ผู้ตั้งตนอยู่ในธรรม

ผู้ตั้งตนอยู่ในธรรม
ผู้ตั้งตนอยู่ในธรรม
S07E10
  • ฟังธรรมบทเรื่องพระเถระผู้ตั้งตนอยู่ในธรรม จะเห็นแง่มุมของการออกบวชเพื่อสลัดทุกข์ เมื่อบรรลุก็กลับมาโปรดเห็นถึงการสงเคราะห์กันตามธรรม และเห็นถึงแง่มุมในการตั้งต้นอยู่ในธรรมของท่านธรรมิกภิกษุ
  • บัณฑิตไม่ปราถนาความสำเร็จเพราะเหตุแห่งตนและเพราะเหตุแห่งผู้อื่นนั้นเป็นอย่างไร อย่างไรจึงเรียกว่าเพราะเหตุแห่งตนและเหตุแห่งผู้อื่น ปรารพทำอะไรให้ปรารพจากเหตุแห่งธรรมเท่านั้น
  • การตั้งต้นอยู่ในธรรมคือการปฏิบัติตามมรรคมีองค์แปด
  • ธรรมะเกิดขึ้นตรงจุดที่เรามีการปรับเปลี่ยนความคิดให้เป็นสัมมาทิฏฐิ ทำให้มองทะลุไปจนถึงมรรคแปดได้
  • สัมมาทิฏฐิ สัมมาวายามะ สัมมาสติ เป็นคุณธรรมที่ค่อยๆ พัฒนาขึ้นได้ เมื่อพัฒนาแล้วจะทำให้มรรคแปดของเรากว้างขวางขึ้น

“ธรรมดาว่าบัณฑิตไม่พึงปรารถนาความสำเร็จเพราะเหตุแห่งตน (และ) ไม่พึงปรารถนาความสำเร็จเพราะเหตุแห่งคนอื่น, แต่พึงเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีธรรมเป็นที่พึ่งโดยแท้"

พระเถระผู้ตั้งอยู่ในธรรม

 

...คือไม่ใช่ว่าทั้งเข้าหารัดรึงเอาไว้ ไม่ใช่ทั้งหนีให้เกิดความขยะแขยงเกลียดชัง แต่อาศัยเรื่องธรรมะเป็นเหตุในการที่จะทำหรือที่จะไม่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง...

 

จะได้ฟังเรื่องของอุบาสกผู้ครองเรือนโดยชอบธรรม รายละเอียดอยู่ในส่วนเพิ่มเติม ในธรรมบทนี้พระพุทธเจ้าได้ตรัสพระคาถาส่งท้ายไว้ว่า

 

“น อตฺตเหตุ น ปรสฺส เหตุ

น ปุตฺตมิจฺเฉ น ธนํ น รฏฺฐ

น อิจฺเฉยฺย อธมฺเมน สมิทฺธิมตฺตโน

ส สีลวา ปญฺญวา ธมฺมิโก สิยา.

บัณฑิตย่อมไม่ทำบาป เพราะเหตุแห่งตน, ย่อมไม่ทำบาป เพราะเหตุแห่งบุคคลอื่น,

บัณฑิตไม่พึงปรารถนาบุตร ไม่พึงปรารถนาทรัพย์ ไม่พึงปราถนาแว่นแคว้น, และ

ไม่พึงปรารถนาความสำเร็จเพื่อตน โดยไม่เป็นธรรม,

บัณฑิตนั้นพึงเป็นผู้มีศีล มีปัญญา ตั้งอยู่ในธรรม.”

 

ความคิดที่ประมาทคือคิดว่าจะปฏิบัติธรรมเข้าวัดเมื่อแก่ มีความประมาทในวัย ...ถ้าตายไปจะไปดีหรือไม่ก็ขึ้นกับว่าจิตไปข้องกับอะไร…..เพราะงั้นเราต้องเป็นผู้ไม่ประมาท ไอ้ความคิดที่ว่า ฉันต้องมาปฏิบัติธรรม ฉันต้องไปวัด แบบว่าใช้เวลาเต็มที่ ดูตัวอย่างเรื่องราวที่ยกมาให้ฟังในตอนต้นรายการ คือของอุบาสกผู้หนึ่ง มีความคิดว่าจะบวช ครองเรือนโดยชอบธรรม คำว่าครองเรือนโดยชอบธรรมก็คือเป็นผู้ไม่ประมาท ศึกษาหาความรู้ในทางธรรมะไปด้วย ทำบุญให้ทาน ฟังธรรมอยู่เป็นประจำ ไม่ได้มีข้ออ้างว่าฉันจะทำได้หรือฉันจะทำไม่ได้ แต่ทำไป ไม่ได้มีข้ออ้างว่าจะไม่ทำเพราะว่าด้วยเหตุแห่งตนหรือเหตุแห่งคนอื่น

ที่ว่าทำไปๆ นี่คือ ปฏิบัติตามมรรคแปด นี่คือสิ่งที่อุบาสกคนนี้ทำอยู่เป็นประจำ ในเรื่องนี้จึงใช้คำว่าตั้งตนอยู่ในธรรมได้ ประกอบการงานเลี้ยงชีพก็อยู่ในธรรม รู้จักแบ่งจ่ายทรัพย์ บริหารงานในสี่หน้าที่ ให้เลี้ยงตนครอบครัวผู้อื่นให้เป็นสุขอิ่มหนำ มีการเก็บหอมรอมริบ ..มีการรักษาทิศทั้งหลายอย่างดี ทีนี้มีความคิดเกิดขึ้นว่า ควรจะทำตนให้ออกจากภพ คิดจะมาบวช แต่ภรรยาก็ผลัดเพี้ยนอยู่ร่ำไปว่า ขอให้ลูกคลอดก่อน พอลูกคลอดก็ขอให้ลูกเดินได้โตก่อนไปอยู่เรื่อยๆ ไม่ได้การแล้ว ก็เลยออกบวชเลย ไม่ได้สนใจว่าจะต้องบอกลาภรรยาอีก สุดท้ายตัวเองก็ได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ ภายหลังต่อมากลับมาเยี่ยมลูกภรรยาของตน แสดงธรรมให้ฟัง บุตรก็ขอบวช สุดท้ายภรรยาก็ได้บวช ทั้งหมดได้บรรลุเป็นพระอรหันต์ นี่แบบ happy ending นะ แต่เรื่องในระหว่างไม่ได้พูดถึงนะว่า เอ๊ะตอนออกบวชเนี่ย แล้วการเลี้ยงดูครอบครัวนี่เป็นอย่างไง มีการสะสมทรัพย์ไว้เพียงพอหรือไม่ ในกรณีของพระพุทธเจ้าตอนเป็นโพธิสัตว์ออกบวช ครอบครัวเป็นพระราชามีทรัพย์สิน การเลี้ยงดูลูกเมียก็ไม่มีปัญหา แต่ในกรณีอุบาสกท่านนี้เป็นอย่างไงนี่ไม่ได้พูดถึง

นี่เป็นเรื่องราวที่ยกมาให้ฟัง เพื่อให้เป็นข้อคิดว่า เราไม่ควรตั้งอยู่ในความประมาทนะ ซึ่งรูปแบบของการที่ตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ได้หมายความว่าคุณจะต้องเป็นนักบวชอย่างเดียว นี่คือประเด็นที่เราจะต้องมาพูดคุยกัน ในหลายเรื่องในวันนี้มีธรรมะอยู่มากมายในเรื่องสั้นๆ ตรงนี้

ในข้อที่หนึ่งคือพระภิกษุผู้นี้ ที่ชื่อว่าธรรมิกภิกษุหมายถึงภิกษุผู้ตั้งตนอยู่ในธรรม ท่านกลับไปเยี่ยมครอบครัวก็ไม่ได้ว่าเอาลูกมาเลี้ยงหรือว่าไปเลี้ยงดูภรรยาอย่างนั้น หรือมิใช่มีความคิดว่าจากกันมาตั้งนานตอนลูกยังเล็กไม่ได้เลี้ยงดู แต่พอลูกโตแล้วมาเจอกันเพื่อที่จะให้เรียกเป็นพ่อ ก็ไม่ได้มีความคิดว่าอย่างนั้นนะ แต่จุดประสงค์ที่ไปเยี่ยมก็เพื่อที่จะตักเตือนหรือคอยดูว่าตั้งตนอยู่ในความไม่ประมาทหรือประมาทอย่างไร จะได้คอยตักเตือนให้ ฝ่ายครัวเรือนก็ไม่ได้รังเกียจ เพราะว่าเป็นหน้าที่ของอุบาสกอุบาสิกาอยู่แล้วคอยเปิดประตูต้อนรับ มีความเอื้อเฟื้อด้วยจิตที่มีความเมตตาทางกายวาจาใจ แล้วกล่าวคำอะไร ฟังดู เป็นหลักธรรม ก็ปฏิบัติตามหลักธรรมนั้น นี่ก็เป็นสิ่งที่ดี ในข้อที่หนึ่งนี้คือมีสงเคราะห์กันตามธรรม

ในข้อถัดมาตรงจุดที่เป็นพุทธพจน์ ที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ก่อนที่จะสรุปเป็นคำที่เป็นคำกาพย์ท่านบอกว่า

 

“ธรรมดาว่าบัณฑิตไม่พึงปรารถนาความสำเร็จเพราะเหตุแห่งตน (และ) ไม่พึงปรารถนาความสำเร็จเพราะเหตุแห่งคนอื่น, แต่พึงเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม มีธรรมเป็นที่พึ่งโดยแท้"

 

คำนี้มีความสำคัญมากๆ ในทางภาษาบาลี ตรงนี้เรียกว่าเป็นคอคาถา ส่วนที่จะเปิดหัวจั่วหน้าที่จะเริ่มคาถา เขาเรียกว่าเป็นส่วนที่เป็นคอคาถา เป็นเนื้อหาที่จะไขความสำคัญบ่งบอกนัยยะอะไรได้อยู่หลายอย่าง ที่ตรงนี้ตรัสถึงบอกว่า ธรรมดาบัณฑิตไม่พึงปรารถนาความสำเร็จเพราะเหตุแห่งตน และก็ผู้อื่น แต่พึงเป็นผู้ตั้งอยู่ในธรรม ข้อความตรงนี้สามารถนำไปใช้งานใคร่ครวญในทุกเรื่องราวของชีวิตเลย เพราะว่าถ้าเรามีความอยากให้มีความสำเร็จในการงานอย่างใดอย่างหนึ่งในชีวิตของเรา ไล่มาตั้งแต่เรื่องในหน้าที่การงาน ถ้าปรารถนาความสำเร็จคืออยากนี่นะ อยากให้มันสำเร็จเนี่ย เพราะอะไร เพราะต้องเลี้ยงลูกเมีย ใช้ข้ออ้างอันนี้ คือปรารถนาความสำเร็จเพราะเหตุแห่งคนอื่นนะ หรือว่าชีวิตฉันก็อยากจะมีความสำเร็จเป็นธรรมดาก็เพื่อตัวเอง อันนี้ปรารถนาความสำเร็จเพราะเหตุแห่งตนนะ บัณฑิตเนี่ย เขาไม่ทำอย่างนั้น เราไม่ควรทำอย่างนั้น เราต้องการไต่เต้าขึ้นในตำแหน่งหน้าที่การงาน หรือต้องการค้าขายให้มันได้มากๆ ขึ้น ความสำเร็จมากขึ้น ผลผลิตมากขึ้น ต้องการความสำเร็จตรงนี้ พูดง่ายๆ คือมันอยากนั่นแหละ ให้เราตั้งความอยากเอาไว้ ไม่ว่าด้วยเหตุปัจจัยว่าจะต้องเลี้ยงดูลูกเมียลูกน้องมากมาย เพื่อประเทศชาติ ก็อ้างกันไป อย่าไปคิดอย่างนั้น อย่าตั้งจิตไว้ด้วยเหตุแบบนั้น มันไม่ดี

 

ทำไมถึงไม่ดี เพราะว่าตัณหาคือความอยากเป็นเหตุของความทุกข์ สิ่งทีควรทำคืออะไร คือตั้งอยู่ในธรรมต่างหาก ตั้งอยู่ในธรรมแล้ว พึงปฏิบัติธรรมให้มันดี ธรรมะตรงไหนที่พูดถึงในขณะนี้ ธรรมะอะไร นั่นคืออริยมรรคมีองค์แปด

 

สมมุติอยู่ครองเรือน คุณต้องมีมรรคแปด อยู่ครองเรือนได้ไม่มีปัญหา เพราะว่ามรรคแปดในข้อสัมมากัมมันตะก็แค่ศีลห้าเท่านั้นเอง แต่ถ้าเรามีความอยากในกาม เช่น คุณต้องการสำเร็จเพื่อเหตุแห่งตนหรือผู้อื่นใช่ป่ะ อาศัยที่ว่าต้องเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง ไอ้เรื่องปากท้องนี่มันคือเรื่องของกาม พอมีความคิดไปในทางกามนะมันคือมิจฉาสังกัปปะ พอเป็นมิจฉาสังกัปปะเราไม่ได้ตั้งตนอยู่ในธรรมแล้วนะเนี่ย จิตใจมันจะหวั่นไหวได้ง่าย มีเรื่องอะไรมากระทบมันจะขึ้นๆ ลงๆ มันก็จะทำความสำเร็จเกิดขึ้นได้ยาก เพราะปรารภเหตุแห่งเรื่องของกามนั้น ที่ปรารภเหตุเรื่องของกามก็เพราะว่า เรื่องของตนหรือเรื่องของคนอื่น มีความปรารถนา มันเป็นกามตัณหา ภวตัณหา หรือวิภวตัณหาทั้งสิ้น

 

ถ้ามีตัณหามันจะสำเร็จได้ยาก แต่ถ้าเราตั้งตนอยู่ในธรรม นั่นคือตามมรรคแปด ไม่ได้สนหรอกว่าตัณหามันเป็นอย่างไง แต่ถ้าเราตั้งตนอยู่ในทางมรรคแปด ตัณหามันลดแน่นอน มีเรื่องราวอะไรมากระทบปุ๊บ มันก็จะทำให้การตัดสินใจของเราไม่ผิดพลาดอยู่ในทำนองคลองธรรม ถึงจุดที่มันจะมีออกได้ มันก็อาจจะมีความสำเร็จขึ้นมาตามธรรม เออ แบบนี้ดี

 

การตั้งตนอยู่ในธรรมจึงเป็นเรื่องที่มีความสำคัญ การปฏิบัติตามมรรคแปดในชีวิตของเราจึงเป็นเรื่องที่จะมีความสำคัญ

 

สำคัญมากกว่าที่ว่าปีนึง 52 สัปดาห์ ฉันก็จะเอาสักสัปดาห์หนึ่งใน 52 สัปดาห์นั้นไปปฏิบัติธรรม ไปอยู่วัด เออทำความดี ส่วนอีกสักสี่สัปดาห์ก็อาจจะมาทำดีอยู่ที่บ้านได้บ้าง ส่วนในที่อีกกว่าสี่สิบสัปดาห์นี่ ลั่นล๊า หลุดรุ่ย แตกกระเจิง โอวมันก็ไม่ได้เรื่องนะ อย่างนี้สู้สลับกันดีกว่า ว่าในช่วงที่สี่สิบกว่าสัปดาห์อยู่บ้านครองเรือน เออให้มีมรรคแปด เป็นความเมตตากัน พูดจาดีๆ กัน จิตใจอย่าให้มีความรังเกียจไม่พอใจคนนั้นคนนี้ แต่จะหลุดๆ บ้างสักสัปดาห์หนึ่งสองสัปดาห์หรือว่าหลุดไปถึงสี่สัปดาห์ก็ไม่ว่าอะไร ก็มันยังดีกว่าด้วยซ้ำ

เพราะงั้นช่วงเวลาที่เราอยู่ในครัวเรือนหรือว่าทำกิจอะไรต่างๆ เนี่ย เป็นช่วงเวลาที่สำคัญ สำคัญกว่า อย่าเพิ่งเอามาเป็นข้ออ้างว่าจะทำได้หรือทำไม่ได้ เพราะว่าข้ออ้างทั้งหลายที่ว่าทำไม่ได้หรอกเพราะอันนี้นี่ ที่ว่าทำไม่ได้เช่นว่าไม่ให้เราตั้งอยู่ในความเพียรได้ ขี้เกียจ ด่ามันบ้าง หลุดบ้างงี้อ่ะนะ เป็นเสียงของกิเลส อืมหลุดบ้างงี้อ่ะนะ เป็นเสียงของกิเลส ที่ออกมาในรูปที่แบบว่าฟังแล้วดูดี มีเหตุผล เสียงนี่เหมือนเราเลย ระบบความคิดนี่ก็เหมือนตัวเราเลย ทำความคิดเข้าใจรู้ตรรกะอะไรต่างๆ หมด แต่ว่าเป็นเหตุผลเป็นข้ออ้างที่ออกมาให้เราไม่ตั้งอยู่ในมรรคแปดได้ เพราะงั้นมันอยู่ที่ทุกๆ ขณะ ตั้งแต่ตีสี่คุณตื่นขึ้นมา อึตื่นตั้งแต่ตีสี่เลยเหรอ หรือกี่โมงก็ตามที่นาฬิกาปลุกมันดัง ติ๊ดๆๆ ขึ้น โอย...กดไป นั่นกิเลสเข้าทำงานทันทีเลยตั้งแต่เริ่มต้นของหัววัน แต่พอเราได้ยินเสียงปึ๊บนี่ เราลุกขึ้นทันที นี่คือคุณมีสัมมาวายามะ นี่คืออยู่ในชีวิตประจำวันของเรานะ

ขับรถออกไปถูกขับรถปาดหน้า หรือเจอเรื่องที่ได้ยินไม่น่าพอใจบ้าง เจอสิ่งกระทบคนนั้นคนนี้ ตัวเรายังมีเมตตาอยู่ได้มั้ย เรายังมีความคิดไม่เบียดเบียนอยู่ได้มั้ย หรือผ่านร้านอาหาร โอโห อาหารนี่มันยั่วใจจริงๆ เลย เขามาเรียกให้เรากิน โปรโมชั่นพิเศษด้วยเนี่ย ซื้อสามแถมหนึ่ง โอวสิ่งนี้ดูสิ ไม่ได้กินมาตั้งนานแล้ว อย่างเงี๊ยะ นี่คือทุกขณะเลยนะ มันมายั่วเรา เอาน่าสักหน่อยน่า คำเดียวไม่เป็นไร แน่ะ ที่เหลือไปฝากคนอื่นเขา แน่ะ อาศัยเหตุแห่งคนอื่น นี่กิเลสมันทำอย่างนี้ แล้วก็ให้เรามีความอยาก ให้เราไม่ได้ตั้งตนอยู่ในธรรมได้ อันนี้พลาดเลยๆ หลุดแล้ว อันนี้ก็สุดโต่งข้างนึงนะ ที่จะไปชนทางด้านกาม เกี่ยวข้องด้วยกามตัณหา เกี่ยวข้องด้วยความกำหนัดยินดีเพลิดเพลินลุ่มหลง ชุ่มอยู่ด้วยความสุขที่เกิดจากตาหูจมูกลิ้นและกาย

แต่ในขณะเดียวกันสุดโต่งอีกข้างหนึ่ง ฉันไม่ซื้อหรอก เพราะว่าฉันต้องเป็นคนแบบนี้ ด้วยปรารภความสำเร็จแห่งตน ก็ตันตึ๊กอีกข้างหนึ่งเหมือนกัน เป็นลักษณะสุดโต่งสองข้าง แต่จะซื้อหรือจะไม่ซื้อไม่ใช่ว่าเรื่องของตนหรือเรื่องของคนอื่น จะทำหรือไม่ทำไม่ใช่ว่าเรื่องของตนหรือเรื่องของคนอื่น แต่ว่าควรจะปรารภเรื่องของธรรมะนั่นคือมรรคแปด สมมุติว่าจะซื้อ เออ เรามีเมตตาแบ่งปันเพื่อนมนุษย์ ควรซื้อไปฝากลูกน้อง นี่เป็นสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้ปรารพเรื่องของกาม หรือถ้าจะไม่ซื้อ เพราะอาศัยเหตุปัจจัยว่าต้องกินอาหารที่มีสุขภาพดี ในการที่เราไม่ซื้อรู้จักแบ่งปันจ่ายทรัพย์ให้มันถูกต้อง คุณก็ไม่ซื้ออย่างนี้เป็นต้น อันนี้ก็ชื่อว่าตั้งอยู่ในมรรค ปรารภอาศัยอยู่ในธรรม มีธรรมเป็นที่พึ่งโดยแท้ ไม่ได้ตันตึ๊กไปในทั้งสองทาง

หรือถ้าเรากลับมาในกรณีของอุบาสกท่านนี้ ที่ว่าถ้าท่านบวชด้วยปรารพว่า เออ ฉันต้องการเป็นที่พึ่งให้ครอบครัวนะ เพราะว่าลูกเมียเกิดมาแล้ว ฉันบวชเพื่อที่จะฉันบรรลุแล้วฉันจะได้มาสอนเขา คิดแบบนี้นะ ก็ไม่ถูกอีกน่ะ เอาธรรมะเป็นข้ออ้างในการที่จะไม่รับผิดชอบ บางคนก็บวชหนีลูกเมีย บวชหนีแฟน เพราะไม่รู้จะเอาเหตุผลอะไรมาเลิก เอาตรงนี้ล่ะมาเป็นข้ออ้างในการบวช แต่ในที่นี้พระพุทธเจ้าบอกว่าบัณฑิตเขาจะไม่ทำอย่างนั้น ด้วยเหตุแห่งคนอื่น หรือบางคนคิดว่าฉันบวชแล้วฉันจะได้มีสถานะแห่งความเป็นภิกษุจะได้อยู่สบายซะที ไม่ต้องมาเป็นภาระพวกนี้ อันนี้ก็ปรารภเหตุแห่งตน ก็ไม่ถูกอีกอ่ะ

แต่สิ่งที่ธรรมิกอุบาสกท่านนี้เขาทำ แสดงว่าในจิตใจนี่คิดว่าจะทำตนให้สลัดออกจากภพจะสลัดออกจากกองทุกข์นี้ให้ได้ อันนี้เป็นหลักธรรมนะ ด้วยการที่จะกำหนดรอบรู้ทุกข์ ในการที่จะละตัณหา ในการที่จะหลีกออกจากกาม เนกขัมมะนี่คือทางแห่งความสำเร็จ รู้ตรงนี้แล้วก็ปฏิบัติตามนั้น ไม่ได้จะคิดว่าอาศัยเหตุที่ว่าฉันจะได้เป็นพระภิกษุที่ว่าจะได้อยู่สบายซะที หรือไม่ได้จะอาศัยเหตุคนอื่นว่าฉันจะได้ไม่ต้องรับผิดชอบจุดนี้สักทีเบาสักที ไม่ได้อาศัยเหตุเหล่านี้นะ

 

...แต่อาศัยเหตุแห่งธรรมในความที่จะสลัดตนให้หลุดพ้นออกจากทุกข์ นี่บัณฑิตเขาพึงทำอย่างนี้...

 

พอฟังถึงตรงนี้แล้ว บางท่านอาจจะมีความคิดว่ามันมีความแยบคาย เราจะต้องมาคิดวิเคราะห์อะไรต่างๆ ให้มีความแยบคายปานนี้เลยเหรอ พระพุทธเจ้าตรัสไว้ท่านผู้ฟัง ว่า

 

ขึ้นชื่อว่าความสุขความสำเร็จแล้วเนี่ย ไม่ใช่ว่าใครๆ จะบรรลุได้โดยง่ายๆ ได้โดยสบายๆ เนี่ย มันไม่ใช่ แต่ความสุขความสำเร็จเป็นสิ่งที่บุคคลบรรลุได้ด้วยความพยายามด้วยความลำบาก

 

แต่ในที่นี้เราไม่ได้ว่าจะมาเอาสบายหรือจะมารังเกียจความลำบาก เพราะถ้าเรายังคิดว่าเออนี่มันสบายนี่มันลำบาก ความคิดนี้เป็นเรื่องของกามชัดๆ เลย ว่าฉันจะต้องลำบากน่ะ ฉันจะต้องได้ นั่นก็เข้าข่ายในลักษณะของการทรมานตนเองให้ลำบาก หาความทุกข์มาทับถมตนเองที่ไม่มีความทุกข์ทับถม หรือว่ามันน่าจะสบายๆกว่านี้น่า ก็เข้าข่ายอยู่สบาย มันก็จะไปตันตึ๊กอยู่ในทางสุดโต่งสองข้าง แต่เราไม่ได้มองเรื่องนี้เลยท่านผู้ฟังเข้าใจนะ

 

คือไม่ได้จะมาคิดว่าลำบากหรือว่าสบาย แต่ว่าธรรมะมันจะเกิดขึ้นได้ตรงไหนจุดไหน นี่คือความแยบคาย นี่คือความที่เราจะต้องเอาจิตใจมาใคร่ครวญพิจารณา ไม่ใช่เรื่องที่จะเกินความสามารถหรอก แค่เราปรับเปลี่ยนทิฏฐิความเห็นนิดเดียว เห็นปึ๊บให้มันแทงตลอดทะลุถึงมรรคแปด

 

จุดนึงที่มรรคแปดมีแน่นอนคือความเพียร การทำจริงแน่วแน่จริง การทำจริงแน่วแน่จริงมันอาจจะทำให้กายมีความลำบาก อาจจะเป็นไปได้ แต่นั่นไม่ใช่สิ่งที่เราจะเอาหรือเราจะไม่เอา สิ่งที่เราต้องการนั้นคือมรรคแปด คือสัมมาวายามะ อกุศลธรรมต้องออกไปจากจิต สิ่งที่เป็นกุศลธรรมต้องเกิดขึ้นที่จิต ทางกายด้วย ทางวาจาด้วย

นอกจากสัมมาวายามะยังมีเรื่องสัมมาสังกัปปะ ความคิดความดำริ อะไรที่มันอยู่ในใจเนี่ยมันมีความสำคัญ ในช่องทางคือใจของเราความคิดนึกความเพียรสติ เราต้องให้มีอยู่ตลอดเวลาในกิจการงานของเรา ในด้านใดด้านหนึ่งก็ตาม ไม่ว่าเราจะเป็นเกษตรกรชาวนาชาวไร่เลี้ยงปศุสัตว์ต่างๆ ทำงานในออฟฟิศ ทำงานส่วนตัว เป็นธุรกิจของตัวเอง เป็นข้าราชการทหารหรือพลเรือน เราสามารถตั้งตนอยู่ในธรรมะได้ แน่นอนว่ากระแสต่างๆ มันมาก อย่างกรณีของธรรมิกอุบาสก ก็เรื่องบุตรภรรยาการงานต่างๆ ไม่ได้เอาเหตุนั้นจะมาให้เป็นความที่ต้องรึงรัดติดอยู่ในกามครองเรือนอยู่ หรือไม่ได้จะเอาเหตุนั้นมาเป็นเหตุให้หลุดออกจากภพ

 

คือไม่ใช่ว่าทั้งเข้าหารัดรึงเอาไว้ ไม่ใช่ทั้งหนีให้เกิดความขยะแขยงเกลียดชัง แต่อาศัยเรื่องธรรมะเป็นเหตุในการที่จะทำหรือที่จะไม่ทำสิ่งใดสิ่งหนึ่ง

 

แล้วถ้าความสุขความสำเร็จความสมปรารถนาอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ถ้าได้มาด้วยความไม่เป็นธรรม ถ้าบวชมาแล้วได้รับสถานะแห่งความเป็นนักบวชอย่างนี้เป็นต้นนี่นะ ด้วยไม่เป็นธรรม ไม่เป็นธรรมหมายความว่าก็ปรารภเหตุคนอื่นหรือเหตุตัวเอง เพราะว่าฉันอยากเป็นภิกษุอย่างนี้เป็นต้น หรือปรารถนาว่าต้องเลิกกะเขา ไม่รับผิดชอบ อันนี้ก็ถือว่าได้มาโดยไม่เป็นธรรม ไม่ควรทำ

 

ทั้งนี้ทั้งนั้นเรื่องนี้เป็นเรื่องของการที่เราตั้งจิตให้มันถูกเท่านั้นเอง แน่นอนว่าคนที่ถ้ายังไม่บรรลุถึงเป็นพระอรหันต์ การตั้งจิตสัมมาทิฏฐิมันก็ยังไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์ มันก็ยังมีที่เรายังต้องไปตันที่อายตนะตรงนั้นบ้าง ติดข้องอยู่ในเรื่องนี้บ้าง อาจจะปฏิบัติตามมรรคได้ไม่ถูกต้องร้อยเปอร์เซนต์เป๊ะล่ะ นั่นก็เพราะว่ายังไม่บรรลุธรรมใช่มั้ยล่ะ ทีนี้พอเรารู้แล้วข้อนั้นข้อนี้ พยายามปรับความเห็นของเราเนี่ยให้มันตรงให้มันถูกต้องอยู่ในทำนองคลองธรรม

 

ซึ่งเรื่องของการปรับความเห็นนี้ คือคุณไม่ได้ว่าต้องเปลี่ยนสถานะ จากอยู่บ้านมาอยู่วัด หรือจากคฤหัสถ์มาเป็นนักบวช หรือไม่ต้องเปลี่ยนที่ จากที่นั้นมาเป็นที่นี้ แต่ว่าอยู่ตรงไหน คือจิตเราอยู่ตรงไหน มันแค่ปรับความเห็น ทำให้มันถูกต้อง ให้มันถูกเลย เพราะว่าในเรื่องของสัมมาทิฏฐิ เรื่องของสัมมาสติ สัมมาวายามะ มันไปอยู่ได้ทุกที่ ใช่มั้ย เพราะว่ามันอยู่ในช่องทางคือใจของเรา

 

แล้วถ้าในช่องทางคือใจของเราด้วยสามอย่างนี้ คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ สัมมาวายามะ สามอย่างนี้เราไปคิดเรื่องอะไร ความคิดที่ออกมานั้นก็เป็นสัมมาสังกัปปะเลย เป็นความดำริในทางที่ชอบอยู่แล้ว ด้วยสามอย่างนี้คือสัมมาทิฏฐิสัมมาสติสัมมาวายามะ พูดอะไรออกมา คำพูดนั้นก็เป็นสัมมาวาจาเลย และด้วยสามอย่างนี้ คือสัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ และสัมมาวายามะ การกระทำทางกายอะไรที่คุณทำออกไปนั่นก็เป็นสัมมากัมมันตะเลย แล้วถ้าเราทำให้มันได้ทุกด้านของชีวิตของเรา นั่นเป็นสัมมาอาชีวะเลย แวดล้อมจิตที่เป็นหนึ่งนั้นก็เป็นสัมมาสมาธิเลย มรรคแปดอยู่ในจิตใจของเราเลยในทุกๆ ด้านของชีวิตของเรา

แน่นอนว่าบางทีมันก็มีหลุดใช่มั้ย หลุดกับเพื่อนบ้านบ้าง หลุดเวลาขับรถบ้าง หลุดเวลามาที่ทำงานบ้าง หลุดเวลาไปกินอาหารบ้าง ก็พยายามตั้งสติเอา อย่าให้มันหลุดบ่อยนัก ใครที่มันหลุดไปพยายามรวบรวมเอากระทำขึ้นใหม่ เราจะตั้งอยู่ในธรรมได้ท่านผู้ฟัง

 

เรื่องมรรคแปดทำได้อยู่ทุกที่ทุกเวลา อยู่ที่เราตั้งปรับฐานจิตให้มันดี มีสัมมาทิฏฐิ สัมมาสติ สัมมาวายามะ ให้ถูกต้อง สัมมาทิฏฐิเป็นเหมือนกับหัวเรือนำไป สัมมาวายามะเป็นเหมือนกับเครื่องยนต์ผลักดันไป สัมมาสติเป็นตัวควบคุมให้หัวกับเครื่องยนต์ไปทางเดียวกันได้ หัวไปทางนี้เครื่องยนต์ดันไปก็เชื่อมกัน ไปตามแนวทางเดียวกัน ทางนี้ไปไหน

 

ต้นไม้ที่เอียงไปทางทิศตะวันออก โน้มไปทางทิศตะวันออก เวลาเขาตัดมันลง มันก็ต้องตกลงไปทางทิศตะวันออกนั่นล่ะ แม่น้ำที่ลาดลุ่มไปทางทิศตะวันออก ออกทะเลมันก็ออกทางทิศตะวันออกนั่นล่ะ เหมือนกันจิตใจเราที่ไปตามสัมมาทิฏฐิเนี่ย มีนิพพานนั่นแหละเป็นที่ไป จุดจบอยู่ที่นู่นไปตามทางนิพพาน

 

นี่เรายังไม่ต้องออกบวชนะ เราอยู่ในการครองเรือน หรือว่าคนที่ออกบวชแล้ว ปรับความคิดเห็นทิฏฐิมันให้ถูกต้องดีงาม ทั้งสัมมาวายามะด้วย สัมมาสติด้วย ปฏิบัติตามมรรคแปดให้ถูก ปรับไป คิดไป อย่าไปนึกว่าจะทำได้หรือทำไม่ได้ คือทำได้อยู่แล้ว จะทำหรือไม่ ทำได้อยู่แล้ว อยู่ที่ว่าจะตั้งจิตแบบไหน ทำได้อยู่แล้วไม่ว่าจะลำบากหรือจะสบาย

 

ตอนแรกคิดว่าสบายๆ แล้วค่อยทำ นั่นคิดผิด หรือว่าต้องลำบากเท่านั้นจึงจะทำได้ นั่นก็คิดผิด เพราะงั้นตอนนี้เข้าใจแล้วนะว่า ไม่ว่าจะอยู่ในสถานะไหน กิจการงานแบบใด จะเป็นนักบวช หรือว่าผู้ครองเรือน จะอยู่วัดหรืออยู่บ้าน ทำอาชีพแบบไหนก็ปฏิบัติตามมรรคแปดได้นั่นล่ะ ไม่ได้ใช้อันหนึ่งมาเป็นข้ออ้างหรือข้อห้ามในการที่จะทำได้หรือทำไม่ได้ ตั้งตนอยู่ในธรรมแล้วนั่นคือความสำเร็จเดี๋ยวนั้นเลย ความสำเร็จมีได้เดี๋ยวนั้นทันที คือไม่ได้ต้องรอว่าต้องบรรลุนิพพานบรรลุเป็นพระอรหันต์แล้ว หรือไม่ได้ต้องรอว่าคุณมีความสำเร็จมีเงินทองมากขึ้นแล้ว หรือไม่ต้องรอว่าปีนี้เก็บเกี่ยวผลผลิตได้มากขึ้นแล้ว หรือไม่ได้ต้องรอว่าเราได้เลื่อนตำแหน่งแล้ว เพราะว่าถ้าตอนนี้ ณ ปัจจุบันนี้เราตั้งตนอยู่ในธรรมได้นะ นั่นคือความสำเร็จของเราเลย คือความสำเร็จเลย สำเร็จแล้ว ณเดี๋ยวนี้เลย ไม่ต้องรอถึงวันนั้น รอถึงวันที่ฉันมีงานเบาๆ ฉันค่อยไปวัด รอถึงวันว่าได้สิ่งนั้นสิ่งนี้ก่อนตามที่ตนปรารถนา เพราะความปรารถนานั่นน่ะมันเป็นบาป

บางคนก็จะกลับมาวิเคราะห์ศัพท์นะว่าศัพท์อะไรที่ท่านยกในที่นี้ คืออะไรที่เป็นเทือกเดียวกะตัณหา มันไม่ดีทั้งนั้นล่ะ แต่อะไรที่เป็นเทือกเดียวกับมรรคนี่ โอวมันดีทั้งนั้นล่ะ ดีอย่างไง ดีตรงที่ว่าถ้าเราทำให้มันเกิด พูดถึงมรรคนะ อันนี้คือดี ดีตรงที่ว่า ถ้าเราละมันได้ พูดถึงตัณหานะ อันนั้นมันดี แต่ถ้าพูดถึงตัณหาว่าทำให้มันเกิดมากขึ้น โอวอันนี้ไม่ดี ถ้าพูดถึงมรรคว่า โอวไว้ก่อนเดี๋ยวค่อยทำทีหลัง โอวอันนั้นไม่ดี

 

ถ้าเรามองเลยจุดที่ว่าฉันอยากหรือฉันจะไม่อยาก มองเลยจุดนั้นมา แต่ให้มาถึงในการทำเรื่องของมรรคแปด โอวนี่คือเราชนะแล้ว ชนะเลย

 

เออตอนนี้เวลาควรตื่นแล้ว ก็ลุกเลย ไม่ต้องจะคิดว่าร่างกายเป็นอย่างนั้น นั่นเอาเรื่องขันธ์ห้ามาปรารภ ว่าฉันอยากจะทำอย่างนี้ นั่นเอาเรื่องตัณหามาปรารภ มรรคแปดอยู่ที่ไหน มันเลยข้ามมาไม่ได้ ตันตึ๊บอยู่ ไม่ตึ๊บข้างนี้ก็ข้างนั้นล่ะ เราเอาตอนนี้ จิตของเราให้มันตั้งอยู่ให้ได้ ให้มีความสำเร็จ ณ ตอนนี้ มีพุทธพจน์อันนึง พระพุทธเจ้านั่งอยู่คนเดียว ในคืนวันจันทร์เพ็ญแจ่มกระจ่าง ท่านก็ตรัสขึ้นมาว่า

 

บุคคลไม่ควรจะคำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้ว ไม่ควรจะมุ่งหวังในสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งไหนล่วงไปแล้วก็ไปแล้วล่ะ สิ่งไหนที่ยังไม่มาถึงก็ยังไม่ถึงล่ะ เราทำความเพียรเสียแต่ในวันนี้แหละ ใครเล่าจะรู้ความตายในวันพรุ่งนี้

 

ไม่แน่ไม่นอนท่านผู้ฟัง ถ้าจะต้องรอให้สิ่งนี้เป็นอย่างงั้นไปก่อน คาหลานอยู่ คาหลานแล้วก็มาคาหมาอีก รอให้ผลผลิตมันดีขึ้นก่อน ให้ฤดูเก็บเกี่ยวก่อน ให้ได้เลื่อนตำแหน่งก่อน ให้ได้ยอดขายนี้ก่อน หรือให้ได้บวชก่อน นั่นเรียกว่ามีการคำนึงหวังในสิ่งที่ยังไม่มาถึง สิ่งที่ยังไม่มาถึนะ แต่คุณคิดไปแล้วว่าขอให้มันเป็นอย่างงั้นๆ อย่าเป็นอย่างงี้ๆ ไอ้ที่ว่าขอให้เป็นอย่างงั้นๆ ไม่ว่าจะอะไรก็ตามนะ กิเลสมันเอามาเป็นเหตุผลได้หมด ทั้งความดีก็ตาม ขอให้เป็นอย่างนั้นๆ ก่อนแล้วถึงจะค่อยทำได้เต็มที่ นั่นเรียกว่ายังคำนึงถึงสิ่งที่ยังไม่มาถึง แม้เล็กน้อยกิเลสมันเกี่ยวข้องได้หมด ตัณหามันยึดโยงคืบคลานไปได้หมด

ยิ่งคนที่คิดว่าอดีตฉันน่าจะเป็นอย่างงั้นๆ โอวเรื่องนั้นเราน่าจะทำมาอย่างงี้ คิดไปอย่างนั้นนี่ ก็ยังคายังตันในสิ่งที่ล่วงไปแล้ว แต่เราเอาตอนนี้แหละ เอาตอนนี้ ณ วินาทีนี้ หูเราไม่ต้องสนใจ ตาเราไม่ต้องสนใจ จมูกลิ้นกาย แม้ความคิดด้วยเราไม่ต้องสนใจ จิตอยู่ตรงไหน จิตอยู่ตรงไหนตั้งสติไว้ที่ตรงนั้น ดูให้ดี นี่ล่ะจิตนี้หนอที่มันจะแบบว่าไปตามหู เดี๋ยวไปทางตา ได้ยินเสียงนี้ เดี๋ยวไปตามความคิดนึกสัญญานี้ โผล่มามันก็ปรุงแต่งไป เที่ยวไปยึดว่ามันต้องเป็นอย่างงั้นอย่าเป็นอย่างงี้ จะต้องได้เป็นอย่างงั้นได้ก่อนตรงนี้มันจึงจะได้

แต่ว่าเรากำหนดสติของเราให้ดี ณ วินาทีไหนที่เรากำหนดสติของเราให้ดีตั้งอยู่ให้ได้ เราก็ทำตามเหตุตามปัจจัย ตั้งสติได้ ปรารพความเพียรอย่างดี ณ วินาทีนั้น นี่นะจิตนะมันเป็นอย่างนี้นะ ถ้ามันยังมีกิเลส มันก็จะได้ว่างั้นฉันก็ไม่ต้องทำอะไร นี่คิดว่าจะอยู่เฉยๆ อยู่ใสชนสถานปกตินี่ล่ะ ไม่ต้องทำอะไร แต่ไม่ใช่ ก็เป็นข้ออ้างของกิเลส ตัณหาก็แบบมันไปเชื่อมอะไรกันไปในทางไม่ถูก แต่ว่าเราทำตามเหตุตามปัจจัยที่มันจะต้องปรุงแต่งกันไปตามเรื่อง

เออถ้าการงานแบบนี้ต้องทำแบบนี้ขั้นตอนแบบนี้แล้วไปขั้นตอนนั้น ก็ทำๆ ไปไม่มีปัญหา หรือว่าต้องคุยกะคนนี้ก่อนแล้วไปทำอย่างนั้น ก็ได้ไม่มีปัญหา เพราะว่านั่นก็คือธรรมเครื่องปรุงแต่งที่มันต้องเป็นไป คือพอยกคำพูดว่าไม่คำนึงถึงสิ่งที่ล่วงไปแล้วไม่มุ่งหวังถึงสิ่งที่ยังมาไม่ถึง งั้นก็ไม่ต้องตั้งเป้าหมายในชีวิตอะไรกัน ลั่นล้าไปตามเรื่องตามราววันๆ นึง ก็ตันตึ๊กอีกข้างนึงเหมือนกัน ก็ไม่ถูก แต่ก็ต้องมีเป้าหมายในชีวิต คำว่าเป้าหมายในชีวิตอย่าไปสับสนกับคำว่ามีตัณหาคือความอยากหรือความปรารถนา เพราะว่าตัณหาความอยากมันไม่ดี แต่การที่เราตั้งธรรมเครื่องปรุงแต่งอย่างใดอย่าหนึ่ง เช่น ต้องมี mile stone ต้องมีหลักกิโลเมตร เครื่องบ่งบอกสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่บ่งบอกว่ามันมาถูกทางมั้ย การดำเนินการนี้เป็นอย่างไร มันต้องมีจุดบ่งบอกมีจุดวัด จุดบ่งบอกจุดวัดก็คือเป้าหมายนั่นแหละ นั่นก็คือธรรมเครื่องปรุงแต่งอย่างหนึ่งนั่นแหละ ที่เราต้องตั้งเอาไว้ในการที่เราจะเจริญอิทธิบาทสี่ให้ได้

การเจริญอิทธิบาทสี่ก็ต้องมีธรรมเครื่องปรุงแต่งแบบนี้ เป็นตัวที่ให้ตั้งเอาไว้ พอเรามีการเจริญอิทธิบาทสี่ นั่นนะ ณ จุดที่เราเจริญอิทธิบาทสี่ได้ นั่นคือสติก็เกิดขึ้นตรงนั้น ความเพียรก็เกิดขึ้นตรงนั้น ความเห็นที่ถูกต้องก็เกิดขึ้นที่ตรงนั้น แต่สิ่งที่จะมาแทรกซึมทำให้เราแบบว่าไปช้า สิ่งที่มาแทรกซึมมาขวางเอาไว้ คือพวกนี้ล่ะ ความปราถนา ความคิดข้องไปในทางกาม ความที่แบบว่าจะขี้เกียจขี้คร้าน ไม่สุดโต่งข้างนึงก็สุดโต่งข้างนึง ไม่ตันตรงนี้ก็ตันอีกตรงหนึ่ง

เพราะฉะนั้นเราก็ค่อยๆ ทำไป คำว่าค่อยๆ ทำไปก็ต้องมีความเพียร ไม่ใช่ว่าโอ๊ยท้อแท้อ่อนแอท้อถอย มันจะได้หรือมันละเอียดขนาดนี้ อย่าไปคิดอย่างงั้น นั่นเป็นเสียงของกิเลส ให้เราตั้งสติไว้เลย ตั้งสติไว้อยู่กับพุทโธก็ตาม อยู่กับลมหายใจก็ตาม หรือเครื่องมืออย่างใดอย่างหนึ่ง เรามาถึงจุดนี้ได้ ให้เรามีความมั่นใจมีความลงใจอย่างหนึ่งว่า เรามีบุญอยู่นะ เรามีบุญอยู่ เรามีบุญอยู่ที่เรายังเกิดมาเป็นมนุษย์ได้ คนที่จะเกิดมาเป็นมนุษย์ได้สักคนนึง มันไม่ใช่เรื่องง่ายๆ ต้องใช้ความพยายามมากๆ ต้องใช้บุญมาก

ลองเปรียบเทียบดูกับไอ้ตูบที่บ้าน เราไม่ได้เกิดเป็นสัตว์เดรัจฉาน เราไม่ได้เกิดเป็นเปรตอสูรกายหรือว่าพวกสัตว์นรก แต่ยังมีความเป็นมนุษย์ นี่คือมันดีแล้ว เป็นลาภแล้ว เป็นการได้ที่ดีมากๆ แล้ว เกิดมาชาติหนึ่งชาตินี้นะ อย่าประมาท แต่ให้มีสติ อย่าผลัดวันประกันพรุ่ง แต่เอาตอนนี้ ถ้าเราตั้งจิตไว้ถูกตอนนี้คือความชนะของเรา ตอนนี้คือชัยชนะที่เราสะสมทีละน้อยๆ สติทีละน้อยๆ ทำโพชฌงค์ทั้งเจ็ดให้เกิดขึ้นได้ โพชฌงค์ทั้งเจ็ดมีมาไปเรื่อยๆ ทำวิชชาคือวิมุตให้เกิดขึ้นได้ น้ำฝนทีละหยดๆ ตกทางภาคเหนือ ไหลมาตามซอกเขาซอกห้วย ซอกผาให้เต็ม พอเต็มแล้วก็ทำบึงน้อยบึงใหญ่ให้เต็ม บึงน้อยบึงใหญ่เต็มแล้วก็ทำให้แม่น้ำน้อยใหญ่ก็เต็ม แม่นำน้อยแม่น้ำใหญ่เต็มแล้วก็ทำให้มหาสมุทรก็เต็มขึ้นมา เราเอาภาชนะรองน้ำฝนหยดหนึ่งนั่นน่ะ คือเราถูกแล้ว เราได้แล้ว เราดีแล้ว

เราเกิดมาเป็นมนุษย์ยังมีลมหายใจที่ยังได้ฟังธรรม มันดีแล้ว รักษาจุดนี้ไว้ให้ดีเลย อย่าให้เกิดความท้อถอยว่ามันยาก เพราะถ้าราเก็บได้หยดหนึ่งตอนนี้ มีสติตั้งไว้ครั้งหนึ่งตอนนี้ นั่นคือเราได้แล้ว อย่าไปคิดว่าต้องรอตรงนั้น อายุเท่านั้นจึงจะบวช ตอนนั้นถึงจะทำ ตอนแก่แล้วถึงจะไป นั่นไม่ได้เกี่ยวเลย เป็นเรื่องของกิเลสเอามาเป็นข้ออ้าง แต่เอาตอนนี้ ที่ว่าเราตั้งสติไว้เนี่ย คือเราได้เลย ทำให้มากเจริญให้มาก ทำให้บ่อยเจริญให้บ่อย แล้วก็ปฏิบัติตามเหตุปัจจัย ถ้ามันจะมาก็มาได้ ถ้ามันจะไปก็ต้องไป ถ้ามันจะเสียก็เสีย ถ้ามันจะได้ก็ได้ แต่ไม่ใช่ว่าไม่ทำอะไร ทำอยู่สร้างเหตุปัจจัยให้มันถูกต้อง ตามสิ่งที่มันควรจะเป็น

 

เพราะงั้นเรื่องของมรรคแปดจึงเป็นเรื่องที่มีความกว้างขวางไปในทุกสาขาอาชีพ ไปในทุกบุคคลจะแก่จะหนุ่ม ไปในทุกเพศทุกวัย ไม่ว่าคุณจะชอบผู้ชายหรือชอบผู้หญิง หรือคุณจะไม่ชอบอะไรเลย ถ้ายังติดอยู่กับกามมันก็ไปไม่ได้ แต่ถ้าหลุดออกจากกามแล้ว มันดีทั้งนั้น เรามีสติอยู่ ไปไหนก็มีความโชคดี ผู้ที่มีสติ ผู้ที่มีความเพียร ผู้ที่มีความเห็นที่ถูกต้อง สามอย่างนี้จึงเป็นคุณธรรมพื้นฐานที่จะค่อยๆ ปรับค่อยๆ ทำ ให้มรรคทั้งแปดของเรามีความก้าวหน้าขึ้น ให้ตัณหาสามารถละไปได้ ให้เราเข้าใจความทุกข์ เข้าใจเรื่องของขันธ์ห้าได้อย่างถูกต้อง ทำนิโรธทำนิพพานให้เกิดขึ้นได้

39
1
นาทีในการอ่าน