การฝึกควบคุมใจ

การฝึกควบคุมใจ
S07E15
  • จากกระแสของโลกที่รวดเร็วต่อเนื่องทำให้เราควรที่จะมาฝึกควบคุมใจหรือมีเครื่องที่จะรักษาจิตไม่ให้แล่นไปตามกระแสของโลกนั้น
  • ใจที่ไม่มีการรักษาก็จะทำให้การรับมานั้นไม่ดี การส่งออกมาทางกายวาจาใจนั้นก็พลอยไม่ดีไปด้วย การมีสตินายทวารที่ดีจะช่วยรักษาช่องทางเหล่านี้ได้
  • จิตนี้ฝึกได้ ต้องฝืน เปรียบดั่งการไขน้ำเข้านา การดัดลูกศรเป็นต้น ถ้าดัดจริตถูกจะดัดกิเลสได้
  • จิตที่ฝึกดีแล้วจะนำสุขมาให้ ไม่เอียงลาดสุดโต่งไปข้างใดข้างหนึ่ง แม้เมื่อมีผัสสะทั้งที่น่าพอใจหรือไม่น่าพอใจมากระทบ ด้วยการอบรมจิตให้เสมอด้วยอากาศ แม่น้ำ เป็นต้น
  • ควรขนาบตนเตือนตนโจทญ์ตนด้วยมรรค และทำการข่มจิตด้วยอำนาจของมรรค จะทำให้เดินอยู่ในเส้นทางมัชฌิมาปฏิปทา ที่จะนำไปสู่การเหนือสุขเหนือทุกข์ เหนือโลกได้

ภิกษุ ท. ! เปรียบเหมือน บุรุษถือจอบและกะทอ มาแล้วกล่าวว่า “เราจักกระทำแผ่นดินใหญ่นี้ ให้ไม่เป็นแผ่นดิน” ดังนี้; เขาขุดในที่นั้น ๆ เรี่ยรายดินในที่นั้น ๆ ขากถุยอยู่ในที่นั้น ๆ กระทืบเท้าอยู่ในที่นั้น ๆ ปากพูดอยู่ว่า “มึงไม่ต้องเป็นแผ่นดินอีกต่อไป มึงไม่ต้องเป็นแผ่นดินอีกต่อไป” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เธอจะสำคัญความข้อนี้ว่าอย่างไร : บุรุษนั้น จะทำแผ่นดินใหญ่นี้ ให้ไม่เป็นแผ่นดิน ได้แลหรือ? “ข้อนั้นหามิได้ พระเจ้าข้า !” เพราะเหตุไรเล่า ? “ข้าแต่พระองค์ผู้เจริญ ! แผ่นดินใหญ่นี้ลึกหาประมาณมิได้ เป็นการง่ายที่ใคร ๆ จะทำให้ไม่เป็นแผ่นดิน รังแต่บุรุษนั้นจะเป็นผู้มีส่วนแห่งความลำบากคับแค้นเสียเปล่า พระเจ้าข้า !”

ภิกษุ ท. ! ข้อนี้ก็ฉันนั้นเหมือนกัน : ในบรรดาทางแห่งถ้อยคำสำหรับการกล่าวหาห้าประการนั้น เมื่อเขากล่าวหาเธอ ด้วยทางแห่งถ้อยคำประการใดประการหนึ่งอยู่ เธอพึงทำการสำเหนียกในกรณีนั้นอย่างนี้ว่า “จิตของเราจักไม่แปรปรวน, เราจักไม่กล่าววาจาอันเป็นบาป, เราจักเป็นผู้มีจิตเอ็นดูเกื้อกูล มีจิตประกอบด้วยเมตตา ไม่มีโทสะในภายใน อยู่, จักมีจิตสหรคตด้วยเมตตาแผ่ไปยังบุคคลนั้น อยู่ และจักมีจิตสหรคตด้วยเมตตา อันเป็นจิตไพบูลใหญ่หลวง ไม่มีประมาณ ไม่มีเวร ไม่มีพยาบาท แผ่ไปสู่โลกถึงที่สุดทุกทิศทางมีบุคคลนั้นเป็นอารมณ์ แล้วแลอยู่” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! เธอพึงทำการสำเหนียกอย่างนี้แล.

มู.ม. ๑๒/๒๕๕ – ๒๘๐/๒๖๗ – ๒๗๓.

 

...ทำจิตให้เหมือนแผ่นดินมีความหนักแน่น ทำจิตให้เหมือนกับน้ำมีความเยือกเย็น ทำจิตให้เหมือนกับอากาศมีความว่างเปล่า...

 

ในกระแสของโลกที่มีความต่อเนื่องเรียกว่ากระแสมันรวดเร็วรุนแรงต่อเนื่อง กระแสของโลกที่มีความรวดเร็วต่อเนื่องหนักอึ้ง จิตเรายิ่งต้องมีการรักษา เพราะว่าถ้าในช่องทางคือใจของเราไม่มีเครื่องรักษาจิต จิตเรามันจะหวั่นไหววุ่นวายขึ้นลง ท่านเปรียบเทียบไว้เหมือนกับถ้าเราจับเอาสัตว์หกชนิด เอาลิง สุนัขบ้าน สุนัขจิ้งจอก งู นก และจรเข้ มาผูกด้วยเชือกเหนียวเส้นหนึ่ง ปลายเชือกอีกด้านหนึ่งผูกรวมกันเอาไว้ ปล่อยเชือกเท่านั้นแต่ละที่แต่ละตัว นกก็จะบินขึ้นฟ้า จรเข้ก็จะลงน้ำ งูก็จะหนีเข้าจอมปลวก ลิงก็จะไปป่าเป็นต้น ตัวไหนมีกำลังมากกว่าก็จะดึงไป

จิตของเราตอนนี้ พวกเราทั้งหลายเกิดมาในโลกมนุษย์ถูกล็อคอยู่ด้วยตาหูจมูกลิ้นและกาย อันนี้ล่ะ ไม่ได้อันอื่น ล๊อคกันอยู่ในสภาพของกายนี้ ล๊อคกันอยู่ด้วยระบบของกรรม พอถูกล๊อคอยู่อย่างนี้เหมือนกับมันมาผูกเป็นปมเอาไว้ ผูกเป็นปมเอาไว้อย่างนี้แล้ว ถ้าเสียงนี้ผ่านมาทางหูนี้ มีกำลังมากกว่ารสที่ผ่านมาทางลิ้นนั้น จิตเราจะพุ่งไปทางนั้นทันที และถ้าเสียงที่ผ่านมาทางหู อันเป็นที่ตั้งแห่งความสุข ก็จะทำให้จิตของเรานั้น มันมีความกำหนัดยินดีพอใจลุ่มหลงเพลิดเพลินเกิดความลำเอียงไปได้ นั่นคือถูกครอบงำ

หรือว่าถ้ากลิ่นนั้นเป็นที่ตั้งแห่งความไม่น่าพอใจ เช่น ตอนเช้าๆบางทีเขามาเก็บขยะ ใช่ป่ะ โอวเหม็นๆๆ กลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่น่าพอใจมาเตะจมูกเข้าให้ ทำอย่างไง โอวถ้าจิตไม่ได้มีการรักษา มันก็จะทำให้เกิดความไม่พอใจไม่สงบมีอคติ นี่คือในทางใจนะ แล้วถ้าวาจาออกมาก็บ่นด่ากร่นว่า โอววุ่นวาย คือมีการถูกครอบงำทั้งด้วยผัสสะที่น่าพอใจและผัสสะที่ไม่น่าพอใจ ท่านเปรียบไว้เหมือนกับหมู่บ้านแห่งหนึ่งมีโจรเข้ามาปล้นอยู่เรื่อย ชาวบ้านก็ได้รับความเดือดร้อน เพราะว่าโจรที่เข้ามาปล้นอยู่เป็นประจำ หูเราก็จะได้รับความเดือดร้อนก็เพราะเสียงที่น่าพอใจบ้างไม่น่าพอใจบ้าง ลิ้นก็จะได้รับความเดือดร้อนเพราะรสที่น่าพอใจบ้างไม่น่าพอใจบ้าง มันเป็นอย่างงี้ นี่คือเรียกว่ากระแสของโลก

กระแสปัจจุบันนี้ยิ่งมากยิ่งเยอะ เรื่องราวนั้นนี้โน้นข่าวสารไปไวมากมาย สมัยก่อนกว่าจะหาข่าวสักข่าวนึงได้ต้องส่งม้าเร็วไป ส่งม้าเร็วไปนี่ก็ยังต้องหลายวัน เดี๋ยวนี้ไม่ได้ยาก ขับรถไปนี่ ป้ายโฆษนาก็โผล่มาแล้ว มีข่าวด้วย โทรศัพท์มือถือ โอวทุกอย่าง รวดเร็ว มีกระแสที่เชี่ยวกราก ในลักษณะนี้ถ้าจิตของเราไม่ได้มีเครื่องต้านทาน ไม่ได้มีที่เกาะเอาไว้ ไม่ได้มีที่พึ่งที่ถูกต้อง เราจะวุ่นวายมาก จะรู้สึกว่าโลกนี้มันสับสนมาก มีปัญหามาก

ในที่นี้เราจึงต้องมีการฟังธรรม ฟังธรรมแล้วเราสามารถที่จะสู้กับกระแสของโลกได้ กระแสของโลกที่เราจะรับทราบรับรู้ได้ก็มาจากทางช่องทางตาหูจมูกลิ้นกายและใจ นี่คือขารับขาเข้านะ แล้วพอถ้ารับมาเข้ามาอย่างไร ให้เกิดความเดือดร้อนหรือความไม่สงบ เวลาที่มันปรุงแต่งออกไปก็จะปรุงแต่งออกไปได้ทางกายทางวาจาและทางใจ สามช่องทางอีกเหมือนกัน แต่เป็นคนละขา ขาเข้าคือหกช่องทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ ขาออก็เป็นสามช่องทางกายวาจาใจ เข้าๆออกๆ รับๆส่งๆกันอยู่อย่างนี้ล่ะ รับดีก็ส่งดี รับไม่ดีก็ส่งไม่ดี

รับอย่างไงเรียกว่ารับดี รับดีไม่ใช่หมายความว่ามีแต่ผัสสะที่น่าพอใจ โอวดีชีวิตฉันดี ไม่แน่นะท่านผู้ฟัง ผัสสะที่น่าพอใจเป็นสุขเวทนา โอทุกคนพูดดีกะเราหมดเลย มีเงินใช้ มียศตำแหน่ง มีแต่ผัสสะที่น่าพอใจ ดูอย่างพวกเทวดาในชั้นสุพกินหา เจอแต่ผัสสะที่น่าพอใจเท่านั้น ผัสสะที่ไม่น่าพอใจไม่เจอเลยนะ แต่ไม่แน่เสมอไปว่าเขาจะสามารถที่จะทรงได้ดี เพราะต่อให้เรารับผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความสุขเวทนาอย่างที่ว่าว่า ตาก็จะเดือดร้อนเพราะรูปอันเป็นที่น่าพอใจได้ ใจก็จะเดือดร้อนเพราะธรรมารมณ์อันเป็นที่น่าพอใจก็ได้ ถ้ารับผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความน่าพอใจแล้วรับไม่ดี นั่นคือเดือดร้อนได้ หรือในทางตรงกันข้ามถ้ารับผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่น่าพอใจ เช่นกลิ่นขยะเหม็นๆ เป็นต้น เสียงกร่นด่าของคนเป็นต้น แต่ถ้ารับดีนะ รับดีได้ ให้เกิดความดีได้ อย่างไงที่เรียกว่าดีหรือไม่ดีในที่นี้

เอาที่ไม่ดีก่อน อย่างที่ว่านี่แหล่ะ สัตว์หกชนิดถูกผูกเอาไว้ เอาปลายอีกด้านหนึ่งมาผูกเป็นปม สัตว์ไหนมีกำลังมากกว่าก็ดึงไปให้สุขให้ทุกข์ อันนี้คือรับไม่ดี ไม่ดีท่านผู้ฟัง เพราะอะไร เพราะไม่มีสติ ไม่มีสติจะสุขหรือทุกข์ไม่ดีทั้งนั้น จะทำให้เราวุ่นวายได้ เพลิดเพลินลุ่มหลงไปในความสุขได้ มีความขยะแขยงไม่พอใจอคติในความทุกข์ได้ นั่นคือไม่ดี พอรับมาไม่ดีในทั้งหกช่องทางตาหูจมูกลิ้นกาย ใจนี่มันเอาก่อนเลยท่านผู้ฟัง เพราะทุกอย่างมันมารวมลงในใจ อะไรที่อยู่ในใจนี้ เริ่มจากจิตก่อนเลย จิตนี้เป็นนามธรรม คือต้องอยู่ในใจนี้แหละเป็นช่องทาง จิตนั้นก็จะมีความเพลิดเพลินลุ่มหลง ก็จะผลิตราคะออกมา ราคะนั้นเป็นกองกิเลสประเภทหนึ่งที่ทำให้เรามีความรู้สึกอยาก หิว กระหาย อยากได้ ยังไม่พอ ต้องเอาอีก พอผลิตสิ่งเหล่านี้ออกมาสักช่องทางคือใจ เหมือนเวลาเราใส่แว่นตาสีแดงนะ มองไปทางไหนก็สีแดงไปหมด มองต้นไม้เขียวมันก็กลายเป็นช้ำเลือดช้ำหนอง มองถนนเอ๊ดำมันก็กลายเป็นเฉดแดงๆ แดงคล้ำๆ มันทำให้มองอะไรเห็นไม่ชัดเจนในช่องทางคือใจที่ว่าเป็นใหญ่ๆเนี่ย พอมีสิ่งที่เป็นราคะ คือกองของกิเลสกองหนึ่งอยู่เนี่ย ทำให้เวลาที่เราไปรับรู้อะไรก็ตาม มันก็จะไปด้วยตามอำนาจของความหิวความอยาก อำนาจของราคะไป

กองอันที่สองคือที่ว่าเป็นโทสะ คือความร้อน ทำให้เกิดความไม่พอใจ อย่างคนที่โกรธอยู่แล้วเนี่ยนะ พูดอะไรให้ดีๆ ก็ตาม ก็โกรธไปหมด พาลไปหมด เพราะอะไร เพราะในช่องทางมันมีกิเลสคือโทสะอยู่แล้ว เหมือนคุณใส่แว่นตาสีเหลือง เห็นอะไรก็เป็นโทนเหลืองๆ ไปหมด เพราะว่าการรับรู้มันผิดเพี้ยนไป ผิดเพี้ยนไปตามอำนาจของโมหะด้วย โมหะนั้นก็จะมีผลทำให้เกิดความมืด ขุ่นมัว เห็นไม่ชัดเจน เป็นแบบความตึงๆมึนๆ ใช่ไม่ใช่ ไม่แน่ใจ งงๆไปอย่างนี้แหละ

 

สามกองราคะโทสะโมหะเกิดขึ้นในช่องทางคือใจ ทำให้การรับรู้คือวิญญาณนั้นก็เป็นไปตามอำนาจของมัน คือไม่ใช่ตัวของตัวเองไป กลายเป็นเหมือนกับตัวของกิเลสไป ถ้าตามโมหะก็มึนๆ ตามโทสะก็ร้อนๆ ตามราคะก็แบบหิวๆ

 

อย่าวู่วามท่านผู้ฟัง อย่าวู่วาม เพราะถ้ารับไม่ดี ส่งไปทางใจมันไม่ดีแล้วอันนึง ทางวาจาล่ะ ก็ใจเป็นใหญ่ ใจเป็นประธาน ใช่มั้ยล่ะ ถ้าใจเป็นไปแบบไหน วาจามีแนวโน้มที่จะเป็นไปแบบนั้นได้ วาจาก็จะพูดแบบก็ตามความร้อนตามความหิวหรือความมืดไป ทางกายก็เหมือนกัน สามช่องทางกายวาจาใจ เริ่มจากใจเป็นอย่างไง วาจากายก็มีแนวโน้มจะเป็นอย่างนั้นได้

แต่คนเราท่านผู้ฟัง มันดัดกายดัดวาจาดัดใจกันได้ ท่านเปรียบเทียบไว้กับลูกศรที่มันงอ มันงอตรงไหนก็ดัดมันตรงนั้น คนที่ยังมีกายวาจาใจแบบยังไม่ตรง คดไปตามแรงของกิเลสที่ให้เราเบี้ยวๆ ไปตามความหิวความร้อนอะไรก็ว่ากันไป ราคะโทสะโมหะเนี่ย เออบางทีเรายังดัดใจของเรายังไม่ได้ ฝึกฝืนตรงนี้ยังไม่ได้ แต่ว่าก็เอาพูดดีๆ กันน่า อันนี้ก็ยังมีการดัดวาจานะ ไม่ให้พูดสิ่งที่แบบว่าทิมแทงกระแหนะกระแหนเสียดสีหรือเป็นคำที่ไม่น่าพอใจกัน

ใจอาจจะคิดอย่างนึงคิดไม่ดีกะเขา แต่ปากอาจจะพูดดีไป อันนี้มันยังดีหนึ่งในสามนะ บางคนอาจจะคิดว่านี่มันดัดจริต จริตเนี่ยมันต้องดัดสิ ถ้าไม่ดัดแล้วมันคดเนี่ย มันจะไปดีได้อย่างไง แต่ว่าดัดจริตที่พูดๆ กันเนี่ย ไม่ใช่หมายความนี้ เพราะที่เรากำลังดัดนี่ดัดกิเลส ไม่ให้กิเลสมันทำสิ่งที่ไม่ดีออกไป

ดูสิว่าสมมุติว่าเราคิดไม่ดี เราก็ดันพูดไม่ดี แล้วก็กระทำทางกายที่ไม่ดีออกไปด้วย โอวนี่มันคดหมดเลย แต่ถ้าเผื่อว่าเอ้าอย่างน้อยยังฝืนวาจาไม่ให้มันคด แต่พยายามดัดให้มันตรง อันนี้คือดัดกิเลสที่จะออกมาทางกายที่จะออกมาทางวาจาให้มันตรงได้ ดี ยังดี ดัดจริตแบบนี้ทำเลย แต่ทำด้วยสัมมาทิฏฐินะ เพราะว่าถ้าทำด้วยมีมิจฉาทิฏฐิอยู่ในภายในเนี่ย การกระทำนั้นเป็นการเสแสร้ง มันไม่ได้จะให้เกิดผลที่ยั่งยืนถาวรให้ไปตามทางมรรคได้ เพราะว่าถ้าสมมุติว่าเราตั้งทิฏฐิความเห็นว่า ทำเสแสร้งไปแล้วก็จะได้รอดตัวไปวันๆ อันนี้แสดงว่าเราไม่เข้าใจว่าอะไรที่มันเป็นความดีอะไรที่มันเป็นความไม่ดี พอความเข้าใจเรื่องความดีความไม่ดีไม่มี นั่นเป็นมิจฉาทิฏฐิ มันเป็นความเห็นที่ไม่ถูกต้อง พอเราไม่รู้ว่าอะไรดีไม่ดี แต่ว่าแสร้งทำดีไป เพราะว่าจะได้ผลเรื่องของกามบ้างเรื่องของความพอใจไม่พอใจอย่างใดอย่างหนึ่ง การกระทำนั้นก็ไม่ได้ทำให้เกิดการที่ไปสู่มรรคได้ อันนี้คือดัดจริตจริงๆ

แต่ว่าถ้าเราทำถูกดัดจริตที่ว่านั้นกลายเป็นดัดกิเลสจริงๆ อย่างน้อยกายเราไม่ฆ่าสัตว์ไม่ลักทรัพย์ไม่ประพฤติผิดในกาม แต่ช่องทางใจเราอาจจะคิดเรื่องกามอยู่นะ อาจจะไม่ชอบไอ้หมอนี่นะ แต่ว่ามือไม้ก็ไม่ได้ลงตีฆ่า ปากก็ไม่ได้ด่าทอ เอ้าอย่างน้อยยังดี กายวาจายังตั้งอยู่ในความดีได้ อย่างนี้หมายความว่า ยังมีการส่งเรื่องของการปรุงแต่งทางกายส่งเรื่องการปรุงแต่งของทางวาจา ออกมาในทางที่ยังดีอยู่ได้ แสดงว่าภาครับท่านผู้ฟังคือรับทางเสียงทางลิ้น รับกลิ่นทางหู ตื่นกันหรือยัง เสียงมันจะเข้าลิ้นได้อย่างไง กลิ่นมันเข้าตาไม่ได้ แสบด้วย แสงเท่านั้นที่จะเข้าตาได้ กลิ่นเท่านั้นที่จะเข้าจมูก เสียงเท่านั้นที่จะเข้าหู เป็นผัสสะมาตามช่องทาง รับมาอย่างดี หมายความว่า เราต้องมีสติตั้งขึ้น อย่ามึน ตื่นได้แล้วถ้ายังหลับอยู่ ลุกขึ้นกระทำการงาน

 

ตั้งสติเอาไว้ สติคือความระลึกได้ ต้องมีการสำรวมสังวรณ์รักษาระวังอินทรีย์ของเรา การระวังอินทรีย์นั่นคือการที่เราตั้งสตินั่นเอง แต่ละช่องทางตาหูจมูกลิ้นกายและใจหกช่องทางนี้ ถ้ารับไม่ดีนั้น คือไม่มีสติตั้งไว้ สตินั้นพระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับเป็นนายทวาร

 

ก็คือคนเฝ้าประตู เหมือนกับตามสถานที่ราชการ โรงงาน หมู่บ้านจัดสรร ที่เขาจะมียามเฝ้าไว้ อยู่บริเวณทางเข้าทางออก ยามที่ว่าเป็นเจ้าหน้าที่รักษาความปลอดภัยเนี่ย ก็จะตรวจดู คนนี้มีบัตรมั้ย คนนี้ได้รับเชิญหรือไม่ หรือว่ามาด้วยจุดประสงค์อะไร เอาอะไรเข้าไป เอาอะไรออกมา เขาจะตรวจดู ตรวจทำไมเนี่ย เผื่อที่จะรักษาให้เกิดความปลอดภัยเกิดขึ้นกับอาคารนั้นสถานที่นั้นๆ ไม่ให้สิ่งที่จะเป็นโทษเป็นภัยเข้าไปได้ ไม่ให้สิ่งที่เป็นความดีความงามออกไปได้

ความดีก็เสียได้นะ ความชั่วบางทีก็เพิ่มได้นะ พระพุทธเจ้าท่านจึงตรัสไว้ในเรื่องความเพียร ท่านว่าอะไรที่เป็นความเพียรที่ไม่ดีไม่ถูกไม่ชอบ ใช่ป่ะ อกุศลธรรมที่มีอยู่ก็เจริญขึ้น อกุศลธรรมที่มันยังไม่เคยมีมาก่อนมันกลับมีมาจากข้างนอก เห็นคนนั้นเขาทำชั่วลองทำดูบ้าง อันนี้คือความชั่วเข้าเพิ่มแล้ว ความดีที่มีอยู่ในภายใน เอ้ากลับสูญเสียหลีกไหลรั่วออกไป อะไรที่มีดีๆอยู่ เอ้าก็กลับลดลง อย่างเช่นบางทีความเมตตาเรามีอยู่กันกับบางคน แต่ว่าเมตตาลดลง ยังมีอยู่แต่ว่ามันลดลง ส่วนที่หายไปอย่างเช่นบางทีการให้ทานเป็นจาคะการบริจาคการให้การสละออก บางทีก็ถ้ามันหายไปคือไม่ทำเลยเนี่ย กุศลธรรมก็ลดได้ อกุศลธรรมก็เพิ่มได้ อันนี้คือเป็นมิจฉาวายามะ

 

ถ้าเรารักษาดูแลช่องทางไม่ดี คือถ้าสติของเราเผลอ แต่ถ้าเรามีสติดี นี่คือเป็นภาครับที่ดี ภาครับที่ดีก็ป้องกันไม่ให้อกุศลธรรมมันเข้าไป ป้องกันรักษาไม่ให้กุศลธรรมมันออกไป เปิดประตูรับสิ่งที่เป็นกุศลธรรมดีงามเข้ามา แล้วอะไรที่มีดีๆ อยู่ยิ่งพัฒนาให้มันดีมีมากยิ่งขึ้น นั่นคือเรารับมาดีนะ คือเราต้องมีสติ สตินั้นเป็นตัวที่จะรักษาทวาร คือตาหูจมูกลิ้นกายและใจ

 

ถ้าเรามีภาครับที่ดี ภาคส่งที่เป็นการปรุงแต่งไปทางกายทางวาจาหรือทางใจอย่างที่ว่า ก็สามารถที่จะปรุงแต่งส่งออกไป ความคิดก็เป็นสัมมาสังกัปปะ ช่องทางวาจาคำพูดคำกล่าวก็เป็นสัมมาวาจา เป็นคำพูดที่จะเป็นการปลอบประโลมให้เกิดความฟูใจเป็นคำที่จะเป็นคำจริง พูดแล้วจะให้มีความสมัครสมานสามัคคีกัน เป็นความสร้างสรรค์ การกระทำทางกายก็เป็นสัมมากัมมันตะเป็นสัมมาอาชีวะออกไปในลักษณะที่จะไม่เบียดเบียนกัน เป็นลักษณะที่จะให้เกิดความเอื้อเฟื้อกัน ประพฤติชอบกันแบ่งปันกันทังภาครับและภาคส่งก็ดีขึ้นมาได้

ทั้งนี้ทั้งนั้นต่อให้เรามีสติตั้งไว้ รับมาอย่างดี ต่อให้เรามีการปรุงแต่งมีเจตนาสัมมาทิฏฐิที่ดี มีการพูดคิดทำไปในทางดี ทั้งหมดนี้ไม่ได้เป็นเครื่องการันตี ไม่ได้เป็นการที่จะรับรองได้ว่า เราจะเจอแต่เรื่องดีๆ ฟังให้ดีนะท่านผู้ฟัง แม้อริยสาวกผู้ที่ประกอบอยู่ในธรรมตั้งอยู่ในธรรมเดินตามทางมรรคก็ยังต้องเจอเวทนาที่เป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้างไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขบ้าง ปุถุชนก็เหมือนกัน ปุถุชนที่ไม่เคยได้ยินได้ฟังธรรมะเลยไม่สนใจไม่แคร์เรื่องคำสอนของพระพุทธเจ้าใดๆ ทั้งสิ้น ยังไปตามกระแสของโลก ก็เจอเวทนาที่เป็นสุขเวทนาที่เป็นทุกข์ แล้วก็เวทนาที่ไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุขเหมือนกัน บางทีเราทำความดี๊ความดี พูดคิดทำแต่สิ่งที่ดีๆ พยายามที่จะรักษาสติ ตั้งมั่นในความดี อ่าน ศึกษาในธรรมะ โอ๊ยแต่ทำไมเจอแต่เรื่องที่ไม่ดี เพราะว่าเรื่องที่ไม่ดีเนี่ยหมายถึงเวทนาที่เป็นทุกข์ บางทีมันเจอ

ทำไมคนนั้นเขาแบบเพลิดเพลินลุ่มหลง ไม่ได้จะมีธรรมะเลย ทำไมเขาเจอแต่เรื่องดีๆ เรื่องดีๆ ในที่นี้หมายถึงผัสสะอันเป็นที่ตั้งให้เกิดความสุขเวทนาใช่มั้ย มันก็ไม่ได้เป็นเครื่องการันตีรับรองแน่นอนเสมอไป เพราะว่าผลของการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งมันมีลักษณะการออกอยู่ อย่างเรารดน้ำต้นไม้เนี่ยนะ รดที่รากทำไมมันไปออกโน่นที่ต้นมัน หรือว่าใส่ปุ๋ยก็ใส่ที่ดิน เอ้า ทำไมไปออกบนกิ่งมัน คือมันออกคนละที่ อ้าวแล้วทำไมไม่ออกเดี๋ยวนี้เลย มันออกคนละเวลา แล้วถ้าจะบังคับให้มันออกเวลานั้นเวลานี้ได้มั้ย ไม่ได้ มันต้องมีไปตามสภาพของมัน ที่พืชพันธุ์นั้นจะเปลี่ยนแปลสภาพไปตามฤดูกาล บางทีก็ตั้งท้องบ้างออกบ้าง ความที่จะไปบังคับให้มันเป็นอย่างงั้นอย่างงี้บางทีมันไม่ได้

 

ทำความดีบางอย่างจะให้ได้ผลเลย บางทีมันก็ไม่ ทำความชั่วบางอย่าง จะให้ได้ผลเลยบางทีมันก็ไม่เป็นอย่างนั้น เพราะว่ากรรมบางทีก็ให้ผลในปัจจุบัน คือในฐิตธรรมก็มี ให้ผลคือวิบากในเวลาต่อมาก็มี ในเวลาต่อมาๆ อีกก็มี

 

ซึ่งเรื่องการให้ผลของกรรมมีความซับซ้อนมีความซ่อนเงื่อนมีเป็นในหลายวาระ มีครูบาอาจารย์ที่พยายามแยกอธิบายออกมาเป็นกรรมสิบสอง แบ่งเป็นสามหมวด แต่ละอย่างมีสี่ข้อเนี่ย อธิบายอย่างงั้นแล้ว บางทีก็ยังต้องมาศึกษากันให้เกิดความเข้าใจเพิ่มเติมขึ้นไปอีก เพราะมันเป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน ลึกลับมั้ย บางทีมันก็ยากที่จะพูดได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง วิสัยของผู้ได้ฌาน ความเป็นสัมมาสัมพุทธะ เรื่องผลของกรรมที่ว่าถ้าเราไปคิดแล้วบางทีจะประสาทได้ เป็นเรื่องที่เป็นอจินตรัย

ฉันทำความดีปานนี้ทำไมยังต้องมาเจอเรื่องพวกนี้อยู่ พระพุทธเจ้าท่านผู้ฟัง ท่านยังโดนเลย คนทำความดีมาปานนี้นะ ยังถูกคนรุมกร่นด่า เอถ้าเราดูแต่ผิวเผินนะ โอวทำอะไรมานี่ พวกนางมาคันธิยาก็จ้างคนมาดักด่าพระพุทะเจ้า อย่างนี้เป็นต้น คนที่ไม่ศรัทธาเขาก็ไม่ได้จะแคร์ไม่ได้จะอำนวยความสะดวกหรือต้อนรับอย่างใดๆ อย่างพวกปริพาชกที่กระทำกับท่านเป็นต้น โต้วาทะ ไม่ต้อนรับ กร่นด่า มีทั้งนั้น

 

พระพุทธเจ้าขนาดว่าสร้างบุญกุศลมามากมายขนาดนี้ ก็ยังเจอผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความไม่น่าพอใจบ้าง ตรงนี้แหละที่ทำให้คำสอนของพระพุทธเจ้าเรื่องราวที่เรามาศึกษาอยู่เนี่ย มันจึงมีความจำเป็นมาก เพราะบางทีเราควบคุมเหตุปัจจัยภายนอกไม่ได้ จะให้มันเป็นผัสสะแบบนี้ ให้เกิดเรื่องราวแบบนั้นเรื่องราวแบบนั้นอย่าเกิด เราควบคุมไม่ได้ บางครั้งบางคราวมันเกินเหตุปัจจัย แต่มันเป็นกระแสของมันอย่างเงี๊ยะ มันมาแบบเนี๊ยะ จะให้ทำอย่างไง เราก็จึงต้องฝึกควบคุมใจไงท่านผู้ฟัง

 

ดูอย่างน้ำเนี่ยนะ ปกติมันจะไหลลงสู่ที่ต่ำ นี้เป็นธรรมชาติของมัน ควบคุมไม่ได้ธรรมชาติของมันเป็นอย่างนี้ เอ้าแล้วทำไมเขามีกังหันน้ำ มีเหมืองน้ำ มีปั๊มน้ำ สูบน้ำขึ้นไปที่สูงได้ เอ้าดูสิ่งที่ว่าควบคุมไม่ได้ไปตามอำนาจแรงดึงดูดของโลก ก็ยังควบคุมได้นะ ยังควบคุมได้ หรือว่าลูกศร ไม้มันมางอๆ อย่างเงี๊ยะ มันเป็นไม้เลื้อยไป บางทีมันก็งอ เขายังมาดัดให้ตรงได้ โดยการเอามาลนไฟ ชุบน้ำข้าวแล้วก็เล็งด้วยหางตา เอ้า ก็ไหนธรรมชาติมันเป้นอย่างนี้ มันไปตามโค้งตามมุมของมัน ทำไมดัดให้ตรงได้ ก็ยังทำได้ไง ไม้อย่างเงี๊ยะเป็นท่อนๆยาวๆ ช่างไม้เขายังมาทำเป็นล้อเกวียนได้ เอ้าทำไมมันยาวๆตรงๆ เอามาทำให้เป็นกลมๆ ได้ เป็นล้อเกวียน หรือท่อนไม้มันกลมๆยาวๆ เขาก็ยังเอามาทำเป็นเหลี่ยมเป็นมุมเป็นเฟอร์นิเจอร์ได้ เอ้ามันไม่ใช่ธรรมชาติ มันเป็นกลมๆ แบบนั้นหรือ ก็ยังทำได้นะท่านผู้ฟัง ยังทำได้

หรือดูอย่างสัตว์ป่า ช้างหรือม้าเป็นต้น มันเป็นสัตว์ป่าอยู่ในป่า เขายังเอามาฝึกเป็นม้าอาชาไนย เป็นช้างอุโบสถ ที่ควรค่าแก่การที่จะอยู่ในราชตระกูล ควรค่าแก่พระราชาจะใช้สอย เอ้าสัตว์ป่าแบบนั้น บางทียังฝึกได้นะ เสือโคร่งช้างป่ายังเอามาฝึกให้ชินในแดนบ้านได้ เออ ยังฝึกได้แหะ แล้วจิตของเราที่ว่าบางทีเราอาจจะบอกว่าควบคุมไม่ได้ มันไปตามอารมณ์ขึ้นๆลงๆ ฝึกได้ ฝึกได้ด้วยธรรมะของพระผู้มีพระภาค ไม่ได้ต้องใช้อาชญา คือการมาด่ามาว่ามาพูดทิ่มแทงกัน คือใช้อาชญา ไม่ได้ต้องใช้ศาสตรา คือมาลงมือลงไม้ใช้อาวุธมีคมไม่มีคม ใช้ท่อนไม้ใช้ก้อนดิน ไม่ต้อง แต่เราตื่นเช้ามาฟังธรรมะอยู่เรื่อยอยู่เรื่อย จิตของเรานี่มันดัดได้ มันแก้ไขได้ ปรับให้ตรงได้ ฝึกได้ว่างั้นเถอะนะ อาจจะมีความพยศความเสพติดดิ้นรนมันเกิดขึ้น

 

คนเราบางทีท่านผู้ฟัง ถ้าเราจะยังสงบเสงี่ยมอ่อนน้อมเยือกเย็นในชั่วเวลาที่ เออ ถ้อยคำที่พอใจมากระทบเท่านั้น นี่มันธรรมดา ใครๆ เขาก็ทำได้ ไม่ได้มีเรื่องราวอะไรที่มันทำให้เดือดร้อนวุ่นวายใจ ใจมันก็ไม่เดือดร้อนมีปัญหาอะไรใช่มั้ยล่ะ แต่เมื่อไหร่ท่านผู้ฟัง เมื่อไหร่ มีถ้อยคำที่ไม่น่าพอใจมากระทบ มีเสียงมีกลิ่นอันเป็นที่ตั้งแห่งผัสสะของความไม่น่าพอใจมากระทบหูมากระทบลิ้นมากระทบจมูกเราเนี่ย ถ้าการปรุงแต่งทางใจการปรุงแต่งทางวาจาการปรุงแต่งทางกาย ยังมีความสงบเสงี่ยมอยู่ได้ ยังมีความอ่อนน้อมเต็มที่อยู่ได้ ยังมีความเยือกเย็นเต็มที่อยู่ได้ นั่นล่ะท่านผู้ฟัง เราถึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีความสงบเสงี่ยมจริง ถึงจะเรียกได้ว่าเป็นผู้ที่มีความอ่อนน้อมถ่อมตนอยู่ได้จริง ถึงจะเรียกได้ว่ายังเป็นผู้ที่เยือกเย็นอยู่ได้จริง

 

จริงๆ เนี่ยะ มันจริงมั้ย หรือจริงเฉพาะบางเวลา บางเวลาไม่จริง เวลาไหนจริง บางเวลาที่มันยังไม่ได้มีผัสสะที่ไม่น่าพอใจมากระทบนั่นล่ะ มันก็ยังจริงอยู่ได้ นี่คือมันไม่จริงไง แต่ถ้าเวลาใดที่มีผัสสะที่ไม่น่าพอใจมากระทบ แล้วยังจริงอยู่ได้ อันนี้มันจริงๆ จริงอย่างไงท่านผู้ฟัง จริงตรงที่ว่ายังแน่วแน่ดิ่งต่อคำสอน ยังแน่วแน่ดิ่งต่อมรรค ยังแน่วแน่ดิ่งต่อเส้นทางจริงๆ เส้นทางคืออริยมรรคมีองค์แปด เหมือนถนนเหมือนทาง ที่ในขณะที่เราเดินตามทางนี้ไป อาจจะมีอะไรมาข้างทางให้เราเฉไปเป๋ไป หรือมีอะไรมาชนกระทบให้เราแบบว่าเคลื่อนไปออกไปจากเส้นทางนี้ ถ้าเราแน่วแน่ดิ่งอยู่ตามทางจริงๆ เราจะกลับมาตามทางนี้ได้

 

พระพุทธเจ้าท่านตรัสเอาไว้ท่านผู้ฟัง ว่าใครก็ตามที่ว่ายังมีความสงบเสงี่ยมเยือกเย็นอ่อนน้อมถ่อมตน ถ้าเผื่อว่าอาศัยเรื่องของปัจจัยสี่คืออาหารที่อยู่อาศัยเครื่องนุ่งห่มยาแก้ไข้เหล่านี้เนี่ย แล้วก็ยังแบบดีอยู่ได้ อันนี้นะด้วยเหตุปัจจัยนี้นะ มันไม่ดีท่านผู้ฟัง เพราะว่าเมื่อไหร่ไม่ได้ปัจจัยสี่ โอวจะยังไม่ได้เป็นคนดี จะยังไม่ได้เชื่อฟังกัน จะยังไม่ได้เยือกเย็นสงบเสงี่ยมพูดคุยกันรู้เรื่อง โอวอันนี้ไม่ดี เป็นแค่บางเวลา ยังไม่จริง เป็นจริงแค่เฉพาะแค่เวลาที่ได้ปัจจัยสี่ แต่ไม่เป็นจริงในเวลาที่ไม่ได้ เรื่องปัจจัยสี่นี่ก็ส่วนนึงเพราะว่าโลกธรรมมันไม่ได้มาแค่เรื่องของปัจจัยสี่ มันยังรวมถึงนินทาสรรเสริญด้วย มันยังรวมถึงเรื่องที่เป็นสุขเรื่องที่เป็นทุกข์ทั้งหมดเลยด้วย

ถ้าสุขหรือทุกข์ นินทาหรือสรรเสริญ คำจริงหรือคำไม่จริง คำด่าหรือคำชม เรื่องมีประโยชน์หรือไม่มีประโยชน์ก็ตามมากระทบแล้ว คนที่รับมาอย่างดี เขาจะรับอย่างไง ที่พระพุทธเจ้าท่านแบ่งอย่างนี้เนี่ยนะ เพราะบางทีมันเป็นอย่างนี้ว่า คนที่มีแต่ได้รับคำชม เขากล่าวโดยกาลด้วย แล้วเป็นเรื่องที่จริงฉันดีตรงนี้จริงๆ คำกล่าวก็เป็นคำที่อ่อนหวาน เรื่องที่พูดนี่ก็มีประโยชน์ทั้งตนเองและผู้อื่น คนพูดนี้ก็กล่าวด้วยจิตที่มีเมตตา กล่าวมาแล้วเนี่ยนะ ถ้าเรารับไม่ดีนะ โอ๊ย ลอยเลย เหลิงเลย โอ๊ย ยิ้มแก้มปริเลย นี่คือถ้ารับไม่ดีนะ รับไม่ดีเนี่ยเป็นภัยด้วยซ้ำคำชมนั้นคำกล่าวนั้น ความสุขนั้น ความยกย่องนั้น มันไม่ต่างอะไรกับคำด่าเลยนะ พูดด้วยคำหยาบคาย เรื่องที่พูดนั่นก็ไม่จริงด้วย ดันมาพูดเวลานี้ มันไม่ใช่เวลาที่จะมาพูดกับเรื่องนี้ ก็ดันยกขึ้นมาพูด เรื่องราวที่ไม่ได้มีประโยชน์กับตัวเองคนอื่นหรือว่าทั้งสองฝ่ายเลย คนพูดนี่ก็ โอโหย หูแดงหัวร้อนขึ้นมาเลย แล้วถ้าเราโกรธ แบบตอบกลับไปด้วยก็พอๆ กัน พูดเรื่องที่เป็นคำหยาบเหมือนกัน มีจิตเป็นโทสะเป็นต้น กลับไปเนี่ย มันไม่ต่างอะไรกันกับคำชม ไม่ต่างอะไรกันกับคำยกย่องแล้วเราเพลิดเพลินลุ่มหลงไป

 

เหมือนกันท่านผู้ฟัง เป็นสุดโต่งสองข้างเหมือนกัน ที่มันดูเหมือนตรงข้ามกันแต่เหมือนกัน ตรงข้ามกันเพราะว่ามันสุดโต่งสองข้าง แต่เหมือนกันเพราะว่ามันเป็นทางตัน เหมือนกันเพราะว่ามันไม่ใช่ทางสายกลาง เหมือนกันที่ทำให้เราไปไหนต่อไม่ได้ ผลิตผลการส่งออกมาทางกายวาจาของเราก็แค่สงบเสงี่ยมบางเวลา อ่อนน้อมถ่อมตนเยือกเย็นอยู่ได้เป็นบางเวลา ไม่ได้เป็นของจริง ออกนอกมรรคแล้ว ออกนอกทางแล้วไม่ว่าจะเป็นตันทางซ้ายหรือว่าก็ตันทางขวา แต่ที่แน่ๆ มันไม่ได้ไปตามทาง

 

กระแสโลกมันก็เป็นอย่างนี้แหละ ให้เราสุขบ้างให้เราทุกข์บ้าง นี่เป็นธรรมดา ผัสสะอันเป็นที่ตั้งแห่งความทุกข์ความสุขมันมีเป็นธรรมดา เราจึงควรที่จะต้องฝึกจิตของเรา ข่มจิตให้ได้ บังคับจิตให้ได้ ฝึกจิตให้ได้ จิตที่ฝึกดีแล้วจะนำความสุขอันเกษมมาให้ เรื่องนี้มันธรรมดา ด่ว่าชมสรรเสริญ สุขทุกข์นี้มันเป็นธรรมดา ร้อนก็มีหนาวก็ต้องมี อันนี้ธรรมดา หยาบคายสุภาพมีเป็นธรรมดา ปัญหาคือเราจะรักษาจิตของเราอย่างไง

 

ท่านเปรียบเทียบไว้ท่านผู้ฟังเหมือนกับคนถือเอาจอบกับบุ้งกี๋มา คนนี้ไม่รู้ทำไมเขาถึงมาบอกว่าจะขุดดินให้มันไม่เป็นแผ่นดิน ไม่รู้กินอะไรมาวันนี้ จะเอาจอบกับบุ้งกี๋มาขุดพื้นแผ่นดินนี้ไม่ให้เป็นแผ่นดิน โอยต่อให้เครื่องจักรกลอุตสาหกรรมยังทำไม่ได้เลย คุณจะขุดสระสักใบหนึ่งเนี่ย ลึกๆหน่อยยังใช้เวลาเป็นสัปดาห์ แล้วยิ่งคุณจะขุดแผ่นดินผืนปฐพีนี้ให้มันเป็นทะเลเหรอ โอวทำไม่ได้แน่ บุคคลนี้จะได้รับความเดือดร้อนลำบากซะเปล่า ไม่ค่อยฉลาด มันไม่มีทางที่จะเป็นไปได้เลยที่จะทำผืนแผ่นดินนี้ให้เป็นไม่เป็นผืนแผ่นดินให้เป็นน้ำได้

 

...เราต้องทำจิตให้เหมือนแผ่นดิน ให้มีความหนักแน่น ให้มีความติดดิน...

 

ดินด้วย น้ำด้วย น้ำที่อยู่ในแม่น้ำคงคานั้น น้ำที่อยู่ในแม่น้ำเจ้าพระยา น้ำที่อยู่ในแม่น้ำโขง ท่านผู้ฟังว่ามันมากหรือมันน้อย โหวแค่ว่าจะมาประมาณการกันว่ามันมากเท่าไหร่ ก็ยังประมาณการยาก อ้าวต่อให้ประมาณการได้ แล้วคุณจะเอาไฟมาจุดให้มันเดือดพล่านร้อนจัด โอวมันจะต้องใช้ฟืนใช้เชื้อเพลิงจำนวนมากเลยนะ มันต้องใส่ความร้อนเข้าไปตรงไหน ต้องทำกระบวนการอย่างไร เออคิดดูน้ำในแม่น้ำเดือดปุดๆๆๆ ขึ้นมาเนี่ย เราไม่ได้พูดถึงมายากล เอาจริงๆ เนี่ย เขาจะทำไม่ได้แน่

...เราต้องมีจิตเหมือนน้ำท่านผู้ฟัง มีความเยือกเย็น ที่มีความว่าเขาจะเอาไฟมา โดยเฉพาะอย่างยิ่งไฟที่เกิดจากเชื้อเพลิงหญ้า ไฟที่เกิดจากคบเพลิงหญ้า ไฟก็ไม่แรง ไหม้ก็ไหม้แป๊บเดียว ยิ่งจะมาทำน้ำในแม่น้ำให้เดือดพล่านนี่ไม่ได้เลย

 

...ทำจิตให้เหมือนแผ่นดิน มีความหนักแน่น ทำจิตให้เหมือนกับน้ำ มีความเยือกเย็น ทำจิตให้เหมือนกับอากาศ มีความว่างเปล่า...

 

เขาจะเขียนรูปในอากาศ มันจะไปเขียนได้อย่างไง เดี๋ยวนี้อาจจะมีเทคโนโลยี่คือเอาแสงฉายขึ้นจากมุมนี้แล้วก็ฉายขึ้นจากมุมนั้น ให้มันตัดกันแล้วก็ดูเหมือนว่ามีอะไรลอยอยู่ในอากาศ หรือบางทีก็ใช้เทคนิคของควัน แสงฉายไปมันก็ตกกระทบควัน สะท้อนออกมาให้ผู้ดูรู้เห็นได้ว่า มันเหมือนมีอะไรในอากาศ แต่นั่นก็เป็นฉากที่แบบว่าลอยเอาไว้ เป็นแสงอีกอันหนึ่งมาตัดกัน ก็ไม่ใช่ตัวอากาศหรอก ที่ว่าจะเป็นสิ่งที่ให้รูปหรือภาพหรือสีแสงเหล่านั้นให้ปรากฏอยู่ได้ เพราะว่าอากาศแสงมันผ่านไปเลย ทั้งแสงทั้งเสียงอะไรเนี่ย มันทะลุผ่านอากาศไปเลย มันก็ไปกระทบกับอากาศอีกข้างนึง ไปกระทบกับพื้นดินที่อยู่ตรงดินนั้น อีกส่วนหนึ่ง

 

อากาศเป็นสิ่งที่ว่างเปล่า ทำจิตให้เหมือนอากาศ ทำจิตให้มีความว่างเปล่าแบบนี้ เขาจะมากระทบกระทั่งเปลี่ยนแปลงไม่ได้ เพราะไม่มีอะไรจะมาให้โดนได้ คือมันทะลุไปเลย นี่คืออากาศ

 

หรือว่าทำจิตให้มีความอ่อนนุ่ม นุ่มนวล เปรียบเทียบไว้กับแผ่นหนังแมวป่าขนฟูที่มีการฟอกนวดแล้ว นวดทุบอย่างดี นวดทุบอย่างทั่วถึง อ่อนนิ่มเหมือนปุยนุ่น ไม่ส่งเสียง ตีทุบอย่างไงเนี่ย เสียงหายหมด คือมันรับพลังงานแล้วก็หายไปเลย มันอ่อนนุ่มไปเลย

 

คำว่านุ่มนวลนี่ไม่ใช่แค่เปรียบเทียบเหมือนกับแผ่นหนังแมวป่าขนฟูเท่านั้นนะ ยังเปรียบเหมือนกับทองคำ ทองคำที่บริสุทธิ์ร้อยเปอร์เซนต์ กดด้วยมือก็ยังได้ มันจะนุ่มลงไป แล้วก็มีสีงดงาม มีน้ำหนักดี สามารถใช้ทำกิจการงานของช่างทองได้ ก็จะขึ้นรูปทำอะไรได้ง่าย นี่คือมีความนุ่มเหมือนทองคำ หรือมีความนุ่มเหมือนกับดินที่ช่างหม้อเขาจะเอามานวดมาปั้นขึ้นเป็นหม้อเนี่ย มันจะขึ้นรูปได้เหนียว แน่น นุ่มนวล ไม่แตกง่าย ไม่มีเศษผงใดๆ

 

ทำจิตของเราให้เป็นลักษณะที่นุ่มนวลแบบนี้ จะคำด่าก็มีเป็นธรรมดา จะคำชมก็มีเป็นธรรมดา ความนุ่มนวลนี่มันรับได้หมด อะไรมากระแทกกระเทือนมันก็หยุดเลย จบเลย คำว่าหยุดเลยจบเลยเนี่ยนะ ไม่ได้หมายความว่ามันไม่มีประโยชน์นะ เพราะบางทีคำด่าหรือคำชมทำให้เกิดประโยชน์ในการที่เราจะพัฒนาปรับปรุงตัวของเราได้

 

คือคนที่แบบว่าจิตไม่มีความนุ่มนวล ด่าเขาก็ไม่ชอบใจ ใช่มั้ย เขาก็ไม่ได้รับประโยชน์จากคำด่านั้น ได้รับโทษด้วยซ้ำด้วยความที่ไม่น่าพอใจ คำชมมีเขาก็ไม่ได้รับประโยชน์ แบบว่าลุ่มหลงเพลิดเพลินไป ไม่รู้ว่าสิ่งที่พูดมันจริงเท็จหรือไม่อย่างไร หรือเป็นคำที่ยกย่องสรรเสริญไปธรรมดา ไม่ได้จริงใจ แล้วก็ไม่รู้ว่าเราดีหรือไม่ดีตรงไหน เพราะมันเพลินไปในคำชมแล้ว เพราะมันขยะแขยงเกลียดชังมีอคติในคำด่าแล้วเนี่ย ด่าชมนั้นไม่ได้เกิดประโยชน์เลย ยิ่งทำให้เกิดโทษด้วยซ้ำ ส่งต่อไปอย่างไม่ดี

แต่คนที่เป็นบัณฑิต มีจิตนุ่มนวล คำชมคำด่ามากระทบปุ๊บ จบเนี่ย จบแล้วได้ประโยชน์ด้วย คำด่านั้นด้วยจิตที่มีความหนักแน่น สามารถที่จะแยกแยะดูได้ว่า เอ๊ะ มันจริงมั้ย ถ้าเป็นคนพาลด่าใช่ป่ะ คำด่ากับคำแนะนำเนี่ย บางทีมันดูๆ มันเนียนๆนะ มันไม่ได้ต่างกัน เพราะมันทำให้แบบแสบๆคันๆ เจ็บๆร้อนๆ เหมือนกัน บางทีก็หัวร้อนได้ หูแดงได้เหมือนกันน่ะ คำด่าหรือคำแนะนำในบางเรื่องก็ตามเถอะ

 

แต่ถ้ามาจากบุคคลที่เป็นคนพาล บุคคลที่มีมิจฉาทิฏฐิ คนที่มีจิตนุ่มนวลสามารถที่จะอดทนได้ เหมือนช้างตัวใหญ่ หมาเห่าช้างอ่ะท่านผู้ฟัง หมาฝูงเบ้อเริ่มเลย สิบยี่สิบตัวเห่าช้างตัวเบ้อเริ่มเลย ช้างไม่สนหมาหรอก หมาจะเห่าอย่างไงก็ตาม โอ๊ย มันคนละเรื่องกัน คนพาลก็ด่ากร่นไปธรรมดา มีปากก็พูดไป ใช่ป่ะ

 

เดี๋ยวนี้มีมือก็คีย์ใส่คีย์บอร์ด เขาก็มีศัพท์เรียกว่าเกรียนคีย์บอร์ดเนี่ย เกรียนคีย์บอร์ดก็ใส่ไป มีปากก็พูดไป มีมือก็เขียนไป แต่คนที่มีจิตนุ่มนวลแล้วนั้นสามารถที่จะอดทนหนักแน่นได้ ไม่ได้จะถูกกระทบกระเทือนด้วยคำกร่นด่านั้นได้ คำเสียดสีนั้นได้

ในทางตรงกันข้าม ถ้าเผื่อว่าคำที่มากระทบนั้นมาจากบัณฑิต เป็นคำขนาบชี้โทษให้เลยเนี่ย ว่าเราผิดตรงไหน ทำไม่ถูกอย่างไง คนที่มีจิตนุ่มนวลอ่อนเหมาะ ยิ่งจะรับฟังคำตักเตือนนั้นด้วยความเคารพหนักแน่น แยกแยะส่วนออก โอวตรงนี้จริง ตรงนี้ไม่จริง เอจริงเราจะแก้ไขปรับปรุงอย่างไง สามารถที่จะหาขุมทรัพย์ได้ในคำขนาบนั้น

 

พระพุทธเจ้าท่านเป็นผู้ที่ชี้ขุมทรัพย์ คือชี้โทษให้ว่านี้เป็นโทษนี้เป็นภัย ถ้าเอาออก คุณได้สมบัติเลยจะเห็นมั้ย ขุมทรัพย์นี่ ถ้าท่านตักเตือนชี้โทษให้ คนที่มีจิตหนักแน่นเหมือนแผ่นดิน มีจิตเยือกเย็นเหมือนแผ่นน้ำ มีจิตแบบว่างเบาเหมือนอากาศ มีจิตนุ่มนวลเหมือนแผ่นหนังแมวป่าขนฟู เขาจะแยกแยะได้ เห็นได้ สามารถที่จะหยิบเอาสิ่งดีๆ ได้ เป็นสมบัติเป็นทรัพย์ได้

 

พอมีการรับที่ดี เนื่องจากมีสติตั้งรักษาตาหูจมูกลิ้นกายและใจเอาไว้ การส่งการปรุงแต่งคิดนึกทางกายทางวาจาและทางใจก็ออกมาดี

 

ทำให้คำพูดที่ออกไปนั้นก็ไม่ได้เป็นการกร่นด่าคนอื่น ถ้าจะพูดคำอะไรแล้ว แหมมันจะทำให้เกิดการทุ่มเถียงกันเนี่ย โอ๊ยจะต้องพูดมาก ถ้ามีการพูดมากเดี๋ยวได้คิดฟุ้งซ่าน ถ้ามีการคิดฟุ้งซ่านมันต้องพูดมาก ใช้คำเยอะแยะ จิตจะไม่ได้มีการสำรวม ขารับของเราก็จะพลาดได้ เอ้าถ้างั้นจะพูดอะไรแล้วมันจะทำให้เกิดการพูดมาก โต้เถียงกัน หยุดซะ เลิกซะ ระงับซะ อย่าทำ มันไม่ดี

คนที่เขามีจิตหนักแน่นเหมือนแผ่นดินเป็นต้นงี้ จะสามารถที่จะรู้ได้ว่า นี้เป็นการที่เหมาะสมหรือไม่ในการที่จะชี้ขุมทรัพย์ให้คนอื่นต่อๆ ไป ถ้าอาศัยความกรุณาในธรรมวินัยนี้ อาศัยความกรุณา อาศัยความเมตตา เมตตากรุณาในการที่จะบอก อย่างคนที่เขามีศีลมีสมาธิมีปัญญามากกว่า เขาพยายามที่จะรักษาคุณธรรมของตัวเองตรงนี้ให้อย่างดีเลย จะไม่พยายามที่จะให้มันหลุดร่วงหายไปเลย

แต่การคบกันการสื่อสารกันการปฏิสัมพันธ์กันเนี่ย ถ้าสื่อสารปฏิสัมพันธ์กับคนที่มีศีลสมาธิหรือปัญญาต่ำกว่า ใช่ป่ะ โอวเราก็จะยิ่งกลายเป็นแบบนั้น เขาก็จะไม่ไปคบกับคนที่มีศีลสมาธิปัญญาต่ำกว่า แต่จะไปพยายามคบกับคนที่มีศีลสมาธิปัญญาสูงกว่า คนที่มีศีลสมาธิปัญญาสูงกว่าก็ไม่พยายามที่จะมาคบกับคนที่มีศีลสมาธิปัญญาต่ำกว่าหรอก เพราะว่าเขาก็จะต่ำลง เขาก็ยิ่งจะคิดว่าทำไงให้ศีลสมาธิปัญญาทางที่อยู่ในมรรคของฉันนี้ดีขึ้น เขาก็จะไปคบกับคนที่มีศีลสมาธิปัญญาสูงกว่า เอ้าแล้วอย่างงี้มันจะไปอย่างไงเนี่ย คนหนึ่งจะคบ อีกคนหนึ่งก็จะไม่คบ อาศัยความกรุณาในธรรมวินัยนี้

อาศัยความกรุณาในการที่จะแนะนำ ครูบาอาจารย์บอกสอนลูกศิษย์ กรณีของท่านพระมหากัสสปบอกลูกศิษย์ว่าอันนี้ควรทำอันนี้ไม่ควรทำ เรื่องผ้าเรื่องข้อวัตรต่างๆ อาศัยความกรุณาในการที่จะบอก ตรงนี้ต้องดูเวลาที่เหมาะสม ดูเวลาที่เหมาะสมในการที่จะให้ข้อมูลชี้โทษ ต่อให้ไม่มีใครเตือนเรานะ เรายิ่งควรที่จะตักเตือนตนเองด้วยซ้ำ เตือนตนขนาบตนโจทย์ตน เอ๊ะเราอยู่ในมรรคมั้ย ไอ้ที่ว่าโจทย์ตนขนาบตนเนี่ย ไม่ใช่ว่าไปตามอำนาจความคิดไปตามอำนาจจิต

 

เราตามอำนาจจิตนี่ก็ไม่ได้ เราต่างหากที่ต้องทำจิตให้อยู่ในอำนาจ เพราะว่าถ้าจิตไปตามอำนาจของตาหูจมูกลิ้นกายและใจเนี่ย มันไม่ดี มันจะขึ้นๆลงๆ มีความสุขมีความทุกข์ เดือดร้อนไปตามผัสสะที่น่าพอใจไม่น่าพอใจบ้าง แต่ต้องมีการควบคุมบังคับข่มจิตให้อยู่ในมรรค ให้จิตนั้นอยู่ในอำนาจของมรรค ขนาบตนเตือนตนโจทย์ตนด้วยอำนาจของมรรค อันนี้เราจะสามารถที่จะเรียกว่าเคารพธรรมะอยู่ อยู่ในแนวทางหนทางตรงกลางๆ นี้ล่ะ เขาเรียกว่าเป็นมัชฌิมาปฏิปทา อยู่ตามทางสายกลาง ที่จะไม่เข้าไปดิ่งหาทางที่ให้เกิดสุขหรือดิ่งหาทางที่ให้เกิดทุกข์

 

ดิ่งหาทางที่ให้เป็นคำชม หรือดิ่งหาทางที่เป็นคำด่า ไม่ใช่ว่าจะชมอย่างเดียวหรือจะด่าอย่างเดียว อย่างเดียวมันก็ไม่ใช่ว่าจะผิด แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะชมและด่า ด่าและชม ก็ไม่ใช่ว่าจะถูก แต่ที่ถูกหรือผิดอยู่ที่ว่าทำตามมรรคมั้ย ถ้าออกนอกมรรคนั่นคือผิด ถ้าอยู่ตามมรรคนั่นคือถูก เราจะรักษาจิตกายและวาจาของเราให้อยู่ในมรรคได้ สติ เราตั้งขึ้นเอาไว้ สติคือความระลึกได้

อย่างตื่นเช้ามาเราระลึกถึงธรรมะ เออ นี่เป็นธรรมานุสติ เออฉันต้องเปิดฟังธรรมะดู กลางวันเรานึกถึงข้อปฏิบัติดีปฏิบัติชอบอย่างใดอย่างหนึ่ง อันนั้นก็เป็นสังฆานุสติ ตอนเย็นเราระลึกถึงพระพุทธเจ้า นั่นเป็นการเจริญพุทธานุสติ จะใช้วิธีไหนก็ได้ท่านผู้ฟัง มีสิบอย่างอยู่ในหมวดของอนุสติสิบ จะเป็นกระบวนการที่เราจะตั้งสติเอาไว้

 

การที่ตั้งสติก็มาจากศัพท์คำเดียวกันกับคำว่าสรณะ สรณะนี่คือเอาเป็นที่พึ่ง ให้เรามีพุทโธธัมโมสังโฆเป็นที่พึ่ง เราสามารถที่จะมาเดินตามทางมรรคให้รู้อริยสัจทั้งสี่ ให้ถึงความสุขอันเกษม พ้นจากบ่วงภัยโทษของมาร มีนิพพานเป็นที่สุดจบได้ ในกระบวนการนี้ท่านผู้ฟัง สุขทุกข์นี่ธรรมดา ด่าชมนี่ก็ธรรมดา ให้เราพอใจไม่พอใจก็ธรรมดา โลกมันเป็นอย่างนี้

 

เราจะเหนือความสุขความทุกข์ เหนือคำด่าเหนือคำชม เหนือคำสรรเสริญนินทา เหนือโลก นั่นคือโลกุตตระ เหนือโลกไม่ใช่ว่าหลุดโลก หรือว่าไม่รับผิดชอบอะไร แต่เรารับผิดชอบจิตของเราด้วยการปฏิบัติตามมรรคแปด ให้มีความอดทน ให้มเมตตา ให้มีกรุณา ให้ระลึกถึงพระพุทธเจ้าอยู่เสมอ เราจะสบายใจได้ เป็นมงคลแน่นอน

74
1
นาทีในการอ่าน