กิจที่ควรทำในอริยสัจสี่ (ตอนที่ 4) : ความดับที่ต้องทำให้แจ้ง

S07E06
  • ความหมายของคำว่า “นิโรธ”
  • กระบวนการที่ทำให้ตัณหาดับไปได้
  • ความละเอียดของนิโรธที่แจ้งขึ้นตามลำดับต่างๆ

อ้างอิงจากพระพุทธเจ้าทรงเทศน์ในธัมมจักกัปปวัตตนสูตร ที่ป่าอิสิปปตนมฤคทายวัน ซึ่งทรงกล่าวถึง นิโรธ หรือ ทุกขนิโรธ ซึ่งจะเป็นเรื่องที่กล่าวควบคู่ไปกับเรื่องของมรรค โดยมีความหมายว่า ความดับไม่เหลือของทุกข์ คือ ความจางคลายดับไปไม่เหลือแห่งตัณหานั้นนั่นเทียว เป็นความสละทิ้ง ความสลัดคืน ความทำให้ไม่มีที่อาศัยของตัณหา

หากต้องการให้ตัณหาดับไปได้ จะมีกระบวนการดังนี้

  1. ต้องปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด โดยการ
    • พัฒนาเรื่องมรรค ทำให้มาก เจริญ (ภาวิตา)หรือพัฒนาให้มาก ซึ่งคำว่า “รู้” หมายถึง การระลึกรู้ นั่นคือการตั้งสติขึ้น ทำให้มีสมาธิและปัญญาเกิดตามมา
    • รอบรู้เรื่องทุกข์ ซึ่งคำว่า “กำหนดรู้” หมายถึง การทำความเข้าใจ ยอมรับและเห็นตามความจริงของทุกข์เหล่านั้น
  2. สิ่งที่เกิดตามมาทันทีคือ นิโรธ (ความดับ) ซึ่งเกิดจากการปล่อยวาง เป็นผลที่เกิดขึ้นเองจากการทำให้แจ้งหรือเรียกว่า “สัจจิกต” เช่น การเปิดไฟทำให้ความมืดหายไปและความสว่างเกิดขึ้นทันที การวางของหนักทำให้ความหนักหายไปและความเบาเกิดขึ้นทันที หรือการคิด พูด ทำในสิ่งดีทำให้ความดีเกิดขึ้นและความชั่วดับไปทันที เป็นต้น

 

ทั้งนี้เราสามารถตรวจสอบความละเอียดของนิโรธที่แจ้งขึ้นตามลำดับ แต่ละขั้นตอนตามรายละเอียดดังนี้

  1. การพยายามไม่คิดในเรื่องที่เป็นกาม พยาบาท เบียดเบียน ก็จะทำให้อกุศลธรรม(กามทั้งหลาย) ดับไปและกุศลธรรม(วิตกวิจารณ์) เกิดขึ้นแทนที่ นั่นคือ จุดที่นิโรธของกาม พยาบาท เบียดเบียน เกิดขึ้น ณ ตรงนั้น เพราะเราสละทิ้ง สลัดคืน ความที่จิตจะต้องไปข้องแวะกับความคิดที่ไม่ดีนั้นๆ ทำให้ตัดได้ ละได้ซึ่งตัณหาในความคิดนั้น และทำให้ตัณหาค่อยๆจางคลายลง ซึ่งนิโรธจะแจ้งขึ้นมาเป็นลำดับขั้น แสดงว่าเราปฏิบัติมาถูกทางแล้ว ให้ปฏิบัติเหมือนเดิมโดยการสังเกตเพิ่มขึ้นถึงอาการหรือ Cue ต่างๆซึ่งก็คือ การตั้งสติมากยิ่งขึ้น ความพอใจ เกลือกกลั้ว คืบคลานหรือยึดถือในความคิดนั้นเบาบางลง จะทำให้ตัณหาค่อยๆจางคลายหรือดับลง ทำให้นิโรธแจ้งเพิ่มขึ้นมาได้
  2. ในบางคนที่สามารถควบคุมให้จิตตั้งอยู่ในความคิดเรื่องที่ดี เรื่องที่เป็นกุศลธรรม เรื่องการงาน ให้คิดอยู่ในวิตกวิจารณ์หรือไม่ก็ได้ สามารถทำให้ละเอียดยิ่งขึ้นไปว่า ถึงเวลาคิดก็สามารถทำได้ หรือหากไม่ถึงเวลาคิดก็ไม่ต้องคิดก็ได้ นั่นหมายความว่า ณ ขณะที่เราสามารถควบคุมจิตให้ไม่ต้องคิด ความคิดได้ดับลง และนิโรธได้แจ้งขึ้นแล้ว
  3. หากจิตคิดแต่ในเรื่องที่เป็นกุศลธรรมหรือวิตกวิจารณ์เพียงอย่างเดียว ความคิดอื่นๆดับไปเหลือแต่อุเบกขา นั่นคือนิโรธได้เกิดขึ้นแล้ว ซึ่งการเพ่งจอในความคิดเรื่องใดเรื่องหนึ่งอย่างเดียว ถือเป็นสมาธิในฌานที่ 2 จนทำให้ความที่จิตเป็นอารมณ์อันเดียวหรือเอกัคคตารมณ์เกิด ก็ถือว่านิโรธได้แจ้งยิ่งขึ้นอีก
  4. การที่มีความคิดใดๆเข้ามาแล้ววางเฉย นั่นคือนิโรธได้เกิดขึ้น และเกิดเป็นอุเบกขาขึ้น หากการวางเฉยนั้นมีสุขประกอบขึ้นมาด้วย แต่เราไม่เอาจิตไปข้องแวะกับความสุขนั้นๆ แล้วให้เหลือแต่อุเบกขาล้วนๆ ก็ถือว่านิโรธได้เกิดขึ้นแล้วเช่นกัน

 

อย่างไรก็ตาม หากยังมีความเข้าใจคลาดเคลื่อนในความหมายของ “ดูอย่างเดียวหรือรู้อย่างเดียว แล้วจะทำให้เกิดเองนั้น” โดยความเป็นจริงแล้วก็คือ นิโรธเกิดขึ้นนั่นเอง ซึ่งจะสามารถเกิดขึ้น แจ้งขึ้นได้เองจากเหตุปัจจัยที่ถูกต้องในมรรค โดยการทำกิจที่ควรทำในทุกข์(คือการรอบรู้เรื่องทุกข์) และการทำกิจที่ควรทำในมรรค(คือการเจริญในมรรค) ให้ถูกต้องและแยบคาย

20
1
นาทีในการอ่าน