ผู้มีขันติย่อมฆ่าความโกรธได้

ผู้มีขันติย่อมฆ่าความโกรธได้
S01E16

Time Index 

[10:48]  ธรรมบทแปล เรื่องอักโกสกภารทวาชพราหมณ์

[11:39]  นางธนัญชานีถูกด่า

[14:20]  พราหมณ์ 4 คน บรรลุอรหัต

[19:14]  ธนัญชานีสูตร 

[30:50]  อธิบายเนื้อหาของพระสูตร 

  • ถ้าเรามีคำสอนที่ดีที่ทำให้เราเกรงกลัวต่อบาป (หิริโอตตัปปะ) ก็จะทำให้มีเกรงใจต่อกัน ไม่ด่ากัน
  • เมื่อเรามีศรัทธา เชื่อมั่นในคำสอนเราก็จะเกิดหิริโอตตัปปะ
  • บุคคลผู้ฆ่าความโกรธได้ย่อมอยู่เป็นสุข จัดเป็นผู้มีขันติอดทนอย่างยิ่ง

คนเราสมัยนี้ต้องมีที่ยึดเหนี่ยวจิตใจเพื่อให้จิตใจมั่นคงตั้งอยู่ได้ ไม่อย่างนั้นก็จะต้องทิ่มแทงกันด้วยหอกคือปาก ไม่มีใครเกรงกลัวอะไร อย่างนี้สังคมไม่ดีแน่ แต่ถ้าเรามีคำสอนที่สอนให้เรามีความเกรงกลัวต่อบาปแล้ว พอจะด่าเค้าก็เปลี่ยนเป็นไม่ด่า ตักเตือนกันด้วยถ้อยคำสุภาพ สังคมก็จะไปได้ดี รู้จักเกรงใจ จะเกรงใจกันได้ต้องมีหิริโอตตัปปะ การที่มีหิริโอตตัปปะก็ต้องมีศรัทธา ความเลื่อมใส ความลงใจ …อย่างพระพุทธเจ้าเวลามีคนมาด่ามาว่า ท่านรักษาจิตอย่างไร …. โดยจะเริ่มจากเรื่องขันติคือความอดทน ...เริ่มจากนิทานธรรมบทเรื่องของธนัญชานีพราหมณ์ ….

 

เรื่องอักโกสกภารทวาชพราหมณ์

นางธนัญชานีถูกด่า

ความพิสดารว่า นางพราหมณีชื่อธนัญชานี ของภารทวาชพราหมณ์ ผู้พี่ชายของอักโกสกภารทวาชพราหมณ์ ได้เป็นโสดาบันแล้ว นางจามก็ดี ไอก็ดี พลาดก็ดี เปล่งอุทานนี้ว่า

นโม ตสฺส ภควโต อรหโต สมฺมาสมฺพุทฺธสฺส

(ความนอบน้อมจงมีแด่พระผู้มีพระภาคเจ้า ผู้เป็นพระอรหันต์ ตรัสรู้เองโดยชอบ พระองค์นั้น)

 

วันหนึ่ง ในเวลาที่อังคาสพราหมณ์ นางพลาดแล้ว เปล่งอุทานขึ้นอย่างนั้นนั่นแลด้วยเสียงอันดัง. พราหมณ์โกรธแล้ว กล่าวว่า "หญิงถ่อยนี้ พลาดแล้วในที่ใดที่หนึ่ง ย่อมกล่าวสรรเสริญพระสมณะหัวโล้นนั้นอย่างนี้ทุกที" ดังนี้แล้วกล่าวว่า "หญิงถ่อย บัดนี้ ข้าจักไปยกวาทะต่อศาสดานั้นของเจ้า"

ลำดับนั้น นางจึงกล่าวกะพราหมณ์นั้นว่า "จงไปเถิดพราหมณ์ ดิฉันไม่เห็นบุคคลผู้จะยกวาทะต่อพระผู้มีพระภาคเจ้านั้นได้, เออก็ครั้นไปแล้ว จงทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคเจ้า"

เขาไปสู่สำนักพระศาสดา ไม่ถวายบังคมเลย ยืนอยู่ ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้ว.

เมื่อจะทูลถามปัญหา จึงกล่าวคาถานี้ว่า :-

บุคคลฆ่าอะไรได้สิ จึงอยู่เป็นสุข, ฆ่าอะไรได้สิจึงไม่เศร้าโศก, ข้าแต่พระโคดม พระองค์ย่อมชอบใจ ซึ่งการฆ่าธรรมอะไรสิ ซึ่งเป็นธรรมอันเอก.

ลำดับนั้น พระศาสดาเมื่อจะทรงพยากรณ์ปัญหาแก่เขา จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

บุคคลฆ่าความโกรธได้แล้ว จึงอยู่เป็นสุข. ฆ่าความโกรธได้แล้วจึงไม่เศร้าโศก, พราหมณ์ พระอริยเจ้าทั้งหลายย่อมสรรเสริญการฆ่าความโกรธอันมีรากเป็นพิษ มียอดหวาน เพราะบุคคลนั้นฆ่าความโกรธนั้นได้แล้ว ย่อมไม่เศร้าโศก.

 

พราหมณ์ ๔ คนบรรลุพระอรหัตผล

เขาเลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วบรรลุพระอรหัต.

ครั้งนั้น อักโกสกภารทวาชพราหมณ์ผู้น้องชายของเขา ได้ฟังว่า "ได้ยินว่า พี่ชายของเราบวชแล้ว" ก็โกรธ จึงมาด่าพระศาสดาด้วยวาจาหยาบคาย ซึ่งมิใช่วาจาสัตบุรุษ. แม้เขาก็ถูกพระศาสดาให้รู้สำนึกแล้ว ด้วยข้ออุปมาด้วยการให้ของควรเคี้ยวเป็นต้นแก่แขกทั้งหลาย เลื่อมใสในพระศาสดา บวชแล้วบรรลุพระอรหัต.

น้องชายทั้งสองของเธอแม้อื่นอีก คือสุนทริกภารทวาชะ พิลังคกภารทวาชะ พากันด่าพระศาสดาเหมือนกัน อันพระศาสดาทรงแนะนำ บวชแล้วบรรลุพระอรหัต.

ต่อมาวันหนึ่ง ภิกษุทั้งหลายสนทนากันในโรงธรรมว่า "ผู้มีอายุทั้งหลาย คุณของพระพุทธเจ้าน่าอัศจรรย์หนอ, เมื่อพราหมณ์พี่น้องชายทั้ง ๔ ด่าอยู่ พระศาสดาไม่ตรัสอะไรๆ กลับเป็นที่พึ่งของพราหมณ์เหล่านั้นอีก."

 

พระศาสดาเป็นที่พึ่งของมหาชน

พระศาสดาเสด็จมาแล้ว ตรัสถามว่า "ภิกษุทั้งหลาย บัดนี้ พวกเธอนั่งประชุมกันด้วยกถาอะไรหนอ?" เมื่อภิกษุเหล่านั้นกราบทูลว่า "ด้วยกถาชื่อนี้"

จึงตรัสว่า "ภิกษุทั้งหลาย เราไม่ประทุษร้ายในชนทั้งหลายผู้ประทุษร้าย เพราะความที่เราประกอบด้วยกำลังคือขันติ ย่อมเป็นที่พึ่งของมหาชนโดยแท้"

 

*******************************

 

เรื่องนางปริพาชิกาชื่อสุนทรี

พวกเดียรถีย์คิดตัดลาภสักการะพระศาสดา

เรื่องมาโดยพิสดารในอุทานนั่นแลว่า "ก็โดยสมัยนั้นแล พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นผู้อันมหาชนสักการะ ทำความเคารพ นับถือ บูชาแล้ว" เป็นต้น.

ส่วนเนื้อความย่อในเรื่องนี้ มีดังต่อไปนี้ :-

ได้ยินว่า เมื่อลาภสักการะเช่นกับห้วงน้ำใหญ่แห่งปัญจมหานที เกิดขึ้นแก่พระผู้มีพระภาคเจ้าและภิกษุสงฆ์แล้ว พวกอัญญเดียรถีย์ก็เสื่อมลาภสักการะ เป็นผู้อับแสง ประหนึ่งหิ่งห้อยในเวลาพระอาทิตย์ขึ้น ร่วมประชุมปรึกษากันว่า "ตั้งแต่กาลแห่งพระสมณโคดมอุบัติขึ้น พวกเราก็เสื่อมลาภสักการะ ใครๆ ย่อมไม่รู้แม้ความที่เราทั้งหลายมีอยู่, พวกเราจะพึงรวมกันกับใครหนอ? ก่อโทษให้เกิดขึ้นแก่พระสมณโคดม แล้วยังลาภสักการะของเธอให้เสื่อมสูญ."

 

พวกเดียรถีย์ให้นางสุนทรี ทำลายพระเกียรติพระศาสดา

ครั้งนั้น ความคิดได้เกิดขึ้นแก่อัญญเดียรถีย์เหล่านั้นว่า "พวกเราร่วมกับนางสุนทรีจักสามารถ (ทำได้)" วันหนึ่ง พวกเขา (แกล้ง) ไม่สนทนากะนางสุนทรี ผู้เข้าไปยังอารามเดียรถีย์ ไหว้แล้วยืนอยู่. นางแม้ปราศรัยบ่อยๆ ก็ไม่ได้คำตอบ จึงถามว่า "พระผู้เป็นเจ้าทั้งหลายถูกใครๆ เบียดเบียนบ้างหรือ?"

เดียรถีย์. น้องหญิง นางไม่เห็นพระสมณโคดมที่เที่ยวเบียดเบียนพวกเรา ทำให้เสื่อมลาภสักการะหรือ?

นางสุนทรี. ดิฉันควรจะทำอย่างไร ในเรื่องนี้?

เดียรถีย์. น้องหญิง นางแลมีรูปสวย ถึงความเป็นผู้งามเลิศ จงยกโทษขึ้นแก่พระสมณโคดม แล้วให้มหาชนเชื่อถ้อยคำ ทำให้เสื่อมลาภสักการะ.

นางสุนทรีนั้นรับรองว่า "ดีละ" แล้วหลีกไป.

ตั้งแต่นั้นมา นางถือเอาสิ่งของมีระเบียบดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ การบูร และของเผ็ดร้อน เป็นต้น เดินบ่ายหน้าตรงไปยังพระเชตวัน ในเวลาที่มหาชนฟังพระธรรมเทศนาของพระศาสดาแล้วกลับเข้าพระนครในเวลาเย็น

ถูกมหาชนถามว่า "ไปไหน" ก็ตอบว่า "ไปสำนักพระสมณโคดม ฉันอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดมนั้น" แล้วอยู่ในอารามเดียรถีย์แห่งใดแห่งหนึ่ง ย่างลงสู่ทาง (ที่ไปยัง) พระเชตวันแต่เช้าตรู่ เดินบ่ายหน้าสู่พระนคร

นางถูกมหาชนถามว่า "ไปไหนสุนทรี?" ตอบว่า "ฉันอยู่ในพระคันธกุฎีเดียวกันกับพระสมณโคดม ให้ท่านยินดีด้วยความยินดีเพราะกิเลสแล้ว จึงกลับมา."

 

พวกภิกษุถูกพวกเดียรถีย์หาว่าฆ่านางสุนทรี

แต่นั้นมา โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน พวกเดียรถีย์ให้กหาปณะแก่พวกนักเลง แล้วกล่าวว่า "พวกท่านจงไปฆ่านางสุนทรี แล้วหมกไว้" ที่ระหว่างกองหยากเยื่อแห่งระเบียบดอกไม้ ที่ใกล้พระคันธกุฎีของพระสมณโคดมแล้วกลับมา." พวกนักเลงก็ได้ทำอย่างนั้น.

ลำดับนั้น เดียรถีย์ทั้งหลายได้ทำความโกลาหลขึ้นว่า "พวกเราไม่เห็นนางสุนทรี" แล้วทูลแด่พระราชา ถูกพระราชาตรัสถามว่า "พวกท่านมีความสงสัยที่ไหน?" ทูลว่า "นางสุนทรีอยู่ในพระเชตวันสิ้นวันเท่านี้ พวกอาตมภาพไม่ทราบความเป็นไปของนางในพระเชตวันนั้น."

อันพระราชาทรงอนุญาตว่า "ถ้ากระนั้น พวกท่านจงไป ค้นพระเชตวันนั้นดูเถิด" พาพวกอุปัฏฐากของตนไปยังพระเชตวัน ค้นอยู่ก็พบนางสุนทรีนั้น ในระหว่างกองหยากเยื่อแห่งระเบียบดอกไม้ จึงยกขึ้นเตียงเข้าไปยังพระนคร ทูลแด่พระราชาว่า "พระสาวกของพระสมณโคดมฆ่านางสุนทรี แล้วหมกไว้ในระหว่างกองหยากเยื่อแห่งระเบียบดอกไม้ ด้วยคิดว่า "จักปกปิดกรรมลามกที่พระศาสดาทำ"

พระราชาตรัสว่า "ถ้าอย่างนั้น พวกท่านจงไปเที่ยวประกาศให้ตลอดพระนครเถิด." พวกเดียรถีย์พากันกล่าวคำเป็นต้นว่า "ขอท่านทั้งหลาย จงดูกรรมของพวกสมณสักยบุตรเถิด" ในถนนแห่งพระนครแล้ว ได้ไปยังพระทวารแห่งพระราชนิเวศน์อีก. พระราชารับสั่งให้ยกสรีระของนางสุนทรีขึ้นใส่แคร่ในป่าช้าผีดิบแล้วให้รักษาไว้.

ชาวพระนครสาวัตถีเว้นพระอริยสาวก ที่เหลือโดยมากพากันกล่าวคำเป็นต้นว่า "ขอท่านทั้งหลาย จงดูกรรมของพวกสมณสักยบุตรเถิด" แล้วเที่ยวด่าพวกภิกษุ ในภายในพระนครบ้าง ภายนอกพระนครบ้าง ในป่าบ้าง.

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระตถาคต.

พระศาสดาตรัสว่า "ถ้าอย่างนั้น แม้พวกเธอจงกลับโจทพวกมนุษย์เหล่านั้นอย่างนี้" ….

 

พวกฆ่านางสุนทรีถูกประหารชีวิต

พระราชาทรงส่งราชบุรุษไปด้วยรับสั่งว่า "พวกเธอจงรู้ความที่คนอื่นฆ่านางสุนทรี."

ครั้งนั้น นักเลงเหล่านั้นดื่มสุราอยู่ด้วยกหาปณะเหล่านั้น ทำการทะเลาะกันและกัน. คนหนึ่งกล่าวกะคนหนึ่งว่า "แกฆ่านางสุนทรีด้วยประหารเพียงทีเดียวแล้ว หมกไว้ในระหว่างกองหยากเยื่อแห่งระเบียบดอกไม้ ดื่มสุราด้วยกหาปณะที่ได้มาจากการประหารนั้น เรื่องนั้นยกเลิกเสียเถิด." พวกราชบุรุษจึงจับนักเลงนั้นไปแสดงแด่พระราชา.

ลำดับนั้น พระราชาตรัสถามนักเลงเหล่านั้นว่า "พวกเธอฆ่านางสุนทรีหรือ?"

พวกนักเลง. ข้าแต่สมมติเทพ พระเจ้าข้า.

พระราชา. ใครใช้พวกเธอให้ฆ่า?

พวกนักเลง. พวกอัญญเดียรถีย์ พระเจ้าข้า.

พระราชารับสั่งให้เรียกพวกเดียรถีย์มาแล้ว ทรงบังคับว่า "พวกเธอจงไปเที่ยวกล่าวทั่วพระนครอย่างนี้ว่า "นางสุนทรีนี้ถูกพวกข้าพเจ้าผู้ใคร่ยกโทษแก่พระสมณโคดมขึ้น ฆ่าแล้ว โทษของพระสาวกของพระสมณโคดมไม่มี เป็นโทษของข้าพเจ้าฝ่ายเดียว."

พวกเดียรถีย์ได้ทำอย่างนั้น. มหาชนผู้เขลาเชื่อแล้วในคราวนั้น.

พวกเดียรถีย์ก็ดี พวกนักเลงก็ดี ถึงอาชญาเพราะการฆ่าคน.

จำเดิมแต่นั้นมา สักการะได้มีมากแก่พระพุทธเจ้าและพระสาวกทั้งหลาย (ตามเคย) ดังนี้แล.

 

เรื่องนางปริพาชิกาชื่อสุนทรี จบ

    นิทานพรรณนา
    261
    1
    นาทีในการอ่าน