อริยมรรคก่อให้เกิดอายุ วรรณะ สิริ สุขะ พะละ

อริยมรรคก่อให้เกิดอายุ วรรณะ สิริ สุขะ พะละ
S07E08
  • ความสุขตามที่พระพุทธเจ้าแยกไว้ นอกจากมาในเรื่องของอายตนะทั้งหกแล้ว ยังตรัสถึงเรื่องมาในเรื่องของอายุวรรณะความสุขพะละ ยศ อธิบดี ธนสารสมบัติ
  • ผลของบุญหรือบาป อาจจะเป็นผลจากกาลก่อนหรือผลในปัจจุบัน หรือผลจากปัจจัยอื่นๆ
  • บุญหรือบาปอยู่ที่กรรม อยู่ที่การกระทำ เราทำของเราเอง
  • บุญ อายุวรรณะสุข พละ จะเกิดได้ถ้าปฏิบัติเดินมาตามทางอริยมรรคมีองค์แปด

“อายุวัฑฒะโก ธะนะวัฑฒะโก สิริวัฑฒะโก ยะสะวัฑฒะโก พะละวัฑฒะโก วัณณะวัฑฒะโก  สุขะวัฑฒะโก”

บทสวดมงคลจักรวาฬ

 

...ในเรื่องของอายุ วรรณะ ความสุข โภคะ มันไม่ได้เกิดจากสิ่งต่างๆที่มากระทบทางตาหูจมูกลิ้นกายหรือใจ แต่มันอยู่ในการกระทำของเรา ...อยู่ที่การทำการปฏิบัติตามมรรคแปด (...อายุหมายถึงอิทธิบาทสี่..วรรณะหมายถึงมีศีล..สุขหมายถึงฌานทั้งสี่..โภคะหมายถึงเมตตากรุณามุทิตาอุเบกขาให้อย่างไม่มีประมาณ...พะละหมายถึงกำลังในการตัดกิเลส…)

 

คนที่มีบุญ บุญหมายถึงความสุข กับคนที่มีบาป ตรงกันข้ามกันหมายถึงความทุกข์ เป็นสิ่งที่เป็นบุญ เป็นสิ่งที่เป็นบาป คือทุกคนมันมีอยู่แล้วนะ ทั้งบุญและบาป ถึงได้มาเกิดในโลกนี้ได้ คนที่มีบุญมากๆ บาปอาจจะมีน้อย ก็ต้องมาเกิดอยู่ดีคนที่มีบาปมากๆ บุญบางทีจะมีน้อย ก็ต้องมาเกิดอยู่ดี ทีนี้คนที่จะไม่ต้องมาเกิดได้ คือต้องเหนือทั้งบุญและเหนือทั้งบาป หลุดออกจากวัฏฏะนี้ได้

คนที่มีบุญมากๆ ทำให้มีความสุขมีความดีมีความเกษม สูงขึ้นดีขึ้น เลยขึ้นไปจนถึงเป็นเทวดาชั้นต่างๆ พรหมชั้นต่างๆ คนที่มีบาปก็จะต่ำลงจนเป้นเปรตอสูรกายเป็นสัตว์นรกไปนู่นเลย ขึ้นๆลงอยู่อย่างนี้ ชีวิตของสัตว์โลก โลกเป้นไปอย่างนี้ตามกระแสของโลก

ทีนี้เราจะดูว่าคนที่ไหนมีบุญหรือมีบาป ดูที่ตาหูจมูกลิ้นกายและใจของเราได้ ดูได้ ดูได้อย่างไง เพราะว่าคนที่มักจะได้รับความสุขทางตาหูจมูกลิ้นกายใจ เป็นตัวบ่งบอกได้อย่างนึงถึงความที่เขามีบุญ คนที่ได้รับความทุกข์ทางตาหูจมูกลิ้นกายและใจ ก็เป็นตัวบ่งบอกได้อย่างนึงถึงความที่เขามีบาป เป็นอย่างนึงที่จะบอกได้

...เพราะงั้นความสุขที่จะมา พระพุทธเจ้าก็แยกเอาไว้ตามเรื่องของอายตนะอันหนึ่ง ยังพูดถึงเรื่องของอายุวรรณะความสุขและก็พละกำลัง หรือในนัยยะอื่นก็มีเรื่องของธนสารสมบัติ เรื่องของสิริ เรื่องของยศ มาด้วย..วันนี้จะพูดถึงความสุขที่จะมาในรูปแบบของอายุ รูปแบบของธนสารสมบัติ สิริ ยศ วรรณะ พละ และความสุข เป็นบทที่เราได้ยินเวลาที่ภิกษุมีการอนุโมทนา

 

อายุวัฑฒะโก ธะนะวัฑฒะโก สิริวัฑฒะโก ยะสะวัฑฒะโก พะละวัฑฒะโก วัณณะวัฑฒะโก  สุขะวัฑฒะโก

 

และพระพุทธเจ้าเคยตรัสไว้กับนางสุปปวาสาว่า

 

ดูกรนางสุปปวาสา อริยสาวิกาผู้ให้โภชนะ ชื่อว่าย่อมให้ฐานะ ๔ แก่ปฏิคาหก ฐานะ ๔ เป็นไฉน

คือ ให้อายุ วรรณะ สุขะ พละ

  1. ครั้นให้อายุแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งอายุ อันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์
  2. ครั้นให้วรรณะแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งวรรณะ อันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์
  3. ครั้นให้สุขแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งสุข อันเป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์
  4. ครั้นให้พละแล้ว ย่อมเป็นผู้มีส่วนแห่งพละอัน เป็นทิพย์หรือเป็นของมนุษย์

บทสวดมงคลจักรวาฬ

 

คนที่มีบุญมีในเรื่องอายุวรรณะความสุขพละแล้ว ในที่อื่นๆพระพุทธเจ้าเคยตรัสสอนไว้ในเรื่องของยศตำแหน่ง เรื่องของสิริ สิริคือความสง่างาม ทีนี้ในเรื่องของอายุวรรณะยศอธิบดี รูปเสียงกลิ่นรสสัมผัส สิริ วรรรณะทั้งหมด ที่จะบ่งบอกถึงความที่ว่า คุณมีบุญมากหรือน้อย จะมีการให้ผล ลักษณะแบบนี้ ประเด็นมันอยู่ที่ ผลของบุญที่ให้ เป็นผลของบุญที่ทำมาในกาลก่อนมาให้ผลในปัจจุบันนี้

การให้ผลของกรรมดีหรือกรรมชั่ว มันให้ผลในปัจจุบันหรือในเวลาถัดมาๆอีก มันยากที่จะบอกว่า ความสุขอย่างใดอย่างหนึ่งที่เราได้รับ เป็นผลที่เราได้ทำมาเมื่อกี้ชาตินี้หรือชาติก่อน บอกได้ยาก ความชั่วก็เช่นกัน แต่แน่นอนว่า สุขหรือทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งเกิดขึ้นในชีวิตของเรา ไม่ได้เกิดจากกรรมเก่าอย่างเดียว ความสุขหรือทุกข์ที่เราจะได้รับผ่านทางช่องทางต่างๆมา นอกจากเรื่องของกรรมเก่าแล้ว ยังมีเรื่องของสุขภาพร่างกาย ดินฟ้าอากาศ สภาพแวดล้อม การรักษาตัวไม่สม่ำเสมอ หรือเรื่องของการถูกทำร้ายที่เป็นกรรมของเขาหรือกรรมเก่าของเรา

เพราะฉะนั้นเวลาเราเจอเรื่องของความสุขหรือความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งในชีวิตเรา ไม่ได้ขึ้นกับกรรมเก่าอย่างเดียว กรรมเก่าเป็นแค่ส่วนหนึ่งเท่านั้นเอง เราอย่าไปเหมารวมลงเอากรรมเก่าทั้งหมด แต่ว่าต้องดูลักษณะที่มีความแตกต่างกัน

 

อย่างไรก็ตามทั้งเรื่องส่วนที่เป็นบุญทั้งเรื่องส่วนที่เป็นบาป มาในสิ่งที่เราจะรับรู้ได้ในทางตาหูจมูกลิ้นกายและใจ ออกมาเป็นรูปแบบของอายุสมบัติสิริยศพละวรรณะต่างๆ เกิดจากบุญและบาป ที่เกิดจากการให้ผลก่อนนั้นมา หรือปัจจุบันนั้น หรือต่อๆมาก็ตาม

 

ประเด็นอยู่ตรงที่ว่า ถ้าในบัดนี้เรามีความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งจากบาปอย่างใดอย่างหนึ่งที่มันจะให้ผล เป็นความทุกข์เกิดขึ้น ถ้าเราอนุญาตให้สิ่งที่มากระทบแบบที่ไม่น่าพอใจ แล้วเราก็ทำบาปไปอีก นี่คือกรรมของเราเลยนะ เป็นกรรมที่เราสร้างไว้จากผัสสะที่ไม่น่าพอใจ หรือผัสสะที่น่าพอใจที่ทำให้เราลุ่มหลงเพลิดเพลินไปในความสุขนั้น เผลอเพลินไปกลับสร้างบาปไม่ได้สร้างบุญ ดังเช่นพวกเทวดา

 

ในทางตรงข้ามคนที่เจอทุกข์มากๆ แล้วอดทนได้ มีความหวัง มีความเพียรนั่นเป็นบุญ บุญตรงนี้ต้องให้ผลแน่นอน แต่ว่าความทุกข์โทมนัสที่เกิดขึ้นอาจจะเป็นผลของกรรมเก่า อาาจะเป็นเรื่องสิ่งต่างๆ มันให้ผลอยู่ เราให้เกิดบุญได้ในสิ่งที่ไม่น่าพอใจนั้น ในขณะเดียวกันถ้าเราเจอเรื่องที่น่าพอใจ เราไม่ลุ่มหลง ไม่เพลิดเพลิน ไม่กำหนัดยินดี แต่ว่าก็รับไว้ จัดการให้ดี มองเห็นโทษของสิ่งนั้นอยู่เนืองๆ นี่เกิดบุญนะ บุญต่อบุญ

บาปมาก็ทำให้เกิดบุญได้ บาปมาในรูปของความทุกข์ต่างๆที่อาจจะเกิดขึ้นทางตาทางหู เราก็ทำให้เกิดบุญได้ บุญมาในรูปของความสุขที่มาทางรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมย์ เราก็ทำให้เกิดบุญได้ ความสุขหรือความทุกข์อยางใดอย่างหนึ่ง เกิดบาปก็ได้ เกิดบุญก็ได้ เกิดบาปหรือเกิดบุญอยู่ที่ไหน ไม่ได้อยู่ที่คนอื่น กรรมนี้อยู่ที่เราทำของเราเอง เราทำกรรมของเราเอง เราได้รับผลของเราเอง เราเป็นทายาทของกรรมของเราเอง ทำกรรมอย่างใดมาก็ต้องได้รับผลของกรรมอย่างน้้นไป ซึ่งกรรมที่ทำมาอาจจะได้เดี๋ยวนั้น อาจจะได้ในเวลาถัดมา หรืออาจจะได้ในเวลาถัดไปๆอีก สัมปรายภพอีก ที่อื่นต่อไปอีกๆ

 

สุขทุกข์อยู่ที่เราเลือกว่าเราจะสร้างเปลี่ยนให้เป็นบาปหรือจะสร้างเปลี่ยนให้เป็นบุญ เราจะเลือกได้ถ้ามีสติ …

 

สติคือการระลึกได้ ความที่เรามีสติรู้แล้วว่าอันนี้เป็นบาปอันนี้เป็นบุญ นี่คือสัมมาสติ อันนี้ดีนะอันนี้ไม่ดีนะ ความระลึกได้นั้นคือสัมมาสติ คือความที่เรามารู้ก่อนนะว่าไอ้นี่มันผิดไอ้นี่มันถูก ความรู้ผิดชอบชั่วดี มีจิตสำนึกถูกผิด คือมีสัมมาทิฏฐิแล้ว การที่เรารู้ว่าอะไรดีไม่ดีคือมีสมาธิดีแล้วนะ แต่ว่ายังทำไม่ได้ เพราะยังระลึกไม่ได้คือยังไม่มีสัมมาสติ ยังทำไม่ได้เพราะยังไม่มีกำลังใจในการที่จะทำจริงแน่วแน่จริง นั่นคือยังไม่มีสัมมาวายามะ

คนรู้แล้วว่าอะไรดีไม่ดี แล้วทำได้ด้วย แสดงว่าต้องมีสัมมาทิฏฐิแล้วดอกหนึ่งก่อนล่ะตั้งแต่แรกเริ่ม มีสัมมาสติ และมีสัมมาวายามะ นี่คือมรรคแปด รุ่งอรุณของมรรคแปดคือสัมมาทิฏฐิ เรารู้เลยว่า ถ้ามีแสงเรืองรองที่ริมขอบฟ้าด้านตะวันออก เดี๋ยวสักหน่อยพระอาทิตย์ต้องมาแน่ คนที่มีเพื่อนดี มีความไม่ประมาท มีการฟังธรรม สัมมาทิฏฐิมาแน่ สัมมาทิฏฐิเป็นองค์นำหน้า สัมมาสติสัมมาวายามะมาแน่ สัมมาสติสัมมาวายามะไปติดกับกาย กายกรรมที่ดีคือสัมมากัมมันตะก็มาแน่ ไปติดกับวาจาก็เป็นสัมมาวาจา การอาชีพการเลี้ยงดูชีวิตเป็นสัมมาอาชีวะก็ออกมา จิตใจที่มีสติมีความตั้งมั่นก็เป็นสมาธิออกมา มีความคิดดีออกมา เป็นสัมมาสังกัปปะ ออกมาๆ นี่คือมรรคแปด

 

เพราะงั้นคนที่เดินอยู่ตามทางมรรคแปด แน่นอนว่าคุณสร้างบุญแล้ว มีบุญอยู่ตลอด บางทีอาจจะเกิดทุกขเวทนา มันธรรมดาของโลกมนุษย์ แต่ให้มีอริยมรรคมีองค์แปด ถ้าเรามีอริยมรรคมีองค์แปด คือบุญที่เราสร้างได้จากเวทนาต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นทุกข์หรือเป็นสุข

 

มันง่ายนะที่ว่าคนที่เจอแต่เรื่องดีๆในชีวิต แล้วจะไปทำความดีได้เนี่ย บางคนบอกว่าง่าย แต่ข้าพเจ้าว่า มันยากด้วยซ้ำ เพราะไอ้เผลอเพลินยินดีกำหนัดลุ่มหลงไป มันยังทำได้ยากนะ ถ้าเปรียบเทียบถึงความที่เราจะต้องมาทนต่อสู้กัดฟันตรงนี้อาจจะยากกว่า แต่บางคนก็ยากทั้งสองอย่าง นั่นคือคนที่อาจจะยาก แต่ว่าบางคนก็ได้ทั้งสองอย่าง คือคนที่แบบจะง่าย จะทำได้ ทำได้ ไม่ว่าส่วนที่จะเป็นสุขหรือส่วนที่เป็นทุกข์มากระทบเรา เราสามารถทำให้เกิดบุญได้ พระพุทธเจ้าจึงตรัสไว้ ตรัสไว้กับภิกษุทั้งหลาย บอกว่า

 

ในเรื่องของอายุ วรรณะ ความสุข โภคะ มันไม่ได้เกิดจากสิ่งต่างๆที่มากระทบทางตาหูจมูกลิ้นกายหรือใจ แต่มันอยู่ในการกระทำของเรา

 

โดยท่านบอกว่าอายุหมายถึงอิทธิบาทสี่ ถ้าเรามีการเจริญอิทธิบาท อันประกอบด้วยฉันทะ มีสมาธิเป็นประธานกิจ มีการเจริญอิทธิบาทอันประกอบด้วยวิริยะ จิตตะ และวิมังสา อาศัยสมาธิเป็นประธานกิจด้วย เจริญอิทธิบาทสี่นี้เป็นอายุของเรา คือไม่ได้ว่าต้องเกี่ยวกับอายุยืน ไม่ใช่ อยู่ที่เราเจริญอิทธิบาทสี่ ไม่ได้เป็นสิ่งภายนอกมานะ หรือไม่ได้เป็นเรื่องร่างกายของเรานะ แต่เป็นเรื่องของสิ่งที่เรากระทำได้เดี๋ยวนี้ การเจริญอิทธิบาทสี่ ทำไมจะเจริญไม่ได้ เดี๋ยวนี้ ทำได้เลย

เรื่องของวรรณะ พระพุทธเจ้าบอกว่า ไม่ใช่ว่าผิวพรรณงาม เครื่องแต่งกายสวย แต่หมายถึงคนที่มีศีล ศีลทำให้งาม ความสงบเสงี่ยม ขันติโสรัจจะ ทำให้งาม อยู่ที่ไหน ไม่ได้อยู่ที่ผิวกาย แต่อยู่ที่การกระทำของเราในเรื่องของศีล

ความสุข ไม่ได้หมายถึงการที่ไม่มีทุกขเวทนาจากการที่ท้องมันไม่หิวหรือไม่ได้มีโรคภัยไข้เจ็บ แต่หมายถึงความที่มีฌานสมาธิทั้งสี่ขั้น ขั้นใดขั้นหนึ่ง นี่คือความสุขที่อยู่ในภายใน ที่เกิดจากการที่เราทำได้ด้วย นี่คือเรื่องของความสุข

โภคะ หมายถึงทรัพย์สินสมบัติ ไม่ใช่เงินทองที่อยู่ในกระเป๋าตังค์ แต่สิ่งที่เราทำได้เลยในเรื่องของโภคะนี้จริงๆ แล้วคือเรื่องของเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา ให้อย่างไม่มีประมาณ เป็นโภคะในใจของเรา ให้ได้ไม่มีประมาณ คนที่ทำจิตแบบนี้ได้ คุณร่ำรวยมีโภคะมาก อยู่ที่เราทำอยู่ที่เราปฏิบัติ

พละ พละกำลังจริงๆคือกำลังในการที่จะตัดกิเลส ทำให้แจ้งซึ่งเจโตวิมุต ปัญญาวิมุต อันหาอาสวะมิได้ นั่นคือพละกำลัง อยู่ที่ไหน อยู่ที่เราทำ ตอนไหน ไม่ใช่ตอนก่อนๆนู้น แต่เป็นตอนนี้ ตอนนี้เราทำได้

 

ความสุข อายุ วรรณะ โภคะ พละกำลัง เราหาได้ในบัดนี้ อยู่ที่เราทำเราปฏิบัติตามมรรคแปด

 

มรรคแปดจึงเป็นหมวดธรรมะที่เรียกว่าเหมือนรอยเท้าช้าง ในบรรดาสัตว์บกไม่มีอะไรที่จะเกินนี้ไปได้ ธรรมะอะไรก็ตามที่เราพูดถึงก็มารวมลงในมรรคแปด ความสุขยศอธิบดีความเป็นใหญ่ สุขทุกข์รูปเสียงอย่างใดอย่างหนึ่งรวมในมรรคแปดนี้ อยู่ที่เราทำเราปฏิบัติ เราพัฒนาเอา เราพัฒนาปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์แปดแล้ว อายุวรรณะ ธนสารสมบัติ สิริ ยศ พละกำลัง ความสุขมาหาเราแน่

 

ในที่นี้ข้าพเจ้าขออวยพรให้ ท่านผู้ฟังที่ฟังรายการธรรมะรับอรุณทุกคน ที่ฟังมาแล้ว กำหนดสติไว้อย่างดี มีสติไม่ลืมหลง มีใจสงบระงับไม่กระวนกระวาย มีจิตตั้งมั่นเป็นอารมณ์อันเดียว ด้วยกรรมอันนี้ แน่นอนว่าเราจะมีอายุแน่นอน แน่นอนว่าเราจะมีวรรณะ มีความสุข มีโภคะ และให้มีพละเกิดขึ้นกับท่านผู้ฟังทุกคน

21
1
นาทีในการอ่าน