วิชชา 8 ประการ

วิชชา 8 ประการ
วิชชา 8 ประการ
S07E05

“...ดูกรมหาบพิตร เปรียบเหมือนสระน้ำบนยอดเขาใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว บุรุษผู้มีจักษุยืนอยู่บนขอบสระนั้น จะพึงเห็นหอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง กำลังว่ายอยู่บ้าง หยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำ เขาจะพึงคิดอย่างนี้ว่า สระน้ำนี้ใสสะอาด ไม่ขุ่นมัว หอยโข่งและหอยกาบต่างๆ บ้าง ก้อนกรวดและก้อนหินบ้าง ฝูงปลาบ้าง เหล่านี้กำลังว่ายอยู่บ้าง กำลังหยุดอยู่บ้าง ในสระน้ำนั้น ดังนี้ฉันใด

ภิกษุก็ฉันนั้นแล เมื่อจิตเป็นสมาธิ บริสุทธิ์ผ่องแผ้ว ไม่มีกิเลส ปราศจากอุปกิเลส อ่อน ควรแก่การงาน ตั้งมั่น ไม่หวั่นไหวอย่างนี้ ย่อมโน้มน้อมจิตไปเพื่ออาสวักขยญาณ ย่อมรู้ชัดตามความเป็นจริงว่า นี้ทุกข์ นี้ทุกขสมุทัย นี้ทุกขนิโรธ นี้ทุกขนิโรธคามินีปฏิปทา เหล่านี้ อาสวะ นี้อาสวสมุทัย นี้อาสวนิโรธ นี้อาสวนิโรธคามินีปฏิปทา เมื่อเธอรู้เห็นอย่างนี้ จิตย่อมหลุดพ้นแม้จากกามาสวะ แม้จากภวาสวะ แม้จากอวิชชาสวะ เมื่อจิตหลุดพ้นแล้ว ก็มีญาณว่าหลุดพ้นแล้ว รู้ชัดว่าชาติสิ้นแล้ว พรหมจรรย์อยู่จบแล้ว กิจที่ควรทำ ทำเสร็จแล้ว กิจอื่นเพื่อความเป็นอย่างนี้มิได้มี

ดูกรมหาบพิตร นี้แหละสามัญผลที่เห็นประจักษ์ ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อก่อนๆ ดูกรมหาบพิตร ก็สามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้ออื่น ทั้งดียิ่งกว่า ทั้งประณีตกว่าสามัญผลที่เห็นประจักษ์ข้อนี้ ย่อมไม่มี.”

-สามัญญผลสูตรที่ ๒-

 

“ความรู้” ที่จะพูดถึงในที่นี้ไม่ใช่ “วิชา” แต่เป็น “วิชชา”...วิชาอะไรต่าง ๆ ที่สอนกันอยู่ตามโรงเรียนหรือที่ต่าง ๆ นั้น เป็นวิชา(ศิลปศาสตร์)เป็นความรู้ทั่ว ๆ ไป แต่ “วิชชา” ที่จะกล่าวถึงในที่นี้ คือ “ญาณ” เป็นความรู้ที่เป็นปัญญาชนิดแบบว่า ไม่ใช่แค่จำได้ แต่ว่าทำให้เกิดขึ้นได้เลย ที่เราเรียกกันว่า วิชชา 8

 

วิชชา คือ ความรู้ที่เป็นญาณ นี้เป็นเรื่องที่ลึกซึ้ง พระพุทธเจ้าตรัสว่า “ธรรมทั้งหลายมีปัญญาเป็นอันดับสูงสุด” ปัญญานี้ คือ วิชชาตรงนี้...ถ้าเราเอาคำสอนของพระพุทธเจ้าที่ท่านสอนมากอง ๆ รวมกันไว้ จัดลำดับหมวดหมู่ให้ดี สิ่งที่เป็นยอดที่สุดของคำสอนนี้ คือ วิชชา 8 เพราะว่ามีปัญญาเป็นอันดับสูงสุด พื้นฐานมาจากศีล มีสมาธิเป็นหัวหน้า...ส่วนสูงที่สุดที่จะเห็นได้ตรงยอดคือ วิชชา ซึ่งในหมวดธรรมของปัญญาก็จะมีหลายอย่าง เช่น สัมมาทิฎฐิก็เป็นปัญญาอย่างหนึ่ง, ปัญญาในการเห็นเรื่องของอายตนะต่าง ๆ ก็เป็นปัญญาอย่างหนึ่ง ซึ่งปัญญานั้นมีหลายชั้น แต่ชั้นที่จะอยู่สูงที่สุดที่เราจะได้ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้า ก็คือ “วิชชา 8 ประการ” ซึ่งในที่นี้ได้นำเนื้อหามาจาก สามัญญผลสูตร เป็นเรื่องราวที่พระพุทธเจ้าอธิบายให้พระเจ้าอชาติศัตรูฟังถึงอานิสงส์ไล่มาตั้งแต่เรื่องของศีลจนถึงสูงสุดในเรื่องของปัญญาใน 8 ข้อดังต่อไปนี้

 

 

 

 

 

 

 

 

  1. วิปัสสนาญาณ หมายถึง ความรู้ คือ ญานอันนับเข้าในวิปัสสนา เป็นความรู้ที่จะเห็นตามความเป็นจริงในกายของเรา ที่เป็นแค่ธาตุ 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม, อาศัยมารดาบิดาเกิดขึ้น ไม่เที่ยงเปลี่ยนแปลงไปได้ เป็นอนัตตา เป็นอนิจจัง) ในทางใจของเราก็เหมือนกัน หมายถึงการเข้าไปรับรู้ แยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนทีเป็นกายและส่วนที่นามธรรม(มีวิญญาณรับรู้ทางใจ)แต่ทั้งสองอย่างมันไม่เนื่องกัน แต่มันร้อยเข้าไปอยู่ด้วยกัน...ใจก็เป็นส่วนหนึ่ง กายก็เป็นส่วนหนึ่ง...นี้คือ ความเห็น คือความเข้าใจ คือ ทิฎฐิ ที่พอปรับมองมุมอย่างนี้ ไม่ใช่แค่จำได้ (สัญญา) แต่ต้องทำให้ได้ ให้เข้าไปในจิตจริง ๆ ให้ลึกซึ้งถึงความที่มันแยกกันเป็นอย่างนี้
     

     

     

     

     

     

    ผลที่เกิดขึ้นของวิปัสสนาญาณ จะทำให้เราไม่ไปยึดถือในสิ่งที่เราเห็นตามความเป็นจริงนั้น ในกายนั้น ในใจนั้น ไม่ว่าใจนั้นจะไปรับรู้เรื่องอะไร วิญญาณที่มันไปรับรู้ก็จะคลายความยึดถือได้ ความรู้ตรงนี้จำเป็นในการที่เราจะมีความรู้ในข้ออื่น ๆ ต่อ ๆ ไป เพราะว่าความรู้ในข้ออื่น ๆ ไม่ว่าจะเป็นตาทิพย์ หูทิพย์ รู้วาระจิตคน บางทีถ้าเรามีความรู้คือวิชชาในข้อต่อ ๆ ไปแล้ว มันอาจจะทำให้เราเพลิน หลง หรือทำให้เราตกใจกลัวได้ วิปัสสนาญาณในข้อแรกนี้จึงเป็นพื้นฐานที่สำคัญ...”การเล่าเรียนธรรมะก็เหมือนกับการไปจับงูพิษ เราจะได้ประโยชน์หรือได้โทษ ตรงนี้สำคัญ สิ่งที่จะป้องกันให้เราไม่ได้รับโทษ คือ วิปัสสนาญาณ ตรงนี้

  2. มโนมยิทธิญาณ (ฤทธิ์ที่สำเร็จทางใจ)ในที่นี้รายละเอียดก็คือ แยกกาย ได้นั่นเอง...การที่จะทำความสามารถประเภทนี้ได้ ต้องมีพื้นฐานมาจากสมาธิทั้งสิ้น
     

     

     

     

     

    Visualization คือ การที่คิดออกไป กำหนดภาพของเราออกไป...ในคำสอนของพระพุทธเจ้าใช้คำว่า “อุคคหนิมิต” คือ กำหนดนิมิตเครื่องหมายไว้ให้เราเห็นภาพอย่างนี้ ๆ แล้วก็ทำตามไป ต่อไปมันก็จะทำได้ขึ้นมา ตรงนี้คือจุดที่เราน้อมจิตไปเพื่อเนรมิตรูปให้เป็นแบบนั้น ซึ่งจะเข้าค่ายมาในทางมโนมยิทธิ

     

    ประการหนึ่งในเรื่องของฤทธิ์ทางใจ ที่หลาย ๆ คนไม่ค่อยเชื่อ 100%ว่ามันจะเป็นไปได้หรือ เราอาจจะมาดูตัวอย่างเปรียบเทียบที่อาจเห็นได้จากข่าวอยู่เป็นครั้งเป็นคราว เช่นว่า ไฟไหม้ คนสามารถยกตุ่มน้ำขึ้นคนเดียววิ่งไปได้ด้วยความตกใจ ซึ่งตุ่มนั้นถ้าจะยกขึ้นต้องใช้คนถึง 4 คนถึงจะยกตุ่มขึ้นได้ แต่ทำไมในตอนนั้นเขาถึงมีพลังขึ้นมา, หรือว่าคนที่เดินทางไปในป่า อดอาหารหลงป่าอยู่หลายวัน ใกล้จะตายแล้ว พอมีสัตว์ร้ายเข้ามา ก็มีกำลังที่จะวิ่งต่อไปอีก...ที่เราพูดถึงอยู่นี้คือ กำลังใจ คือ ฤทธิ์ทางใจ เทคนิคที่นำมาใช้ให้ประสบความสำเร็จในการเล่นกีฬา ในการทำธุรกิจ ในการทำในสิ่งที่มันยาก ๆ ซึ่งทั้งหมดที่กล่าวมาต้องมีพื้นฐานมาจากเรื่องของสมาธิให้มันดี

  3. อิทธิวิธญาณ (แสดงฤทธิ์ได้) พระพุทธเจ้าก็เคยได้ทรงแสดงฤทธิ์ในข้อนี้ เช่น ตอนที่พระยสะได้คุณธรรมแล้ว บิดาของท่านมาตามหา ท่านก็ใช้ฤทธิ์ทำเครื่องกำบังให้ไม่เห็นกัน, หรือว่าเรื่องของพระจูฬปันถก ที่ท่านของแยกกายออกมา แต่ทำให้เป็นเหมือนหลายคน, หรือตอนที่พระพุทธเจ้าไปโปรดโจรองคุลีมาร ท่านก็ใช้ฤทธิ์ในการที่จะเดินไปได้เร็ว องคุลีมารไม่สามารถวิ่งตามได้ทัน ยังรวมถึงสาวกอีกหลายท่านไม่ว่าจะเป็น พระมหาโมคคัลลานะ, พระปิณโฑลภารทวาชะ...นี้เป็นฤทธิ์ที่ทำได้จากการอาศัยเหตุปัจจัย คือ สมาธิ  

     

    พระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้ว่าในอิทธิวิธีที่เปรียบเหมือนปาฏิหาริย์ หากคนที่ไม่มีศรัทธา พูดแล้วเขาก็จะไม่เชื่อ คิดว่านี้เป็นมายากล เป็นกลลวง มันจะทำให้เกิดความไม่ดี ไม่เกิดประโยชน์ จึงมีศีลของหนึ่งของพระ คือ ห้ามแสดงฤทธิ์ จะต้องอาบัติเล็กน้อย เพราะคุณวิเศษในข้อนี้อาศัยเรื่องของสมาธิ ไม่ใช่อาศัยเหตุปัจจัยอย่างอื่น เช่น มายากล หรือเรื่องทางกลศาสตร์ ทางฟิสิกส์ เป็นต้น

  4. ทิพยโสตญาณ (หูทิพย์)...ข้อนี้จะไม่ใช่การที่เราเอาความคิดของเราเข้าไปใส่ในความคิดของเขา ไม่ใช่การโทรจิตคุยกัน, หรือมีตัวอย่างตอนที่พระพุทธเจ้าไปปรากฎต่อหน้าท่านพระมหาโมคคัลลานะบ้าง หรือสาวกองค์อื่น ๆ บ้าง คือ ท่านก็ใช้อิทธิวิธีไปแล้วก็ไปพูดอยู่ที่นั้นเลย ให้บุคคลนั้นเข้าได้ยิน ซึ่งอันนี้ไม่ใช่ทิพยโสตญาณ แต่เป็นอิทธิวิธี แต่ทิพยโสตเป็นเรื่องของการได้ยินเฉย ๆ (ฟัง) คนคุยมาจากที่ไกลเราก็รู้ได้ว่าเขาคุยอะไรกัน เป็นความสามารถที่เกิดจากจิตที่เป็นสมาธิแล้วน้อมไป สามารถได้ยินได้ทั้งเสียงที่มาจากที่ไกล ทั้งเสียงที่เป็นของทิพย์ (เป็นเสียงที่นอกเหนือจากหูของมนุษย์ที่จะได้ยิน)
  5. เจโตปริยญาณ (การกำหนดรู้ใจผู้อื่น) คือ รู้ตรงจุดที่ว่าเป็นสมาธิหรือไม่เป็นสมาธิ ตรงนี้ผู้ที่เขามีความรู้ในเรื่องนี้เขาจะทราบได้ อาจจะไม่ได้คิดตอนนั้น แต่ว่ามันมีอะไรที่ข้องกันมา มีอะไรที่อยุู่ในจิตมา อันนี้จะรู้ได้ด้วยว่าราคะ โทสะ หรือโมหะที่ติดมา ๆ
     

     

     

     

     

    ผลของข้อนี้ก็จะทำให้รู้ว่าใครบรรลุธรรมในขั้นไหน ทั้งนี้ทั้งนั้นก็อยู่ที่ว่าความละเอียด ความรอบคอบ ความคมของญาณปัญญาในต่อละข้อนั้น ๆ ในแต่ละคน ๆ จะแจ่มแจ้งไม่เหมือนกัน ขึ้นอยู่กับฌานสมาธิ หรืออยู่ที่ว่าการฝึกนั้นมีกำลังมีความแก่มีความอ่อนมีความเข้มข้นของฌานสมาธิในขั้นนั้น ๆ อย่างไร ๆ เพราะฉะนั้นความชัดเจน ความที่จะเห็นได้อย่างเต็มที่มันก็จะไม่เท่ากันในแต่ละคน ๆ ที่มีความสามารถในข้อนี้

  6. ปุพเพนิวาสานุสสติญาณ (การระลึกชาติได้) คือ การระลึกถึงชาติก่อนที่เคยเกิด ที่เคยมีมาเป็นมาอย่างไรได้ ความละเอียดขึ้นอยู่กับกำลังฌานสมาธิในแต่ละคน ๆ
  7. จุตูปปาตญาณ (ตาทิพย์) เป็นเรื่องของการรู้การจุติการอุบัติขึ้นว่า คนนี้เป๋็นมาอย่างไร ต่อไปจะเป็นอย่างไร รู้อนาคต เพราะว่าเห็นเส้นทางที่เขาจะดำเนินไปจากจุดนี้ไปจุดนั้น หรือว่ารู้ที่ตรงนั้นมีสิ่งนี้มีสิ่งนั้น ก้เพราะว่าเห็นทางดำเนินไปของจิตในจุดนั้นเป็นอย่างไร ๆ ทำให้รู้ข้อมูลต่าง ๆ เหล่านั้นได้
  8. อาสวักขยญาณ (การรู้จักทำอาสวะให้สิ้นไป) เป็นวิชชาที่ 8 ที่พระพุทธเจ้าทรงยกย่องว่า ไม่มีอะไรที่จะเลิศประณีตไปกว่านี้แล้ว ทำอาสวะให้สิ้นได้ รู้อริยสัจ 4 กำจัดเรื่องของกิเลสอวิชชาออกไปจากจิตของเรา ตรงนี้คือสิ่งที่เราต้องทำให้ได้

 

ในวิชชาทั้ง 8 นี้ ไม่ใช่ว่าจะต้องเรียงมาตามลำดับ แต่ก็เป็นอันใดอันหนึ่งได้ ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยตามจากสมาธิทั้งสิ้น จุดประสงค์ที่สำคัญนั้นคืือ การที่เราจะต้องมารู้อริยสัจ 4 ในการที่จะปฏิบัติสมาธินั้น

 

...ความรู้ตรงนี้อาศัยสมาธิแล้วเกิดขึ้น ถือว่าเป็นวิชชาที่ดี แต่ถ้าเอาไปใช้ในเรื่องขว้างหนทางธรรม เช่น ใช้ในการทำนายการรบพุ่ง การทำนายอดีตอนาคตว่าคนนั้นจะเป็นอย่างนั้นอย่างนี้...อันนี้กลับกลายเป็นเดรัจฉานวิชชา ซึ่งความรู้ในส่วนของตัวมันเองนั้นเป็นความรู้ที่ดีมาก ๆ อาศัยสมาธิแล้ว ควรจะทำให้เกิดขึ้น เพราะว่านีี่คือ ยอดของธรรมะทั้งปวง คือ ปัญญาใน 8 ข้อนี้ โดยที่อยู่ใต้นั้นเป็นฐาน ๆ กันมา มีความสำคัญไม่แพ้กัน ที่จะทำให้เกิดวิชชาทั้ง 8 นี้ได้ ก็จะต้องมีในเรื่องของสมาธิ เรื่องของศีล เรื่องของศรัทธา เรื่องของปัญญา อินทรีย์ในข้อต่าง ๆ ความเพียร เหล่านี้ก็ต้องมีมาเพื่อจะหนุนดันกันให้มันเกิดเป็นยอด คือ ปัญญานี้ขึ้นมาได้

  • “ความรู้” ที่จะพูดถึงในที่นี้ไม่ใช่ “วิชา” แต่เป็น “วิชชา” คือ “ญาณ” เป็นความรู้ที่เป็นปัญญาชนิดที่ไม่ใช่แค่จำได้ แต่ทำให้เกิดขึ้นได้เลย ที่เรียกกันว่า วิชชา 8 ประการ
  • ในเรื่องของ อภิญญา 6 (ความสามารถพิเศษ), วิชชา 3, ความสามมารถพิเศษเฉพาะของพระพุทธเจ้า 10 อย่างที่เรียกว่า ทศพลญาณ/ตถาคตพละ10 ซึ่ง 3 ใน 10 อย่างนี้ ก็อยู่ในความรู้ คือ วิชชา 8 นี้...มนุษย์ที่มีศีล สมาธิ ปัญญาเต็มขั้น สามารถที่จะฝึกให้มีความสามารถสูงที่สุดที่จะสามารถทำได้ในธรรมวินัยนี้ได้
  • เมื่อกล่าวถึงวิชชา 8 ก็จะมีคำว่า อวิชชา 8 (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง) คือ ความไม่รู้ 8 อย่าง เพื่อนำมาเปรียบเทียบกัน
  • ในที่นี้ได้นำเนื้อหามาจาก สามัญญผลสูตร มาอธิบายในเรื่องของวิชชา 8

97
1
นาทีในการอ่าน