การดูแลบิดามารดาเป็นมงคลอย่างยิ่ง

การดูแลบิดามารดาเป็นมงคลอย่างยิ่ง
S01E16

Time Index

[03:15]  นิทานธรรมบทแปล "เรื่องพระพหุปุตติกาเถรี"  

[09:10]  อธิบายเนื้อหาเรื่อง "พระพหุปุตติกาเถรี" 

[10:40]  นิทานธรรมบทแปล "เรื่องพราหมณ์เฒ่า" 

[26:00]  การบำรุงบิดามารดาเป็นมงคล

[48:50]  นิทานธรรมบทแล "เรื่องภิกษุผู้ว่ายาก" 

  • นิทานธรรมบทแปลเรื่องของ พหุปุตติการเถรี ผู้มีลูกมากแบ่งเป็นชาย 7 คน หญิง 7 คน แต่ไม่มีลูกคนใดอุปถัมภ์ดูแล ภายหลังจึงบวชและได้บรรลุเป็นพระอรหันต์
  • ผู้ใดพึงเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี แต่ไม่เห็นธรรมอันยอดเยี่ยม ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้เห็นธรรมอันยอดเยี่ยมประเสริฐกว่า
  • นิทานเรื่องที่ 2 เป็นเรื่องของพราหมณ์เฒ่าที่บุตรก็ไม่ดูแล แต่ได้รับการช่วยเหลือ ภายหลังพราหมณ์ท่านนี้ก็บรรลุเป็นโสดาบัน และลูกก็รับกลับไปอยู่ด้วย
  • เรื่องที่ 3 เป็นเรื่องของภิกษุผู้ว่ายาก

เรื่องพระพหุปุตติกาเถรี

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระพหุปุตติกาเถรี ….

 

นางมีลูกมาก

ได้ยินว่า ในตระกูลหนึ่ง ณ กรุงสาวัตถี ได้มีบุตร ๗ คนและธิดา ๗ คน บุตรและธิดาแม้ทั้งหมดนั้นเจริญวัยแล้ว ดำรงอยู่ในเรือน ได้ถึงความสุขตามธรรมดาของตน. สมัยอื่น บิดาของชนเหล่านั้นได้ทำกาละแล้ว. มหาอุบาสิกา ถึงเมื่อสามีล่วงลับไปแล้ว ก็ยังไม่แบ่งกองทรัพย์ให้แก่บุตรทั้งหลายก่อน.

ครั้งนั้น บุตรทั้งหลายกล่าวกะมารดานั้นว่า “เมื่อบิดาของฉันล่วงลับไปแล้ว ประโยชน์อะไรของแม่ด้วยกองทรัพย์ พวกฉันไม่อาจบำรุงแม่ได้หรือ?” นางฟังคำของบุตรเหล่านั้นแล้วก็นิ่งเสีย ถูกบุตรเหล่านั้นพูดบ่อยๆ จึงคิดว่า “พวกลูกๆ จักบำรุงเรา, ประโยชน์อะไรของเราด้วยกองทรัพย์ส่วนหนึ่ง” ได้แบ่งสมบัติทั้งหมดครึ่งหนึ่งให้ไป.

ครั้งนั้น โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน ภรรยาของบุตรคนใหญ่กล่าวกะแม่ผัวนั้นว่า “โอ คุณแม่ของพวกเรามาเรือนนี้เท่านั้นเหมือนกะให้ไว้ ๒ ส่วนว่า บุตรชายคนใหญ่ของเรา.” แม้ภรรยาของบุตรที่เหลือ ก็กล่าวอย่างนั้นเหมือนกัน.

ตั้งต้นแต่ธิดาคนใหญ่ก็กล่าวกะนางดุจเดียวกัน แม้ในเวลาที่นางไปเรือนของธิดาเหล่านั้น.

นางถูกดูหมิ่น คิดว่า “ประโยชน์อะไร ด้วยการอยู่ในสำนักของคนเหล่านี้ เราจักเป็นนางภิกษุณีเป็นอยู่” แล้วไปสู่สำนักของนางภิกษุณีขอบรรพชาแล้ว. นางภิกษุณีเหล่านั้นให้นางบรรพชาแล้ว.

นางได้อุปสมบทแล้วปรากฏชื่อว่า “พหุปุตติกาเถรี.” นางคิดว่า “เราบวชในเวลาแก่ เราไม่ควรเป็นคนประมาท” จึงทำวัตรปฏิบัติแก่นางภิกษุณีทั้งหลาย คิดว่า “จักทำสมณธรรมตลอดคืนยังรุ่ง” จึงเอามือจับเสาต้นหนึ่งที่ภายใต้ปราสาท เดินเวียนเสานั้นทำสมณธรรม แม้เมื่อเดินจงกรมก็เอามือจับต้นไม้ด้วยคิดว่า “ศีรษะของเราพึงกระทบต้นไม้หรือที่ไหนๆ ในที่มืด” ดังนี้แล้ว เดินวนเวียนต้นไม้นั้น ทำสมณธรรม นึกถึงธรรมด้วยคิดว่า “จักทำตามธรรมที่พระศาสดาทรงแสดง” ตามระลึกถึงธรรมอยู่เทียว ทำสมณธรรม.

ลำดับนั้น พระศาสดาประทับนั่งในพระคันธกุฎีเทียว ทรงแผ่พระรัศมีไปดังประทับนั่งตรงหน้า เมื่อตรัสกับนาง ตรัสว่า “พหุปุตติกา ความเป็นอยู่แม้ครู่เดียวของผู้เห็นธรรมที่เราแสดง ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ ๑๐๐ ปีของผู้ไม่พิจารณา ผู้ไม่เห็นธรรมที่เราแสดง” …

เมื่อจะทรงสืบอนุสนธิแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า

 

โย จ วสฺสสตํ ชีเว อปสฺสํ ธมฺมมุตฺตมํ

เอกาหํ ชีวิตํ เสยฺโย ปสฺสโต ธมฺมมุตฺตมํ

ก็ผู้ใดไม่เห็นธรรมอันยอดเยี่ยม พึงเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี

ความเป็นอยู่วันเดียวของผู้เห็นธรรมอันยอดเยี่ยม

ประเสริฐกว่า ความเป็นอยู่ของผู้นั้น.

 

……….

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า ธมฺมมุตฺตมํ ได้แก่ โลกุตรธรรม ๙ อย่าง.

ก็โลกุตรธรรมนั้น ชื่อว่าธรรมอันยอดเยี่ยม. ก็ผู้ใดไม่เห็นธรรมอันยอดเยี่ยมนั้น ความเป็นอยู่แม้วันเดียว คือแม้ขณะเดียวของผู้เห็น คือแทงตลอดธรรมนั้น ประเสริฐกว่าความเป็นอยู่ ๑๐๐ ปี ของผู้นั้น.

ในกาลจบคาถา พระพหุปุตติกาเถรีดำรงอยู่ในพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาทั้งหลาย ดังนี้แล.

 

***********************

 

เรื่องบุตรของพราหมณ์เฒ่า

พราหมณ์คนหนึ่งในกรุงสาวัตถี มีสมบัติประมาณ ๘ แสน ทำอาวาหมงคลแก่บุตร ๔ คน ผู้เจริญวัยแล้ว ได้ให้ทรัพย์ ๔ แสน. ต่อมา เมื่อพราหมณีของเขาทำกาละ (ตาย) ไปแล้ว พวกบุตรจึงปรึกษาพร้อมกันว่า “หากพ่อของเรานี้จักนำพราหมณีคนอื่นมาไซร้ ด้วยอำนาจแห่งบุตรทั้งหลายที่เกิดในท้องของนาง ตระกูลก็จักทำลาย, เอาเถิดพวกเรา (ช่วยกัน) สงเคราะห์ท่าน.”

พวกเขาบำรุงพราหมณ์เฒ่านั้นอยู่ด้วยปัจจัยมีอาหารเครื่องนุ่งห่มเป็นต้นอันประณีต ทำกิจมีการนวดฟั้นมือและเท้าเป็นต้นอยู่ ครั้นบำรุงแล้ว วันหนึ่ง เมื่อพราหมณ์เฒ่านั้นนอนหลับกลางวันแล้วลุกขึ้นแล้ว จึงนวดฟั้นมือและเท้าพลางพูดถึงโทษในฆราวาสต่างๆ กันแล้ว วิงวอนว่า “พวกผมจักทะนุบำรุงคุณพ่อโดยทำนองนี้ตลอดชีพ ขอคุณพ่อโปรดให้แม้ทรัพย์ที่ยังเหลือแก่พวกผมเถิด.”

พราหมณ์ให้ทรัพย์แก่บุตรอีกคนละแสน แบ่งเครื่องอุปโภคทั้งหมดให้เป็น ๔ ส่วนมอบให้ เหลือไว้เพียงผ้านุ่งห่มของตน. บุตรคนหัวปีทะนุบำรุงพราหมณ์นั้น ๒-๓ วัน

พราหมณ์เที่ยวขอทานเขากิน

ต่อมาวันหนึ่ง ลูกสะใภ้ยืนอยู่ที่ซุ้มประตู พูดกับพราหมณ์เฒ่านั้น ผู้อาบน้ำแล้วเดินมาอยู่ อย่างนี้ว่า “ทรัพย์ ๑๐๐ หรือ ๑,๐๐๐ ที่คุณพ่อให้แก่บุตรคนหัวปี ยิ่งกว่า (บุตรทั้งหลาย) มีอยู่หรือ คุณพ่อให้ทรัพย์แก่บุตรทุกคน คนละ ๒ แสนมิใช่หรือ? ไฉนคุณพ่อจึงไม่รู้จักทางแห่งเรือนของบุตรที่เหลือเล่า?”

แม้เขาคุกคามนางว่า “อีหญิงถ่อย มึงจงฉิบหาย” โกรธแล้วได้ไปยังเรือนของบุตรคนอื่น, โดยกาลล่วงไป ๒-๓ วัน เขาถูกลูกสะใภ้อื่นให้เตลิดไปจากเรือนแม้นั้น ด้วยอุบายนี้เหมือนกันแล (ได้ไปยังเรือนของบุตรคนอื่น) เมื่อไม่ได้การเข้าไปแม้ในเรือนหลังหนึ่งอย่างนี้ด้วยประการฉะนี้ จึงบวชเป็นชีปะขาว เที่ยวภิกษาอยู่ โดยกาลล่วงไป ทรุดโทรมลงเพราะชรา มีสรีระเศร้าหมองเพราะโภชนะไม่ดีนอนลำบาก เที่ยวภิกษาอยู่ (กลับ) มาทอดหลังลงนอน ก้าวลงสู่ความหลับแล้ว ลุกขึ้นนั่งมองดูตน ซึ่งมีความกระวนกระวายระงับแล้ว ไม่เห็นที่พึ่งของตนในบุตรทั้งหลาย จึงคิดว่า “ได้ยินว่า พระสมณโคดมไม่สยิ้วพระพักตร์ มีพระพักตร์เบิกบานตรัสถ้อยคำไพเราะ ทรงฉลาดในการต้อนรับ เราอาจเข้าไปหาพระสมณโคดมแล้ว ได้รับการต้อนรับ.” เขาจัดแจงผ้านุ่งผ้าห่มแล้ว หยิบภาชนะภิกษา ถือไม้เท้า ได้ไปยังสำนักพระผู้มีพระภาคเจ้า

สมจริง แม้พระธรรมสังคาหกาจารย์ทั้งหลาย ก็กล่าวคำนี้ไว้ว่า

“ครั้งนั้นแล พราหมณ์มหาศาลคนใดคนหนึ่ง ผู้เศร้าหมอง มีผ้าห่มอันเศร้าหมอง เข้าไปเฝ้าพระผู้มีพระภาคเจ้าโดยสถานที่พระองค์ประทับอยู่.”

พระศาสดาทรงทำปฏิสันถารกับเขาผู้นั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้ว ได้ตรัสคำนี้ว่า “พราหมณ์ เพราะอะไรหนอแล ท่านจึงเป็นผู้เศร้าหมอง มีผ้าห่มอันเศร้าหมอง?”

พราหมณ์ทูลว่า “ข้าแต่พระโคดมผู้เจริญ ข้าพระองค์มีบุตรอยู่ ๔ คนในโลกนี้ บุตรเหล่านั้นถูกภรรยายุยง จึงขับข้าพระองค์ออกเสียจากเรือน.”

พระศาสดาให้พราหมณ์เรียนคาถา

เมื่อหมู่มหาชนประชุมกันในสภา, เมื่อบุตรทั้งหลายของท่านนั่งแล้ว จงกล่าวว่า….

ข้าพเจ้าจักเพลิดเพลินด้วยบุตรที่เกิดแล้วเหล่าใด และปรารถนาความเจริญแก่บุตรเหล่าใด, บุตรเหล่านั้น ถูกภรรยายุยงย่อมรุกรานข้าพเจ้าเหมือนสุนัขรุกราน สุกรฉะนั้น.

ได้ยินว่า บุตรเหล่านั้นเป็นอสัตบุรุษ เลวทราม เรียกข้าพเจ้าว่า “พ่อ พ่อ” พวกเขาคือรากษส (มาแล้ว) โดยรูปเพียงดังบุตร ย่อมทอดทิ้งข้าพเจ้าผู้ถึงความเสื่อม (แก่) บิดา แม้ของเหล่าพาลชน เป็นคนแก่ ต้องเที่ยวขอทานที่เรือนของชนเหล่าอื่น เหมือนม้าที่แก่ใช้การงานไม่ได้ ถูกเขาพรากไปจากอาหารฉะนั้น.

นัยว่า ไม้เท้าของข้าพเจ้าแล ยังประเสริฐกว่า, บุตรทั้งหลายไม่เชื่อฟังจะประเสริฐอะไร (เพราะ) ไม้เท้ากันโคดุก็ได้, อนึ่ง กันสุนัขก็ได้ มีไว้ (ยัน) ข้างหน้าเวลามืดก็ได้ (ใช้) หยั่งลงไปในที่ลึกก็ได้ เพราะอานุภาพแห่งไม้เท้าคนแก่เช่นข้าพเจ้าพลาดแล้ว ก็กลับยืนขึ้น (อีกได้)

พราหมณ์ได้อุบายดี

เมื่อพวกบุตรประดับประดาด้วยสรรพาลังการแล้ว ย่างเข้าไปสู่สภานั้น นั่งเหนืออาสนะที่ควรแก่ค่ามาก ในท่ามกลางพวกพราหมณ์ ในวันประชุมพราหมณ์เห็นปานนั้น

ตกลงใจว่า “กาลนี้เป็นกาลของเราแล้ว” เข้าไปสู่ท่ามกลางสภา ชูมือขึ้นแล้วกล่าวว่า “ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าประสงค์จะกล่าวคาถาแก่ท่านทั้งหลาย ท่านทั้งหลายจักฟังไหม?”

เมื่อพราหมณ์เหล่านั้นกล่าวว่า “กล่าวเถิดๆ พราหมณ์ พวกเราจักฟัง” …. (พราหมณ์ได้กล่าวคาถาที่พระพุทธเจ้าสอนมา)

ทันใดนั้น มนุษย์ทั้งหลายจึงกล่าวกะพวกบุตรของเขาว่า “ท่านผู้เจริญ ตั้งแต่วันนี้ไป หากพวกท่านจักไม่ประคับประคองบิดาให้ดีไซร้ พวกเราจักฆ่าพวกท่านเสีย.”

บุตรเหล่านั้นกลัวแล้ว เชิญบิดาให้นั่งบนตั่ง ยกขึ้นนำไปสู่เรือนด้วยตนเอง

 

*******************

 

พญาช้างผู้เลี้ยงมารดา

เมื่อพระเจ้าพรหมทัตเสวยพระราชสมบัติในกรุงพาราณสี ครั้งนั้น พระโพธิสัตว์บังเกิดในกำเนิดช้างในหิมวันตประเทศ ได้เป็นสัตว์เผือกปลอดมีรูปงามน่าชมน่าเลื่อมใส สมบูรณ์ด้วยลักษณะ กระทำความเจริญโดยลำดับ มีช้าง ๘๐,๐๐๐ เชือกเป็นบริวาร. ส่วนมารดาของท่านเป็นช้างบอด แต่ท่านได้ให้ผลไม้มีรสอร่อยแก่ช้างทั้งหลาย แล้วส่งไปยังสำนักของมารดา ช้างทั้งหลายไม่ได้ให้แก่มารดาเลย เคี้ยวกินด้วยตนเอง. ท่านกำหนดรู้เรื่องนั้นคิดว่า เราจักละโขลงแล้ว เลี้ยงแต่มารดาเท่านั้น ครั้นถึงส่วนแห่งราตรี เมื่อช้างเหล่าอื่นไม่รู้อยู่ จึงพามารดาไปยังเชิงเขาชื่อว่าจัณโฑรณะ แล้วพักมารดาไว้ที่ถ้ำแห่งภูเขา ซึ่งอยู่ติดแถบอีกข้างหนึ่งแล้วเลี้ยงดู….ในกาลนั้น ช้างมงคลของพระราชาได้ทำกาละไป พระราชาตรัสสั่งให้ตีกลองร้องประกาศว่า ถ้าใครๆ เห็นช้างตัวเหมาะที่ส่งเสียงร้องในที่ใดที่หนึ่ง ผู้นั้นจงบอก. บุรุษนั้นเข้าไปเฝ้าพระราชาแล้ว ทูลว่า ข้าแต่สมมติเทพ ข้าพระองค์ได้เห็นพญาช้างตัวมีสีเผือกปลอด เหมาะเพื่อจะทำการฝึก ข้าพระองค์จักแสดงหนทาง ขอพระองค์จงส่งนายหัตถาจารย์ พร้อมกับข้าพระองค์ ไปให้จับช้างนั้นเถิด. พระราชาตรัสรับคำแล้วจึงตรัสว่า พวกเธอจงทำผู้นี้ให้เป็นผู้นำทางไปยังป่านำพญาช้างที่บุรุษนี้พูดไว้ ดังนี้แล้วพร้อมด้วยบุรุษนั้น จึงส่งนายหัตถาจารย์พร้อมด้วยบริวารเป็นอันมาก. นายหัตถาจารย์ไปกับบุรุษนั้น เห็นช้างพระโพธิสัตว์กำลังเข้าไปยังที่ซ่อนเร้น กำลังถืออาหาร.

ฝ่ายพระโพธิสัตว์เห็นนายหัตถาจารย์แล้วอธิษฐานว่า ภัยนี้ไม่ได้เกิดขึ้นจากผู้อื่น ชะรอยจักเกิดขึ้นจากสำนักบุรุษชั่วนี้นั้น ฝ่ายเราแลเป็นผู้มีกำลังมาก และสามารถจะกำจัดช้างได้ตั้ง ๑,๐๐๐ เชือก ครั้นโกรธแล้วสามารถจะนำพาหนะของนายทัพ พร้อมทั้งแว่นแคว้นให้พินาศไปได้ เพราะฉะนั้น วันนี้เขาเอาหอกตอกศีรษะเรา เราก็ไม่โกรธ ดังนี้แล้ว จึงน้อมศีรษะลงได้ยืนนิ่งเฉย. นายหัตถาจารย์ลงสู่สระปทุม เห็นความสมบูรณ์แห่งลักษณะของพระโพธิสัตว์นั้น จึงกล่าวว่า มาเถอะพ่อ แล้วจับงวงอันเสมือนกับพวงเงิน ในวันที่ ๗ จึงถึงกรุงพาราณสี.

ฝ่ายมารดาพระโพธิสัตว์ เมื่อบุตรยังไม่มาจึงคร่ำครวญว่า ชะรอยว่า พระราชาและมหาอำมาตย์ของพระราชา นำเอาบุตรของเราไป….ฝ่ายนายหัตถาจารย์นำพระโพธิสัตว์ที่เขาประพรมด้วยของหอม ประดับตกแต่งเข้าไปยังโรงช้าง ให้ล้อมด้วยม่านอันวิจิตร ให้ผูกเพดานอันวิจิตรไว้ข้างบน แล้วให้กราบทูลแด่พระราชา พระราชาทรงนำโภชนะมีรสอันเลิศต่างๆ มาให้แก่พระโพธิสัตว์. พระโพธิสัตว์คิดว่า เราเว้นมารดาเสียจักไม่ยอมรับอาหาร ดังนี้แล้วจึงไม่รับอาหาร. … ครั้งนั้น พระราชาทรงเลื่อมใสในพระคุณของพระโพธิสัตว์ ทรงรับสั่งให้สร้างโรงช้างไม่ไกลแต่เมืองนิลีนิ จึงทรงเริ่มตั้งภัตตาหารไว้เนืองนิตย์เพื่อพระโพธิสัตว์ และมารดา. ครั้นภายหลัง พระโพธิสัตว์ เมื่อมารดาทำกาละแล้ว ได้ทำการบริหารร่างกายของมารดาแล้ว ไปสู่อาศรมชื่อกรัณฑกะ ก็ในที่นั้น ฤาษีจำนวน ๕๐๐ ลงจากภูเขาหิมพานต์มาอยู่.

พระโพธิสัตว์ได้ถวายปวัตตทานนั้นแด่ฤาษีเหล่านั้น. พระราชาทรงรับสั่งให้สร้างรูปปฏิมาอันสำเร็จด้วยศิลามีรูปเท่าพระโพธิสัตว์ แล้วได้ให้มหาสักการะเป็นไป ประชาชนชาวชมพูทวีปประชุมกันเป็นประจำปีได้ทำการฉลองช้าง…

 

************

 

เรื่องภิกษุว่ายาก

ภิกษุรูปหนึ่ง ไม่แกล้ง เด็ดหญ้าต้นหนึ่ง เมื่อความรังเกียจเกิดขึ้น จึงเข้าไปหาภิกษุรูปหนึ่ง บอกความที่กรรมอันตนทำแล้ว ถามว่า “ผู้มีอายุ ภิกษุใดเด็ดหญ้า โทษอะไรย่อมมีแก่ภิกษุนั้น?”

ลำดับนั้น ภิกษุนอกนี้กล่าวกะเธอว่า “ท่านทำความสำคัญว่า “โทษอะไรๆ มี” เพราะเหตุแห่งหญ้าที่ท่านเด็ดแล้ว โทษอะไรๆ ย่อมไม่มีในที่นี้ แต่ท่านแสดงแล้ว ย่อมพ้นได้” แม้ตนเองก็ได้เอามือทั้งสองถอนหญ้าแล้วถือไว้.

ภิกษุทั้งหลายกราบทูลเรื่องนั้นแด่พระศาสดา

กรรมที่บุคคลทำย่อหย่อนไม่มีผลมาก

พระศาสดาทรงติเตียนภิกษุนั้นโดยอเนกปริยาย เมื่อทรงแสดงธรรมได้ทรงภาษิตพระคาถาเหล่านี้ว่า

กุโส ยถา ทุคฺคหิโต     หตฺถเมวานุกนฺตติ

สามญฺญํ ทุปฺปรามฏฺฐํ     นิรยายูปกฑฺฒติ

ยํ กิญฺจิ สิถิลํ กมฺมํ     สงฺกิลิฏฺฐญฺจ ยํ วตํ

สงฺกสฺสรํ พฺรหฺมจริยํ     น ตํ โหติ มหปฺผลํ

กยิรญฺเจ กยิรเถนํ     ทฬฺหเมนํ ปรกฺกเม

สิถิโล หิ ปริพฺพาโช     ภิยฺโย อากิรเต รชํ

หญ้าคาที่บุคคลจับไม่ดี ย่อมตามบาดมือนั่นเองฉันใด คุณเครื่องเป็นสมณะที่บุคคลลูบคลำไม่ดี ย่อมคร่าเขาไปในนรก ฉันนั้น

การงานอย่างใดอย่างหนึ่งที่ย่อหย่อน, วัตรใดที่เศร้า หมอง, พรหมจรรย์ที่ระลึกด้วยความรังเกียจ, กรรมทั้งสามอย่างนั้น ย่อมไม่มีผลมาก

หากว่าบุคคลพึงทำกรรมใด ควรทำกรรมนั้นให้จริง ควรบากบั่นทำกรรมนั้นให้มั่น เพราะว่าสมณธรรมเครื่องละ เว้นที่ย่อหย่อน ยิ่งเกลี่ยธุลีลง

นิทานพรรณนา
573
1
นาทีในการอ่าน