พระจิตตหัตถเถระ ผู้เปลี่ยนแปลงได้

พระจิตตหัตถเถระ ผู้เปลี่ยนแปลงได้
S07E13
  • กิเลสราคะโทสะโมหะที่เข้าครอบงำในจิต ทำให้จิตมีความไม่มั่นคง เปลี่ยนกลับไปมาได้ เมื่อกิเลสในใจหายไปจึงจะเป็นผู้ไกลกิเลส
  • กิเลสนั้นแฝงอยู่ในจิต บางครั้งเหมือนไม่มี แต่มีอยู่ เปรียบดั่งเสียงของจั๊กจั่นที่เงียบหายจากการมาของช้าง แต่ยังมีตัวตนอยู่ เป็นต้น
  • บุคคลสามารถพัฒนาเปลี่ยนแปลงได้ จากผู้ที่มีจิตไม่มั่นคง มาเป็นผู้มีจิตมั่นคง เป็นผู้ชนะที่ถาวรได้

“ปัญญาย่อมไม่บริบรูณ์แก่ผู้มีจิตไม่มั่นคง ไม่รู้แจ้งซึ่งพระสัทธรรม มีความเลื่อมใสอันเลื่อนลอย ภัยย่อมไม่มีแก่ผู้มีจิตอันราคะไม่ซึมซาบ มีใจไม่ถูกโทสะตามกระทบ ละบุญและบาปได้ ตื่นอยู่”

 

จะได้ฟังเรื่องของพระจิตตหัตถเถระ ผู้บวชแล้วสึกถึง 6 ครั้ง จนครั้งที7จึงบวชไม่สึก ที่สึกเพราะกิเลสราคะโทสะโมหะในใจ จะเห็นถึงความน่าเกลียดความไม่ดีของกิเลสที่สามารถทำให้บุคคลดีๆกลับเป็นคนไม่ดีได้ ครั้งสุดท้ายที่สึกเพราะเกิดความไม่พอใจที่ถูกพระโกฏฐิกเถระตักเตือนเมื่อขัดจังหวะการแสดงธรรม ท่านพระโกฏฐิกเถระได้กล่าวดังนี้กับผู้ที่มาถามกับท่านว่าทำไมเขาจึงสึก

 

ดูกรอาวุโสทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ เป็นดุจสงบเสงี่ยม เป็นดุจอ่อนน้อม เป็นดุจสงบเรียบร้อย ตลอดเวลาที่อาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์ ผู้ดำรงอยู่ในฐานะเป็นครูรูปใดรูปหนึ่งอยู่ แต่ว่าเมื่อใด เขาหลีกออกไปจากพระศาสดา หลีกออกไปจากเพื่อนพรหมจรรย์ผู้ดำรงอยู่ในฐานะเป็นครู เมื่อนั้น เขาย่อมคลุกคลีด้วยพวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชามหาอมาตย์ของพระราชา พวกเดียรถีย์ พวกสาวกเดียรถีย์อยู่ เมื่อเขาคลุกคลีอยู่ด้วยหมู่ ปล่อยจิต ไม่สำรวมอินทรีย์ ชอบคุย ราคะย่อมรบกวนจิตเขา เขามีจิตถูกราคะรบกวน ย่อมลาสิกขาสึกมาเป็นคฤหัสถ์ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เปรียบเหมือนโคที่เคยกินข้าวกล้า ถูกเขาผูกไว้ด้วยเชือกหรือขังไว้ในคอก ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า โคที่เคยกินข้าวกล้าตัวนี้จักไม่ลงกินข้าวกล้าอีก ณ บัดนี้ ผู้นั้นพึงกล่าวโดยชอบหรือหนอ ภิกษุเหล่านั้นกล่าวตอบว่า ดูกรอาวุโส ข้อนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่มีได้ คือโคที่เคยกินข้าวกล้าตัวนั้น พึงดึงเชือกขาดหรือแหกคอกแล้ว ลงไปกินข้าวกล้าอีกทีเดียว ฉันใด ดูกรอาวุโสทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน เป็นดุจสงบเสงี่ยม เป็นดุจอ่อนน้อม เป็นดุจสงบเรียบร้อย ตลอดเวลาที่อาศัยพระศาสดาหรือเพื่อนพรหมจรรย์ ผู้ดำรงอยู่ในฐานะเป็นครูรูปใดรูปหนึ่งอยู่ แต่ว่าเมื่อใด เขาหลีกไปจากพระศาสดา หรือหลีกออกไปจากเพื่อนพรหมจรรย์ผู้ดำรงอยู่ในฐานะเป็นครู เมื่อนั้น เขาย่อมคลุกคลีด้วยพวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอมาตย์ของพระราชา เดียรถีย์ พวกสาวกเดียรถีย์อยู่ เมื่อเขาคลุกคลีอยู่ด้วยหมู่ ปล่อยจิตไม่สำรวมอินทรีย์ ชอบคุย ราคะย่อมรบกวนจิตเขา เขามีจิตถูกราคะรบกวน ย่อมลาสิกขาสึกมาเป็นคฤหัสถ์ ฯ….

 

….ดูกรอาวุโสทั้งหลาย อนึ่ง บุคคลบางคนในโลกนี้ บรรลุเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เพราะไม่ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวงอยู่ เขาย่อมกล่าวว่า เราได้เจโตสมาธิ อันไม่มีนิมิต แต่ยังคลุกคลีด้วยพวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอมาตย์ของพระราชา พวกเดียรถีย์ พวกสาวกเดียรถีย์ เมื่อเขาคลุกคลีด้วยหมู่ ปล่อยจิต ไม่สำรวมอินทรีย์ ชอบคุยอยู่ ราคะย่อมรบกวนจิตเขา เขามีจิตถูกราคะรบกวนแล้ว ย่อมลาสิกขาสึกมาเป็นคฤหัสถ์ ดูกรอาวุโสทั้งหลาย เปรียบเหมือนพระราชาหรือมหาอมาตย์ของพระราชา มีจตุรงคเสนาเดินทางไกล ไปพักแรมคืนอยู่ที่ป่าทึบแห่งหนึ่ง ในป่าทึบแห่งนั้น เสียงจักจั่นเรไร พึงหายไปเพราะเสียงช้าง เสียงม้า เสียงรถ เสียงพลเดินเท้า เสียงกึกก้องแห่งกลอง บัณเฑาะว์ สังข์ และพิณ ผู้ใดพึงกล่าวอย่างนี้ว่า บัดนี้ ที่ป่าทึบแห่งโน้น เสียงจักจั่นเรไร จักไม่มีปรากฏอีก ผู้นั้นพึงกล่าวโดยชอบหรือหนอ ดูกรอาวุโส ข้อนี้ไม่เป็นเช่นนั้น ข้อนี้ย่อมเป็นฐานะที่มีได้ คือ เมื่อใด พระราชาหรือมหาอมาตย์ของพระราชา พ้นไปจากป่าทึบแห่งนั้น เมื่อนั้น เสียงจักจั่นเรไร พึงปรากฏได้อีก ฉันใด ดูกรอาวุโสทั้งหลาย บุคคลบางคนในโลกนี้ ก็ฉันนั้นเหมือนกัน บรรลุเจโตสมาธิอันไม่มีนิมิต เพราะไม่ใส่ใจถึงนิมิตทั้งปวงอยู่ เขากล่าวว่า เราได้เจโตสมาธิอันไม่มีนิมิตแล้ว แต่ยังคลุกคลีด้วยพวกภิกษุ ภิกษุณี อุบาสก อุบาสิกา พระราชา มหาอมาตย์ของพระราชา พวกเดียรถีย์ พวกสาวกเดียรถีย์อยู่ เมื่อเขาคลุกคลีด้วยหมู่ ปล่อยจิต ไม่สำรวมอินทรีย์ ชอบคุยอยู่ ราคะย่อมรบกวนจิตเขา เขามีจิตถูกราคะรบกวนแล้ว ย่อมลาสิกขาสึกมาเป็นคฤหัสถ์ ฯ….

 

เมื่อกลับกลายเป็นคฤหัสถ์ วันหนึ่งได้เห็นการนอนของภรรยา จึงเกิดธรรมสังเวชในใจว่าเพราะร่างกายนี้ทำให้ต้องหวนกลับมาอีก ร่างกายนี้เป็นทุกข์ไม่เที่ยง จึงขอบวชอีกครั้ง ในที่สุดสำเร็จเป็นพระอรหันต์ ภิกษุทั้งหลายได้ถามท่านว่าทำไมถึงไม่สึกยังชักช้าอยู่ ทั้งที่น่าจะถึงเวลาที่ควรสึก ท่านว่าไม่มีความเกี่ยวข้องที่จะต้องไปอีก ภิกษุจึงนำความไปกราบทูลต่อพระพุทธเจ้าว่าท่านพยากรณ์ว่าเป็นอรหันต์ พระพุทธเจ้ารับรองโดยท้ายสุดได้ตรัสดังพระคาถาว่า

 

“ปัญญาย่อมไม่บริบรูณ์แก่ผู้มีจิตไม่มั่นคง ไม่รู้แจ้งซึ่งพระสัทธรรม มีความเลื่อมใสอันเลื่อนลอย ภัยย่อมไม่มีแก่ผู้มีจิตอันราคะไม่ซึมซาบ มีใจไม่ถูกโทสะตามกระทบ ละบุญและบาปได้ ตื่นอยู่”

 

ภิกษุทั้งหลายมีความสงสัยว่าบุรุษผู้มีความพร้อมเช่นจิตตหัตตถเถระทำไมจึงสึกได้ พระพุทธเจ้าจึงได้ตรัสเล่าถึงเมื่อครั้งที่เป็นพระโพธิสัตว์ พระองค์เองก็เคยบวชและสึกเช่นกัน มูลเหตุเพราะมีกิเลสเกี่ยวข้องกับลูกเดือยและจอบ หวังผลในการผลิต โดยตรัสว่า

 

“อย่างนั้นนั่นแล ภิกษุทั้งหลาย ขึ้นชื่อว่ากิเลสทั้งหลาย ย่อมเป็นสภาพหยาบ ถ้ากิเลสเหล่านี้ มีรูปร่าง อันใครๆ พึงสามารถจะเก็บไว้ได้ในที่บางแห่งไซร้ จักรวาลก็แคบเกินไป พรหมโลกก็ต่ำเกินไป โอกาสคือที่ว่างของกิเลสเหล่านั้นไม่พึงมี คือ (บรรจุ) ได้เลย กิเลสเหล่านี้ ย่อมทำบุรุษอาชาไนยที่ถึงพร้อมด้วยปัญญา แม้เช่นกับเราให้มัวหมองได้ จะกล่าวอะไรในเหล่าชนที่เหลือ จริงอยู่ เราเคยอาศัยข้าวฟ่างและลูกเดือยเพียงครึ่งทะนาน และจอบเหี้ยนอันหนึ่ง บวชสึกแล้ว ๖ ครั้ง”

 

จนท้ายสุดตัดใจได้โยนจอบนั้นลงในแม่น้ำไม่งมขึ้นมาอีก ตะโกนว่าชนะแล้วๆ จนพระราชาผู้เพิ่งชนะศึกต้องเข้ามาถาม ท่านได้อธิบายว่าท่านได้ชนะความโลภในใจของท่านเองและ มีคาถาต่อท้ายว่า

 

“ความชนะใดกลับแพ้ได้ ความชนะนั้นมิใช่ความชนะที่ดี ความชนะใดไม่กลับแพ้ ความชนะนั้นแลเป็นความชนะที่ดี”

256
1
นาทีในการอ่าน