บัณฑิตสามเณร

สามเณร
S01E12

Time Index

[03:12]  นิทานธรรมบทแปล "เรื่องบัณฑิตสามเณร" 

[05:20]  ผู้เลื่อมใสในอนุโมทนาคาถา

[19:50]  ท้าวสักกะจำแลงกายเป็นพ่อครัวของคนเข็ญใจ

[22:31]  นายมหาทุคคตะนิมนต์พระศาสดา 

[30:46]  บ้ายนายมหาทุคคตะเต็มไปด้วยแก้ว 7 ประการ

[34:35]   นายมหาทุคคตะตายแล้วไปเกิดในกรุงสาวัตถี

[36:50]   ทารกออกบวชเป็นสามเณร

[46:38]  ท้าวสักกะร้อนอาสน์ด้วยคุณของสามเณร

[49:50]  พระศาสดาทำการอารักขาสามเณรจนบรรลุธรรม

  • เรื่องราวที่ปรารภการฝึกจิตของบัณฑิตสามเณร “บัณฑิต” คือผู้ฉลาด ผู้ที่พยายามฝึกจิตฝึกใจของตนเองเห็นว่า ลูกศรไม่มีจิตไม่มีใจ ยังดัดได้ น้ำไม่มีจิตไม่มีใจ ยังสามารถลำเลียงไปที่สูงกว่าได้ ไม้ไม่มีจิตไม่มีใจ ยังสามารถทำให้มันโค้งให้มันงอได้ แล้วคนมีจิตมีใจ ทำไมจะฝึกไม่ได้

 

  • เมื่ออดีตชาติสามเณรบัณฑิตเคยเกิดเป็นมหาทุคตะคนเข็ญใจ แล้วได้ทำการบำรุงพระพุทธเจ้า เมื่อเสียชีวิตแล้วก็ได้มาเกิดเป็นเด็กชายบัณฑิต

อุทกญฺหิ นยนฺติ เนตฺติกา

อุสุการา นมยนฺติ เตชนํ

ทารุ ํ นมยนฺติ ตจฺฉกา

อตฺตานํ ทมยนฺติ ปณฺฑิตา.

อันคนไขน้ำทั้งหลายย่อมไขน้ำ, ช่างศรทั้งหลายย่อมดัดศร,

ช่างถากทั้งหลายย่อมถากไม้, บัณฑิตทั้งหลายย่อมฝึกตน.

 

ชายเข็ญใจยินดีรับเลี้ยงภิกษุ

ก็ในสมัยนั้น ในกรุงนั้นมีชายคนหนึ่งปรากฏชื่อว่า “มหาทุคตะ” เพราะความเป็นผู้ยากจนยิ่งนัก. ชายบัณฑิตนั้นเห็นชายเข็ญใจแม้นั้นมาเฉพาะหน้า จึงบอกว่า “เพื่อนมหาทุคตะ ข้าพเจ้าได้นิมนต์ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประธานไว้ เพื่อฉันในวันพรุ่งนี้, พรุ่งนี้ ชาวเมืองจักถวายทานกัน, แกจักเลี้ยงภิกษุสักกี่รูป?”

มหาทุคตะ. ผมจะต้องการอะไรด้วยภิกษุเล่า? ความต้องการภิกษุ เป็นของคนมีทรัพย์, ส่วนผมแม้ข้าวสารทะนานหนึ่งเพื่อข้าวต้มพรุ่งนี้ ก็ไม่มี, ผมทำงานรับจ้างเลี้ยงชีพ, ผมจะต้องการอะไรภิกษุ?

ธรรมดาผู้ชักชวนพึงเป็นผู้ฉลาด. เพราะฉะนั้น ชายบัณฑิตนั้น แม้เมื่อมหาทุคตะพูดว่า “ไม่มี” ก็ไม่นิ่งเฉย กล่าวว่า “เพื่อนมหาทุคตะ คนเป็นอันมากในเมืองนี้ บริโภคโภชนะอย่างดี นุ่งผ้าเนื้อละเอียด แต่งตัวด้วยเครื่องอาภรณ์ต่างๆ นอนบนที่นอนอันสง่างาม …, ส่วนแกทำงานรับจ้างตลอดวัน ยังไม่ได้อาหารแม้พอเต็มท้อง, แม้เมื่อเป็นเช่นนี้ แกยังไม่รู้สึกว่า ‘เราไม่ได้อะไรเพราะไม่ได้ทำบุญอะไรๆ ไว้ในกาลก่อน.’”

มหาทุคตะ. ผมทราบ

บัณฑิต. เมื่อเช่นนั้น ทำไม บัดนี้แกจึงไม่ทำบุญเล่า? แกยังเป็นหนุ่ม มีเรี่ยวแรงสมบูรณ์ แกแม้ทำงานจ้างแล้ว ให้ทานตามกำลัง จะไม่ควรหรือ?

มหาทุคตะนั้น เมื่อชายบัณฑิตกล่าวอยู่ ถึงความสลดใจ จึงพูดว่า “คุณจงลงบัญชีภิกษุให้ผมบ้างสักรูปหนึ่ง, ผมจักทำงานจ้างอะไรสักอย่างแล้ว จักถวายภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง. ชายบัณฑิตนอกนี้ คิดว่า “ภิกษุรูปเดียวจะจดลงในบัญชีทำไม?” ดังนี้แล้ว จึงไม่จดไว้.

ฝ่ายมหาทุคตะไปเรือนแล้ว พูดกะภรรยาว่า “หล่อน พรุ่งนี้ ชาวเมืองเขาจัดภัตเพื่อพระสงฆ์, แม้ฉันก็ถูกผู้ชักชวนบอกว่า ‘จงถวายภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง, พวกเราจักถวายภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง พรุ่งนี้.’”

ลำดับนั้น ภรรยาของเขาไม่พูดเลยว่า “พวกเราเป็นคนจน, แกรับคำเขาทำไม?” กล่าวว่า “นาย แกทำดีแล้ว, เมื่อก่อนเราไม่ให้อะไรๆ ชาตินี้จึงเกิดเป็นคนยากจน, เราทั้งสองคนทำงานจ้างแล้ว จักถวายแก่ภิกษุรูปหนึ่ง” แม้ทั้งสองคนได้ออกไปสู่ที่สำนักงานจ้าง.

มหาเศรษฐีเห็นมหาทุคตะ จึงถามว่า “เพื่อนมหาทุคตะ เธอจักทำงานจ้างหรือ?”

มหาทุคตะ. ขอรับ กระผม. …

มหาเศรษฐี “ถ้าอย่างนั้น พรุ่งนี้ เราจักเลี้ยงภิกษุ ๒-๓ ร้อย, จงมาผ่าฟืนเถิด” แล้วก็ให้หยิบมีดและขวานมาให้. มหาทุคตถึงความอุตสาหะ วางมีด คว้าขวาน ทิ้งขวานฉวยมีด ผ่าฟืนไป. …

 

มหาทุคตะได้ถวายทานแด่พระพุทธเจ้า

ก็วันนั้น พระศาสดาทรงตรวจดูสัตวโลกในเวลาใกล้รุ่ง ทรงเห็นมหาทุคตะ เข้าไปในภายในข่ายคือพระญาณของพระองค์ ทรงรำพึงว่า “จักมีเหตุอะไรหนอ?” ทรงดำริว่า “มหาทุคตะคิดว่า จักเลี้ยงภิกษุรูปหนึ่ง, จึงได้ทำงานจ้างกับภรรยาแล้วในวันวาน, เขาจักได้ภิกษุรูปไหนหนอ?” จึงทรงใคร่ครวญว่า “คนทั้งหลายจักพาภิกษุไปตามชื่อที่จดไว้ในบัญชีแล้ว ให้นั่งในเรือนของตนๆ, มหาทุคตะเว้นเราเสียแล้ว จักไม่ได้ภิกษุอื่น.”

ได้ยินว่า พระพุทธเจ้าทั้งหลายทรงอนุเคราะห์ในพวกคนเข็ญใจ เพราะฉะนั้น พระศาสดาทรงทำสรีรกิจแต่เช้าตรู่แล้ว เสด็จเข้าสู่พระคันธกุฎี ประทับนั่งด้วยทรงดำริว่า “จักสงเคราะห์มหาทุคตะ.”

……….

 

มหาทุคตะไปนิมนต์พระศาสดา

คนทั้งหลายประชุมกันแล้ว ถามว่า “มหาทุคตะ นั่นอะไรกัน?” เขาบอกเนื้อความนั้น. คนเหล่านั้นถามผู้จัดการว่า “จริงไหม? เพื่อน ได้ยินว่า มหาทุคตะนี้ ท่านชักชวนว่า ‘จงทำงานจ้างแล้วถวายภิกษาแก่ภิกษุรูปหนึ่ง”

ผู้จัดการ. ขอรับ นาย.

คนเหล่านั้น. ท่านจัดการภิกษุมีประมาณถึงเท่านี้ ไม่ได้ให้ภิกษุแก่มหาทุคตะนี้สักรูปหนึ่ง ทำกรรมหนักเสียแล้ว.เขาละอายใจด้วยคำพูดของคนเหล่านั้น จึงพูดกะมหาทุคตะนั้นว่า

“เพื่อนมหาทุคตะ อย่าให้ฉันฉิบหายถึงความลำบากเพราะเหตุแห่งท่าน, คนทั้งหลายนำภิกษุที่ถึงแก่ตนๆ ไปตามรายการที่จดไว้ในบัญชี, ชื่อว่าคนผู้ซึ่งจะถอนภิกษุผู้ซึ่งนั่งในเรือนของตนให้ ไม่มี,

ส่วนพระศาสดา…ประทับนั่งอยู่ในพระคันธกุฎีนั่นเอง, พระเจ้าแผ่นดิน ยุพราช และคนโตๆ มีเสนาบดีเป็นต้น นั่งแลดูการเสด็จออกจากพระคันธกุฎีแห่งพระศาสดา คิดว่า ‘จักรับบาตรของพระศาสดาไป’,

ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย ย่อมทรงทำอนุเคราะห์ในคนยากจน, ท่านจงไปวิหาร กราบทูลพระศาสดาว่า ‘ข้าพระองค์เป็นคนยากจน พระเจ้าข้า, ขอพระองค์จงทรงทำความสงเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด’ ถ้าท่านมีบุญ ท่านจักได้แน่”

 

พระศาสดาประทานบาตรแก่มหาทุคตะ

ลำดับนั้น พระเจ้าแผ่นดินและยุพราชเป็นต้น ตรัสกะเขาว่า “มหาทุคตะ ไม่ใช่เวลาภัตก่อน, เจ้ามาทำไม?” เพราะเคยเห็นเขาโดยความเป็นคนกินเดนในวิหาร ในวันอื่นๆ. มหาทุคตะกราบทูลว่า “ข้าพระองค์ทราบอยู่ว่า ‘ไม่ใช่เวลาภัตก่อน’ แต่ข้าพระองค์มาก็เพื่อถวายบังคมพระศาสดา” ดังนี้แล้ว จึงซบศีรษะลงที่ธรณีพระคันธกุฎี ถวายบังคมด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กราบทูลว่า “ผู้ที่ยากจนกว่าข้าพระองค์ในพระนครนี้ไม่มี พระเจ้าข้า, ขอทรงเป็นที่พึ่งแก่ข้าพระองค์เถิด, ขอทรงทำความสงเคราะห์แก่ข้าพระองค์เถิด.”

พระศาสดาทรงเปิดพระทวารพระคันธกุฎี ทรงนำบาตรมาประทานในมือของเขา. เขาได้เป็นเหมือนบรรลุจักรพรรดิสิริ. พระเจ้าแผ่นดินและยุพราชเป็นต้น ต่างทรงแลดูพระพักตร์กันและกัน.

แท้จริง ใครๆ ชื่อว่าสามารถเพื่อจะรับบาตรที่พระศาสดาประทานแก่มหาทุคตะ ด้วยอำนาจความเป็นใหญ่ หามีไม่. เป็นแต่กล่าวอย่างนี้ว่า “เพื่อนมหาทุคตะ ท่านจงให้บาตรของพระศาสดาแก่พวกเรา, พวกเราจักให้ทรัพย์มีประมาณเท่านี้ คือพันหนึ่งหรือแสนหนึ่ง แก่ท่าน, ท่านเป็นคนเข็ญใจ จงเอาทรัพย์เถิด, ประโยชน์อะไรของท่านด้วยบาตรเล่า?”

มหาทุคตะตอบว่า “ข้าพเจ้าจักไม่ให้ใคร ข้าพเจ้าไม่มีความต้องการด้วยทรัพย์ จักให้พระศาสดาเท่านั้นเสวย.” ชนทั้งหลายที่เหลืออ้อนวอนเขา ไม่ได้บาตรแล้วจึงกลับไป.

ฝ่ายพระเจ้าแผ่นดินทรงดำริว่า “มหาทุคตะ แม้ถูกเขาเล้าโลม ล่อด้วยทรัพย์ ก็ไม่ให้บาตรของพระศาสดา, ก็ใครๆ ไม่อาจจะรับบาตรที่พระศาสดาประทานแล้วด้วยพระองค์เองได้, อันไทยธรรมของมหาทุคตะนี้ จักมีประมาณเท่าไร? ในเวลามหาทุคตะนี้ถวายไทยธรรมเสร็จ เราจักนำพระศาสดาไปยังเรือน ถวายอาหารที่เขาจัดไว้สำหรับเรา” ดังนี้แล้ว จึงได้ตามเสด็จไปพร้อมด้วยพระศาสดาทีเดียว.

……….

 

พระศาสดาเสด็จไปเรือนของมหาทุคตะ

ฝ่ายท้าวสักกเทวราชจัดอาหารภัตมีข้าวต้มข้าวสวยและผักเป็นต้น ปูอาสนะที่สมควรเป็นที่ประทับแห่งพระศาสดาแล้วประทับนั่ง. มหาทุคตะนำพระศาสดาไปแล้ว กราบทูลว่า “จงเสด็จเข้าไปเถิด พระเจ้าข้า.”

ก็เรือนที่อยู่ของเขาต่ำ, ผู้ที่ไม่ก้ม ไม่อาจเข้าไปได้, ก็แต่ธรรมดาพระพุทธเจ้าทั้งหลาย เมื่อเสด็จเข้าสู่เรือน ไม่ต้องก้มเสด็จเข้าไป, เพราะว่า ในเวลาเสด็จเข้าสู่เรือน แผ่นดินใหญ่ย่อมยุบลง หรือเรือนสูงขึ้น. นี่เป็นผลแห่งทานที่พระพุทธเจ้าทั้งหลายนั้นถวายไว้ดีแล้ว. ในเวลาที่พระองค์เสด็จไปแล้ว ทุกสิ่งเป็นปกติเหมือนเดิม พระศาสดาทั้งประทับยืนอยู่นั่นเอง เสด็จเข้าสู่เรือนแล้ว ประทับนั่งบนอาสนะที่ท้าวสักกะปูไว้แล้ว

เมื่อพระศาสดาประทับนั่งแล้ว พระราชารับสั่งว่า “เพื่อนมหาทุคตะ ท่านไม่ให้บาตรของพระศาสดาแก่พวกเรา แม้ผู้อ้อนวอนอยู่, พวกเราจะดูก่อน สักการะที่ท่านจัดถวายพระศาสดาเป็นเช่นไร?”

ลำดับนั้น ท้าวสักกะเปิดข้าวยาคูและภัตออกอวด. กลิ่นเครื่องอบอาหารภัตเหล่านั้นได้ตลบทั่วพระนครตั้งอยู่. พระราชาทรงตรวจดูข้าวยาคูเป็นต้นแล้ว กราบทูลพระผู้มีพระภาคเจ้าว่า “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ หม่อมฉันคิดว่า ‘ไทยธรรมของมหาทุคตะ จักมีสักเท่าไร? เมื่อมหาทุคตะนี้ถวายไทยธรรมแล้ว จักนำเสด็จพระศาสดาไปยังเรือน ถวายอาหารที่เขาจัดไว้สำหรับตน’ ดังนี้ จึงมาแล้ว, อาหารเห็นปานนี้ หม่อมฉันไม่เคยเห็นเลย เมื่อหม่อมฉันอยู่ในที่นี้ มหาทุคตะต้องลำบากเหลือเกิน หม่อมฉันจะกลับ” ถวายบังคมพระศาสดาแล้ว เสด็จหลีกไป.

……….

 

มหาทุคตะตายแล้วเกิดในกรุงสาวัตถี

เขาได้ปลูกเรือนแล้ว ได้ถวายมหาทานแก่ภิกษุสงฆ์มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุขตลอด ๗ วัน. แม้เบื้องหน้าแต่นั้น เขาบำเพ็ญบุญจนตลอดอายุ ในที่สุดอายุได้บังเกิดในเทวโลก เสวยทิพยสมบัติสิ้นพุทธันดรหนึ่ง ในพุทธุปบาทกาลนี้ จุติจากนั้นแล้วถือปฏิสนธิในท้องธิดาคนโตในตระกูลอุปัฏฐากของพระสารีบุตรเถระ ในกรุงสาวัตถี.

ครั้งนั้น มารดาบิดาของนางทราบความที่นางตั้งครรภ์ จึงได้ให้เครื่องบริหารครรภ์. โดยสมัยอื่น นางเกิดแพ้ท้องเห็นปานนี้ว่า “โอ! เราพึงถวายทานแก่ภิกษุ ๕๐๐ รูปตั้งต้นแต่พระธรรมเสนาบดี ด้วยรสปลาตะเพียนแล้ว นุ่งผ้าย้อมน้ำฝาด นั่งในที่สุดอาสนะ บริโภคภัตที่เป็นเดนของภิกษุเหล่านั้น.”

นางบอกแก่มารดาบิดาแล้วก็ได้กระทำตามประสงค์. ความแพ้ท้องระงับไปแล้ว.

ต่อมาในงานมงคล ๗ ครั้งแม้อื่นจากนั้น. มารดาบิดาของนางเลี้ยงภิกษุ ๕๐๐ รูปมีพระธรรมเสนาบดีเถระเป็นประมุข ด้วยรสปลาตะเพียนเหมือนกัน. ….ก็แต่ว่า นี้เป็นผลแห่งการถวายรสปลาตะเพียนที่ถวาย ในกาลที่เด็กนี้เป็นมหาทุคตะนั่นเอง.

 

ทารกออกบวชเป็นสามเณร

ก็ในวันตั้งชื่อ เมื่อมารดาของเด็กนั้นกล่าวว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ขอท่านจงให้สิกขาบททั้งหลายแก่ทาสของท่านเถิด”

พระเถระจึงกล่าวว่า “เด็กนี้ชื่ออะไร?”

มารดาของเด็กตอบว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ คนเงอะงะในเรือนนี้ แม้พวกพูดไม่ได้เรื่อง ก็กลับเป็นผู้ฉลาด ตั้งแต่กาลที่เด็กนี้ถือปฏิสนธิในท้อง เพราะฉะนั้น บุตรของดิฉัน จักมีชื่อว่า “หนูบัณฑิต” เถิด.

พระเถระได้ให้สิกขาบททั้งหลายแล้ว. ก็ตั้งแต่วันที่หนูบัณฑิตเกิดมา ความคิดเกิดขึ้นแก่มารดาของเขาว่า “เราจักไม่ทำลายอัธยาศัยของบุตรเรา.” ในเวลาที่เขามีอายุได้ ๗ ขวบ เขากล่าวกะมารดาว่า “ผมจักบวชในสำนักพระเถระ.”….

……….

 

สามเณรเข้าไปบิณฑบาตกับพระเถระ

เมื่อไปกับพระอุปัชฌาย์ เห็นเหมืองในระหว่างทาง จึงเรียนถามว่า “นี้ชื่ออะไร? ขอรับ.”

พระเถระ. ชื่อว่าเหมือง สามเณร.

สามเณร. เขาทำอะไร? ด้วยเหมืองนี้.

พระเถระ. เขาไขน้ำจากที่นี้ๆ แล้ว ทำการงานเกี่ยวด้วยข้าวกล้าของตน.

สามเณร. ก็น้ำมีจิตไหม? ขอรับ

พระเถระ. ไม่มี เธอ.

สามเณร. ชนทั้งหลายย่อมไขน้ำที่ไม่มีจิตเห็นปานนี้สู่ที่ๆ ตนปรารถนาแล้วๆ ได้หรือ? ขอรับ.

พระเถระ. ได้ เธอ.

สามเณรนั้นคิดว่า “ถ้าคนทั้งหลายไขน้ำซึ่งไม่มีจิตแม้เห็นปานนี้ สู่ที่ๆ ตนปรารถนาแล้วๆ ทำการงานได้ เหตุไฉน? คนมีจิตแท้ๆ จักไม่อาจเพื่อทำจิตของตนให้เป็นไปในอำนาจ แล้วบำเพ็ญสมณธรรม.”

เธอเดินต่อไปเห็นพวกช่างศรกำลังเอาลูกศรลนไฟแล้ว เล็งด้วยหางตา ดัดให้ตรง จึงเรียนถามว่า “พวกนี้ชื่อพวกอะไรกัน? ขอรับ.”

พระเถระ. ชื่อช่างศร เธอ.

สามเณร. ก็พวกเขาทำอะไรกัน?

พระเถระ. เขาลนที่ไฟ แล้วดัดลูกศรให้ตรง.

สามเณร. ลูกศรนั่นมีจิตไหม? ขอรับ.

พระเถระ. ไม่มีจิต เธอ.

เธอคิดว่า “ถ้าคนทั้งหลายถือเอาลูกศรอันไม่มีจิตลนไฟแล้ว ดัดให้ตรงได้ เพราะเหตุไร? แม้คนมีจิต จึงจักไม่อาจเพื่อทำจิตของตนให้เป็นไปในอำนาจ แล้วบำเพ็ญสมณธรรมเล่า?”

ครั้นสามเณรเดินต่อไป เห็นชนถากไม้ทำเครื่องทัพสัมภาระมีกำกงและดุมเป็นต้น จึงเรียนถามว่า “พวกนี้ชื่อพวกอะไร? ขอรับ.”

พระเถระ. ชื่อช่างถาก เธอ.

สามเณร. ก็พวกเขาทำอะไรกัน?

พระเถระ. เขาถือเอาไม้แล้วทำล้อแห่งยานน้อยเป็นต้น เธอ.

สามเณร. ก็ไม้เหล่านั่นมีจิตไหม? ขอรับ.

พระเถระ. ไม่มีจิต เธอ.

 

สามเณรลากลับไปทำสมณธรรม

ทีนั้น เธอได้มีความตริตรองอย่างนี้ว่า “ถ้าคนทั้งหลายถือเอาท่อนไม้ที่ไม่มีจิต ทำเป็นล้อเป็นต้นได้ เพราะเหตุไร คนผู้มีจิต จึงจักไม่อาจทำจิตของตนให้เป็นไปในอำนาจ แล้วบำเพ็ญสมณธรรมเล่า? เธอเห็นเหตุเหล่านี้แล้ว จึงเรียนว่า “ใต้เท้าขอรับ ถ้าใต้เท้าควรถือบาตรและจีวรของใต้เท้าได้, กระผมพึงกลับ” พระเถระมิได้เกิดความคิดเลยว่า “เจ้าสามเณรเล็กนี้บวชได้หยกๆ ตามเรามา กล่าวอย่างนี้ได้” กลับกล่าวว่า “จงเอามา สามเณร” แล้วได้รับบาตรและจีวรของตนไว้.

ฝ่ายสามเณรไหว้พระอุปัชฌาย์แล้ว เมื่อจะกลับ จึงเรียนว่า “ใต้เท้า เมื่อจะนำอาหารมาเพื่อกระผม พึงนำมาด้วยรสปลาตะเพียนเถอะขอรับ.”

พระเถระ. เราจักได้ ในที่ไหนเล่า? เธอ.

สามเณรเรียนว่า ถ้าไม่ได้ด้วยบุญของใต้เท้า ก็จักได้ด้วยบุญของกระผม ขอรับ.

……….

 

พระศาสดาทรงทำอารักขาสามเณร

แม้พระศาสดา ในวันนั้น เสวยแต่เช้าทีเดียว เสด็จไปวิหารทรงใคร่ครวญว่า “บัณฑิตสามเณรให้บาตรและจีวรแก่พระอุปัชฌาย์แล้ว กลับไป ด้วยตั้งใจว่า ‘จักทำสมณธรรม’, กิจแห่งบรรพชิตของเธอ จักสำเร็จหรือไม่?” ทรงทราบว่า สามเณรบรรลุผล ๓ อย่างแล้ว จึงทรงพิจารณาว่า “อุปนิสัยแห่งพระอรหัตจะมี หรือไม่มี?” ทรงเห็นว่า “มี” แล้วทรงใคร่ครวญว่า “เธอจักอาจเพื่อบรรลุพระอรหัตก่อนภัตทีเดียว หรือจักไม่อาจ?” ได้ทรงทราบว่า “จักอาจ.”

ลำดับนั้น พระองค์ได้มีความปริวิตกอย่างนี้ว่า “สารีบุตรถือภัตเพื่อสามเณรรีบมา, เธอจะพึงทำอันตรายแก่สามเณรนั้นก็ได้, เราจักนั่งถือเอาอารักขาที่ซุ้มประตู, ทีนั้นจักถามปัญหา ๔ ข้อกะเธอ เมื่อเธอแก้อยู่ สามเณรจักบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา” ดังนี้แล้ว จึงเสด็จไปจากวิหารนั้น ประทับยืนอยู่ที่ซุ้มประตู ตรัสถามปัญหา ๔ ข้อกะพระเถระผู้มาถึงแล้ว.

พระเถระแก้ปัญหาที่พระศาสดาตรัสถามแล้ว.

ในปัญหานั้น มีปุจฉาวิสัชนาดังต่อไปนี้ :-

ได้ยินว่า พระศาสดาตรัสกะพระเถระนั้นว่า “สารีบุตร เธอได้อะไรมา?

พระเถระ. อาหาร พระเจ้าข้า.

พระศาสดา. ชื่อว่าอาหาร ย่อมนำอะไรมา? สารีบุตร.

พระเถระ. เวทนา พระเจ้าข้า.

พระศาสดา. เวทนา ย่อมนำอะไรมา? สารีบุตร.

พระเถระ. รูป พระเจ้าข้า.

พระศาสดา. ก็รูป ย่อมนำอะไรมา? สารีบุตร.

พระเถระ. ผัสสะ พระเจ้าข้า.

 

สามเณรบรรลุพระอรหัตผล

เมื่อพระเถระแก้ปัญหาทั้ง ๔ ข้อเหล่านี้ อย่างนั้นแล้ว, สามเณรก็ได้บรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทา. ฝ่ายพระศาสดาตรัสกะพระเถระว่า “ไปเถิด สารีบุตร, จงให้ภัตแก่สามเณรของเธอ.” พระเถระไปเคาะประตูแล้ว. สามเณรออกมารับบาตรจากมือพระเถระ วางไว้ ณ ส่วนข้างหนึ่งแล้ว จึงเอาพัดก้านตาลพัดพระเถระ.

ลำดับนั้น พระเถระกล่าวกะเธอว่า “สามเณร จงทำภัตกิจเสียเถิด.”

สามเณร. ก็ใต้เท้าเล่า ขอรับ.

พระเถระ. เราทำภัตกิจเสร็จแล้ว, เธอจงทำเถิด.

เด็กอายุ ๗ ขวบบวชแล้ว ในวันที่ ๘ บรรลุพระอรหัต เป็นเหมือนดอกปทุมที่แย้มแล้ว …

ในขณะที่เธอล้างบาตรเก็บไว้ จันทเทพบุตรปล่อยมณฑลพระจันทร์, สุริยเทพบุตรปล่อยมณฑลพระอาทิตย์, ท้าวมหาราชทั้ง ๔ เลิกอารักขาทั้ง ๔ ทิศ, ท้าวสักกเทวราชเลิกอารักขาที่สายยู, พระอาทิตย์เคลื่อนคล้อยไปแล้วจากที่ท่ามกลาง.

 

ธรรมดาบัณฑิตย่อมฝึกตน

ภิกษุทั้งหลายโพนทะนาว่า “เงา บ่ายเกินประมาณแล้ว, พระอาทิตย์เคลื่อนคล้อยไปจากที่ท่ามกลาง, ก็สามเณรฉันเสร็จเดี๋ยวนี้เอง, นี่เรื่องอะไรกันหนอ?”

พระศาสดาทรงทราบความแล้วเสด็จมา ตรัสถามว่า “ภิกษุ พวกเธอพูดอะไรกัน?”

พวกภิกษุ. เรื่องชื่อนี้ พระเจ้าข้า.

พระศาสดาตรัสว่า “อย่างนั้น ภิกษุทั้งหลาย ในเวลาผู้มีบุญทำสมณธรรม จันทเทพบุตรฉุดมณฑลพระจันทร์รั้งไว้, สุริยเทพบุตรฉุดมณฑลพระอาทิตย์รั้งไว้, ท้าวมหาราชทั้ง ๔ ถืออารักขาทั้ง ๔ ทิศในป่าใกล้วิหาร, ท้าวสักกเทวราชเสด็จมายึดอารักขาที่สายยู,

ถึงเราผู้มีความขวนขวายน้อยด้วยนึกเสียว่า ‘เป็นพระพุทธเจ้า’ ก็ไม่ได้เพื่อจะนั่งอยู่ได้ ยังได้ไปยึดอารักขาเพื่อบุตรของเรา ที่ซุ้มประตู

พวกบัณฑิตเห็นคนไขน้ำกำลังไขน้ำจากเหมือง ช่างศรกำลังดัดลูกศรให้ตรง และช่างถากกำลังถากไม้ ถือเอาเหตุเท่านั้นเป็นอารมณ์ทรมานตนแล้ว ย่อมยึดเอาพระอรหัตไว้ได้ทีเดียว”

นิทานพรรณนา
335
1
นาทีในการอ่าน