บุรุษคนใดคนหนึ่ง ทุสะนะโส

บุรุษคนใดคนหนึ่ง
S01E13

Time index

[03:34] ธรรมบทแปล “บุรุษคนใดคนหนึ่ง”

[05:28] อำนาจความรัก

[15:55] เรื่องของเปรตผู้กล่าวอักษร ทุ. สะ. นะ. โส.

[17:53] พราหมณ์โง่ให้พระราชาบูชายัญ

[21:40] พระนางมัลลิกาทรงเปลื้องทุกข์ของสัตว์

[26:39] พระศาสดาทรงแสดงโทษปรทาริกกรรม

[40:52] “ภิกษุทั้งหลาย สังสารวัฎนี้ที่สุดมีเบื้องต้นและเบื้องปลาย อันใคร ๆ ไปตามอยู่รู้ไม่ได้แล้ว เบื้องต้นเบื้องปลาย ย่อมไม่ปรากฎแก่คนพาลทั้งหลาย ผู้ไม่สามารถทำที่สุดแห่งทุกข์ได้ ย่อมยาวแท้ทีเดียว”

[42:48] พระนางมัลลิกาเคยช่วยทุกข์คนในชาติปางก่อน

[56:13] “ถ้าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้อย่างนี้ว่า ‘ชาติสมบัตินี้เป็นทุกข์, สัตว์ไม่พึงฆ่าสัตว์เพราะว่าผู้ฆ่าสัตว์เป็นปกติย่อมเศร้าโศก.”

บางคนบางครั้งบางทีไม่ได้จะเห็นทุกข์ ไม่ได้จะคิดถึงว่าต้องมาแก้ปัญหาอะไร เวลาอยู่บ้านมีความสุขดี ไม่ได้คิดจะมาวัด ไม่ได้คิดจะทำบุญให้ทาน ชั้นก็มีความสุขของชั้นดีพอวันหนึ่งมีความทุกข์มากเลย จะถูกแย่งเมียไปจึงค่อยคิดจะมาวัด

ชายคนนั้น จะถูกพระเจ้าปเสนทิโกศลหาเรื่องใส่ให้จะถึงที่ตาย เพราะต้องการภรรยาของเขา แต่เรื่องพลิกเพราะบุญญาธิการของพระเจ้าปเสนทิโกศล ยังรักษาเอาไว้ด้วยความที่ท่านมีกัลยาณมิตร คือ พระนางมัลลิกา และพระพุทธเจ้าที่เทศน์เรื่องเสียงของสัตว์นรกประเภทหนึ่งที่อยู่ในโลหกุมภีนรกผู้กล่าวอักษร ‘ทุ. สะ. นะ. โส.’ ชายคนนี้จึงโชคดีพ้นจากความทุกข์ มีปัญญารักษาตัวได้

ข้อความเบื้องต้น

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเชตวัน ทรงปรารภพระเจ้าปเสนทิโกศลและบุรุษคนใดคนหนึ่ง ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า "ทีฆาชาครโต รตฺติ" เป็นต้น.

 

พระราชาประทักษิณพระนคร

ได้ยินว่า ในวันมหรสพวันหนึ่ง พระราชาพระนามว่า ปเสนทิโกศล ทรงช้างเผือกล้วนเชือกหนึ่ง..ทรงทำประทักษิณพระนคร ด้วยอานุภาพแห่งพระราชาอันใหญ่.

 

อำนาจความรัก

ภรรยาของทุคคตบุรุษแม้คนใดคนหนึ่ง ยืนอยู่ที่พื้นชั้นบนแห่งปราสาท ๗ ชั้น เปิดบานหน้าต่างบานหนึ่ง พอแลดูพระราชาแล้วก็หลบไป..การหลบไปของหญิงนั้น ปรากฏแก่พระราชา ราวกับว่า พระจันทร์เพ็ญเข้าไปสู่กลีบเมฆ. ท้าวเธอทรงมีพระหฤทัยปฏิพัทธ์ในหญิงนั้น เป็นประหนึ่งว่า ถึงอาการพลัดตกจากคอช้าง ทรงรีบกระทำประทักษิณพระนครแล้ว เสด็จเข้าสู่ภายในพระราชวัง ตรัสกะอำมาตย์คนสนิทว่า.."เธอได้เห็นหญิงคนหนึ่งในปราสาทนั้นไหม?..เธอจงไป, จงรู้ความที่หญิงนั้น มีสามีหรือไม่มีสามี..อำมาตย์นั้นไปแล้ว ทราบความที่หญิงนั้นมีสามี จึงมากราบทูลแก่พระราชาว่า "หญิงนั้นมีสามี." ทีนั้น เมื่อพระราชาตรัสเรียกสามีของหญิงนั้นมา..บุรุษนั้นคิดว่า "อันภัยพึงบังเกิดขึ้นแก่เรา เพราะอาศัยภรรยา" .

..พระราชาไม่ทรงเห็นช่อง (โทษ) แห่งบุรุษนั้น เมื่อความเร่าร้อนเพราะกามเจริญอยู่..จึงรับสั่งให้เรียกบุรุษนั้นมาแล้ว ตรัสว่า "ผู้เจริญ เธอจงไปจากที่นี้ ที่ชื่อโน้นแห่งแม่น้ำในที่สุดประมาณ ๕ โยชน์ นำเอาดอกโกมุท ดอกอุบลและดินสีอรุณมา (ให้ทัน) ในเวลาเราอาบน้ำในเวลาเย็น, ถ้าเธอไม่พึงมาในขณะนั้น, เราจักลงอาญาแก่เธอ."

 

ความลำบากในราชสำนัก

บุรุษนั้น..โปรยภัตลงในน้ำกำมือหนึ่ง บ้วนปากแล้ว ประกาศขึ้น ๓ ครั้งด้วยเสียงอันดังว่า "ขอพวกนาค ครุฑ และเทวดาผู้สิงอยู่ในประเทศแห่งแม่น้ำนี้..ก็ภัตที่ข้าพเจ้าให้แก่มนุษย์เดินทางแล้ว, ทานที่ข้าพเจ้าให้แล้วนั้น มีอานิสงส์ตั้งพัน, ภัตที่ข้าพเจ้าให้แก่ปลาทั้งหลายในน้ำ, ทานที่ข้าพเจ้าให้นั้นมีอานิสงส์ตั้งร้อย, ข้าพเจ้าให้ผลบุญประมาณเท่านี้ ให้เป็นส่วนบุญแก่ท่านทั้งหลาย; ท่านทั้งหลายจงนำดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบลมาให้แก่ข้าพเจ้าเถิด."..พระยานาคผู้อาศัยอยู่ในประเทศนั้น ได้ยินเสียงนั้น จึงนำส่วนบุญมาอย่างนั้นสิ้น ๒-๓ คราวแล้ว จึงได้ให้ดินสีอรุณกับดอกโกมุทและดอกอุบล (แก่บุรุษนั้น).

บุรุษแม้นอกนี้ มาทันในเวลา..เมื่อไม่ได้ประตู จึงเรียกคนยามประตู กล่าวว่า "ท่านจงเปิดประตู." คนยามประตูกล่าวว่า "เราไม่อาจจะเปิดได้, พระราชารับสั่งให้นำลูกดาลไปสู่พระราชมนเทียรแต่กาลยังวันทีเดียว."..เมื่อไม่ได้ประตู จึงโยนก้อนดินไปที่ธรณีประตูข้างบน แขวนดอกไม้ไว้บนธรณีประตูนั้น ตะโกนร้องขึ้น ๓ ครั้งว่า "ชาวพระนครผู้เจริญทั้งหลาย ขอท่านทั้งหลายจงรู้ความที่กิจอันข้าพเจ้ากระทำตามรับสั่งของพระราชาแล้วเถิด; พระราชาทรงใคร่จะยังเราให้พินาศ ด้วยเหตุไม่สมควร"

แม้เมื่อพระราชาไม่ได้การหลับอยู่ตลอดราตรี ทรงรำพึงถึงหญิงอยู่, ความรุ่มร้อนเพราะกามเกิดขึ้นแล้ว. ท้าวเธอทรงคิดว่า "ในขณะที่ราตรีสว่างแล้วนั่นแหละ เราจักให้ฆ่าบุรุษนั้นเสีย แล้วให้นำเอาหญิงนั้นมา."

 

เรื่องของเปรตผู้กล่าวอักษร ทุ. สะ. นะ. โส.

ในขณะนั้นนั่นแล บุรุษ ๔ คนที่เกิดในนรกชื่อโลหกุมภี ซึ่งลึกได้ ๖๐ โยชน์ ถูกไฟนรกไหม้กลิ้งไปมาอยู่ ดุจข้าวสารในหม้อที่กำลังเดือดพล่าน (จมลงไป) ถึงพื้นภายใต้ ๓ หมื่นปีแล้ว (ลอยขึ้นมา) ถึงที่ขอบปากโดย ๓ หมื่นปีอีก. สัตว์นรกเหล่านั้นยกศีรษะขึ้นแลดูกันและกันแล้ว ปรารถนาเพื่อจะกล่าวคาถาตนละคาถา (แต่) ไม่อาจจะกล่าวได้ จึงกล่าวอักษรตนละอักษร แล้วหมุนกลับไปสู่โลหกุมภีอย่างเดิม.

พระราชา เมื่อไม่ทรงได้การหลับ ได้ยินเสียงนั้นในระหว่างแห่งมัชฌิมยาม ทรงหวาดหวั่น มีพระทัยสะดุ้ง ทรงดำริว่า "อันตรายแห่งชีวิตจักมีแก่เราหรือหนอ? หรือจักมีแก่พระอัครมเหสี หรือราชสมบัติของเราจักพินาศ?" ไม่อาจหลับพระเนตรทั้งสองได้ตลอดคืนยังรุ่ง..พอเวลาอรุณขึ้น ท้าวเธอรับสั่งให้หาปุโรหิต

 

พราหมณ์โง่ให้พระราชาบูชายัญ

ข้าแต่มหาราช เสียงที่พระองค์ทรงสดับอย่างไร? “เราได้ยินเสียงเหล่านี้ว่า ‘ทุ. สะ. นะ. โส.’”

ปุโรหิต. อันตรายแห่งชีวิต จะปรากฏแก่พระองค์ .. พระองค์อย่าทรงหวาดหวั่นเลย..ขอเดชะ พระองค์ทรงบูชายัญ มีสัตว์อย่างละ ๑๐๐ ทุกอย่างแล้ว จักได้ชีวิต. “ปาณชาติชนิดหนึ่งๆ ให้ได้ชนิดละ ๑๐๐ อย่างนี้ คือ ช้าง ๑๐๐ ม้า ๑๐๐ โคอุสภะ ๑๐๐ แม่โคนม ๑๐๐ แพะ ๑๐๐ แกะ ๑๐๐ ไก่ ๑๐๐ สุกร ๑๐๐ เด็กชาย ๑๐๐ เด็กหญิง ๑๐๐,”

 

บาลีโกสลสังยุต

เพื่อประโยชน์แก่ยัญ, สัตว์เหล่านั้นแม้ใด คือทาสก็ดี, ทาสีก็ดี, คนใช้ก็ดี, กรรมกรก็ดี, ย่อมมีเพื่อยัญนั้น สัตว์แม้เหล่านั้นถูกเขาคุกคามด้วยอาญา ถูกภัยคุกคามแล้ว มีหน้าชุ่มด้วยน้ำตา ร้องไห้ กระทำบริกรรม (คร่ำครวญ) อยู่."

 

พระนางมัลลิกาทรงเปลื้องทุกข์ของสัตว์

มหาชนคร่ำครวญอยู่..เสียงนั้นได้เป็นราวกะว่าเสียงถล่มแห่งมหาปฐพี. ครั้งนั้น พระนางมัลลิกาเทวีทรงสดับเสียงนั้นแล้ว เสด็จไปสู่ราชสำนักทูลว่า "..พระองค์ทรงราชย์ในแคว้นทั้งสอง ก็จริง แต่พระปัญญาของพระองค์ยังเขลา."
ราชา. เพราะเหตุไร? เธอจึงพูดอย่างนั้น.

มัลลิกา. การได้ชีวิตของคนอื่น เพราะการตายของคนอื่น พระองค์เคยเห็น ณ ที่ไหน? เพราะเหตุไร พระองค์จึงทรงเชื่อถ้อยคำของพราหมณ์ผู้อันธพาลแล้ว โยนทุกข์ไปในเบื้องบนของมหาชนเล่า? พระศาสดาผู้เป็นอัครบุคคลของโลกทั้งเทวโลก มีพระญาณไม่ขัดข้องในกาลทั้งหลายมีอดีตกาลเป็นต้น ประทับอยู่ในวิหารใกล้เคียง, พระองค์ทูลถามพระศาสดานั้นแล้ว จงทรงกระทำตามพระโอวาทของพระองค์เถิด.

ครั้งนั้นแล พระราชาเสด็จไปวิหารกับพระนางมัลลิกา..ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว ประทับนั่ง ณ ส่วนข้างหนึ่ง..ลำดับนั้น พระศาสดาทรงทักทายพระราชานั้นก่อนว่า "เชิญเถิด มหาบพิตร พระองค์เสด็จมาจากไหนแต่ยังวันนักเล่า?" พระราชาแม้นั้น ก็ทรงนั่งนิ่งเงียบเสีย.

ลำดับนั้น พระนางมัลลิกากราบทูลแด่พระผู้มีพระผู้มีภาคเจ้าว่า "..พระราชาทรงสดับเสียง (ประหลาด) ในระหว่างแห่งมัชฌิมยาม, เมื่อเช่นนั้น..ปุโรหิตกราบทูลว่า ‘อันตรายแห่งชีวิตจักมีแก่พระองค์, เมื่อพระองค์จับสัตว์อย่างละ ๑๐๐ ทุกชนิด บูชายัญด้วยโลหิตในคอของสัตว์เหล่านั้น เพื่อประโยชน์แก่อันขจัดอันตรายนั้น, พระองค์จักได้ชีวิต’, พระราชาให้จับสัตว์ไว้เป็นอันมาก เพราะเหตุนั้น หม่อมฉันจึงนำพระราชามา ณ ที่นี้."

พระศาสดา. ได้ยินว่าอย่างนั้นหรือ? มหาบพิตร..ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระราชานั้นว่า "พระองค์อย่าทรงหวาดหวั่นเลย มหาบพิตร, อันตรายไม่มีแก่พระองค์, สัตว์ทั้งหลายผู้มีกรรมลามก เมื่อกระทำทุกข์ของตนๆ ให้แจ้ง จึงกล่าวอย่างนี้."

 

พระศาสดาทรงแสดงโทษปรทาริกกรรม

พระผู้มีพระภาคเจ้า เมื่อจะทรงแสดงกรรมของสัตว์นรกเหล่านั้น..ทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัส) ว่า :-

ในอดีตกาล เมื่อมนุษย์มีอายุ ๒ หมื่นปี พระผู้มีพระภาคเจ้าพระนามว่า กัสสป อุบัติขึ้นในโลก เสด็จเที่ยวจาริกไปกับด้วยพระขีณาสพ ๒ หมื่น ได้เสด็จถึงกรุงพาราณสี..ในกาลนั้น ในกรุงพาราณสีได้มีเศรษฐีบุตร ๔ คน มีสมบัติ ๔๐ โกฏิ เป็นสหายกัน เศรษฐีบุตรเหล่านั้นปรึกษากันว่า "ในเรือนของพวกเรามีทรัพย์มาก พวกเราจะกระทำอะไรด้วยทรัพย์นั้น.".." พวกเรารวบรวมทรัพย์ไว้แล้ว จักประเล้าประโลม (หญิง) ทำปรทาริกกรรม (การประพฤติผิดในภรรยาของชายอื่น)."..เศรษฐีบุตรทั้งหมด กระทำปรทาริกกรรมตลอด ๒ หมื่นปี กระทำกาละแล้ว บังเกิดในอเวจีมหานรก..ไหม้แล้วในนรกสิ้นพุทธันดรหนึ่ง เกิดในโลหกุมภีนรก (อันลึก) ๖๐ โยชน์ (จมลง) ถึงพื้นภายใต้ ๓ หมื่นปี (ลอยขึ้นมา) ถึงปากหม้อโดย ๓ หมื่นปีอีก เป็นผู้ใคร่จะกล่าวคาถาตนละคาถา (แต่) ไม่อาจจะกล่าวได้ กล่าวตนละอักษรแล้ว ก็หมุนกลับลงไปสู่ก้นหม้ออย่างเดิมอีก,

พระศาสดา เมื่อจะทรงแสดงคาถาที่สัตว์นรกนั้น กล่าวไม่เต็ม ทำให้เต็ม จึงตรัสอย่างนี้ว่า :-

ทุชฺชีวิตมชีวิมฺหา เยสนฺโน น ททามฺห เส

วิชฺชมาเนสุ โภเคสุ ทีปํ นากมฺห อตฺตโนติ ฯ
 

เราทั้งหลายเหล่าใด เมื่อโภคะทั้งหลายมีอยู่ ไม่ได้ถวายทาน, ไม่ได้ทำที่พึ่งแก่ตน, พวกเราเหล่านั้น จัดว่ามีชีวิตอยู่ชั่วช้าแล้ว.
 

สฏฺฐี วสฺสสหสฺสานิ ปริปุณฺณานิ สพฺพโส

นิรเย ปจฺจมานานํ กทา อนฺโต ภวิสฺสติ

นตฺถิ อนฺโต กุโต อนฺโต น อนฺโต ปฏิทิสฺสติ

ตทา หิ ปกตํ ปาปํ มม ตุยฺหญฺจ มาริสา ฯ

โสหํ นูน อิโต คนฺตฺวา โยนึ ลทฺธาน มานุสึ

วทญฺญู สีลสมฺปนฺโน กาหามิ กุสลํ พหุนฺติ ฯ

 

เมื่อเราทั้งหลาย ถูกไฟไหม้อยู่ในนรกครบ ๖ หมื่นปี โดยประการทั้งปวง, เมื่อไร ที่สุดจักปรากฏ?

ผู้นิรทุกข์ทั้งหลาย ที่สุดย่อมไม่มี, ที่สุดจักมีแต่ที่ไหน? ที่สุดจะไม่ปรากฏ. เพราะว่ากรรมชั่ว อันเราและท่านได้กระทำไว้แล้วในกาลนั้น.

เรานั้นไปจากที่นี่แล้ว ได้กำเนิดเป็นมนุษย์ จักเป็นผู้รู้ถ้อยคำที่ยาจกกล่าว ถึงพร้อมด้วยศีล ทำกุศลให้มากแน่.

 

"มหาบพิตร ชนทั้ง ๔ นั้น ปรารถนาจะกล่าวคาถาตนละคาถา เมื่อไม่อาจจะกล่าวได้ กล่าวตนละอักษรเท่านั้น และลงไปสู่โลหกุมภีนั้นนั่นแลอีก ด้วยประการฉะนี้แล."..อันพระเจ้าปเสนทิโกศลทรงสดับแล้ว..ความสังเวชใหญ่ได้เกิดขึ้นแก่พระราชา..ทรงดำริว่า "ชื่อว่าปรทาริกกรรมนี้หนักหนอ, ได้ยินว่า ชนทั้ง ๔ ไหม้แล้วในอเวจีนรกตลอดพุทธันดรหนึ่ง จุติจากอเวจีนรกนั้นแล้ว เกิดในโลหกุมภี อันลึก ๖๐ โยชน์ ไหม้แล้วในโลหกุมภีนั้น ถึง ๖ หมื่นปี, แม้อย่างนี้ กาลเป็นที่พ้นจากทุกข์ของชนเหล่านั้น ยังไม่ปรากฏ, แม้เราทำความเยื่อใยในภรรยาของชายอื่น ไม่ได้หลับตลอดคืนยังรุ่ง, บัดนี้ จำเดิมแต่นี้ไป เราจักไม่ผูกความพอใจในภรรยาของชายอื่นละ"

ฝ่ายบุรุษนั้นนั่งอยู่ในที่นั้นนั่นแล ฟังถ้อยคำนั้นแล้ว คิดว่า "ปัจจัยมีกำลัง เราได้แล้ว" จึงกราบทูลพระศาสดาว่า

"ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระราชาทรงทราบความที่แห่งราตรีนาน ในวันนี้ก่อน, ส่วนข้าพระองค์เองได้ทราบความที่แห่งโยชน์ไกล ในวันวาน."..พระศาสดาทรงเทียบเคียงถ้อยคำของคนแม้ทั้งสองแล้ว ตรัสว่า

ราตรีของคนบางคนย่อมเป็นเวลานาน,

โยชน์ของคนบางคนเป็นของไกล,

ส่วนสงสารของคนพาลย่อมเป็นสภาพยาว.

เมื่อจะทรงแสดงธรรม จึงตรัสพระคาถานี้ว่า :-

ทีฆา ชาครโต รตฺติ ทีฆํ สนฺตสฺส โยชนํ

ทีโฆ พาลาน สํสาโร สทฺธมฺมํ อวิชานตํ ฯ

 

ราตรีของคนผู้ตื่นอยู่ นาน, โยชน์ของคนล้าแล้ว ไกล, สงสารของคนพาลทั้งหลายผู้ไม่รู้อยู่ซึ่งสัทธรรม ย่อมยาว.

 

ในกาลจบเทศนา บุรุษนั้นบรรลุโสดาปัตติผลแล้ว ชนแม้เหล่าอื่นเป็นอันมากก็บรรลุอริยผลทั้งหลาย มีโสดาปัตติผลเป็นต้น เทศนามีประโยชน์แก่มหาชนแล้ว ดังนี้แล.

พระราชาถวายบังคมพระศาสดาแล้ว กำลังเสด็จไป รับสั่งให้ปล่อยสัตว์เหล่านั้นจากเครื่องจองจำแล้ว. บรรดามนุษย์และสัตว์เหล่านั้น หญิงและชายทั้งหลายพ้นจากเครื่องผูก สนานศีรษะแล้วไปสู่เรือนของตนๆ กล่าวสรรเสริญพระคุณแห่งพระนางมัลลิกา

 

"ถ้าสัตว์ทั้งหลายพึงรู้อย่างนี้ว่า ‘ชาติสมภพนี้เป็นทุกข์, สัตว์ไม่พึงฆ่าสัตว์ เพราะว่า ผู้ฆ่าสัตว์เป็นปกติ ย่อมเศร้าโศก."

    นิทานพรรณนา
    334
    1
    นาทีในการอ่าน