สภิยะผู้ข้ามพ้นสงสัย

สภิยะผู้ข้ามพ้นสงสัย
S07E14
  • สภิยสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าทรงตอบปัญหาของสภิยปริพาชกถึง 20 คำถาม (โดยแบ่งคำถามเป็น 5 ส่วน ๆ ละ 4 คำถาม)
  • คำตอบของทุกคำถามที่พระพุทธเจ้าทรงตรัสตอบ รวมลงมาที่ความพ้นทุกข์ (ทางพ้นทุกข์)ทั้งสิ้น มีความสวยงามทางด้านภาษาศาสตร์ มีความใกล้เคียง คล้องจอง มีความหมายต่อเนื่องกันจนรวมลงที่นิพพานได้

นี้เป็นเรื่องราวของ 1 ในพระภิกษุ 7 รูปในสมัยพระพุทธเจ้ากัสสปะที่ตั้งจิตปรารถนาจักได้บรรลุอรหัตผล โดยทั้ง 7 รูปมุ่งมั่นปฏิบัติเพื่อจะให้ตนพ้นจากกิเลส จึงได้ชวนกันละทิ้งหมู่คณะแล้วออกไปปฏิบัติธรรมอยู่ด้วยกันบนยอดเขาและได้ผลักบันไดที่ท่านปีนขึ้นมาทิ้ง ปรากฏว่าใน 7 รูปนั้น มีเพียงรูปเดียวที่ได้บรรลุอรหัตผล และ อีก 1 รูปได้บรรลุพระอนาคามี ส่วนที่เหลืออีก 5 รูป แม้จะมุ่งมั่นปฏิบัติธรรมอย่างหนัก แต่ก็ยังไม่บรรลุมรรคผล จนถึงแก่มรณภาพเนื่องด้วยการอดอาหาร และทั้งหมดนั้นได้มาเกิดเป็นมนุษย์ในสมัยพระพุทธเจ้าโคดม ได้แก่ 1.พระกุมารกัสสปะ, 2.พระปุกกุสาติ, 3.พระทารุจีระยะ, 4.พระทัพพมัลลบุตร และ 5.พระสภิยะ ส่วนพระภิกษุที่ได้บรรลุเป็นพระอนาคามี ก็ได้ไปเกิดเป็นพรหมในชั้นสุทธาวาสเพื่อการบรรลุอรหัตผล

ที่ยกมานี้คือ สภิยสูตร ว่าด้วยพระพุทธเจ้าทรงตอบปัญหาของสภิยปริพาชกถึง 20 คำถาม (โดยแบ่งคำถามเป็น 5 ส่วน ๆ ละ 4 คำถาม)โดยเทวดา(พรหมผู้เป็นเพื่อนในกสลก่อน)ได้มาแสดงปัญญาแก่สภิยปริพาชกขึ้นว่า “ถ้าสมณะหรือพราหมณ์ผู้ใดที่ท่านถามปัญหาเหล่านี้แล้วย่อมพยากรณ์ได้ ท่านพึงประพฤติพรหมจรรย์ในสำนักของสมณะหรือพราหมณ์ผู้นั้นเถิด” สภิยปริพาชกจึงได้ไปถามปัญหาเหล่านี้กับสมณพราหมณ์ทั้งหลายผู้เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะที่มีชื่อเสียง มีเกียรติยศ เป็นเจ้าลัทธิ อันได้แก่ ปูรณกัสสป มักขลิโคสาล อชิตเกสกัมพล ปกุทธกัจจายนะ สญชัยเวฬัฏฐบุตร นิครนถ์นาฏบุตร ซึ่งสมณพราหมณ์เหล่านั้นไม่สามารถแก้ปัญหาได้ และเมื่อแก้ไม่ได้ ก็แสดงความโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจให้ปรากฏ ทั้งยังถามกลับและด่าว่าสภิยปริพาชกอีก

เมื่อเป็นเช่นนั้นสภิยปริพาชกจึงมีความคิดว่า ตนควรจะละเพศกลับมาบริโภคกามอีกจะดีกว่า แต่ก็ยังมีความคิดว่า พระสมณโคดม เป็นผู้มีชื่อเสียง ชนส่วนมากยกย่องว่าดี อย่างไรจะพึงเข้าไปถามปัญหาแก่พระสมณโคดม แต่ก็ยังอีกความคิดหนึ่งว่า ท่านสมณพราหมณ์ทั้งหลายเป็นผู้เก่าแก่ เป็นผู้ใหญ่ ล่วงกาลผ่านวัยมาโดยลำดับ เป็นผู้เฒ่า รู้ราตรีนาน บวชมานาน เป็นเจ้าหมู่เจ้าคณะ เป็นเจ้าลัทธิ เมื่อถูกถามปัญหาแล้วก็แก้ไม่ได้ พระสมณโคดมถ้าถูกถามปัญหาแล้วจักทรงพยากรณ์ปัญหาเหล่านี้ได้อย่างไร เพราะท่านยังเป็นหนุ่มโดยพระชาติ ทั้งยังเป็นผู้ใหม่โดยบรรพชา ลำดับนั้น สภิยปริพาชกก็มีความคิดที่ว่า เราไม่ควรดูหมิ่นดูแคลนพระสมณโคดมว่า ยังเป็นหนุ่ม ถึงหากว่าพระสมณโคดมจะยังเป็นหนุ่ม แต่ท่านก็เป็นผู้มีฤทธิ์มาก มีอานุภาพมาก ถ้ากระไรเราพึงเข้าไปเฝ้าพระสมณโคดม แล้วทูลถามปัญหาเหล่านี้จะเป็นการดี สภิยปริพาชกจึงได้ไปเข้าเฝ้าพระผู้มีพระภาคยังพระวิหารเวฬุวันกลันทกนิวาปสถาน ใกล้พระนครราชคฤห์

“...ข้าพระองค์ผู้มีความสงสัย มีความเคลือบแคลง มาหวังจะทูลถามปัญหา พระองค์อันข้าพระองค์ถามปัญหาแล้ว ขอจงตรัสพยากรณ์แก่ข้าพระองค์ตามลำดับปัญหา ให้สมควรแก่ธรรมเถิด ฯ

พระผู้มีพระภาคตรัสว่า “ดูกรสภิยะ ท่านมาแต่ไกล หวังจะถามปัญหา เราอันท่านถามปัญหาแล้ว จะกระทำที่สุดแห่งปัญหาเหล่านั้น จะพยากรณ์แก่ท่านตามลำดับปัญหา ให้สมควรแก่ธรรม ดูกรสภิยะท่านปรารถนาปัญหาข้อใดข้อหนึ่งในใจ ก็เชิญถามเราเถิด เราจะกระทำที่สุดเฉพาะปัญหานั้นๆ แก่ท่าน ฯ”

ลำดับนั้นสภิยปริพาชกดำริว่า น่าอัศจรรย์จริงหนอ ไม่เคยมีมาเลยหนอ เราไม่ได้แม้เพียงให้โอกาสในสมณพราหมณ์เหล่าอื่นเลย พระสมณโคดมได้ทรงให้โอกาสนี้แก่เราแล้ว สภิยปริพาชกมีใจชื่นชม เบิกบาน เฟื่องฟู เกิดปีติโสมนัส ได้กราบทูลถามปัญหากะพระผู้มีพระภาคและพรุพุทธองค์ทรงตรัสตอบว่า...

 

คำถามส่วนที่ 1

  1. บุคคลบรรลุอะไร บัณฑิตจึงเรียกว่า “ภิกษุ”

    “บุคคคลใดควรแก่คำชมเชยว่า เป็นผู้ถึงนิพพานด้วยทางที่ตนทำแล้ว ข้ามพ้นความสงสัยได้แล้ว ละความเสื่อมและความเจริญแล้ว อยู่จบพรหมจรรย์ สิ้นภพใหม่แล้ว บุคคลนั้น บัณฑิตเรียกว่า ภิกษุ”

  2. บุคคลปฏิบัติอย่างไรบัณฑิตจึงเรียกว่า “ผู้สงบเสงี่ยม”

    “บุคคลผู้วางเฉยในอารมณ์ทั้งปวง มีสติ ไม่เบียดเบียนสัตว์ไร ๆ ในโลกทั้งหมด เป็นผู้ข้ามโอฆะได้ เป็นผู้สงบ มีจิตไม่ขุ่นมัว ไม่มีกิเลสฟุ้งซ่าน บุคคลนั้น บัณฑิตเรียกว่า ผู้สงบเสงี่ยม”

  3. บุคคลปฏิบัติอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า “ผู้ฝึกตนแล้ว”

    “บุคคลใดอบรมอินทรีย์ทั้งหลายได้แล้วในโลกทั้งปวง ทั้งภายในและภายนอก รู้ชัดทั้งโลกนี้และโลกหน้า รอคอยอยู่แต่เวลาเท่านั้น บุคคลนั้นผู้อบรมตนแล้วเช่นนี้ บัณฑิตเรียกว่า ผู้ฝึกตนแล้ว”

  4. บุคคลรู้อย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า “พุทธะ”

    “บุคคลผู้พิจารณากิเลสเครื่องกำหนดจิตทั้งสิ้น รู้ชัดสังสารวัฏทั้ง 2 ส่วน คือ จุติและอุบัติ ปราศจากธุลี ไม่มีกิเลสพอกพูน เป็นผู้หมดจด บรรลุภาวะที่สิ้นสุดการเกิด บัณฑิตเรียกว่า พุทธะ”

 

คำถามส่วนที่ 2

  1. บุคคลบรรลุอะไร บัณฑิตจึงเรียกว่า “พราหมณ์”

    “บุคคลผู้ลอยบาปทั้งปวงได้แล้ว เป็นผู้ปราศจากมลทิน เป็นผู้ประเสริฐ มีจิตตั้งมั่นด้วยสมาธิ ดำรงตนมั่นคง ข้ามพ้นสังสารวัฏ เป็นผู้บริสุทธิ์ครบถ้วน ไม่มีตัณหาและทิฏฐิอาศัย เป็นผู้คงที่ บุคคลนั้นบัณฑิตเรียกว่า พราหมณ์”

  2. บุคคลประพฤติอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า “สมณะ”

    “บุคคลผู้สงบ ละบุญและบาปได้ เป็นผู้ปราศจากธุลี รู้โลกนี้และโลกหน้า ล่วงพ้นชาติและมรณะได้แล้ว เป็นผู้คงที่ ดำรงตนอยู่เช่นนั้น บัณฑิตเรียกว่า สมณะ”

  3. บุคคลปฏิบัติอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า “ผู้ล้างบาปได้”

    “บุคคลผู้ชำระล้างบาปได้ทั้งหมด ทั้งภายในและภายนอก ในโลกทั้งปวง* ไม่กลับมาสู่กัป ในเทวดาและมนุษย์ผู้ยังท่องเที่ยวอยู่ในกัป** บัณฑิตเรียกผู้นั้นว่า ผู้ล้างบาปได้”

    *โลกทั้งปวง: ในที่นี้หมายถึงอายตนะทั้งหมด

    **กัป:ในที่นี้หมายถึงตัณหาและทิฏฐิ

  4. บุคคลประพฤติอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า “นาคะ”

    “บุคคลผู้ไม่ทำบาปแม้เล็กน้อยในโลก สลัดสังโยชน์และเครื่องผูกพันได้ทั้งหมด ไม่ติดข้องอยู่ในกิเลสเครื่องข้องทั้งปวง เป็นผู้หลุดพ้น เป็นผู้คงที่ ผู้ดำรงตนอยู่เช่นนั้น บัณฑิตเรียกว่า นาคะ”

 

คำถามส่วนที่ 3

  1. พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสเรียกบุคคลเช่นไรว่า “ผู้ชนะเขต”

    “บุคคลพิจารณาเขต*ทั้งสิ้น คือ เขตเทวดา เขตมนุษย์ และเขตพรหมแล้ว ผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูกที่เป็นมูลเหตุแห่งเขตทั้งมวล** เป็นผู้คงที่ ดำรงตนอยู่เช่นนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสเรียกว่า ผู้ชนะเขต”

    *เขต ในที่นี้หมายถึงอายตนะ

    **เครื่องผูกที่เป็นมูลเหตุแห่งเขต หมายถึงอวิชชา ตัณหา และภพ

  2. ตรัสเรียกบุคคลว่า “ผู้ฉลาด” ด้วยอาการอย่างไร

    “บุคคลพิจารณากระเปาะฟอง*ทั้งสิ้นคือ กระเปาะฟองเทวดา กระเปาะฟองมนุษย์และกระเปาะฟองพรหมแล้ว ผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูกที่เป็นมูลเหตุแห่งกระเปาะฟองทั้งมวล เป็นผู้คงที่ ดำรงตนอยู่เช่นนั้นพระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสเรียกว่า ผู้ฉลาด”

    *กระเปาะฟอง หมายถึง กรรม

  3. อย่างไร จึงตรัสเรียกว่า “บัณฑิต”

    “บุคคลพิจารณาอายตนะทั้ง 2 ประการ คือ อายตนะทั้งภายในและภายนอกแล้ว มีปัญญาบริสุทธิ์ ก้าวพ้นธรรมดำและธรรมขาว*ได้แล้ว เป็นผู้คงที่ ผู้ดำรงตนอยู่เช่นนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสเรียกว่า บัณฑิต ”

    *ธรรมดำและธรรมขาว หมายถึงบาปและบุญ

  4. อย่างไร ตรัสเรียกว่า “มุนี”

    “บุคคลรู้ธรรมทั้งของอสัตบุรุษและสัตบุรุษ ทั้งภายในและภายนอกในโลกทั้งปวง ล่วงพ้นกิเลสเครื่องข้องและตัณหาดุจข่ายได้แล้ว ควรได้รับความเคารพบูชาจากเทวดาและมนุษย์ บุคคลนั้น พระพุทธเจ้าทั้งหลายตรัสเรียกว่า มุนี”

 

คำถามส่วนที่ 4

  1. บุคคลบรรลุอะไร บัณฑิตจึงเรียกว่า “ผู้จบเวท”

    “บุคคลเลือกเฟ้นเวท*ทั้งสิ้นของสมณพราหมณ์ทั้งหลายที่มีอยู่ ปราศจากราคะในเวทนาทั้งปวง ก้าวล่วงเวททั้งปวงได้แล้ว บุคคลนั้น บัณฑิตเรียกว่า ผู้จบเวท**

    *เวท ในที่นี้หมายถึงศาสตร์ความรู้ของสมณพราหมณ์ทั้งหมด

    **เวท ในที่นี้หมายถึง มัคคญาณ 4

  2. บุคคลปฏิบัติอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า “ผู้รู้ตาม”

    “บุคคลพิจารณารู้เท่าทันกิเลสเครื่องเนิ่นช้า และนามรูปภายในตน และกิเลสอันเป็นมูลเหตุแห่งโรคในภายนอก เป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูกอันเป็นมูลเหตุแห่งโรคทั้งปวง เป็นผู้คงที่ ดำรงตนอยู่เช่นนั้น บัณฑิตเรียกว่า ผู้รู้ตาม”

  3. บุคคลประพฤติตนอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า “ผู้มีความเพียร”

    “ในโลกนี้ บุคคลผู้งดเว้นบาปทั้งหมด ล่วงพ้นทุกข์ในนรก มีความเพียร เป็นผู้คงที่ ดำรงตนอยู่เช่นนั้น บัณฑิตเรียกว่า ผู้มีความเพียร มีความมุ่งมั่น เป็นนักปราชญ์”

  4. บุคคลตัดอะไรได้ บัณฑิตจึงเรียกว่า “บุรุษอาชาไนย”

    “บุคคลตัดเครื่องผูก* อันเป็นมูลเหตุแห่งกิเลสเครื่องข้อง ทั้งภายในและภายนอกได้แล้ว เป็นผู้หลุดพ้นจากเครื่องผูก อันเป็นมูลเหตุแห่งกิเลสเครื่องข้องทั้งปวง เป็นผู้คงที่ ดำรงตนอยู่เช่นนั้น บัณฑิตเรียกว่า บุรุษอาชาไนย”

    *เครื่องผูก ในที่นี้หมายถึงกิเลสทั้งหลาย มีราคะเป็นต้น

 

คำถามส่วนที่ 5

  1. บุคคลบรรลุอะไร บัณฑิตจึงเรียกว่า “ผู้มีสุตะ”

    “บุคคลผู้สดับแล้ว รู้ยิ่งธรรมทั้งปวง ครอบงำธรรมทั้งที่มีโทษและไม่มีโทษต่าง ๆ มีอยู่ในโลกได้ หมดความสงสัย มีจิตหลุดพ้น ไม่มีความทุกข์ในธรรมทั้งปวง* บัณฑิตเรียกว่า ผู้มีสุตะ”

    *ธรรมทั้งปวง:ในที่นี้หมายถึงขันธ์ และอายตนะ เป็นต้น

  2. บัณฑิตเรียกบุคคลว่า “อริยะ” ด้วยอาการอย่างไร

    “บุคคลผู้มีปัญญา ตัดอาลัยและอาสวะได้แล้ว ไม่ถือกำเนิดเกิดในครรภ์อีก ละสัญญา 3 อย่าง และละเปือกตมคือกามได้ ไม่กลับมาสู่กัป*อีก บัณฑิตเรียกว่า อริยะ(ผู้ประเสริฐ)”

    *กัป:ในที่นี้หมายถึงตัณหาและทิฏฐิ

  3. บุคคลประพฤติอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า “ผู้มีจรณะ”

    “ในศาสนานี้ บุคคลผู้บรรลุธรรมที่ควรบรรลุเพราะจรณะ* เป็นผู้ฉลาด รู้ธรรมได้ในกาลทุกเมื่อ ไม่ข้องอยู่ในธรรมทั้งปวง มีจิตหลุดพ้นแล้ว ไม่มีปฏิฆะ บัณฑิตเรียกว่า ผู้มีจรณะ”

    *จรณะ หมายถึงความประพฤติ,ปฏิปทา ในที่นี้หมายถึงจรณะ 15 คือ

    1. สีลสัมปทา (ความถึงพร้อมด้วยศีล)
    2. อินทรียสังวร (การสำรวมอินทรีย์)
    3. โภชเนมัตตัญญุตา (ความเป็นผู้รู้จักประมาณในการบริโภค
    4. ชาคริยานุโยค (การหมั่นประกอบความเพียรเป็นเครื่องตื่น)
    5. ศรัทธา
    6. หิริ
    7. โอตตัปปะ
    8. ความเป็นพหูสูต
    9. วิริยารัมภะ (ปรารภความเพียร)
    10. ความมีสติมั่นคง
    11. ปัญญา
    12. ปฐมฌาน
    13. ทุติยฌาน
    14. ตติยฌาน
    15. จตุตถฌาน
  4. บุคคลปฏิบัติอย่างไร บัณฑิตจึงเรียกว่า “ปริพาชก”

    “บุคคลผู้กำจัดธรรมที่มีทุกข์เป็นวิบากซึ่งมีอยู่ ทั้งที่เป็นอดีต อนาคต และปัจจุบันได้แล้ว ประพฤติตนอยู่ด้วยปัญญาพิจารณา และละมายา มานะ โลภะ และโกธะได้หมดสิ้น ทำนามรูปให้สิ้นสุดลงได้ บัณฑิตเรียกว่า ปริพาชก ผู้บรรลุธรรมที่ควรบรรลุ”

 

เมื่อได้ฟังที่พระผู้มีพระภาคทรงตรัสตอบแล้ว สภิยปริพาชกก็มีใจเบิกบาน เฟื่องฟู เกิดปีติโสมนัส ชื่นชมอนุโมทนาภาษิตของพระผู้มีพระภาคแล้ว กราบทูลว่า พระองค์ทรงกำจัดทิฐิ 3 และทิฐิ 60 ของสมณะผู้มีลัทธิอื่น ทรงก้าวล่วงความมืด คือ โอฆะได้แล้ว เป็นผู้ถึงที่สุดแห่งทุกข์ เป็นพระอรหันต์ มีอาสวะสิ้นแล้ว มีพระปัญญามาก ทรงช่วยตนผู้กระทำที่สุดทุกข์ให้ข้ามได้แล้ว ช่วยให้ตนข้ามพ้นความสงสัย ตนขอนอบน้อมแด่พระผู้มีพระภาค แล้วหมอบลงแทบพระบาทของพระองค์ด้วยเศียรเกล้า

 

“ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ พระภาษิตของพระองค์ชัดเจนไพเราะยิ่งนัก พระผู้มีพระภาคทรงประกาศธรรมอย่างแจ่มแจ้งโดยประการต่างๆ เปรียบเหมือน บุคคลหงายของที่คว่ำ เปิดของที่ปิด บอกทางแก่ผู้หลงทาง หรือตามประทีป ในที่มืด โดยตั้งใจว่า ‘คนมีตาดีจักเห็นรูปได้’ ข้าพระองค์นี้ขอถึงพระผู้มีพระภาค พร้อมทั้งพระธรรมและภิกษุสงฆ์เป็นสรณะ ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ข้าพระองค์พึงได้ บรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาคเถิด”

 

สภิยปริพาชก ขอถึงพระผู้มีพระภาค พระธรรม และพระภิกษุสงฆ์ว่าเป็นสรณะ และขอบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค พระองค์จึงตรัสว่า ผู้ที่เคยเป็นอัญญเดียรถีย์มาก่อน เมื่อหวังบรรพชาอุปสมบทในธรรมวินัยนี้ จะต้องอยู่ปริวาส 4 เดือนก่อน และถ้าภิกษุทั้งหลายพอใจ จึงจะให้บรรพชาอุปสมบทเพื่อความเป็นภิกษุ

สภิยปริพาชก ได้ขออยู่ปริวาส 4 ปี แล้วจึงบรรพชาอุปสมบทในสำนักของพระผู้มีพระภาค หลังจากอุปสมบทแล้วไม่นาน ได้หลีกออกจากหมู่อยู่ผู้เดียว ไม่ประมาท มีความเพียร มีใจเด็ดเดี่ยว ไม่นานนัก ก็กระทำให้แจ้งซึ่งที่สุดแห่งพรหมจรรย์อันยอดเยี่ยม บรรลุอรหัตตผล

75
1
นาทีในการอ่าน