ซีซั่น 3 ตอนที่ 7 บุคคลผู้เป็นเอก ในความเกื้อกูล กับ ไม่เกื้อกูล - เอกธัมมบาลี ตติยวรรค

S03E07

Time index

[5:21] ทบทวน โยนิโส / อโยนิโส จนถึง สวรรค์/นรก

[6:11] คนบอก คนเอก คนเดียว คนหลัก

[7:55] ขอแค่คนเดียว ก็พังได้ ก็รุ่งได้

[8:47] มิจฉา/สัมมา ทิฏฐิ

[9:29] สัทธรรม vs อสัทธรรม

[10:50] กุศลกรรมบท / อกุศลกรรมบท

[19:56] บุคคลเอก ในความเกื้อกูล

[22:03] บุคคลเอก ในความไม่เกื้อกูล

[22:53] คำถามจาก comment 

[25:44] สัทธรรมปฏิรูป = ทองคำปลอม

[28:12] ครูทั้ง 6

[50:19] เหตุปัจจัย คือ ความเป็นอนัตตา นั่นเอง

[51:33] สรุป

 "มิจฉาทิฏฐิมีโทษเป็นอย่างยิ่ง"
 
ทิฏฐิเป็นตัวที่สำคัญมากที่สุด 

เพราะฉะนั้น ที่พระพุทธเจ้าพูดถึงว่า สิ่งที่จะมีโทษมากเหมือน"มิจฉาทิฏฐิ" เราก็ต้องสามารถสรุปได้เลยว่า สิ่งที่จะมีประโยชน์ มีคุณ มีความเกื้อกูลมาก เหมือน"สัมมาทิฏฐิ" "สัมมาทิฏฐิจะมีคุณเป็นอย่างยิ่ง" 

"มิจฉาทิฏฐิมีโทษเป็นอย่างยิ่ง"

"สัมมาทิฏฐิมีคุณเป็นอย่างยิ่ง" 

โทษมากของมิจฉาทิฏฐิ ก็คือ "ลักษณะไม่มีเหตุ ไม่มีผล" ของลัทธิมักขลิโคสาล

- สัมมาทิฏฐิ เอาคำสอนของพระพุทธเจ้า เอายอดตรงไหน?"ยอดของสัมมาทิฏฐิ ก็ต้องมีเหตุ มีปัจจัย" 

"ทุกอย่างมีเหตุ มีปัจจัยของมัน ก็คือ ความเป็นอนัตตา นั่นเอง ความที่มันไม่ใช่ตัวตน มันต้องอาศัยเหตุ อาศัยปัจจัย"  

เพราะฉะนั้น คนที่มีความเข้าใจเรื่อง "อนัตตา คือ สัมมาทิฏฐิไง" เพราะมันมีเหตุ มีปัจจัย "ธรรมทั้งหลายเป็นอนัตตา" มีเหตุมีปัจจัย 

ซึ่งมันรวมอยู่ที่ว่า "ถ้าเหตุดับ ผลก็ดับด้วย
 
ถ้ามีเหตุ ผลก็เกิด" 

เหตุของนิพพานมีไหม?"มีตามมรรค ๘ คุณไปนิพพาน"
นิพพาน เป็นสภาวะไม่ปรากฏมีการเกิด, ไม่ปรากฏมีการเสื่อม, เมื่อตั้งอยู่ไม่มีสภาะวะอย่างอื่นปรากฏ

เหตุปัจจัยของตนนั้นมา มันก็มี

ก็เป็นเรื่องที่เป็นสัมมาทิฏฐิ จนไปถึงนิพพาน 

พอนิพพานแล้ว ในนิพพานไม่มีมรรค ๘ คือ ทิฏฐิพวกนี้ก็ไม่มี

แล้วพอเราปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ ๘ สัมมาทิฏฐิไป กิเลสก็ค่อยๆ ลดลงๆ จนกระทั่งหมดเลย นั่นคือ นิพพาน 

นิพพาน คือ สภาวะที่หมดจากกิเลส 

มันจะไม่วนไปวนมา คือ ถ้าเราจะเปรียบเทียบกับคำสอนของครูทั้ง ๖ ในลัทธิอื่น บางทีมันวนไง ใช่อยู่ปฏิบัติไปกิเลสลด บางทีก็ผิด ก็เพิ่ม บุญๆ บาปๆ สลับกันไป

ในคำสอนของพระพุทธเจ้า "มรรค-คุณทำตามแล้ว คุณไม่หลงในบุญ คุณระงับลงๆ เหนือบุญ เหนือบาปได้ จงเป็นลักษณะงดงามในเบื้องต้น ท่ามกลาง และที่สุด" คนที่ทำแบบนี้ได้ ก็มีคนเดียว เป็นบุคคลอันเอก นั่นคือ "พระพุทธเจ้า" 

หลักการง่าย ก็คือ กุศลบทกรรม ๑๐ อย่าง "ให้ทำ"

อกุศลบทกรรม ๑๐ อย่าง "ให้ละ"

อันนี้จะเป็นไปเพื่อประโยชน์ตนเอง และผู้อื่นด้วย

"เพราะฉะนั้น คนที่ปฏิบัติธรรมตามมรรค ๘ ชื่อว่า "รักษาตนเองด้วย รักษาผู้อื่นด้วย"

"รักษาตนเอง ด้วยการปฏิบัติธรรม เจริญให้มาก ทำให้มากซึ่งธรรมะ" 

รักษาผู้อื่นได้ เพราะว่า เมื่อตัวเราเองมีธรรมะ คนอื่นจะไม่ได้รับการเบียดเบียนจากเรา จะได้รับแต่ความอดทน ได้รับแต่ความเมตตา ได้รับแต่ความกรุณา ได้รับแต่สิ่งดีงาม จะไม่ได้รับความเบียดเบียน

เพราะฉะนั้น จึงเป็นประโยชน์ตนเองด้วย และจึงเป็นประโยชน์ต่อคนอื่นด้วย และคนหมู่มากด้วย เราปฏิบัติตามสัทธรรม นั่นเอง!"
 

"บุคคลเอก คือ บุคคลเดียว คนหลักๆ คนเดียว ที่ถ้าไม่เกื้อกูล ไม่เป็นไปเพื่อประโยชน์ของคนหมู่มาก ไม่เป็นไปเพื่อเกื้อกูลแก่มนุษย์ เทวดาทั้งหลาย ไม่ได้จะนำความสุขมาให้ "เพราะว่าเขาไปมี "มิจฉาทิฏฐิ" มีความเห็นวิปริต จะชักชวนคนให้ออกจาก"สัทธรรม" ให้ตั้งอยู่ในอสัทธรรม 

ส่วนคนเอก คนเดียว คนแบบนี้ ขอแค่คนเดียวพอ ถ้ามีแล้ว จะเป็นประโยชน์เพื่อคนหมู่มาก เพราะเขาเป็น "สัมมาทิฏฐิ" มีความเห็นไม่วิปริต ชักชวนคนให้ออกจาก "อสัทธรรม" ให้ตั้งอยู่ในสัทธรรม"

"ถ้าคนใดคนหนึ่ง เขามาชักชวนเราอย่างใดอย่างหนึ่ง แล้วให้เราตั้งอยู่ใน"อสัทธรรม"ได้ คนนั้นหน่ะ มี"มิจฉาทิฏฐิ"" แล้วเขามาชักชวนเรา ให้ตั้งอยู่ใน"อสัทธรรม" การชักชวนของเขา จะเป็นความทุกข์ ไม่ประกอบประโยชน์เพื่อเรา  จะทำให้ไม่เกื้อกูลแก่เราเป็นอย่างมาก  ถ้าเราทำตามเขา" 

"ถ้ามีใครสักคนใดคนหนึ่ง เขามาชักชวนเราให้มีการกระทำ ๑๐ อย่างเหล่านี้ เช่น ชวนเพื่อนทำบุญ, ให้ทาน, มีเมตตากับสัตว์, ช่วยเหลือสังคม, บุญมี บาปมี ความคิดนี้เป็น"สัมมาทิฏฐิ" แสดงว่า คนชักชวนนี้ "เขามีสัมมาทิฏฐิ" เพราะเขาชักชวนเราไปทำในสิ่งที่ดี ขอแค่คนเดียวที่เขาชักชวนเรา ให้ตั้งอยู่ในพระสัทธรรม ให้ตั้งอยู่ในกุศลกรรมบท ๑๐ การชักชวนของเขาคนนั้น จะเป็นประโยชน์ เกื้อกูลแก่เทวดา และคนหมู่มาก"

"บุคคลเอก บุคคลเดียวในที่นี้ ก็คือ "พระพุทธเจ้า"  เพื่อที่จะให้เขาตั้งอยู่ในกุศลธรรมได้"

ส่วนบุคคลเอก ในทางที่เป็นอกุศล เป็นมิจฉาทิฏฐิโดยสิ้นเชิง ให้ตั้งอยู่ในอสัทธรรม ให้หลีกหนีออกจากสัทธรรมได้ ก็ต้องเป็นคำสอนของ "มักขลิโคสาล"

มักขลิโคสาล สอนว่า

"สรรพสิ่งทั้งหลายปราศจากเหตุ และผล ความเป็นเหตุเป็นผล ไม่มีเหตุให้เกิดสุข ไม่มีเหตุให้เกิดทุกข์ ทุกอย่างเกิดขึ้นเอง โดยไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย มันเกิดขึ้นของมันเอง ไม่มีเหตุ ไม่มีปัจจัย เป็นอเหตุกวาที"

เหมือน คนเขาดักลอบ หรืออวน ไว้ที่ปากอ่าว  ถ้าใครมาติด มันต้องมาติดอันนี้หมด จบเลย!! 

เพราะฉะนั้น ถ้าคุณไปติดทิฏฐินี้ คือ จบเลย!! คือ ความเห็นว่า "ความดีแม้น้อยหนึ่งก็เกิดไม่ได้ เพราะไม่เข้าใจว่า งั้นชั้นจะทำความดีไปทำไม มันไม่มีเหตุ ไม่มีผล"

ตรงกันข้ามกับคำสอนของพระพุทธเจ้าโดยสิ้นเชิงในคำสอนของพระพุทธเจ้า "ยังมีเหตุ มีผล

อาศัยเหตุ อาศัยผล 
เหตุมี ผลก็ต้องเกิด
เหตุดับ ผลก็ต้องดับ 
เพราะสิ่งนี้มี สิ้งนี้จึงมี 
ความดับ ก็จึงมีความดับได้"

แต่ความที่ไม่เป็นเหตุ ไม่เป็นผล ไม่มีอะไรเลย มันร้ายแรงที่สุด นี่คือ เอกเลย ยอดเลย!!" 

 

 

66
1
นาทีในการอ่าน