ผู้ไม่ขัดสนในอริยทรัพย์

ผู้ไม่ขัดสนในอริยทรัพย์
S01E10

“…เราอย่าให้ตกเป็นเครื่องมือของมาร อย่าให้เป็นฝักฝ่ายเดียวกับมาร ด้วยการอย่าไปใช้เครื่องมือมาร แต่ให้ใช้เครื่องมือของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า เครื่องมือของพระสัมมาสัมพุทธเจ้ามีหลายอย่าง รวมกันเป็น “กงจักร”…ใช้มรรค 8 นี่แหละเป็นเครื่องมือ”

คนพาล คือ คนโง่; พาล หมายถึง โง่ ไม่มีปัญญา มีน้อย (มีปัญญาน้อย) มีทรัพย์สินน้อย เขาเรียกว่าเป็นคนเข็ญใจ, คนเข็ญใจ หมายถึง คนที่มีจิตใจตระหนี่ มีอกุศลธรรมอยู่มาก มีกุศลธรรมอยู่น้อย เราจะเล็งเห็นได้จากคำพูดคำจาของเขาว่าจิตใจของเขามีความกว้างขวาง มีทรัพย์ที่เรียกว่า “อริยทรัพย์” มากหรือน้อย ดูฟังได้จากคำพูด ถ้ายังมีจุดที่ยังพูดกระแนะกระแหน กระทบกระเทียบ ทิ่มแทง อันนี้ก็คือ โชว์สิ่งที่เป็นอกุศลออกมา พูดง่าย ๆ ก็ คือ เป็นคนจน

คนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ ก็คือ คนที่ไร้โภคทรัพย์ ไม่มีศรัทธา ไม่มีศีล ไม่มีจาคะ ไม่มีปัญญา ไม่มีคุณธรรมใด ๆ ที่อยู่ในจิตในใจ ทำให้จิตใจนั้นก็มีความวุ่นวาย จะพูดหรือจะกระทำการอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ไม่ได้คืดถึงหิริโอตตัปปะว่ามันจะดีไม่ดี ชั่วร้าย หรือกระทบกระเทือนคนอื่นอย่างไร เพราะว่าไม่มีอริยทรัพย์ คือ จน…คำพูด ก็เลยเป็นคำพูดที่จน การกระทำทางกายก็เป็นการกระทำที่จน เพราะว่าในจิตใจไม่มีธรรมะ

 

ได้ยกธรรมบท 2 เรื่อง มาเปรียบเทียบให้เห็นถึง “อริยทรัพย์” ที่มีในบุุคคล “ความร่ำรวย การมีทรัพย์ เราไม่ได้ดูแค่ภายนอกเท่านั้น ต้องดูภายในด้วย”

 

“ถ้าบุคคลเมื่อเที่ยวไป ไม่พึงประสบสหายผู้ประเสริฐกว่าผู้เช่นกับ (ด้วยคุณ) ของตนไซร้, พึงทำการเที่ยวไปคนเดียวให้มั่น, เพราะว่า คุณเครื่องเป็นสหาย ย่อมไม่มีในเพราะคนพาล.”

 

เรื่องแรก ได้หยิบยกเอานิทานชาดกเรื่อง นกขมิ้นกับลิงพาลที่วิวาทกัน ขึ้นมา ซึ่งในธรรมบท พระพุทธเจ้าทรงปรารภ สัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) ซึ่งในสัทธิวิหาริก 2 รูป มีรูปหนึ่งเชื่อฟังและทำหน้าที่อุปัฏฐากเป็นอย่างดี ส่วนอีกรูปหนึ่งนั้นไม่เชื่อฟังและปฏิบัติหน้าที่ไม่เรียบร้อย รูปหลังนี้เมื่อพระเถระว่ากล่าวตักเตือนในเรื่องของความหย่อนยานในการปฏิบัติหน้าที่ก็จะโกรธ มีในวันหนึ่งสัทธิวิหาริกรูปนี้ไปบ้านอุบาสกผู้หนึ่งแทนพระเถระ ก็ได้ไปพูดโกหกว่าพระเถระอาพาธ อุบาสกผู้นั้นจึงได้นำอาหารใส่บาตรฝากมาถวายพระเถระ แต่สัทธิวิหาริกนี้ก็ได้ฉันอาหารนั้นในระหว่างทาง เมื่อถูกพระเถระตำหนิการกระทำดังกล่าวก็มีความโกรธผูกอาฆาต ในวันรุ่งขึ้นเมื่อพระเถระออกไปบิณฑบาต สัทธิวิหาริกรูปนี้ก็ได้เอาไม้ทุบภาชนะสำหรับใช้สอยมีหม้อและถ้วยชามแตกเสียหาย และจุดไฟเผากุฏิของพระเถระแล้วหลบหนีไป นี้เป็นบุพกรรมในกาลก่อน; ลิงพาลในกาลนั้น ได้เป็นภิกษุผู้จุดไฟเผากุฎีในบัดนี้, นกขมิ้น คือพระมหากัสสปะ.

========================================

เรื่องที่สอง ได้ยกนิทานธรรมบทอีกเรื่องหนึ่งขึ้นมาเปรียบเทียบ ซึ่งเป็นเรื่องราวของ นายสุปปพุทธะ บุรุษโรคเรื้อน (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) ได้มีโอกาสไปฟังธรรมของพระพุทธเจ้า ด้วยความที่ตนเป็นโรคเรื้อน ผู้อื่นก็รังเกียจจึงไม่ได้จะมีโอกาสเข้าไปใกล้ แต่ยังได้ยินจากที่ไกล ด้วยความที่เป็นผู้ที่มีศรัทธา มีศีลอยู่แล้ว เป็นโสดาปัตติมรรค ในขณะที่ฟังธรรมอยู่ ก็พิจารณาตามไป ๆ ใคร่ครวญไปตามกระแสแห่งธรรมเทศนานั้น เครื่องร้อยรัด 3 อย่างที่เป็นความไม่ลงใจ ความเคลือบแคลงความเห็นแย้ง (วิจิกิจฉา) ก็หลุดออกไป, ทิฏฐิความเห็นที่ว่าจะมีความเป็นตัวตน สิ่งนั้นมีสิ่งนี้มี (สักกายทิฏฐิ) ก็หลุดออกไป กลายเป็นสัมมาทิฏฐิ, การประพฤติปฏิบัติชนิดที่ลูบคลำ ๆ ยังยึดติด พวกนั้นพวกนี้ อันนี้เท่านั้นจริง อันอื่นไม่ได้ (สีลพัตตปรามาส) ก็หลุดออกไป เครื่องที่จะมาดึงให้ เขาจะกลับไปมีการประะพฤติที่ผิดพลาด มีทิฏฐิที่ไม่ถูกต้อง มีความเคลือบแคลงเห็นแย้งในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ จะไม่มี

นายสุปปพุทธะเมื่อบรรลุโสดาบันแล้ว ก็จะไปพบพระพุทธเจ้าเพื่อบอกถึงความที่ตนได้เห็นถึงคุณธรรมในพระศาสนานี้แล้ว ระหว่างทางก็ได้เจอกับบททดสอบของท้าวสักกะเทวราช ที่มาทดสอบด้วยการเอาทรัพย์สินสมบัติ แก้วแหวนเงินทองมาแลกกันกับคุณธรรมที่เขาเพิ่งได้มา โดยให้เอาศรัทธาทิ้งไป ไม่มีพระพุทธ ไม่มีพระธรรม ไม่มีพระสงฆ์ แล้วเอาเงินทองไปแทน ปรากฎว่านายสุปปพุทธะด่ากลับท้าวสักกะเทวราชว่า เป็นคนไม่มียางอาย คนอันธพาล คนโง่ คนไม่มีปัญญา เป็นคนขัดสน เป็นคนกำพร้า เป็นคนที่ไม่มีอริยทรัพย์ (ถ้าจิตใจไม่มีอริยทรัพย์อย่างนี้ ถือว่าจน ขัดสน เข็ญใจ กำพร้า (ไม่มีที่พึ่ง) และถือว่าโง่ด้วย)

 

“…ท่านผู้อันธพาล ผู้ไม่มียางอาย, ท่านเป็นผู้ไม่สมควรจะพูดกับเรา, ท่านพูดกะเราว่า ‘เป็นคนเข็ญใจ เป็นคนขัดสน เป็นคนกำพร้า’, เราไม่ใช่คนเข็ญใจ ไม่ใช่คนขัดสนเลย, เราเป็นผู้ถึงความสุข มีทรัพย์มาก,

ทรัพย์เหล่านี้ คือ ทรัพย์คือศรัทธา ๑, ทรัพย์คือศีล ๑, ทรัพย์คือหิริ ๑, ทรัพย์คือโอตตัปปะ ๑, ทรัพย์คือสุตะ ๑, ทรัพย์คือจาคะ ๑, ปัญญาแลเป็นทรัพย์ที่ ๗, ย่อมมีแก่ผู้ใด จะเป็นหญิงก็ตาม เป็นชายก็ตาม, บัณฑิตทั้งหลายกล่าวบุคคลนั้นว่า ‘เป็นคนไม่ขัดสน’, ชีวิตของบุคคลนั้นไม่ว่างเปล่า.

เพราะเหตุนั้น อริยทรัพย์มีอย่าง ๗ นี้ มีอยู่แก่ชนเหล่าใดแล ชนเหล่านั้นอันพระพุทธเจ้าทั้งหลาย หรือพระปัจเจกพุทธเจ้าทั้งหลายย่อมไม่กล่าวว่า ‘เป็นคนจน.’”

-นายสุปปพุทธะกล่าวกับท้าวสักกะเทวราช

  • ยกนิทานชาดกเรื่อง นกขมิ้นกับลิงพาล พระพุทธเจ้าทรงตรัสปรารภ สัทธิวิหาริกของพระมหากัสสปเถระ
  • ผู้รับฟัง;ต้องมีจิตใจที่มีความหนักแน่น มั่นคง ไม่หวั่นไหวไปในทั้งคำชม คำด่า คำว่า, ผู้พูด; พูดชี้ชวน ตักเตือนอย่างใด ๆ ต้องอยู่ในสัมมาวาจา
  • ยกนิทานธรรมบทเรื่องราวของ นายสุปปพุทธะ ผู้ที่เป็นโรคเรื้อน
  • บุคคคลผู้มีอริยทรัพย์ 7 เป็นผู้ไม่ขัดสน… “ความร่ำรวย การมีทรัพย์ เราไม่ได้ดูแค่ภายนอกเท่านั้น ต้องดูภายในด้วย”
  • เราอย่าให้ตกเป็นเครื่องมือของมาร อย่าให้เป็นฝักฝ่ายเดียวกับมาร ด้วยการอย่าไปใช้เครื่องมือมาร แต่ให้ใช้เครื่องมือของพระสัมมาสัมพุทธเจ้า …ใช้มรรค 8 นี่แหละเป็นเครื่องมือ
นิทานพรรณนา
218
1
นาทีในการอ่าน