กรรมของติสสะภิกษุ และ สุมนมาลาการ

บุคคลย่อมได้รับผลของกรรม
S01E11

Time Index

[06:30]  ธรรมบทแปล เรื่อง "พระปุติคัตตติสสเถระ" 

[12:32]  พระศาสดาแสดงธรรมจนพระปุติคัคตติสสเถระบรรลุพระอรหันต์

[20:36]  อธิบายเนื้อหาเรื่องพระติสสะ

[23:49]  ธรรมบทแปล เรื่อง "สุมนมาลาการ"

[45:40]  สรุปเนื้อหาสำคัญเรื่องนายสุมนมาลาการ

  • บุคคลทำกรรมใดไว้ย่อมต้องได้รับผลของกรรมนั้นไม่ว่าจะช้าหรือเร็ว ไม่ว่าจะเป็นกรรมดีหรือกรรมไม่ดี

 

  • อรรถกถาที่ยกมาครั้งนี้กล่าวถึงเรื่องของ “กรรม” โดยยกเรื่องของพระติสสเถระผู้มีกายเน่า และ นายสุมนมาลาการ นายช่างดอกไม้ที่ยอมถวายชีวิตเพื่อพระพุทธเจ้า ทั้ง 2 ทำกรรมอย่างไรบ้าง ?

 

สิ่งที่เป็นความดีเป็นกุศลเมื่อเข้าสู่จิตใจแล้วย่อมทำให้เกิดความดีความเป็นมงคล อกุศลออกไปจิตใจก็เราจะสูงขึ้น … ในคราวนี้ยกนิทานธรรมบท 2 เรื่องขึ้นมาเป็นเรื่องของ “กรรม” โดยเรื่องแรกเป็นเรื่องของพระติสสะเถระผู้มีกายเน่า… ด้วยโรคแผลพุพองได้รับความทรมานเพราะกรรมที่เคยทำมา จนภิกษุอีก 2 รูปต้องเข้ามาช่วยดูแลแต่ก็ดูแลไม่ไหวจนพระพุทธเจ้าต้องลงมาดูแลพระติสสสะเถระด้วยพระองค์เองและทรงเทศน์ให้ฟังจนพระติสสะบรรลุธรรม … ส่วนเรื่องที่ 2 เป็นเรื่องของนายช่างดอกไม้ที่มีจิตใจดี เขาจึงตั้งชื่อว่า “สุมน” คือผู้มีจิตใจดี จิตใจงดงาม … นายช่างร้อยดอกไม้ของพระเจ้าพิมพิสารจะต้องนำดอกไม้มาถวายพระราชาทุกวัน แต่วันนั้นเห็นพระพุทธเจ้าและเกิดศรัทธาอย่างแรงกล้าโดยไม่เกรงกลัวต่ออาญายอมสละชีิวิตตรงนั้น เพราะตั้งใจจะถวายดอกไม้เป็นพุทธบูชาแก่พระพุทธเจ้า…ซึ่งการเอาชีวิตเข้าแลกเพื่อกระทำสิ่งนี้ให้ได้ (การยอมตายเพื่อความดีเพื่อรักษาศีล) บุญที่เกิดจากการตั้งมั่นอย่างแรงกล้านี้ทำให้มีบุญบารมีอย่างมาก…

 

เรื่องพระปูติคัตตติสสเถระ

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในกรุงสาวัตถี ทรงปรารภพระเถระชื่อว่าปูติคัตตติสสเถระ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “อจิรํ วตยํ กาโย”

 

พระเถระกายเน่า

ได้ยินว่า กุลบุตรชาวกรุงสาวัตถีผู้หนึ่ง ฟังธรรมกถาในสำนักของพระศาสดา ถวายชีวิตในพระศาสนา ได้บรรพชาอุปสมบทแล้ว ได้ชื่อว่าพระติสสเถระ. เมื่อกาลล่วงไปๆ โรคเกิดขึ้นในสรีระของท่าน ต่อมทั้งหลายประมาณเท่าเมล็ดผักกาดผุดขึ้น. มันโตขึ้น โดยลำดับ ประมาณเท่าเมล็ดถั่วเขียว ประมาณเท่าเมล็ดถั่วดำ ประมาณเท่าเมล็ดกระเบา ประมาณเท่าผลมะขามป้อม ประมาณเท่าผลมะตูม แตกแล้ว. สรีระทั้งสิ้นได้เป็นช่องเล็กช่องน้อย ชื่อของท่านเกิดขึ้นแล้วว่า พระปูติคัตตติสสเถระ-พระติสสเถระผู้มีกายเน่า

ต่อมา ในกาลเป็นส่วนอื่น กระดูกของท่านแตกแล้ว. ท่านได้เป็นผู้ที่ใครๆ ปฏิบัติไม่ได้. ผ้านุ่งและผ้าห่มเปื้อนด้วยหนองและเลือด ได้เป็นเช่นกับขนมร่างแห. พวกภิกษุมีสัทธิวิหาริกเป็นต้นไม่อาจจะปฏิบัติได้ จึงพากันทอดทิ้งแล้ว. ท่านเป็นผู้ไม่มีที่ พึ่งนอนแซ่วแล้ว.

 

พระพุทธเจ้าทรงพยาบาลและทรงแสดงธรรม

ก็ธรรมดาว่าพระพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่ทรงละการตรวจดูโลกสิ้น ๒ วาระ คือ ในกาลใกล้รุ่ง เมื่อทรงตรวจดูโลก ทรงตรวจดูจำเดิมแต่ขอบปากแห่งจักรวาล ทำพระญาณให้มุ่งต่อพระคันธกุฎี, เมื่อทรงตรวจดูเวลาเย็น ทรงตรวจดูจำเดิมแต่พระคันธกุฎี ทำพระญาณให้มุ่งต่อที่ออกไป ภายนอก.

ก็ในสมัยนั้น พระปูติคัตตติสสเถระปรากฏแล้วภายในข่าย คือพระญาณของพระผู้มีพระภาคเจ้า. พระศาสดาทรงเห็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของติสสภิกษุ ทรงดำริว่า “ภิกษุนี้ถูกพวกสัทธิวิหาริกเป็นต้นทอดทิ้งแล้ว, บัดนี้ เธอยกเว้นเราเสีย ก็ไม่มีที่พึ่งอื่น” ดังนี้แล้ว จึงเสด็จออกจากพระคันธกุฎี เหมือนเสด็จเที่ยวจาริกในวิหาร เสด็จไปสู่โรงไฟ ทรงล้างหม้อ ใส่น้ำ ยกตั้งบนเตา เมื่อทรงรอให้น้ำร้อน ได้ประทับยืนในโรงไฟนั่นเอง, ทรงรู้ความที่น้ำร้อนแล้ว เสด็จไปจับปลายเตียงที่ติสสภิกษุนอน.

ในกาลนั้น พวกภิกษุกราบทูลว่า “ขอพระองค์จงเสด็จหลีกไปพระเจ้าข้า พวกข้าพระองค์จักยกเองแล้ว ช่วยกันยกเตียงนำไปสู่โรงไฟ.

พระศาสดาทรงให้นำรางมา ทรงเทน้ำร้อนใส่แล้ว ทรงสั่งภิกษุเหล่านั้นให้เปลื้องเอาผ้าห่มของเธอ ให้ขยำด้วยน้ำร้อน แล้วให้ผึ่งแดด.

ลำดับนั้น พระศาสดาประทับยืนอยู่ในที่ใกล้ของเธอ ทรงรดสรีระนั้นให้ชุ่มด้วยน้ำอุ่น ทรงถูสรีระของเธอ ให้เธออาบแล้ว. ในที่สุดแห่งการอาบของเธอ, ผ้าห่มนั้นแห้งแล้ว.

ทีนั้น พระศาสดาทรงช่วยเธอให้นุ่งผ้าห่มนั้น ทรงให้ขยำผ้ากาสาวะที่เธอนุ่งด้วยน้ำ แล้วให้ผึ่งแดด. ทีนั้น เมื่อน้ำที่กายของเธอพอขาด (คือแห้ง) ผ้านุ่งนั้นก็แห้ง. เธอนุ่งผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง ห่มผ้ากาสาวะผืนหนึ่ง เป็นผู้มีสรีระเบา มีจิตมีอารมณ์เป็นหนึ่ง นอนบนเตียงแล้ว.

พระศาสดาประทับยืน ณ ที่เหนือศีรษะของเธอ ตรัสว่า “ภิกษุ กายของเธอนี้ มีวิญญาณไปปราศแล้ว หาอุปการะมิได้ จักนอนบนแผ่นดิน เหมือนท่อนไม้”

ดังนี้แล้ว ตรัสพระคาถานี้ว่า

อจิรํ วตยํ กาโย          ปฐวึ อธิเสสฺสติ

ฉุฑฺโฑ อเปตวิญฺญาโณ          นิรตฺถํว กลิงฺครํ

ไม่นานหนอ กายนี้จักนอนทับแผ่นดิน กายนี้มีวิญญาณไปปราศ อันบุคคลทิ้งแล้ว, ราวกับท่อนไม้ไม่มีประโยชน์ฉะนั้น

บรรดาบทเหล่านั้น บทว่า อจิรํ วต เป็นต้น ความว่า ภิกษุต่อกาลไม่นานเลย กายนี้จักนอนทับแผ่นดิน คือจักนอนเบื้องบนแห่งแผ่นดินที่สัตว์นอนแล้วด้วยการนอนปกตินี้.

ด้วยบทว่า ฉุฑฺโฑ พระศาสดาทรงแสดงเนื้อความว่า “กายนี้ จักเป็นของชื่อว่าเปล่า เพราะความมีวิญญาณไปปราศ ถูกทอดทิ้งแล้วนอน.”

เหมือนอะไร?

เหมือนท่อนไม้ ไม่มีประโยชน์.

อธิบายว่า เหมือนท่อนไม้อันไร้อุปการะ ไม่มีประโยชน์,

จริงอยู่ พวกมนุษย์ผู้มีความต้องการด้วยทัพสัมภาระ เข้าไปสู่ป่าแล้ว ตัดไม้ตรงโดยสัณฐานแห่งไม้ตรง ไม้คดโดยสัณฐานแห่งไม้คด ถือเอาเป็น ทัพสัมภาระ, แต่ตัดไม้เป็นโพรง ไม้ผุ ไม้ไม่มีแก่น ไม้เกิดเป็นตะปุ่มตะป่ำที่เหลือ ทิ้งไว้ในป่านั้นนั่นเอง มนุษย์พวกอื่นผู้มีความต้องการด้วยทัพสัมภาระมาแล้ว ชื่อว่าหวังถือเอาชิ้นไม้ที่ถูกทิ้งไว้นั้น ย่อมไม่มี,

มนุษย์เหล่านั้นแลดูไม้นั้นแล้ว ย่อมถือเอาไม้ที่เป็นอุปการะแก่ตนเท่านั้น; ไม้นอกนี้ ย่อมเป็นไม้ถมแผ่นดินอย่างเดียว, ก็ไม้นั้นพึงเป็นไม้แม้ที่ใครๆ อาจจะทำเชิงรองเตียงหรือเขียงเท้า หรือว่าตั่งแผ่นกระดานด้วยอุบายนั้นๆ ได้;

ส่วนว่า บรรดาส่วน ๓๒ ในอัตภาพนี้ แม้ส่วนหนึ่ง ชื่อว่าเข้าถึงความเป็นของที่จะพึงถือเอาได้ ด้วยสามารถแห่งอุปกรณ์วัตถุมีเชิงรองเตียงเป็นต้น หรือด้วยมุขเป็นอุปการะอย่างอื่นย่อมไม่มี กายนี้มีวิญญาณไปปราศแล้ว ต่อวันเล็กน้อยเท่านั้น ก็จักต้องนอนเหนือแผ่นดิน เหมือนท่อนไม้ไม่มีประโยชน์ฉะนั้น ดังนี้แล…

 

พระปูติคัตตติสสเถระนิพพาน

ในเวลาจบเทศนา พระปูติคัตตติสสเถระบรรลุพระอรหัตพร้อมด้วยปฏิสัมภิทาแล้ว. แม้ชนอื่นเป็นอันมากก็ได้เป็นพระอริยบุคคลมีพระโสดาบันเป็นต้น. ฝ่ายพระเถระบรรลุพระอรหัตแล้วก็ปรินิพพาน. พระศาสดาโปรดให้ทำสรีรกิจของท่าน ทรงเก็บอัฐิธาตุ แล้วโปรดให้ทำเจดีย์ไว้.

พวกภิกษุกราบทูลถามพระศาสดาว่า “พระเจ้าข้า พระปูติคัตตติสสเถระบังเกิดในที่ไหน?”

พระศาสดา. เธอปรินิพพานแล้ว ภิกษุทั้งหลาย.

พวกภิกษุ. พระเจ้าข้า กายของภิกษุผู้ถึงพร้อมด้วยอุปนิสัยแห่งพระอรหัตเห็นปานนั้น

เกิดเป็นกายเน่า เพราะเหตุอะไร?

กระดูกทั้งหลายแตกแล้ว เพราะเหตุอะไร?

อะไรเป็นเหตุถึงความเป็นอุปนิสัยแห่งพระอรหัตของท่านเล่า?

พระศาสดา. ภิกษุทั้งหลาย ผลนี้ทั้งหมดเกิดแล้วแก่ติสสะนั่น ก็เพราะกรรมที่ตัวทำไว้.

พวกภิกษุ. ก็กรรมอะไร? ที่ท่านทำไว้ พระเจ้าข้า.

พระศาสดาตรัสว่า “ภิกษุทั้งหลาย ถ้ากระนั้น พวกเธอจงฟัง” ดังนี้แล้ว

ทรงนำอดีตนิทานมา (ตรัสดังต่อไปนี้) :-

 

บุรพกรรมของพระติสสะ

ติสสะนี้เป็นพรานนก ในกาลแห่งพระสัมมาสัมพุทธเจ้าทรงพระนามว่ากัสสปะ ฆ่านกเป็นอันมากบำรุงอิสรชน, ขายนกที่เหลือจากนกที่ให้แก่อิสรชนเหล่านั้น. คิดว่า “นกที่เหลือจากขาย อันเราฆ่าเก็บไว้ จักเน่าเสีย” จึงหักกระดูกแข้งและกระดูกปีกของนกเหล่านั้น ทำอย่างที่มันไม่อาจบินหนีไปได้ แล้วกองไว้. เขาขายนกเหล่านั้นในวันรุ่งขึ้น, ในเวลาที่ได้นกมามากมาย ก็ให้ปิ้งไว้ เพื่อประโยชน์แห่งตน.

วันหนึ่ง เมื่อโภชนะมีรสของเขาสุกแล้ว พระขีณาสพองค์หนึ่งเที่ยวไปเพื่อบิณฑบาต ได้ยืนอยู่ที่ประตูเรือนของเขา เขาเห็นพระเถระแล้ว ยังจิตให้เลื่อมใส คิดว่า

“สัตว์มีชีวิตมากมายถูกเราฆ่าตาย, ก็พระผู้เป็นเจ้ายืนอยู่ที่ประตูเรือนของเรา และโภชนะอันมีรสก็มีอยู่พร้อมภายในเรือน, เราจะถวายบิณฑบาตแก่ท่าน”

ดังนี้แล้ว จึงรับบาตรของพระขีณาสพนั้น ใส่โภชนะอันมีรสนั้นให้เต็มบาตรแล้ว ถวายบิณฑบาตอันมีรส แล้วไหว้พระเถระด้วยเบญจางคประดิษฐ์ กล่าวว่า “ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ข้าพเจ้าพึงถึงที่สุดแห่งธรรมที่ท่านเห็นเถิด.”

พระเถระได้ทำอนุโมทนาว่า “จงเป็นอย่างนั้น.”

 

 

…………………………….

 

เรื่องนายสุมนมาลาการ

พระศาสดา เมื่อประทับอยู่ในพระเวฬุวัน ทรงปรารภนายมาลาการชื่อสุมนะ ตรัสพระธรรมเทศนานี้ว่า “ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ”

 

พระศาสดาเสด็จบิณฑบาต

ดังได้สดับมา นายมาลาการนั้นบำรุงพระเจ้าพิมพิสารด้วยดอกมะลิ ๘ ทะนานแต่เช้าตรู่ทุกวัน ย่อมได้กหาปณะวันละ ๘ กหาปณะ. ต่อมาวันหนึ่ง เมื่อนายมาลาการนั้นถือดอกไม้ พอเข้าไปสู่พระนคร พระผู้มีพระภาคเจ้าอันภิกษุสงฆ์หมู่ใหญ่แวดล้อม ทรงเปล่งพระรัศมีมีพรรณะ ๖ เสด็จเข้าไปสู่พระนคร เพื่อบิณฑบาต ด้วยพระพุทธานุภาพอันใหญ่ ด้วยพระพุทธลีลาอันใหญ่.

แท้จริง ในกาลบางคราว พระผู้มีพระภาคทรงปิดพระรัศมีมีพรรณะ ๖ ด้วยจีวรแล้ว เสด็จไปเหมือนภิกษุผู้เที่ยวบิณฑบาตเป็นวัตรรูปใดรูปหนึ่ง เหมือนเสด็จไปต้อนรับพระอังคุลิมาล สิ้นทางตั้ง ๓๐ โยชน์,

ในกาลบางคราว ทรงเปล่งพระรัศมีมีพรรณะ ๖ เหมือนทรงเปล่งในเวลาเสด็จเข้าไปสู่กรุงกบิลพัสดุ์เป็นต้น. แม้ในวันนั้น พระผู้มีพระภาคเจ้าทรงเปล่งพระรัศมีมีพรรณะ ๖ จากพระสรีระ เสด็จเข้าไปสู่กรุงราชคฤห์ ด้วยพระพุทธานุภาพอันใหญ่ ด้วยพระพุทธลีลาอันใหญ่.

 

นายมาลาการบูชาพระศาสดาด้วยดอกไม้

ครั้งนั้น นายมาลาการเห็นอัตภาพพระผู้มีพระภาคเจ้า เช่นกับด้วยรัตนะอันมีค่าและทองอันมีค่าแลดูพระสรีระซึ่งประดับแล้ว ด้วยมหาปุริสลักษณะ ๓๒ มีส่วนความงามด้วยพระสิริคืออนุพยัญชนะ ๘๐ มีจิตเลื่อมใสแล้ว คิดว่า “เราจักทำการบูชาอันยิ่งแด่พระศาสดาอย่างไรหนอแล?” เมื่อไม่เห็นสิ่งอื่น จึงคิดว่า “เราจักบูชาพระผู้มีพระภาคเจ้าด้วยดอกไม้เหล่านี้” คิดอีกว่า “ดอกไม้เหล่านี้เป็นดอกไม้สำหรับบำรุงพระราชาประจำ, พระราชา เมื่อไม่ทรงได้ดอกไม้เหล่านี้ พึงให้จองจำเราบ้าง พึงให้ฆ่าเราบ้าง พึงขับไล่เสียจากแว่นแคว้นบ้าง, เราจะทำอย่างไรหนอแล?”

ครั้งนั้น ความคิดอย่างนี้ได้มีแก่นายมาลาการนั้นว่า “พระราชาจะทรงฆ่าเราเสียก็ตาม ขับไล่เสียจากแว่นแคว้นก็ตาม, ก็พระราชานั้น แม้เมื่อพระราชทานแก่เรา พึงพระราชทานทรัพย์สักว่าเลี้ยงชีพในอัตภาพนี้, ส่วนการบูชาพระศาสดา อาจเพื่อประโยชน์เกื้อกูลและความสุข แก่เราในโกฏิกัปเป็นอเนกทีเดียว” สละชีวิตของตน แด่พระตถาคตแล้ว.

นายมาลาการนั้นคิดว่า “จิตเลื่อมใสของเราไม่กลับกลายเพียงใด, เราจักทำการบูชาเพียงนั้นทีเดียว” เป็นผู้ร่าเริงบันเทิงแล้ว มีจิตเบิกบานและแช่มชื่น บูชาพระศาสดาแล้ว.

 

ความอัศจรรย์ของดอกไม้ที่เป็นพุทธบูชา

นายมาลาการนั้นบูชาอย่างไร? ทีแรก นายมาลาการซัดดอกไม้ ๒ กำขึ้นไปในเบื้องบนแห่งพระตถาคตก่อน. ดอกไม้ ๒ กำนั้นได้ตั้งเป็นเพดานในเบื้องบนพระเศียร. เขาซัดดอกไม้ ๒ กำอื่นอีก. ดอกไม้ ๒ กำนั้นได้ย้อยลงมาตั้งอยู่ทางด้านพระหัตถ์ขวา โดยอาการอันมาลาบังไว้. เขาซัดดอกไม้ ๒ กำอื่นอีก. ดอกไม้ ๒ กำนั้น ได้ห้อยย้อยลงมาตั้งอยู่ทางด้านพระปฤษฎางค์ อย่างนั้นเหมือนกัน. เขาซัดดอกไม้ ๒ กำอื่นอีก. ดอกไม้ ๒ กำนั้นห้อยย้อยลงมาตั้งอยู่ทางด้านพระหัตถ์ซ้าย อย่างนั้นเหมือนกัน. ดอกไม้ ๘ ทะนานเป็น ๘ กำ แวดล้อมพระตถาคตในฐานะทั้ง ๔ ด้วยประการฉะนี้. ได้มีทางพอเป็นประตู เดินไปข้างหน้าเท่านั้น. ขั้วดอกไม้ทั้งหลายได้หันหน้าเข้าข้างใน, หันกลีบออกข้างนอก.

พระผู้มีพระภาคเจ้าเป็นราวกะว่า แวดล้อมแล้วด้วยแผ่นเงิน เสด็จไปแล้ว. ดอกไม้ทั้งหลาย แม้ไม่มีจิต อาศัยบุคคลผู้มีจิต ไม่แยกกัน ไม่ตกลง ย่อมไปกับพระศาสดานั่นเทียว ย่อมหยุดในที่ประทับยืน. รัศมีเป็นราวกะว่าสายฟ้าแลบตั้งแสนสาย ออกจากพระสรีระของพระศาสดา. พระรัศมีที่ออกจากพระกายนั้นออกทั้งข้างหน้าทั้งข้างหลัง ทั้งข้างขวาทั้งข้างซ้าย ทั้งเบื้องบนพระเศียร. พระรัศมี แม้แต่สายหนึ่ง ไม่หายไปทางที่ตรงเบื้องพระพักตร์ แม้ทั้งหมดกระทำประทักษิณพระศาสดา ๓ รอบแล้ว รวมเป็นพระรัศมี มีประมาณเท่าลำตาลหนุ่ม พุ่งตรงไปข้างหน้าทางเดียว

 

…………………………….

 

พระราชาทรงพระราชทานสิ่งของอย่างละ ๘ อย่าง

จริงอยู่ พระพุทธเจ้าของเราเท่านั้น ย่อมอาจเพื่อกระทำคุณของบุคคลผู้มีคุณทั้งหลายให้ปรากฏ, ชนที่เหลือ เมื่อจะกล่าวคุณของบุคคลผู้มีคุณทั้งหลาย ย่อมประพฤติตระหนี่ (คือออมเสีย)

แผ่นดอกไม้ ๔ แผ่น ได้ตั้งอยู่ในทิศทั้ง ๔ แล้ว. มหาชนแวดล้อมพระศาสดาแล้ว. พระราชาทรงอังคาสภิกษุสงฆ์ มีพระพุทธเจ้าเป็นประมุข ด้วยอาหารอันประณีต.

ในเวลาเสร็จภัตกิจ พระศาสดาทรงกระทำอนุโมทนาแล้ว อันแผ่นดอกไม้ ๔ แผ่น แวดล้อมโดยนัยก่อนนั่นแล อันมหาชนผู้บันลือสีหนาทแวดล้อม ได้เสด็จไปสู่วิหารแล้ว. พระราชาตามส่งพระศาสดา กลับแล้ว รับสั่งให้หานายมาลาการมาแล้ว ตรัสถามว่า “เจ้าว่าอย่างไร จึงบูชาพระศาสดาด้วยดอกไม้ อันตนพึงนำมาเพื่อเรา?”

นายมาลาการกราบทูลว่า “ขอเดชะ ข้าพระองค์คิดว่า ‘พระราชาจะฆ่าเราก็ตาม จะขับไล่เราเสียจากแว่นแคว้นก็ตาม’ ดังนี้แล้ว จึงสละชีวิตบูชาพระศาสดา.”

พระราชาตรัสว่า “เจ้าชื่อว่าเป็นมหาบุรุษ” แล้วพระราชทานของที่ควรให้ ชื่อหมวด ๘ แห่งวัตถุทั้งปวงนี้ คือช้าง ๘ ม้า ๘ ทาส ๘ ทาสี ๘ เครื่องประดับใหญ่ ๘ กหาปณะ ๘ พัน นารี ๘ นาง ที่นำมาจากราชตระกูล ประดับด้วยเครื่องอลังการทั้งปวง และบ้านส่วย ๘ ตำบล.

 

พระศาสดาตรัสสรรเสริญนายมาลาการ

พระอานนทเถระคิดว่า “วันนี้ ตั้งแต่เช้าตรู่ เสียงสีหนาทตั้งพัน และการยกท่อนผ้าขึ้นตั้งพันย่อมเป็นไป. วิบากของนายมาลาการ เป็นอย่างไรหนอแล?”

พระเถระนั้นทูลถามพระศาสดาแล้ว.

ลำดับนั้น พระศาสดาตรัสกะพระเถระนั้นว่า “อานนท์ เธออย่าได้กำหนดว่า ‘กรรมมีประมาณเล็กน้อย อันนายมาลาการนี้กระทำแล้ว’ ก็นายมาลาการนี้ได้สละชีวิตกระทำการบูชาเราแล้ว, เขายังจิตให้เลื่อมใสในเราด้วยอาการอย่างนี้ จักไม่ไปสู่ทุคติ ตลอดแสนกัลป์”

ดังนี้แล้ว ตรัสว่า :-

นายมาลาการ จักดำรงอยู่ในเทวดาและมนุษย์ทั้งหลาย

จักไม่ไปสู่ทุคติ ตลอดแสนกัลป์, นี่เป็นผลแห่งกรรมนั้น,

ภายหลังเขาจักเป็นพระปัจเจกพุทธะ นามว่าสุมนะ.

ก็ในเวลาพระศาสดาเสด็จถึงวิหาร เข้าไปสู่พระคันธกุฎี ดอกไม้เหล่านั้นตกลงที่ซุ้มพระทวารแล้ว

 

…………………………….

 

ตญฺจ กมฺมํ กตํ สาธุ         ยํ กตฺวา นานุตปฺปติ

ยสฺส ปตีโต สุมโน         วิปากํ ปฏิเสวติ

 

บุคคลทำกรรมใดแล้ว ย่อมไม่เดือดร้อนในภายหลัง

เป็นผู้เอิบอิ่ม มีใจดี ย่อมเสวยผลของกรรมใด,กรรมนั้นแล อันบุคคลทำแล้ว เป็นกรรมดี ฯ

นิทานพรรณนา
395
1
นาทีในการอ่าน