หรือเราทำตามที่คนอื่นเขาชักชวน ในอะไร?"ในสวากขาตธรรม "สวากขาโต ภควตา ธัมโม" เช่นอะไร?"เช่น พระพุทธเจ้าสอนว่า ให้ทานนะ, ให้ทำความเพียรนะ แล้วคุณก็ทำตามไป สวากขาตธรรมนั้น จะออกมาเป็นผลดีแน่นอน  จะประสบสิ่งที่เรียกว่า "เป็นบุญ" บุญ เป็นชื่อของ "ความสุข" 

ถ้าเราทำตามสิ่งที่ไม่ใช่พระพุทธเจ้าประกาศไว้ ก็จะมีความทุกข์
 
ซึ่งในความที่ว่าไม่ใช่บุญ  "บุญ" คือ ชื่อของ "ความสุข" ผลมันอาจจะไม่ได้เกิดเดี๋ยวนั้นทันที เช่นว่า เราขโมยของ เราล่วงภรรยาผู้อื่น ความสุขเกิดเดี๋ยวนั้นอยู่  สิ่งที่ไม่ใช่บุญ(ความทุกข์) อาจจะไม่ได้เกิดทันที คือ สิ่งที่ไม่ใช่บุญอาจจะเกิดทันที แน่หล่ะ แต่อาจจะมาในรูปของความสุข อย่างที่เราได้คุยกันในตอนก่อนๆ 

ส่วนเหมือนในที่นี้ คือ การชักชวน ถูกชักชวนแล้ว แล้วก็ปฏิบัติตามคำชักชวนนั้น   เช่นว่า 

คนชักชวน เขาชักชวนในสิ่งที่ไม่ใช่บุญ การชักชวนนี้เป็นบาป คำว่า "มาก" ประสบสิ่งที่ไม่ใช่บุญเป็นอันมาก ตั้งแต่คุณชักชวนแล้ว, แล้วคนฟังก็ประสบสิ่งที่ไม่ใช่บุญด้วย และทำไปก็ไม่ใช่บุญด้วย จึงคูณ ๓ ตรงนี้ ทั้งคนชักชวน, คนถูกชักชวน และถ้าทำตามที่ชักชวน จึงเป็น ๓ ขั้นตอน ที่พระพุทธเจ้าแจกแจงรายละเอียดส่วนที่เหมือนกัน ทั้ง ๒ ฝั่ง ทั้งข้อ ๓๑๒ และข้อ ๓๑๓

"การปรารภความเพียร / เกียจคร้าน ให้ผลเป็นทุกข์"

"ธรรมวินัยที่กล่าวไว้ไม่ดี" แล้วคุณปรารภความเพียร "คุณจะอยู่เป็นทุกข์"
"ธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดี" แล้วคุณเกียจคร้าน  "คุณจะอยู่เป็นทุกข์"

"ให้ผลเป็นสุข"

ถ้า"ธรรมวินัยที่กล่าวไว้ไม่ดี" แล้วคุณเกียจคร้าน "คุณจะอยู่เป็นสุข"
"ธรรมวินัยที่กล่าวไว้ดี" แล้วคุณขยัน "คุณจะอยู่เป็นสุข"

 

74
1
นาทีในการอ่าน