มรรคสมังคี

มรรคสมังคี
S07E16
  • ธรรมเทศนาโดยหลวงพ่อ ดร.สะอาด ฐิโตภาโส เรื่องมรรคสมังคี
  • การทำมรรคทั้งแปดให้เข้าเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันนั้นสำคัญ เมื่อมรรคสมังคีเกิดขึ้นจะมีการบรรลุธรรม
  • มรรคแปดเป็นแนวทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์ มีสอนแต่ในพุทธศาสนานี้เท่านั้น เปรียบดั่งเช่นรอยเท้านกในอากาศไม่มีฉันใดมรรคแปดในศาสนาอื่นก็ไม่มีฉันนั้น
  • ตราบใดที่ยังมีการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปด ตราบนั้นยังมีพระอรหันต์ ศาสนายังคงอยู่
  • ฟังการตอบคำถามเรื่อง
    1. การนั่งสมาธิวันละน้อยก็มีอานิสงส์ เปรียบเหมือนการตกของฝนที่ทำให้มหาสมุทรเต็มได้
    2. การเอาชนะความกลัวไม่ไปตามช่องทางอายตนะต่างๆ ให้มีอำนาจเหนือจิต เพราะถ้าจิตตริตรึกไปทางในสิ่งไหน สิงนั้นจะมีกำลัง ให้มีสติกำกับจิต จิตที่มีสติ สติจะดุแลจิตได้ สติเปรียบเหมือนนายทวาร เหมือนการผูกสัตว์ทั้งหกไว้ที่เสาเขื่อนเสาหลัก เสาเปรียบเหมือนสติ
    3. สมาธิเสื่อมทำอย่างไร มาจากอุปกิเลสทั้ง11อย่าง ให้เอาชนะมัน เมื่อชนะก็จะบรรลุธรรมได้

สุภัททปริพาชกไปทูลถามพระพุทธเจ้า ก่อนที่พระองค์จะปรินิพพาน เป็นสาวกสุดท้าย ได้สำเร็จในคืนวันที่พระพุทธเจ้าทรงอาพาธหนักนั่นน่ะ ครั้งแรกพระอานนท์ก็ไม่ยอมให้เข้าไป คุยกันอยู่นาน พระพุทธเจ้าจึงบอกให้พระอานนท์เปิดทางให้เขาเข้ามา พอเขาเข้ามาเขาก็ถามว่า รอยนกในอากาศมีหรือไม่ มรรคมีองค์แปดถ้ามีสอนในศาสนาไหน ศาสนานั้นก็มีกายรตรัสรู้มรรคผลนิพพาน แต่พระองค์ตรวจดูตั้งแต่ภัทรกัปนี้ไปจนถึง 92 กัป ไม่มีลัทธิอื่นที่สอนศาสนาด้วยวิธีคือมรรคแปด ศาสนาไหนสอนมรรคแปด ศาสนานั้นมีพระอรหันต์ มรรคแปดเป็นแนวทางปฏิบัติให้พ้นทุกข์ มีสอนเฉพาะในพระพุทธศาสนาเท่านั้น ลัทธิอื่นนอกจากพระพุทธศาสนาแล้วไม่มี ไม่มีสอนมรรคแปดเลยพระองค์ตรวจดูก็ตั้ง 92 กัป ไม่ใช่น้อย นานแสนนาน ก็ไม่มี

มรรคแปดมีอะไรบ้าง มรรคมีองค์แปดคือ สัมมาทิฏฐิความเห็นชอบ สัมมาสังกัปปะความดำริชอบ สัมมาวาจาเจรจาชอบ สัมมากัมมันตะการงานชอบ สัมมาอาชีวะเลี้ยงชีวิตชอบ สัมมาวายามะพยายามชอบ เพียรพยายามชอบ สัมมาสติตั้งสติชอบ สัมมาสมาธิตั้งสมาธิมั่นชอบ

 

ศาสนาไหนก็ตามถ้าสอนมรรคแปดศาสนานั้นมีพระอรหันต์

 

ถ้าปฏิบัติตามมรรคแปดนี้ก็สามารถพ้นจากทุกข์ได้ แต่นี้มันไม่มี มันมีเฉพาะในศาสนาพุทธเท่านั้น ศาสนาของพระพุทธเจ้าเท่านั้น มรรคแปดก็ดังที่ว่ามาแล้วนั่นแหละ มรรคแปดประชุมกันเมื่อไหร่เรียกว่ามรรคสามัคคี เวลานั้นเราก็ได้บรรลุมรรคผล

สัมมาทิฏฐิเห็นชอบเห็นอะไร เห็นความเกิด เห็นความแก่ เห็นความตาย เห็นเกิดแก่เจ็บตาย เห็นชัดลงไปในใจว่า ทุกคนเกิดมาแล้วต้องตาย ที่ไม่ตายไม่มี แต่ตายช้าหรือเร็วอันนี้ต่างหาก ทำไมถึงเป็นมรรคสัมมาทิฏฐิล่ะ ความเห็นต้องชอบซะก่อน ถ้าเป็นมิจฉาทิฏฐิก็เห็นไม่ชอบ ฟังธรรมก็ไม่เข้าใจ ไม่รู้ความหมาย ไม่สามารถบรรลุมรรคผลได้ แต่ถ้าใครเข้าใจในมรรคแปดได้ สามารถวางได้ สามารถเห็นโทษของการเวียนว่ายตายเกิดได้ จึงจะพ้นทุกข์ได้ ถ้าไม่เห็นชอบแล้วไม่พ้นทุกข์ เห็นผิดแล้วไม่พ้นทุกข์ อืม ต้องเห็นชอบ เห็นมรรคแปดคือสัมมาทิฏฐินี่ เป็นอันดับแรก ต้องเห็นชอบซะก่อน

เมื่อเห็นชอบว่าความเกิดความเจ็บความแก่ความตายนี้ เป็นของมีประจำทุกตัวตนเราเขาเลย มีทุกคน ไม่ว่าใครทั้งนั้น เกิดมาแล้วต้องแก่เจ็บตายหม๊ด ไม่มีคำว่าไม่ตาย ตายหมด ถ้าเกิดมาแล้วก็ต้องตาย แต่ตายช้าตายเร็วอันนี้กำหนดไม่ได้ แล้วแต่ใครจะอยู่ได้เท่าไหร่ ชาวบ้านว่าเอาบุญมาเท่านี้ ก็ตายไป

สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ มรรคข้อที่2 สัมมาสังกัปปะ ดำริชอบ ดำริชอบอย่างไง ดำริออกจากกาม ดำริไม่พยาบาท ดำริไม่เบียดเบียน พูดง่ายๆความคิดของคนนะมีอยู่เท่านี้ล่ะ คิดออกจากกามจึงถูก คิดเข้าหากามไม่ถูก ต้องคิดออกจากกาม ทำอย่างไงกามถึงจะออกไปจากใจเรา กิเลสตัวนี้สำคัญนัก คนที่เกี่ยวข้องเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสารนี่ ทำไมต้องเกิดบ่อยๆ ทำไมแล้วต้องเกิดแล้วเกิดอีก ก็เพราะกามมันยังไม่สิ้น กิเลสตัวนี้มันยังไม่ดับไปจากใจเรา เมื่อมันไม่ดับไปจากใจเรา มันก็ต้องเวียนว่ายตายเกิด ต้องเกิดแล้วเกิดอีก จนกว่าเมื่อไหร่เราจะเห็นโทษของกาม เราถึงจะหลุดพ้นจากกองทุกข์ได้ กามนี่สำคัญ แต่คนเกิดมามีหม๊ด มีกามหมด มีกิเลสหมด ถ้าปฏิบัติธรรมกิเลสอันนี้ก็ค่อยหายไปๆหมดไป จนถึงพระอรหันต์จึงไม่มีกาม นี่แหละเป็นอย่างนี้

ดำริไม่พยาบาท ไม่ปองร้ายใครเลย ไม่คิดปองร้ายใครเลย ดำริไม่เบียดเบียนนี่ก็เหมือนกันไม่คิดเบียดเบียนใครเลย ความคิดของคนก็อยู่เท่านี้แหละ คิดเรื่องกาม คิดเรื่องออกจากกาม คิดเรื่องพยาบาท คิดเรื่องไม่พยาบาท คิดเบียดเบียน คิดไม่เบียดเบียน นี่เป็นทั้งมิจฉาทิฏฐิและสัมมาทิฏฐิ ดำริออกจากกาม เห็นโทษออกจากกาม เหมือนไฟไหม้หัวนี่ รีบดับ ถ้าไม่ดับก็แย่เลย ต้องรีบดับ รีบดับไฟอันนั้นให้หมดไป กามนี้เองพาเราเวียนว่ายตายเกิดในวัฏสงสาร ถ้าเราเห็นโทษของกาม เราดำริออกจากกาม นั่น อันนี้ถูกแล้ว เราทำถูก ดำริไม่พยาบาทก็เหมือนกัน ดำริไม่เบียดเบียนก็เหมือนกัน ถ้าเราเห็นโทษของสิ่งเหล่านี้ การเวียนทุกข์เวียนยากเวียนเกิดเวียนแก่เวียนเจ็บเวียนตาย วัฏฏะ วิวัฏฏะ โอโหย...โลกนี้เรานับภพนับชาติไม่ไหว

พระพุทธเจ้าว่าแม้แต่พุทธญาณก็ไม่สามารถกำหนดว่าเราเกิดมาเท่าไหร่และตายไปเท่าไหร่ ตายกี่ครั้ง เกิดกี่ครั้ง ไม่สามารถที่จะไปตามรู้ได้หมด เพราะมันไม่จำเป็น พูดง่ายๆ ให้เห็นปัจจุบันนี้แหละ ให้เห็นปัจจุบันเดี๋ยวนี้ขณะนี้แหละ ความยึดความติดนั่นเองคือกาม ราคะตัณหานั่นแหละคือกาม ให้เราออกจากสิ่งเหล่านี้ให้ได้ นี่แหละ ให้ออกให้ได้

สัมมาวาจาเจรจาชอบ อืม คือพูดเป็นสุจริต ไม่เป็นทุจริต คำพูดของเรานี่ เราจะพูดอะไรออกไปเนี่ยก็ต้องคิดซะก่อนว่านี่ถูกต้องหรือไม่ถูกต้อง สัมมากัมมันตะการงานชอบ อันนี้ก็สำคัญ การงานต้องชอบ ไปลักเขา ไปจี้เขา ไปปล้นเขา ไปทำร้ายคนอื่น ได้ทรัพย์มาอันนั้นไม่ใช่เลี้ยงชีวิตชอบ สัมมากัมมันตะการงานชอบ สัมมาอาชีวะเลี้ยงชีวิตชอบ นี่ ให้พิจารณาลงไป ว่าวาจาของเราชอบมั้ยที่เราพูดไปแต่ละครั้งแต่ละหน นี่ ถูกต้องตามธรรมนองคลองธรรมมั้ย อืม ไม่เบียดเบียนผู้อื่น ไม่ทำร้ายคนอื่น ไม่โกหกหลอกลวงอะไรพวกนี้ เราต้องเข้าใจ

สัมมาอาชีวะเลี้ยงชีวิตชอบ อันนี้ก็เหมือนกัน เราไม่ทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องเลี้ยงชีวิต คดโกงเขา ไม่ว่าของหลวงหรือของรัฐหรือของส่วนบุคคล เราได้มา มันก็เป็นโทษแหละ เขาเรียกว่าเลี้ยงชีวิตผิด ถ้าเลี้ยงชีวิตชอบก็คือไม่ทุจริตในหน้าที่การงานอะไร ไม่ต้องการทรัพย์ของใครเลย ไม่เบียดเบียนใครเลย ไม่มุ่งร้ายต่อใครเลย ได้ทรัพย์สมบัติเหล่านั้นมาจากสุจริตธรรม มีความสุจริต อืม อันนี้แหละสำคัญ

สัมมาวายามะเพียรพยายามชอบ อันนี้ก็สำคัญมาก คนที่จะภาวนาเป็นต้องมีความเพียรอดทนมาก เจ็บหลังเจ็บเอวเป็นเรื่องธรรมดา อดทนเอา อืม เหนื่อยเมื่อยมันธรรมดา อดทนเอา พระที่ไปอยู่ตามป่าตามเขาท่านก็ทนเอา เหนื่อยยากลำบากจนน้ำไม่มีกินก็ยังยอมตายเลย ปานนั้นแหละ จึงจะ ร่างกายจึงจะหมดทุกข์ไปได้ ขออย่างเดียวให้ตั้งใจ ตั้งใจบำเพ็ญตามนี้แหละ

สัมมาสติตั้งสติชอบ ก็สติปัฏฐานสี่ ทุกข์ สมุทัย นิโรธ มรรค อืม สติปัฏฐานสี่ ก็เห็นชัดลงไปในตัวตนของเรานี่ ในกายใจของเรานี่ ให้เห็นชัดลงไป เราก็สามารถพ้นทุกข์ได้ สัมมาสติตั้งสติชอบ สัมมาสมาธิตั้งสมาธิชอบ สัมมาสมาธิอย่างเราทำอยู่นี้ เราตั้งใจฝึกหัดทำสมาธิอยู่นะ ถ้าเราทำเป็นแล้วจิตเราสงบนะ ถ้าเราทำไม่เป็นจิตเราก็ไม่สงบ ฟุ้งซ่าน คิดโน่นคิดนี่ ให้คิดดูให้ดี สัมมาสมาธินี่ ตั้งสมาธิให้ชอบ คือทำสมาธิชอบ เราทำอยู่นี่ไม่ใช่ผิด เราทำถูกแล้ว เราปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าแล้ว พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างไร เราก็ทำตามนั้น หัดใจให้อยู่ในบทบริกรรมพุทโธนี่ก็ได้ หรืออย่างอื่นก็ได้เหมือนกัน ขอให้เป็นสิ่งที่เป็นกุศล อย่าเอาสิ่งที่เป็นอกุศล ก็ตั้งสติตั้งสมาธิขึ้นมา

สัมมาทิฏฐิสัมมาสังกัปปะเป็นปัญญาสิกขา สัมมาวาจาสัมมากัมมันตะสัมมาอาชีวะเป็นศีลสิกขา สัมมาวายามะสัมมาสติสัมมาสมาธิเป็นสมาธิสิกขา อย่างเราทำนี่ เราก็ฝึกสมาธิก่อน ให้มันอยู่ ให้ใจมันอยู่กับอารมณ์อันเดียว ให้ตั้งมั่นอยู่ในอารมณ์อันเดียว ให้เป็นสมาธิลงไป วางความยึดมั่นถือมั่นได้ เบื่อหน่ายคลายความกำหนัด ตัดรัก ตัดโกรธ ตัดโลภ ตัดหลงออกจากใจเรา พอกิเลสพ้นจากใจเราแล้วเราก็สบาย ใจเราไม่มีกิเลสแล้ว ไม่มีราคะตัณหาแล้ว จิตมั่นคงตั้งเที่ยงตั้งมั่นแล้ว นั่นแหละ เราจึงจะสามารถข้ามโอฆะสงสารนี้ได้ เพราะวัฏสงสารการเวียนว่ายตายเกิดนี่ มันนานแสนนานกว่าจะได้พบพระพุทธศาสนา กว่าจะได้ปฏิบัติธรรมในพระพุทธศาสนา นานแสนนาน

อย่างพระพุทธเจ้าของเราแม้ได้เป็นพระพุทธเจ้าอยู่แล้ว พยากรณ์แล้ว พระพุทธเจ้าทรงพระนามว่าทีปังกรพยากรณ์แล้วว่าจะได้เป็นพระพุทธเจ้า พระองค์ก็สร้างบารมีอีกตั้งสี่อสงไขยกับแสนมหากัป โอยกัปเดียวก็พอแรงแล้ว เจ้าประคุณเอ๋ย สี่องสงไขย อสังขยแปลว่านับไม่ไหวเลย มันนาน เกิดแก่เจ็บตายงั้นล่ะ ทุกภพทุกชาติ เกิดแก่เจ็บตาย เกิดแก่เจ็บตาย ไปสวรรค์ ไปนรก ไปท่องเที่ยวอยู่ในวัฏฏะน่ะ แต่ถ้าเราพยายามปฏิบัติ มันจะทราบจะรู้ด้วยใจของเราว่าขนาดนี้เดี๋ยวนี้ใจของเราสงบมั้ย เป็นสมาธิมั้ย หรือว่าใจเราคิดฟุ้งซ่านนั่นนี่อยู่ ก็ต้องรู้ รู้ว่าเราคิดฟุ้งซ่าน จิตไม่สงบเลย เราบริกรรมอยู่จิตก็ยังไม่อยู่ อย่างนี้ไม่ถูกทาง

เราต้องพยายามกำหนด กำหนดให้มันอยู่กับอารมณ์เดียวหรือเรื่องเดียว เวลาเราเดินเราก็รู้ เวลาเรานั่งเราก็รู้ เวลานอนเราก็รู้ รู้ว่าใจสงบหรือไม่สงบ ถ้าใจเราสงบจิตก็สบาย ถ้าใจเราไม่สงบจิตไม่สบาย ฟุ้งซ่านนอนไม่หลับนั่นนี่ไป คิดนั่นแล้วคิดนี่อีก คิดโน่นคิดนี่ สารพัดสารเพ ต้องพยายาม พยายามทำ พยายามปฏิบัติ อย่าคิดว่ามา 7วันแล้วพอ เราปฏิบัติแล้ว ไม่พ้นทุกข์นะ ได้ไปอยู๊สวรรค์ แต่ต้องมาเกิดอย่างน้อย 7 ชาติ อย่างมากไม่มี มีอย่างน้อย อย่างน้อยมี 7 ชาติ เป็นมนุษย์กับเทพเทวดา เป็นมนุษย์ เป็นเทพเทวดา เกิดในโลกนี้ 7 ชาติเป็นอย่างต่ำ คือสั้นๆน้อยๆ

ลองคิดดูสิ เกิดชาตินี้มาเราทุกข์ขนาดไหน ร้องไห้มากี่ครั้ง เดือดร้อนมาเท่าไหร่ เราลองดูสิ ดูใจของเราดู ว่าเรามีทุกข์ขนาดไหนเกิดมาในโลกนี้ ถ้าเป็นพระโสดาบันแล้วไม่มีทุกข์ ไม่มีทุกข์ไปตลอดกาลยาวนาน

ถ้าได้เป็นพระโสดาบันแล้วก็ไปสวรรค์กับมนุษย์เท่านั้น นั่น ไม่ไปอบายภูมิ ปิดอบายภูมิได้ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ก็ยังสู้พระโสดาบันไม่ได้ แต่ที่จะได้เป็นพระโสดาบันก็จะต้องปฏิบัติตามมรรคแปดนี่แหล่ะ เอามรรคแปดนี่แหล่ะไปเป็นข้อปฏิบัติ จึงจะสามารถพ้นทุกข์ได้ เริ่มตั้งแต่โสดาบันขึ้นไป สกิทาคามี อนาคามี พระอรหันต์ ถ้าได้เป็นพระอรหันต์การเวียนว่ายตายเกิดของเรายุติในชาตินี้ปัจจุบันนี้ทีเดียว ใจเราจะบริสุทธิ์ผ่องใสมีเมตตากรุณาอยู่ตลอด ยินดีอยู่ตลอด ยินดีในการทำความดี ไม่ท้อไม่ถอยไม่หมดกำลังใจในการที่จะทำความดี สร้างความดีให้กับตน สร้างความเจริญให้กับตน ไม่เบียดเบียนคนอื่น ไม่ทำร้ายคนอื่น ไม่ฆ่าคนอื่น

นี่แหละ ถ้านึกว่าการปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าของเรานี่ เอาเฉพาะข้อที่ว่า ใจเราสงบเป็นสมาธิ นั่นก็ดีอยู่แล้ว ลองกำหนดดูดิพุทโธ ใจเรามันอยู่มั้ย ถ้ามันอยู่แล้วไม่นึกพุทโธก็ได้ ก็ตั้งสติไว้รู้ไว้ ตั้งสติรู้ไว้ วางลงไป ละความยึดมั่นถือมั่นให้มันได้ วางลงไป วางพุทโธ วางอะไรต่างๆ วางลงไป ใจเราก็ปล่อยวางความยึดมั่นถือมั่นทุกอย่าง นั่น อย่างนี้ถูกแล้ว ทำอย่างนี้ถูก จิตเราก็หลุดพ้นจากกองทุกข์ได้ เป็นพระอรหันต์ได้ในชาตินี้ นี่แหละ

ไม่ได้กำหนดที่พระที่โยมนะ เป็นพระอรหันต์นี่ ทุกคนที่ปฏิบัติถูกต้องตามมรรคแปดแล้ว จะเป็นหญิงเป็นชายเป็นพระเป็นเณรก็ตาม หรือแม่ขาวแม่ชีก็ตาม หรือชาวบ้านประชาชนทั่วไปก็ตาม พ้นทุกข์ได้หม๊ด ถ้าเราทำถูก ถ้าเราทำไม่ถูกจึงไม่พ้นทุกข์

ฝึกสมาธิเพื่ออะไร ก็เพื่อให้ใจสงบ ให้ใจมีอารมณ์เดียว ใจเป็นหนึ่ง จะพิจารณาอย่างไงก็ตามในตัวตนอันนี้ ไม่มีสิ่งไหนที่จะจีรังยั่งยืนเราพิจารณาอย่างนี้ ก็ได้ หรือไม่พิจารณาอย่างไรก็ตาม ปล่อยลงไปเลย วางลงไปเลย เราก็จะเห็นชัดในตัวเราเอง ว่าขณะนี้เดี๋ยวนี้เรามีจิตสงบแล้ว ออกจากสมาธิมาใจก็ยังสงบอยู่ ใจสบายอยู่ นั่นล่ะเราทำถูกแล้ว ถ้าเราทำถูกอย่างงี้ โอกาสที่เราจะได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ก็มีมากขึ้น พูดง่ายๆมรรคมันสามัคคีกัน องค์มรรคท่านว่า มรรคสามัคคีกัน

ถ้ามรรคสามัคคีกันก็เรียกว่าธรรมาภิสมัย ธรรมก็เกิดขึ้นบรรลุตามคำสอนของพระพุทธเจ้า

มีพระอัญญาโกณฑัญญะเป็นต้น ได้บรรลุมรรคผลก่อนคนอื่นทั้งหมดในโลกนี้ พระอัญญาโกณฑัญญะนี่ พระวัปปะ พระภัททิยะ พระมหานามะ พระอัสสชิ ห้าท่านนี่จิตรวมเป็นอันหนึ่งอันเดียวกันหมด เป็นเอกสามัคคี เป็นอันเดียวกัน พร้อมเพรียงกัน บรรลุได้ซึ่งมรรคผลนิพพาน นี่ เราคิดดูซิ แค่เราเห็นคนแก่คนเจ็บคนตายก็ยังเป็นทางพ้นทุกข์ได้ ที่อื่นเขาไม่สอนกัน หมายถึงว่าลัทธิอื่นไม่สอนกัน

ตราบใดที่คนยังปฏิบัติตามมรรคแปดอยู่ โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์เลย

แน่ะ โลกไม่ว่างจากพระอรหันต์เลย ไม่ใช่ห้าพันปี ห้าพันปีพระองค์กำหนดไว้ว่าอายุคนถึงห้าพันปีนี่จะบอกยากสอนยาก จะไม่รู้อรรถรู้ธรรม ฆ่าฟันพันแกงกันเหมือนไม่มีศีลไม่มีธรรมเลย แต่พระองค์ตรัสว่า มันไม่ใช่ห้าพันปีเท่านั้น ถ้าปฏิบัติตามมรรคแปดอยู่ โลกนี้จะไม่ว่างจากพระอรหันต์เลย นั่น เห็นมั้ย ถ้าปฏิบัติถูกต้องก็จะเป็นอย่างงี้ ถ้าปฏิบัติไม่ถูกมันมีทุกข์มีความเดือดร้อน ถ้าปฏิบัติถูกแล้วก็มีความสุข สุขที่ไหนสุขที่กายสุขที่ใจของเรา ถ้าปฏิบัติถูกต้องแล้ว มีความสุขใจอย่างยิ่ง ท่านจึงว่า

 

...นิพพานัง ปรมัง สุขัง พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง...

 

ผู้ปฏิบัติไปปฏิบัติไปมันก็ละเอียดลงไปเรื่อยๆ มันดีขึ้นไปเรื่อยๆ จนดีที่สุดคือเป็นพระอรหันต์ เนี่ย เราทำได้ เพราะอะไร เพราะเรามีรูปกายมีจิตใจ เรามีจิตมีใจอยู่ มีกายอยู่ ตั้งสติเป็นอยู่ พยายามทำเรื่อยๆไป มรรคผลมันจะพ้นไปจากโลกนี้ได้อย่างไรถ้าคนทำตามอยู่ คนก็ต้องพ้นทุกข์สิ ให้ลองคิดดูซี่ จิตสงบ แค่จิตสงบ ขนิกสมาธิเราก็สบายแล้ว อุปจารสมาธิเราก็สบายยิ่งขึ้น เกือบจะเป็นฌาณแล้ว อัปปนาสมาธิเป็นฌาณ นั่นเป็นปฐมฌาณแล้ว เท่าเนี้ยเราก็เห็นสุขในหัวใจของเราอย่างเหลือล้นพ้นประมาณจริงๆ

คนผู้น้ำตาไหลอยู่เรื่อยๆ พอได้ฟังได้ปฏิบัติตามจนสามารถบรรลุมรรคผล น้ำตาร้องไห้มันเกิดความอิ่มอกอิ่มใจปิติปราโมทย์ในใจของเราอย่างยิ่งทีเดียว มันล้างขันธ์อันนี้ได้แล้ว น้ำตามันไหลเลย เพราะมันเกิดความสุขความปิติเหลือเกิน นี่ ดูสิทำจิตให้สงบได้ถึงขนาดนี้ ถ้าถึงอัปปนาสมาธิแล้วถอนจากสมาธินั้นมาอยู่อุปจารสมาธิ จึงพิจารณากายอันนี้ว่า มีความเกิด มีความแก่ มีความเจ็บ มีความตาย มีความพลัดพรากจากกัน มีโศก มีเศร้า มีทุกข์ปราถนาสิ่งไหนไม่ได้สมความมุ่งหมายปราถนาก็เป็นทุกข์ นั่น ให้เราเห็นสัจจธรรมอันนี้ในใจของเรา เราจะวางได้เลย

ถ้าเรายังไม่เห็นทุกข์ในวัฏฏะนี้ เรายังวางไม่ได้ เราก็ต้องเกิดนับภพนับชาติไม่ถ้วน จึงมั่นใจได้ว่าท่านที่มาปฏิบัตินี่ ต่างคนต่างก็ตั้งใจปฏิบัติอย่างเต็มที่ ใจเราก็วางได้ วางความยึดความถือได้ มันก็สุดแล้ว มันก็เป็นประโยชน์อย่างใหญ่หลวงแล้ว เพราะฉะนั้นขอให้ตั้งใจปฏิบัติ อย่าท้อถอย ให้ปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปดนี้แหละ ให้มันสมบรูณ์ ให้มันเต็มที่

เข้าสมาธินี่ก่อน พอเราพิจารณาก็ปัญญาก็เกิดขึ้น ปัญญาก็เห็นธรรม ก็วางความยึดความถือทุกอย่าง มีความสุขใจเป็นอย่างยิ่งทีเดียว ขอให้ตั้งใจปฏิบัติต่อไป

.....................

 

Q : นั่งสมาธิวันละน้อยทุกวันและมีความคิดอื่นบ้างจะได้อานิสงส์หรือไม่

A : ชั่วงูแลบลิ้น ชั่วฟ้าผ่า ชั่วคนกระพริบตา ชั่วเราหยดน้ำหนึ่งลงไปในกะทะที่มันร้อนแดงมาทั้งวัน แล้วมันก็ระเหยไปเลย ชั่วเวลาที่คนแข็งแรงเหยียดแขนออกแล้วงอกลับเข้าทันที หรือชั่วเวลาที่นักเลงถุยน้ำลายแล้วน้ำลายหยดลงบนพื้น หรือชั่วเวลาที่ช้างกระพริบหู ชั่วเวลานี้มันแปร๊บเดียว ประมาณวินาทีนึง ว๊าปๆ เรียบร้อยเลย แม้แค่นั้นก็ตาม การทำสมาธินั้นได้ผล ดีด้วย แม้แค่เราเจริญอนิจจสัญญาชั่วเวลาที่นิดเดียวเท่านั้น เราเจริญเมตตาแค่นิดเดียวเท่านั้น อันนี้ได้อานิสงส์นะ อานิสงส์มันมีของมันอยู่ อย่าเห็นแก่ว่ามันน้อย อย่าเห็นแก่ว่ามันสั้น มันน้อยมันจะไม่มีผล ไม่ใช่ แค่วินาทีเดียวนาทีเดียว ห้านาทีสิบนาที พวกนี้มีผลทั้งสิ้น สะสมๆไว้ เหมือนฝน ไม่มีฝนที่ตกลงมาเป็นโอ่งนะ น้ำปริมาณหยดหนึ่งเท่าโอ่งมันไม่เป็น ไม่มีอย่างนั้น แต่ว่าเวลามันหยด มันหยดมาทีละหยดๆ แต่หยดลงไปเรื่อยๆทำโอ่งให้เต็มได้ เก็บสะสมให้ดี น้ำไหลมาเต็มโอ่งได้ ไม่ใช่แค่โอ่งเต็มเขื่อนได้ ไม่ใช่แค่เขื่อน เต็มแม่น้ำน้อยแม่น้ำใหญ่เต็มมหาสมุทรได้ จากไหนเนี่ย ฝน ขนาดเท่าไหร่ เม็ดเดียว ทีละน้อยๆสะสมมีผลทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้นี่ล่ะ

ฝนตกหนักๆลงบนภูเขา น้ำฝนย่อมไหลมาตามซอกเขาซอกผาลำห้วยเต็มขึ้นมา ถ้าฝนยังตกอยู่ไม่หยุด สะสมไว้ บึงน้อยบึงใหญ่ก็เต็มขึ้นมา บึงน้อยบึงใหญ่เต็มแล้ว แม่น้ำแม่น้ำใหญ่ก็เต็มขึ้นมาจนกระทั่งออกสู่มหาสมุทรได้

ให้เป็นอาหารของจิตของเราอย่างหนึ่ง แม้เราไม่ได้สมาธิเลยนะ แบบจิตคืดฟุ้งซ่านนั่นนี่โน่น โอวเรายังได้ความเพียร เรายังได้หิริโอตัปปะ เรายังได้ข้อวัตร ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเงื่อนไขปัจจัยที่สำคัญในการที่จะทำจิตให้เป็นสมาธิต่อไป ได้อานิสงส์ไม่อย่างใดก็อย่างหนึ่ง อาาจะยังไม่ได้อานิสงส์ของการทำจิตให้มันสงบได้ เพราะว่ามันยังมีความฟุ้งซ่านอยู่ แต่ได้อานิสงส์เรื่องของความเพียร ได้อานิสงส์เรื่องของศรัทธา ศรัทธาแล้วจะมีการทำจริง มีการทำจริงแล้วจะได้สติ ได้สมาธิได้ ตอนนี้สติเราอาจจะไม่มีกำลัง แต่กำลังสติก็ค่อยๆเพิ่มขึ้นจากการที่เราค่อยทำไปทีละนิดๆ ในการที่ทำไปนี้ถ้าเผื่อว่าต้องการจะมาฝึกให้เต็มรูปแบบด้วยวิธีการที่ถูกต้องว่าต้องทำอย่างไร ที่วัดป่าดอนหายโศกมีการหลีกเร้นในทุกๆเดือนให้มาได้

 

Q : จะอยู่เหนืออำนาจของความกลัวได้อย่างไร

A : พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบเอาไว้เหมือนกับจับสัตว์หกชนิดมาผูกไว้ด้วยเชือกเส้นหนึ่ง แล้วเอาปลายเชือกมาผูกรวมกันไว้ตรงกลาง สัตว์ไหนที่มีกำลังก็จะดึงลากไปทางนั้น นี่เป็นอุปมาอุปไมยที่พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบไว้ว่าตาหูจมูกลิ้นกายและใจ เปรียบเหมือนอายตนะทั้งหกอย่างนี่แหล่ะ สัตว์ทั้งหกชนิดนี้มีที่ไปต่างกัน อยาตนะหกอย่างของเราก็รับรู้สิ่งที่ไม่เหมือนกัน สัตว์ทั้งหกชนิดก็เหมือนตาหูจมูกลิ้นกายและใจที่ว่าจะรับสิ่งอายตนะคนละช่องทาง อันไหนมีกำลังก็จะดึงจิตขอวงเราไปให้สุขไปตามให้ทุกข์ไปตามมัน ยังมีการขึ้นๆลงๆ

พระพุทธเจ้าเปรียบไว้เหมือนกับโจร โจรที่เข้ามาปล้นเปรียบเหมือนกับรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์ ที่จะทำให้หมู่บ้านนี้เดือดร้อนอยู่เสมอ ตาก็จะเดือดร้อนเพราะรูปที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจบ้าง….ใจก็จะเดือดร้อนเพราะธรรมารมณ์คือความคิดนึกเวทนาที่น่าพอใจบ้างหรือไม่น่าพอใจบ้าง สิ่งที่ทำให้เราพอใจก็ทำให้เราเดือดร้อนด้วย เพราะฉะนั้นถ้าเราสมมุมติว่าเราเดือดร้อนจากผัสสะตต่างๆ แสดงว่าต้องมีอะไรพอใจที่เราไปเกลือกกลั้วยึดถือยินดี มันต้องมาคู่กัน ถ้าเราเดือดร้อนด้วยความคิดของเรา เราจะกำจัดมันออกไป อย่าให้อาหารมัน อย่าให้อาหารในสิ่งนั้น คือถ้าเรามีการคิดนึกตริตรึกไปในเรื่องใดๆมาก จิตเราจะน้อมไปในอาการอย่างนั้นๆ เช่นถ้าความคิดนี้มันมาหลอกหลอนเราอยู่เรื่อย ทำให้เราไม่สบายใจกลุ้มใจทุกข์ใจ ถ้าเราไปคิดมันอยุ่เรื่อย จิตเราก็จะน้อมไปทางนั้น ใช่ป่ะ จิตเราน้อมไปทางไหนสิ่งนั้นมีพลังทันที ยิ่งคิดถึงมันมันยิ่งแข็งแรง ยิ่งดำริถึงมันมันยิ่งมีกำลัง ยิ่งถ้าไม่อยากคิด มันยิ่งคิดดีนัก ก็เพราะความไม่อยาก มันจึงได้แบบนั้นมา ถ้ามีความไม่อยาก นั่นคือ วิภวตัณหา ความอยากก็ตามมาด้วย อย่าให้อาหารมัน

ถ้าเราตริตรึกไปในความคิดเรื่องใด จิตเราจะน้อมไปทางนั้น ถ้าจิตเราน้อมมาในความคิดชนิดที่จะให้ตั้งสติได้ แทนที่จะเอาปลายเชือกหกเส้นที่ผูกสัตว์หกชนิดเอามาผผูกเป็นปม อย่าทำอย่างนั้น ให้เอามาผูกไว้กับเสา เสาที่เป็นหลักมั่นคงฝังลงในดินแปดศอกโผล่ขึ้นมาแปดศอก จะดึงไปได้อยู่ แต่ไปไหนไม่ได้ เหนื่อยเมื่อไหร่ก็จะหมดแรงนอนจ่ออยู่แถวนั้น เสาเปรียบเหมือนสติ เราจะตั้งสติได้ด้วยอนุสติสิบ

ไม่ว่าจะอยู่ในอิริยาบทใด เราจะเป็นผู้ที่มีอำนาจเหนือจิตได้ ถ้าเรารักษาสติได้ สตินั้นจะรักษาจิตได้ สติรักษาจิตด้วยหุ้มไว้ห่อไว้เลย เหทมือนกับมีสารเคลือบไว้ที่ใบบัวหรือดอกบัว ทำให้น้ำกลิ้งไหลลึกไป ไม่ถูกกัน ไม่เนื่องกัน คือโดนกันอยู่ก็จริง แต่มันไม่เกลือกกลั้วกัน เหมือนก็เหมือนไม่โดน จิตของเรารับรู้ก็จริง ถ้าไม่มีสตินะเหมือนโจรเข้ามาปล้น วุ่นวายยเลย แล้วข้างในนี้ก็ไม่มีอะไร มาปล้นแล้วเดือดร้อนด้วย สุดท้ายหาความดีไม่ได้ เป็นหม้อเปล่าๆ

พิจารณาเห็นตาหูจมูกลิ้นกายและใจเนี่ย ต้องเป็นของว่างของเปล่าของไม่มีแก่นสาร แล้วเอาสติเอาไว้ตัวเดียว เพราะว่าสติเป็นมรรค สติที่เป็นมรรคเป็นทาง เราต้องตั้งเอาไว้ตลอดสาย จะให้มรรคมันสามัคคีกันได้เนี่ย ต้องตั้งสติไว้ตลอดสาย พระพุทธเจ้าจึงบอกว่าสติเป็นอธิบดี มีสมาธิเป็นหัวหน้า มีวิมุตเป็นแก่น เราจะสามารถอยู่เหนือ ไม่ใช่แค่เหนือตาหูจมูกลิ้นกายและใจด้วย ยังอยู่เหนือจิตด้วย อย่าให้จิตมามีอำนาจเหนือเรา ให้ผูกจิตไว้กับสติที่เป็นเหมือนเสาเขื่อนเสาหลัก รักษาสติเอาไว้ที่จิตของเรา

 

Q :สมาธิเสื่อมจะตั้งใหม่ได้หรือไม่อย่างไร

A :พระพุทธเจ้าหรือสาวกก็เคยสมาธิเสื่อม เหตุแห่งสมาธิเสื่อมพระพุทธเจ้าบอกไว้ 11 อย่าง นักปฏิบัติต้องมาเฝ้าคอยสังเกตุจิตของตัวเองให้ดี ที่เราได้มาแล้วหายไปเพราะอะไร 11อย่างนี้เป็นอุปกิเลส จะทำให้จิตของเราไม่สงบ ทำให้สมาธิของเราเสื่อม ถ้าเรากำจัดได้เราจะบรรลุเลย จิตเราจะเข้าสู่สภาวะที่จะไม่พ่ายแพ้อีก ไม่มีนิวรณ์มากวนได้

255
1
นาทีในการอ่าน