คาถาเปลี่ยนแปลงโลก

S07E20
  • อธิบายความหมายที่ลึกซึ้งลงไปในแต่ละบทของคาถานี้ คาถาที่เปลี่ยนใจพระพุทธเจ้า คาถาที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยให้มีการแสดงธรรมที่เปลี่ยนแปลงโลกได้ คาถาที่กล่าวโดยสหัมบดีพรหม
  • ปกิณกธรรม ปฏิจจสมุปปบาทจากพระโอษฐ์

มาเทศน์เพื่อให้เข้าใจเรื่องสังขาร พระพุทธเจ้าตรัสไว้อย่างนี้บอกว่า

 

“สังขารทั้งหลายไม่เที่ยง สังขารทั้งหลายไม่ยั่งยืน สังขารทั้งหลายเป็นสิ่งที่หวังอะไรไม่ได้ เพียงเท่านี้ก็พอแล้วเพื่อจะเบื่อหน่ายในสังขารทั้งปวง พอเพื่อจะคลายกำหนัด พอเพื่อจะปล่อยวาง”

 

ในโลกของเราใบนี้ไม่ว่ามันจะกลมหรือมันจะแบนก็ตาม บางคนก็ยังเชื่อว่าโลกแบนอยู่ บางคนก็เชื่อว่าโลกกลม จะกลมหรือจะแบนก็ตามไม่มีปัญหาล่ะ สมมุติว่ามันเป็นอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่งละกัน ท่านผู้ฟังลองจินตนาการถึงโลกของเราใบนี้นะว่า โลกใบนี้เต็มไปด้วยสงคราม มีแต่การเบียดเบียนกัน แก่งแย่งกัน ทำร้ายกัน ในสงครามนะเป็นหลายๆร้อยปีต่อเนื่องกัน สิ่งที่เลวร้ายที่เราเห็นมาก็เป็นสงครามอาจจะหลายร้อยปีก็จริง แต่ว่าเล็กๆน้อยๆตรงนั้นตรงนี้ กลุ่มชนไม่กี่กลุ่มกัน หรือว่าถ้าขนาดใหญ่อย่างสงครามโลก ก็เป้นหลายๆสิบปีเท่านั้นเอง สิบปียี่สิบปีก็เสร็จสิ้น เลิกกันไป มีฝ่ายชนะมีฝ่ายแพ้หรือว่ายอมความกันได้จุดใดจุดหนึ่งก็เลิกกันไป อันนี้คือลักษณะที่เป็นอยู่ในปัจจุบันที่มันมีประวัติศาสตร์ผ่านมา

แต่ลองจินตนาการถึงโลกที่มีสงครามเนี่ยเป็นต่อเนื่องกันในระดับโลกเลยนะ ทุกประเทศ ทุกฝ่ายรบกัน เป็นพันธมิตรกันแล้วก็มารบกันกับอีกฝ่ายนึง มันไม่ใช่แค่ว่าเป็นหลายๆสิบปีหมดชั่วแค่อายุคนคนเดียว แต่เป็นหลายร้อยปี ต่อเนื่องกันหลายช่วงอายุคน มีการเบียดเบียน มีการทำร้าย มีการแก่งแย่งกัน ถ้าสมมุติว่าโลกที่เราจินตนาการอยู่ตอนนี้ แล้วเราไปอยู่ในโลกใบนั้น โอวมันจะมีความทุกข์มากนะ ลูกเด็กเล็กแดงเติบโตมา โรงเรียนไม่ต้องไป ไปทำนา หาอาหารเพื่อที่จะมาส่งกองทัพ คนที่เป็นผู้ชายก็ต้องเข้าฝึกทหารไม่ได้อยู่กับครอบครัว คนที่เป็นผู้หญิงก็ทำงานอย่างอื่น หนักหนาตรากตรำเพื่อที่จะรบกัน มีอะไรก็ถูกขโมยถูกแย่งเบียดเบียนกัน

ถ้าเราอยู่ในโลกที่เป็นแบบนี้นะ แล้วก็ตั้งแต่สมัยพ่อและปู่ แล้วก็จะไปสมัยลูกและหลานที่จะต้องอยู่ในสภาพนี้ แก้ไขไม่ได้ เปลี่ยนแปลงไม่ได้ เป็นสงครามต่อเนื่องกันหลายๆร้อยปี โอโหยท่านผู้ฟังเอ๊ย มันจะเป็นโลกที่ไม่น่าอยู่มากๆ จะไม่มีรายการธรรมะแน่นอน จะมานั่งตื่นสายๆกัน ตื่นแล้วก็ไม่อยากลุก ไม่ได้ ตื่นแล้วคุณต้องรีบลุกไม่งั้นเขาก็จะมาไล่ด่าคุณ โลกแบบนี้มันไม่น่าอยู่ ถ้ามันมีเกิดขึ้นเนี่ย โอโหมันเป็นความพินาศ มันเป็นความหายนะ มันเป็นความฉิบหายอย่างใหญ่หลวง ที่ถ้าโลกเราเป็นแบบนี้นะ ถ้ามันเป็นแบบนั้น

แล้วอะไรที่มันมาเปลี่ยนแปลงให้มันไม่เป็นแบบนั้นได้เนี่ย เปลี่ยนแปลงให้เป็นโลกที่อย่างน้อยก็ยังมีความสุขกันได้บ้าง ครอบครัวพ่อแม่ลูกยังอยู่ด้วยกันได้ มีการเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกัน มีการถนอมน้ำใจกัน แบ่งปันให้ปัน มีการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มีการพูดจาดีๆ เอ้อถ้ามีการเปลี่ยนแปลงจากโลกที่จะมีสงครามเป็นหลายๆร้อยปีในระดับโลกติดต่อกันเนี่ย มาเปลี่ยนแปลงเป็นโลกที่มีสันติสุขมีความสงบ เอ้าไม่ต้องถึงขนาดร้อยเปอร์เซนต์ เอามีบ้าง มีบ้างนี่หมายถึงสี่สิบห้าสิบเปอเซนต์ขึ้นไป อย่างที่เรามีอยู่ในสมัยปัจจุบันนี้ สมัยปัจจุบันก็ไม่ใช่ว่าจะมีสุขมีสันติทั่วไปทั้งโลกใช่มั้ย ก็จะมีบางจุดบางประเทศบางตำแหน่งบางบริเวณที่อาจจะมีการเบียดเบียนกันบ้าง แต่ก็มีอยู่เป็นส่วนน้อย ส่วนใหญ่เขาก็ยังเคารพกฏหมาย ส่วนใหญ่เขาก็ยังเผื่อแผ่มีความดีอยู่บ้าง แบบที่เรามีในปัจจุบันนี้ คือยังมีอยู่บ้างนะ ยังมีอยู่บ้าง

เอาแค่ว่ามีการเปลี่ยนแปลงจากโลกที่ข้าพเจ้าให้ท่านผู้ฟังจินตนาการมาเปลี่ยนแปลงเป็นแบบโลกปัจจุบันนี้ เอาแค่นี้พอ การเปลี่ยนแปลงนี้ถือว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มากนะ เป็นการเปลี่ยนแปลงโลกจากที่มีความเบียดเบียน มีสงคราม มีความแก่งแย่งเป็นระดับโลก เป็ฯเวลาติดต่อกันนานหลายๆร้อยปีหรือหลายๆพันปี มาเป็นโลกแบบปัจจุบันนี้เนี่ย โอโหมันเป็นการเปลี่ยนแปลงที่ยิ่งใหญ่มาก ข้าพเจ้าว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงโลกเลยถ้าใครที่สามารถทำได้อย่างนั้น

 

ตรงนี้แหละคือจุดเปลี่ยน จุดเปลี่ยน จุดเปลี่ยนของการที่จะเปลี่ยนแปลงโลกที่จากที่มีการเบียดเบียนกันขนานใหญ่เป็นระดับโลก แต่ให้เป็นโลกที่อย่างน้อยให้มีความเอื้อเฟื่อเกื้อกูลมีการฟังธรรมมีการทำความดีกัน การเปลี่ยนแปลงตรงนี้เริ่มตรงไหน คือเริ่มตรงที่มีการแสดงธรรมนั่นเอง เริ่มจากจุดที่พระพุทธเจ้ามีความคิดว่าจะไม่แสดงธรรม มาเปลี่ยนความคิดเป็นความคิดว่าจะแสดงธรรม ตรงนี้เท่านั้นเอง ตรงนี้เท่านั้นเอง ที่มีจุดเปลี่ยนแปลงโลก

 

ถามว่าอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเป็นเครื่องมาช่วยที่ทำให้มีการเปลี่ยนแปลงจากจุดที่พระพุทธเจ้าจะขวนขวายน้อยในการแสดงธรรมมีจิตน้อมไปในการที่จะไม่แสดงธรรม เปลี่ยนมาเป็นผู้มีความขวนขวายในการแสดงธรรม มีความกรุณาในการที่จะแสดงธรรมมาก ตรงนั้นคือตรงไหน จึงจะนำเรื่องราวตรงนี้ที่พระพุทธเจ้าท่านเคยเล่าเอาไว้ให้โพธิราชกุมารฟัง จุดเปลี่ยนตรงนี้ ท่านได้เคยตรัสกับโพธิราชกุมารอย่างนี้ไว้ว่า

 

“ราชกุมาร ความคิดข้อนี้ได้เกิดขึ้นกับเราว่า ธรรมะที่เราบรรลุแล้วนี้เป็นธรรมอันลึก สัตว์อื่นเห็นได้ยาก ยากที่สัตว์อื่นจะรู้ตาม เป็นธรรมระงับและประณีต ไม่เป็นวิสัยที่จะหยั่งลงง่ายๆด้วยความตริตรึก เป็นของละเอียด เป็นวิสัยรู้ได้เฉพาะบัณฑิต ก็เหล่าสัตว์ในยุคนี้ มีความอาลัยเป็นที่ยินดี ยินดีเพลิดเพลินแล้วในอาลัย

สำหรับสัตว์ในยุคที่มีอาลัยเป็นที่ยินดี ยินดีเพลิดเพลินในอาลัยนั้น ยากนักที่จะเห็นปฏิจจสมุปบาท คือความที่อาศัยกันและกันแล้วจึงเกิดขึ้น คือความที่มีอาลัยเป็นปัจจัย ยากนักที่จะเห็นธรรมอันเป็นที่สงบระงับแห่งสังขารทั้งปวง คือธรรมอันถอนซึ่งความยึดถือทั้งสิ้น เป็นความสิ้นตัณหา เป็นความคลายกำหนัด เป็นความดับไม่เหลือ เป็นความดับเย็น นั่นคือ นิพพาน หากเราพึงแสดงธรรมแล้ว สัตว์อื่นไม่พึงรู้ทั่วถึง ข้อนั้นจะเป็นความเหนื่อยเปล่าแก่เรา เป็นความลำบากแก่เรา

โอว ราชกุมาร คาถาอันน่าเศร้าเหล่านี้ที่เราไม่เคยได้ฟังมาแต่ก่อน ได้ปรากฏแจ่มแจ้งแก่เราว่า กาลนี้ไม่ควรประกาศธรรมที่เราบรรลุได้แล้วโดยยาก ธรรมะนี้สัตว์ที่ถูกราคะโทสะรวบรัดแล้ว ไม่รู้ได้โดยง่ายเลย สัตว์ที่กำหนัดด้วยราคะถูกกลุ่มมืดห่อหุ้มแล้ว จะไม่เห็นธรรมอันให้เห็นถึงที่ทวนกระแส อันเป็นธรรมะที่ละเอียดลึกซึ้ง เห็นได้ยาก เป็นอณู ดังนี้

ราชกุมาร เมื่อเราพิจารณาเห็นดังนี้ จิตก็น้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อการแสดงธรรม ความรู้สึกข้อนี้ได้บังเกิดขึ้นแก่สหัมบดีพรหม เพราะเธอรู้ความปริวิตกในใจของเราด้วยใจ ความรู้สึกของสหัมบดีพรหมนั้นคือว่า

ท่านผู้เจริญเอ๋ย โลกจะฉิบหายเสียแล้วหนอ โลกจะพินาศเสียแล้วหนอ เพราะเหตุที่จิตแห่งพระตถาคตผู้อรหันตสัมมาสัมพุทธเจ้า น้อมไปเพื่อความขวนขวายน้อย ไม่น้อมไปเพื่อการแสดงธรรม ดังนี้

ลำดับนั้น สหัมบดีพรหมจึงได้อันตรธานจากพรหมโลกมาปรากฏอยู่เฉพาะหน้าเรา รวดเร็วเท่าเวลาที่บุรุษแข็งแรงเหยีดแขนออกแล้วงอเข้าเท่านั้น ครั้งนั้นสหัมบดีพรหมห่มผ้าเฉวียงบ่าประคองอัญชลีเข้ามาหาเราถึงที่อยู่ แล้วกล่าวคำนี้กับเราว่า

ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ขอพระผู้มีพระภาคจงแสดงธรรม เพื่อเห็นแก่ข้าพระองค์เถิด ขอพระสุคตจงแสดงธรรมเถิด สัตว์ที่มีธุลีในดวงตาแต่น้อยก็มีอยู่ เขาจะเสื่อมจากคุณที่จะได้รับเพราะไม่ได้ฟังธรรม สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจะมีเป็นแน่ ดังนี้

สหัมบดีพรหมได้กล่าวคำนี้แล้ว ยังได้กล่าวคำที่เป็นคาถาคือเป็นคำกาพย์สืบไปว่า

ธรรมะไม่บริสุทธิ์ ที่คนมีมลทินได้คิดขึ้น ได้ปรากฏอยู่ในแคว้นมคธแล้ว สืบมาแต่ก่อน ขอพระองค์จงเปิดประตูนิพพาน อันไม่ตาย สัตว์ทั้งหลายจงฟังธรรมะที่พระองค์ผู้ปราศจากมลทินได้ตรัสรู้แล้วเถิด คนยืนบนชง่อนเขา เห็นประชุมชนได้โดยรอบ แม้ฉันใด ข้าแต่พระผู้เมธาดี ผู้มีจักษุเห็นได้โดยรอบ ขอพระองค์จงขึ้นสู่ปราสาทอันสำเร็จด้วยธรรม

จะเห็นหมู่สัตว์ ผู้เกลื่อนกล่นด้วยโศก ไม่ห่างจากความโศก ถูกความเกิดและความแก่ครอบงำ ได้ฉันนั้น

จงลุกขึ้นเถิด พระองค์ผู้วีระ ผู้ชนะสงครมแล้ว ผู้ขนสัตว์ด้วยยานคือเกวียน ผู้ไม่มีหนี้สิน ขอพระองค์จงเที่ยวไปในโลกเถิด ขอพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จะมีเป็นแน่ ดังนี้”

 

และนี่คือเหตุกราณ์ในตอนนั้น ที่พระพุทธเจ้าเล่าให้ฟังกับโพธิราชกุมาร เหตุกราณ์ที่เกิดขึ้นหลังจากนั้นก็คือ พระองค์ก็ตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ คาถาที่สหมบดีพรหมกล่าวนี้ท่านผู้ฟัง ในความเห็นของข้าพเจ้าคิดว่าเป็นคาถาที่เปลี่ยนแปลงโลก นั่นคือไม่ใช่สหัมบดีพรหมเป็นคนแสดงธรรมนะ แต่คนที่เปลี่ยนแปลงโลกจริงๆคือพระพุทธเจ้าที่ได้แสดงธรรมเอาไว้ ถ้าไม่มีธรรมะอยู่ในโลกปัจจุบันนี้นะ คือถ้าพระพุทธเจ้าไม่ได้แสดงธรรมไว้เมื่อสองพันปีก่อนเนี่ย ในปัจจุบันนี้เราจะมานั่งกันสบายๆชิลดฺๆกันอย่างงี้ ไม่ได้ ไม่มีทาง คุณจะต้องถูกเบียดเบียน การเบียดเบียนจะเป็นไปวงกว้าง อย่างโลกที่ข้าพเจ้าให้ท่านผู้ฟังจินตนาการเนี่ย มันจะเป็นแบบนั้น ถ้าไม่มีธรรมะในสมัยปัจจุบันนี้นะ

ดูอย่างขนาดเรามีธรรมะอยู่ในสมัยปัจจุบันนี้เนี่ย ยังมีการเบียดเบียน ยังมีการแก่งแย่งชิงดีกัน มีสงครามที่เป็นสงครามโลกที่ขยายวงกว้างออกไปเป็นหลายสิบปี นี่ขนาดมีธรรมะนะ ถ้าไม่มีธรรมะนะมันจะยิ่งแย่ไปกว่านี้อีก

 

เพราะงั้นในคาถาคือคำกลอนที่สหัมบดีพรหมได้กล่าวเอาไว้ เป็นการเชิญเป็นการอราธนาให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรมเป็นคาถาที่มีความคมมีความลึกซึ้งมาก เป็นคาถาที่เปลี่ยนแปลงโลก เปลี่ยนใจของสัมมาสัมพุทธะ คือใจของท่าน ท่านก็เปลี่ยนของท่านเองอยู่แล้วนะ แต่ว่าสหัมบดีพรหมได้ชี้ให้เห็นถึงประเด็นตรงนั้นประเด็นตรงนี้

 

เพราะงั้นความลึกซึ้งในคาถานี้มีอยู่มาก ข้าพเจ้าจึงอยากจะนำคาถานี้ คำพูดที่สหมบดีพรหมมาอารธนาให้พระพุทธเจ้าแสดงธรรมมาอธิบายถึงความลึกซึ้งความคมความแบคายที่เป็นคาถาที่เปลี่ยนแปลงโลก มาให้ท่านผู้ฟังได้ฟังตรงนี้

สหัมบดีพรหมได้กล่าวไว้ในบทแรก ในบาทแรกของคำกลอนที่ท่านได้ผูกมาเนี่ยบอกว่า

 

“ธรรมะไม่บริสุทธิ์ที่คนมีมลทินได้คิดขึ้น ได้ปรากฏมีอยู่แล้วในแคว้นมคธ”

 

ธรรมะไม่บริสุทธิ์คืออะไร คือสิ่งที่มันปนๆกันมา เช่นว่าทำความชั่วในนามของความดีเงี๊ยะ อ้าวมันมีความไม่บริสุทธิ์แอบแฝงอยู่ คุณอยากจะทำความดี แต่ด่ากัน ว่ากัน มันมีความไม่บริสุทธิ์แฝงอยู่ คือมันไม่บริสุทธิ์จริงอ่ะ มาในนามของความดีแต่ทำความไม่ดี หรือว่าผู้สอน สอนๆไป สอนอย่างดีเลย แต่ตัวเองทำไม่ได้ ทำไม่ได้ตามที่พูด ูดอย่างหนึ่งแต่สอนอีกอย่างหนึ่ง ความไม่บริสุทธิ์มันก็มีอยู่ หรือในสมัยปัจจุบันเราอาจจะเห็น โอโหสอนอย่างดี อธิบายทำความเข้าใจ แต่ตัวเองเน่าในเสียเอง พอความจริงปรากฏขึ้น ก็ทำให้ผู้ติดตามนั้นเสียใจ มีความผิดหวัง คือความไม่บริสุทธิ์ที่คนมีมลทินเนี่ย มีมลทินคือยังมีอะไรแปดเปื้อนอยู่ เหมือนผ้าที่ไม่สะอาด มีมลทิน คุณจะเอาไปเช็ดอะไรสิ่งนั้นมันก็สกปรกไปด้วย ยิ่งถ้ามีฝุ่นมีผงแปดเปื้อนอยู่เนี่ย เอาไปเช็ดสิ่งเช็ดของเช็ดโต๊ะหรือเช็ดรถ มันก็ทำให้ผิวโต๊ะหรือผิวรถนั่นเป็นรอยไป ไม่ดีไป คำว่าธรรมะไม่บริสุทธิ์ที่คนมีมลทิน หมายความว่าอย่างงี้

แล้วการคิดค้นเนี่ยคือมันต้องคิดใคร่ครวญ พิจารณา ใส่กำลังลงไป ผูกสมการขึ้นมา จัดการเงื่อนไข มีการทำการตลาด มีทีมที่รับผิดชอบ คำว่า “คิดค้น” เนี่ยมันหลายอย่าง มันจะต้องคิดกระบวนการขั้นตอนวิธีการมาตรการนโยบายอะไรต่างๆออกมา มันมีแบบนี้ ปรากฏขึ้นตั้งแต่สมัยโบราณนั่นแล้ว มีเจ้าลัทธิทั้งหก มีกษัตริย์ที่ไม่เป็นไปตามธรรม มันมีอยู่แล้ว สืบมาแต่ก่อน อันนี้ที่พรหมเขายกขึ้นมาในบทแรก

แล้วก็ได้บอกต่อไป สหัมบดีพรหมได้บอกว่า

 

“...ขอพระองค์จงได้เปิดประตูนิพพาน อันไม่ตาย สัตว์ทั้งหลายจงฟังธรรมที่พระองค์ผู้ปราศจากมลทินได้ตรัสรู้แล้วเถิด…”

ประตูสู่นิพพานไม่มีใครเปิดได้เลย นอกจากคนที่ไปก่อน พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับไข่ที่ลูกไก่จะต้องเจาะออกจากกะเปาะ คนที่ถูกห่อหุ้มปิดบังมันไม่มีทางออก จะมีทางออกตรงนั้นต้องเป็นประตู นั่นคือประตูสู่นิพพาน และถ้าเปรียบเทียบกับประตูสู่นรก อย่างคนที่ทำชั่วอยู่เรื่อยๆ ผิดศีลอยู่เป็นประจำ อันนั้นคุณเปิดประตูนรกไว้เลย แต่ถ้าคนที่รักษาศีลได้ มีความมั่นใจในพระพุทธในพระธรรมในพระสงฆ์ มีโสตาปัตติยังคะสี่แบบนี้เนี่ย ใครว่านรกไม่มีกุญแจ คุณมีโสตาปัตติยังคะสี่เนี่ย คุณปิดประตูนรกแล้วใส่กุญแจล๊อคเอาไว้เลย ปิดประตูเลย คุณไม่ไปทางนั้น แต่คุณเปิดประตูสู่นิพพานไว้เลย มีกุญแจตรงนี้ และนี่คือที่สหมบดีพรหมกล่าวถึงประตูสู่นิพพานอันไม่ตาย

 

สัตว์ทั้งหลายเนี่ยฟังธรรม คือใช้หูฟังนะ จากใคร จากผู้ที่ไม่มีมลทิน คือพระพุทธเจ้านั่นเอง ผู้ที่ไม่มีมลทินอยู่ในเนื้อ เหมือนเหล็กที่มันไม่มีสนิมเจือปน เหมือนทองคำที่มีความบริสุทธิ์ มีเนื้ออ่อนทรงรัศมี มีค่า มีราคา เหมือนกับดินที่ไม่มีอะไรแปดเปื้อนอยู่ข้างใน มันนุ่มมันขึ้นรูป ปั้นเป็นหม้อได้ เหมือนกับผ้าที่สะอาด สามารถเอาไปเช็ดสิ่งสกปรกสิ่งที่มันไม่ดีให้มันสะอาดได้ ตรงนี้คือผู้ที่ปราศจากมลทิน

สหัมบดีพรมยังได้กล่าวต่อไป บอกว่า

 

“...คนยืนอยู่บนชง่อนเขา เห็นประชุมชนได้โดยรอบ …”

 

นั่นหมายความว่าคนที่ยืนอยู่บนที่สูง เหมือนกับว่าถ้าเราติดอยู่ในกับดัก เหมือนกับว่าถ้าเป็นหนูเนี่ยนะ เขาปล่อยให้หนูวิ่งไปในเขาวงกตที่เขาทำขึ้นมาเนี่ย เราเป็นมนุษย์ยืนดูอยู่เนี่ย เราก็จะรู้ว่าหนูไปทางนี้ไปถูกทางหรือผิดทาง แล้วก็จะบอกว่าซ้ายสิๆ อย่าไปทางขวา บอกไปอย่างงี้ แล้วก็เปรียบเหมือนพระพุทธเจ้าเห็นหมดแล้วว่า โอวขึ้นไปนี่ก็ภพภูมิเป็นอย่างนั้น สวรรค์ไปถึงพรหมโลก ลงไปทางนี้ก็ไปสัตว์เดรัจฉานไปนรก วนเวียนไปอย่างนี้ แยกแยะไปหลายภพหลายภูมิออกมา แต่ว่ามันตันนะ มันไปทางนั้นไม่ได้ ไปทางนี้ๆ ทางนี้คือทางไหน ทางกุศลธรม ไปตามทางไหนนะ ทางมรรคแปด เห็นได้โดยรอบอย่างนี้

สหัมบดีพรหมก็ได้กล่าวต่อไป บอกว่า

 

“..ข้าแต่พระผู้เมธาดี ผู้มีจักษุเห็นโดยรอบ ขอพระองค์จงขึ้นสู่ปราสาท อันสำเร็จด้วยธรรม…”

 

แหมคำนี้ลึกซึ้งมากท่านผู้ฟัง คำว่า “เมธาดี” ถ้าเราไปเปิดพจนานุกรมก็แปลว่าคนที่ฉลาด มีเมธาคือฉลาด แต่ไม่ใช่ฉลาดธรรมดา เพราะว่าคำนี้ “เมธะ” มาจากเมธะธาตุ หมายถึงการเบียดเบียน คือเอาความฉลาดที่เบียดเบียนความชั่ว อย่างคำว่าฉลาดมีหลายคำใช้ อย่างคำว่าฉลาดในภาษาไทยนี่นะ มาจากรากศัพท์คืออัจฉริยะแบบโอโหยเยี่ยมจริงๆ เป็นอัจฉริยะแบบน่าตื่นตาตื่นใจ เป็นฉลาดแบบนั้น อันนี้ก็ฉลาดอัจฉริยะแบบหนึ่ง แต่ฉลาดแบบ “เมธาดี” เนี่ย คือเบียดเบียนกิเลส เบียดเบียนความชั่ว ตรงนี้สหมบดีพรหมเริ่มไล่มาเป็นลำดับแล้วนะ พูดถึงปัญหาที่มีอยู่ พูดถึงความสามารถของพระองค์ผู้ที่ปราศจากมลทิน และเริ่มที่จะรุกล้ำเจ้ากิเลส โดยใช้คำว่า “เมธาดี”

อีกคำที่มีความลึกซึ้งก็คือ “ผู้มีจักษุเห็นโดยรอบ” คำว่าจักษุเห็นโดยรอบนั้น เหมือนตาเนี่ย จักษุนี่คือตา ตานี่เห็นโดยรอบ คือตาเรามันเห็นไปข้างหลังไม่ได้นะ เห็นได้ทิศทางเดียว ทิศทางนี้ก้ประมาณร้อยยี่สิบองศา อาจจะน้อยกว่านั้นด้วย หรืออาจจะมากกว่าสำหรับบางคน ประมาณร้อยยี่สิบองศา ประมาณนี้ ขึ้นลงก็ประมาณเก้าสิบองศา ถ้าไม่เหลือกตานะ ก็ต้องเหลือกตาขึ้นเหลือกตาลงก็ไปได้ไกลกว่าหน่อย ถ้าจะดูมุมอื่นก็ต้องเลื่อนคอไป อันนี้คือตาของมนุษย์มันไม่ได้เห็นได้รอบทุกทิศทาง แต่ธรรมะจักษุเกิดขึ้น มันจะเห็นรอบทิศทาง และตาของเราเนี่ยมันปิดด้วย มันมีหนังตามันก็ปิด ปิดๆเปิดๆ บางทีช่วงกระพริบตาก็อาจจะทำให้พลาดอะไรไปด้วย แต่คำว่ามีจักษุเห็นโดยรอบคือตาที่ไม่มีหนังตา ตาที่เห็นอยู่ตลอดเวลา แล้วไม่ได้เห็นไปในทิศทางใดทิศทางหนึ่ง เห็นสามร้อยหกสิบองศา ทั้งแนวราบ ทั้งแนวตั้ง คือรอบทิศทาง ทั้งแกนx แกนy และแกนz เห็นหมดเลย ไม่เหมือนตาของมนุษย์ที่เห็นแค่ประมาณร้อยยี่สิบองศาตามแนวขวาง แนวตั้งคือแกนy นี่เห็นแค่เก้าสิบ แต่ดวงตาคือธรรมะเห็นโดยรอบ คำว่าโดยรอบมันลึกซึ้งอย่างนี้นะ หมายความว่ามีผัสสะใดๆมากระทบเนี่ยคุณเห็นเลยอ่ะ มีนิมิตเห็นเลยมีญาณเห็นเลยว่า อ๋อมันไม่เที่ยง มีนิมิตมีญาณเห็นเลยมีความสามารถเห็นเลยว่า อ๋อมันเป็นอนัตตา ตลอดเวลา ทุกทิศทาง อะไรที่มากระทบ มีความเข้าใจมีความเห็นได้อย่างนี้ตลอด

และที่พูดถึงว่า “จงขึ้นสู่ปราสาทอันสำเร็จด้วยธรรม” คำว่าปราสาทเป็นสิ่งที่ต้องสร้างมาประกอบมากว่าเขาจะสร้างมาเป็นปราสาทขึ้นมาได้เนี่ย ฐานรากก็ต้องมั่นคง ทำฐานรากแล้วพื้นก็ต้องมั่นคง ทำพื้นเสร็จแล้วภายในตกแต่งนี่ โหยเลิศหรูอลังการ มีจั่วมีหน้าบัน ตกแต่งอย่างเลิศหรู มีเพชรพลอยมีอะไรประดับ นี่คือระดับปราสาทนะ ไม่ใช่บ้านเพิงหมาแหงนธรรมดา เถียงนาทั่วๆไป ไม่ใช่ หรือไม่ใช่ที่อยู่บ้านคนทั่วไป แต่ระดับคฤหาสถ์ คฤหาสถ์นี่ก็ยังน้อยไป นี่คือระดับปราสาท ปราสาทมันจะเลิศหรูอลังการ มีความยิ่งใหญ่แบบนั้น แล้วปราสาทนี้ไม่ใช่ปราสาทธรรมดา แต่เป็นปราสาทที่สำเร็จด้วยธรรม ที่เอาธรรมะมาตบแต่ง อย่างที่พระพุทธเจ้าได้ตรัสรู้ธรรมะเนี่ย แต่ละขั้นแต่ละตอน ท่านใคร่ครวญพิจารณาคิดค้น ค้นพบ ทดลองทำ ไม่ใช่แค่ชาตินี้ หลายๆชาติมาแล้ว ให้ทาน ไม่ใช่แค่ให้สิ่งของ ยังรวมถึงให้อวัยวะ แม้แต่สละชีวิตให้ก็ให้มาแล้ว สร้างมาอย่างนี้ นี่คือปราสาทที่สำเร็จด้วยธรรม การคิดค้นตรงนี้เป็นไปในทางดี จึงเป็นธรรมะออกมานะ

ไม่เหมือนคนที่มีมลทินเขาคิดค้น คำคิดค้นเขาใคร่ครวญคิดค้นแต่ว่านั่นเป็นเรื่องที่ไม่ดี เป็นธรรมะที่ไม่บริสุทธิ์ที่คนมีมลทินคิดขึ้น แต่พระพุทธเจ้ามีปราสาทที่สำเร็จด้วยธรรมที่ท่านก่อสร้างมาถึงสี่อสงไขยกับอีกแสนมหากัปจึงสำเร็จเป็นสัมมาสัมพุทธเจ้าได้

คำต่อไปที่สหัมบดีพรหมกล่าวท่านกล่าวว่า

 

“...จะเห็นหมู่สัตว์ผู้เกลื่อนกล่นด้วยโศก ไม่ห่างจากความโศก ถูกความเกิดและความแก่ครอบงำได้ ฉันนั้น…”

 

คำว่าเกลื่อนกล่นนี่ท่านผู้ฟัง ในคำนี้ในบาลีที่ท่านแปลมาคือหมายความว่าถูกกลืน ถูกขย้ำ ถูกขม้ำ แหมจะพูดอย่างไง มันเหมือนกับปลาวาฬที่เขากินแพลงตอนอย่างนี้นะ ว๊าปเข้าไปเนี่ย หมู่สัตว์เราถูกความโศกห่อหุ้มท่วมทับแบบนี้ เหมือนสึนามิมาเนี่ย โอโหคุณจะไปทางไหนอ่ะ ฟื๊นกวาดเรียบ ถูกกินเรียบ นี่คือสึนามิมันพัดมามันเป็นอย่างงั้น หนีไม่ได้ ถูกกินหมด ถูกอะไรกิน ก็ถูกความโศกนั่นแหละกิน เกลื่อนกล่นไปด้วยความโศก จิตใจของสัตว์ที่ยังมีราคะโทสะนี่มันท่วมทับเลย ไม่รู้จะสู้อย่างไง เวลาที่ความโศกความเศร้ามันเข้ามาในจิตใจเนี่ย ไม่มีทางต้านทาน ถูกทับหมด ถูกเกลื่อนกล่นหมด

และคำว่า “ถูกความเกิดและความแก่ครอบงำ” ครอบงำมันคือแบบปิดไว้เลย ถูกทับไว้เลยด้วยหินหนักๆ ไม่สามารถที่จะยกขึ้นได้ อย่างท่านผู้ฟังเคยเห็นคนที่ประสบอุบัติเหตุแล้วก็ถูกล๊อคทับอยู่ในรถอย่างนี้เนี่ยนะ ถูกรถทับหรือว่าประตูมันล๊อคจนกระทั่งเปิดไม่ได้ออกไม่ได้ แล้วไม่มีแรงที่จะขยับมันเนี่ย นี่แหละคือลักษณะที่ถูกท่วมทับถูกครอบงำ ไปไหนไม่ได้ ถูกล๊อคอยู่ด้วยความเกิดและความแก่ มันไม่มีทางออกจริงๆ มันไม่มีทางออกจริงๆนะสัตว์โลกมันเป็นอย่างนี้ ถูกความโศกความเกิดความแก่ครอบงำ ถูกท่วมทับ ถูกเกลื่อนกล่น ถูกครอบงำ สัตว์โลกเป็นอย่างนี้

นี่คือที่สหัมบดีพรหมเขายกมาสั้นๆมีความหมายลึกซึ้งอย่างนี้นะ แล้วท่านยังกล่าวต่อไปว่า

 

“...จงลุกขึ้นเถิดพระองค์ผู้วีระ ผู้ชนะสงครามแล้ว…”

 

คำว่า “จงลุกขึ้นเถิด” มาจากภาษาบาลีที่ท่านใช้คำว่า “อุฏเฐหิ” คำว่าลุกขึ้นนี้ไม่ใช่ว่าลุกขึ้นธรรมดาๆแบบเรายืนขึ้นแล้วเดินไปกินข้าวอย่างงั้น ไม่ใช่ แต่คำนี้พระพุทธเจ้าก็เคยใช้ในเรื่องของการลุกขึ้นทำการงาน เราอาจจะเคยได้ยินเรื่องของอุฏฐานสัมปทาคือความถึงพร้อมด้วยความขยัน มาจากรากศัพท์คือลุกขึ้น ไม่ใช่ลุกขึ้นธรรมดา ลุกขึ้นไปทำการงาน ลุกขึ้นอย่างขยันขันแข็ง ลุกแบบมีเรื่องนี้ต้องทำ รีบลุกไปเลย การลุกแบบนี้เขาจะใช้คำนี้ คืออุฏเฐหิ คือรีบลุกแบบชนิดที่ไปทำอะไร อย่างตัวสำรองพอโคชบอกเอ้าเปลี่ยน โหยตัวสำรองนี่ลุกขึ้นแบบปุ๊บปั๊บเลย แหมฉันได้ลงแล้ว ฉันได้ลงแล้ว รีบลุกขึ้นแบบนี้มีงานมีกิจที่จะต้องทำอยู่เนี่ย สหัมบดีพรหมเลือกใช้คำนี้ คือลุกขึ้นแบบไปทำอะไรสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ขอร้องแกมบังคับนะตรงนี้ จงลุกขึ้นเถิดพระองค์ผู้วีระ คำว่าวีระหมายถึงชนะนั่นแหละ วีระคือชัยชนะ แต่ว่ามีความหมายอีกแบบหนึ่ง คือชัยชนะแบบคนกล้า วีระธาตุมาจากกล้า มาจากการก้าวไป คุณมีการก้าวไป มีความกล้า อันนี้มันจะมาผูกกับเรื่องของลุกขึ้นแบบไปทำการงานพอดี ก้าวไปด้วยความกล้าที่มั่นคงอย่างนี้

สหัมบดีพรหมยังเอาคำนี้มาใช้บอกว่า

 

“ผู้ชนะสงคมแล้ว ผู้ขนสัตว์ด้วยยานคือเกวียน”

 

แหมแต่ละคำมันลึกซึ้งมากนะท่านผู้ฟัง ผู้ชนะสงคราม สงครามอะไร ก็สงครามกับกิเลสนี่ล่ะ ที่คุณเมธาดีมาเนี่ย คุณมีการรบ คุณมีการเบียดเบียนกับกิเลสมาเนี่ย คุณชนะแล้ว คุณชนะสงครามนี้แล้ว ผู้ขนสัตว์ด้วยยานคือเกวียน เมื่อคราวก่อนข้าพเจ้าได้อธิบายถึงเรื่องของนายโคบาลผู้ฉลาด ที่สามารถจะนำโคข้ามแม่น้ำได้ ยังเคยอุปมาอุปไมยถึงนายโคบาลผู้ที่ต้องฉลาดในเรื่องของโคสิบเอ็ดอย่าง อันนี้คือผู้ที่ขนสัตว์ด้วยยานคือเกวียน มีความหมายอย่างงี้

สหัมบดีพรหมยังเลือกใช้คำว่า

 

“ผู้ไม่มีหนี้สิน”

 

คำว่าหนี้สิน มันก็ต้องจนมาก่อน คนที่จนก็ต้องไปกู้หนี้ อะไรคือความจน พระพุทธเจ้าเคยอธิบายไว้ว่าคนที่ไม่มีศรัทธา ไม่มีหิริ ไม่มีโอตัปปะ ไม่มีวิริยะ ไม่มีปัญญาเนี่ย คือคนจนเข็ญใจไร้ทรัพย์สมบัติ คนจนเข็นใจไร้ทรัพย์สมบัติก็ไปกู้หนี้ การกู้หนี้ก็คือการประพฤติผิด การประพฤติทุจริตทางกายทางวาจาทางใจ สหมบดีพรหมเลือกใช้คำว่าผู้ไม่มีหนี้สิน คือไม่ประพฤติผิด ไม่ได้มีความจน แต่มีความมั่งคั่งอยู่ในใจ

สหัมบดีพรหมยังกล่าวต่อไปตรงนี้เป้นการสรุปคาถาบอกว่า

 

“...ขอพระองค์จงเที่ยวไปในโลกเถิด ขอพระผุ้มีพระภาคทรงแสดงธรรม สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรมจะมีเป็นแน่..”

 

พอสิ้นสุดคำนี้ท่านผู้ฟัง พระพุทธเจ้าด้วยความกรุณา ท่านก็ได้ตรวจดูสัตว์โลกด้วยพุทธจักษุ เห็นสัตว์โลกเหมือนบัวเหล่าต่างๆ ที่มันจะไม่รู้เรื่องมันก็มี ที่มันจะรู้เรื่องมันก็มี จึงได้ยืนยันกับสหัมบดีพรหมถึงว่าจะเปิดประตูสู่นิพพานเอาไว้

คาถาที่สหัมบดีพรหมได้มาบอกกับพระพุทธเจ้านี้ ข้าพเจ้าอ่านครั้งแรกมีความซาบซึ้งมาก มีความลึกซึ้งมาก แต่ไม่รู้ว่าความหมายแต่ละคำ แต่ละคำที่ว่ามีความลึกซึ้งเนี่ย คือยังไม่ฉลาดนะตอนนั้น อ่านครั้งแรกเนี่ย มีความซาบซึ้งจริงๆแต่ไม่รู้จะอธิบายอย่างไง แต่พอผ่านมาสิบปี ศึกษาธรรมะ ศึกษาคำสอนของพระพุทธเจ้า เราเล่าเรียนรู้ภาษาบาลี ไอ้คำพูดสั้นๆที่สหัมบดีพรหมกล่าวกับพระพุทธเจ้า คาถานี้เนี่ย อ่านไม่ต่ำกว่าห้าสิบรอบ ข้าพเจ้าเอง ไม่ใช่อ่านธรรมดา อ่านออกเสียง อ่านใคร่ครวญ อ่านพิจารณาไปแต่ละคำ เปิดพจนานุกรมดู ทุกวันนี้ข้าพเจ้าอ่านยังมีความซาบซึ้งว่า เป็นคาถาที่มีความซาบซึ้งมาก เป็นคาถาที่เปลี่ยนแปลงโลกเลยทีเดียว และที่ข้าพเจ้าบอกว่าเป็นคาถาที่เปลี่ยนแปลงโลกเนี่ย ไม่ใช่หมายความว่าสหัมบดีพรหมเป็นผู้เปลี่ยนแปลงโลกนะ หรือหมายความว่าสหัมบดีพรหมไปช่วยชี้ช่องที่พระพุทธเจ้ามองไม่เห็น คือพระพุทธเจ้าของเราเนี่ย แสดงธรรม ธรรมะนั้นเป็นตัวเปลี่ยนแปลงโลก แล้วพระพุทธเจ้าของเราท่านก็เห็นอยู่แล้วล่ะ อะไรถูกอะไรผิด อะไรดีอะไรไม่ดี แต่ว่าคาถานี้เป็นคาถาที่เป็นเหตุเป็นปัจจัยอันหนึ่งที่ถูกผูกมาแล้วอย่างดี มีความหมายลึกซึ้ง มีนัยยะที่ซ่อนแฝงอยู่ ข้าพเจ้าจึงนำคำพูดของสหัมบดีพรหมนี้ที่พระพุทธเจ้าเล่าให้ฟังเนี่ยมาอธิบายในความลึกซึ้งตรงนี้

เหตุกราณ์นี้เกิดขึ้นอยู่ที่ใต้ต้นไทรอันเป็นที่พักร้อนของเด็กเลี้ยงแพะ อยู่ที่ตำบลอุรุเวลา สถานที่แห่งนี้ในปัจจุบันนี้ก็ยังมีอยู่ อยู่ใกล้ๆพุทธคยานั่นแหละ…

 

“ธรรมะไม่บริสุทธิ์ ที่คนมีมลทินได้คิดขึ้น ได้ปรากฏอยู่ในแคว้นมคธแล้ว สืบมาแต่ก่อน ขอพระองค์จงเปิดประตูนิพพาน อันไม่ตาย สัตว์ทั้งหลายจงฟังธรรมะที่พระองค์ผู้ปราศจากมลทินได้ตรัสรู้แล้วเถิด คนยืนบนชะง่อนเขา เห็นประชุมชนได้โดยรอบ แม้ฉันใด ข้าแต่พระผู้เมธาดี ผู้มีจักษุเห็นได้โดยรอบ ขอพระองค์จงขึ้นสู่ปราสาทอันสำเร็จด้วยธรรม

จะเห็นหมู่สัตว์ ผู้เกลื่อนกล่นด้วยโศก ไม่ห่างจากความโศก ถูกความเกิดและความแก่ครอบงำ ได้ฉันนั้น

จงลุกขึ้นเถิด พระองค์ผู้วีระ ผู้ชนะสงครมแล้ว ผู้ขนสัตว์ด้วยยานคือเกวียน ผู้ไม่มีหนี้สิน ขอพระองค์จงเที่ยวไปในโลกเถิด ขอพระผู้มีพระภาคทรงแสดงธรรม สัตว์ผู้รู้ทั่วถึงธรรม จะมีเป็นแน่ ดังนี้”

 

 

ปาตุรโหสิ มคเธสุ ปุพฺเพ

ธมฺโม อสุทฺโธ สมเลหิ จินฺติโต

อปาปุเรตํ อมตสฺส ทฺวารํ

สุณนฺตุ ธมฺมํ วิมเลนานุพุทฺธํ

เสเล ยถา ปพฺพตมุทฺธนิฏฺฐิโต

ยถาปิ ปสฺเส ชนตํ สมนฺตโต

ตถูปมํ ธมฺมมยํ สุเมธ

ปาสาทมารุยฺห สมนฺตจกฺขุ

โสกาวกิณฺณํ ชนตมเปตโสโก

อเวกฺขสฺสุ ชาติชราภิภูตํ

อุฏฺเฐหิ วีร วิชิตสงฺคาม

สตฺถวาห อนณ วิจร โลเก

เทเสตุ ๑- ภควา ธมฺมํ อญฺาตาโร ภวิสฺสนฺตีติ ฯ

 

 

‘In Magadha there have appeared till now

Impure teachings devised by those still stained.

Open the doors to the Deathless! Let them hear

The Dhamma that the Stainless One has found.

 

Just as one who stands on a mountain peak

Can see below the people all around,

So, O Wise One, All-seeing Sage,

Ascend the palace of the Dhamma.

Let the Sorrowless One survey this human breed,

Engulfed in sorrow, overcome by birth and old age. [169]

 

Arise, victorious hero, caravan leader,

Debtless one, and wander in the world.

Let the Blessed One teach the Dhamma,

There will be those who will understand.

 

 

...ธรรมะที่ท่านผู้ฟังได้ฟังอยู่ทุกวันนี้ ธรรมะที่ข้าพเจ้าได้กล่าวบอกตามที่พระพุทธเจ้าได้กล่าวบอกเอาไว้อยู่ทุกวันนี้ ก็มีคาถานี้เป็นเหตุเป็นปัจจัยอันหนึ่งที่ทำให้มีการแสดงธรรมเกิดขึ้นได้ การตัดสินใจว่าจะแสดงธรรมหรือไม่ อันนี้ก็เป็นสิ่งที่พระพุทธเจ้าท่านได้ตรวจดูรู้เห็นได้ด้วยตัวของท่านเอง เมื่อไหร่ก็ตามที่เราได้มีการฟังธรรม ก็ขอให้ระลึกถึงเหตุถึงปัจจัยต่างๆ….

64
6
นาทีในการอ่าน