พหูสูต

S07E18
  • พระอานนท์ ผู้เป็นเอตทัคคะในทางพหูสูต ได้กราบทูลขอพรจากพระพุทธเจ้าก่อนที่จะรับทำหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐาก 8 ประการ
  • พหูสูตมีองค์ 5 (คุณสมบัติที่ทำให้ควรได้รับชื่อว่าเป็น "พหูสูต")
  • ด้วยเหตุเพียงเท่าไร ภิกษุจึงจะเป็นผู้ใคร่ครวญได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย เรียนได้ดี เรียนได้มาก และสิ่งที่เธอเรียนแล้วย่อมไม่เลือนไป

หากต้องการให้การศึกษาเล่าเรียนในศาสตร์แขนงต่างๆ หรือแม้กระทั่งการศึกษาธรรมะเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ สามารถใคร่ครวญได้อย่างรวดเร็ว เรียนได้เร็ว เรียนได้มาก เมื่อเล่าเรียนแล้วจำได้ไม่หลงลืม รู้ได้อย่างละเอียดลึกซึ้งยิ่งๆขึ้นไปได้ ซึ่งคุณสมบัติที่กล่าวมาข้างต้นนั้นล้วนอยู่ในตัวท่านพระอานนท์ ผู้เป็นเอตทัคคะในทางพหูสูต โดยที่ท่านได้กราบทูลขอพรจากพระพุทธเจ้าก่อนที่จะรับทำหน้าที่เป็นพุทธอุปัฏฐาก 8 ประการ ดังนี้

1) ขออย่าประทานจีวรอันประณีตแก่ท่านพระอานนท์

2) ขออย่าประทานบิณฑบาตอันประณีตแก่ท่านพระอานนท์

3) ขอได้โปรดอย่าให้ท่านพระอานนท์อยู่ในที่ประทับของพระพุทธเจ้า

4) ขอได้โปรดอย่าพาท่านพระอานนท์ไปในที่นิมนต์

5) ขอพระพุทธเจ้าจงเสด็จไปสู่ที่นิมนต์ ที่ท่านพระอานนท์รับไว้

6) ขอให้ท่านพระอานนท์พาบริษัทที่มาจากแดนไกล เข้าเฝ้าพระพุทธเจ้าได้ในขณะที่มาถึงแล้ว

7) ถ้าท่านพระอานนท์เกิดความสงสัยขึ้นเมื่อใด ขอให้เข้าเฝ้าทูลถามความสงสัยได้เมื่อนั้น

8) ถ้าพระพุทธเจ้าทรงแสดงพระธรรมเทศนาเรื่องใด ในที่ลับหลังท่านพระอานนท์ขอได้โปรดตรัสพระธรรมเทศนาเรื่องนั้นแก่ท่านพระอานนท์อีกครั้ง

 

อ้างอิงจาก <"http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=22&A=8540&Z=8579">อานันทสูตร ฟังธรรมที่ยังไม่เคยฟัง ธรรมทั้งหลายที่เธอได้ฟังแล้วย่อมไม่ถึงความหลงลืม ธรรมทั้งหลายที่เธอได้เคยถูกต้องด้วยใจในกาลก่อน ย่อมขึ้นใจ และเธอย่อมทราบชัดธรรมที่ยังไม่ทราบชัดคุณธรรม
พหูสูต แปลว่า ผู้ได้สดับตรับฟัง (คือผู้มีความรู้มาก ผู้คงแก่เรียน) หมายถึง ผู้มีปัญญารอบรู้ ผู้รู้รอบด้าน ผู้ศึกษาเล่าเรียนศิลปวิทยาการมามาก ได้ยินได้ฟังเรื่องต่างๆ มามาก และสามารถทรงจำไว้ได้เป็นอย่างดี จนนับได้ว่าเป็นผู้รู้ เป็นปราชญ์หรือความรู้จากการฟัง

 

พหูสูตมีองค์ 5 (คุณสมบัติที่ทำให้ควรได้รับชื่อว่าเป็นพหูสูต คือ ผู้ได้เรียนรู้มาก หรือคงแก่เรียน)

1) พหุสสุตา (ฟังมาก คือ ได้เล่าเรียนสดับฟังไว้มาก)

2) ธตา (จำได้ คือ จับหลักหรือสาระได้ ทรงจำความไว้แม่นยำ)

3) วจสา ปริจิตา (คล่องปาก คือ ท่องบ่นหรือใช้พูดอยู่เสมอจนแคล่วคล่อง จัดเจน)

4) มนสานุเปกขิตา (เพ่งขึ้นใจ คือ ใส่ใจนึกคิดพิจารณาจนเจนใจ นึกถึงครั้งใด ก็ปรากฏเนื้อความสว่างชัด)

5) ทิฏฐิยา สุปฏิวิทธา (ขบได้ด้วยทฤษฎี หรือ แทงตลอดดีด้วยทิฏฐิ คือ ความเข้าใจลึกซึ้ง มองเห็นประจักษ์แจ้งด้วยปัญญา ทั้งในแง่ความหมายและเหตุผล)สา.

 

ท่านพระสารีบุตรกล่าวทรงจำท่านพระอานนท์ว่าเป็นผู้ประกอบด้วย ธรรม 6 ประการนี้ เพราะว่าท่านพระอานนท์

1) ย่อมเล่าเรียนธรรม คือ สุตตะ เคยยะ เวยยากรณ์ คาถา อุทาน อิติวุตตกะ ชาดก อัพภูตธรรม เวทัลละ

2) ย่อมแสดงธรรมตามที่ได้ฟังมาได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร

3) ย่อมบอกสอน ธรรมที่ได้ฟังมาได้เรียนมาแก่ผู้อื่นโดยพิสดาร

4) ย่อมทำการสาธยายธรรมตามที่ได้ฟังมา ได้เรียนมา โดยพิสดาร

5) ย่อมตรึกตรอง เพ่งด้วยใจ ซึ่งธรรมตามที่ได้ฟังมา ได้เรียนมา

6) ย่อมจำพรรษาอยู่ในอาวาสที่มีภิกษุผู้เถระเป็นพหูสูต ชำนาญคัมภีร์ ทรงธรรม ทรงวินัย ทรงมาติกา อยู่ ย่อมเข้าไปหาภิกษุผู้เถระเหล่านั้นโดยกาลอันควร แล้วไต่ถามสอบสวนว่า ข้าแต่ท่านผู้เจริญ ภาษิตนี้เป็นอย่างไร เนื้อความของภาษิตนี้อย่างไร ภิกษุผู้เถระเหล่านั้นย่อมเปิดเผยภาษิตที่ยังไม่แจ่มแจ้ง ย่อมทำภาษิตที่ยากให้ง่ายแก่เธอ และย่อมบรรเทาความสงสัยในธรรมทั้งหลาย อันเป็นที่ตั้งแห่งความสงสัยมีประการต่างๆ

 

และด้วยเหตุเพียงเท่าไร ภิกษุในธรรมวินัยจึงจะเป็นผู้ใคร่ครวญได้เร็วในกุศลธรรมทั้งหลาย เรียนได้ดี เรียนได้มาก และสิ่งที่เธอเรียนแล้วย่อมไม่เลือนไป

1) ย่อมเป็นผู้ฉลาดในอรรถ

2) ฉลาดในธรรม

3) ฉลาดในพยัญชนะ

4) ฉลาดในนิรุตติ

5) และฉลาดในเบื้องต้น และเบื้องปลาย

59
1
นาทีในการอ่าน