แค่รู้ว่าตนโง่ก็ฉลาดขึ้นแล้ว

แค่รู้ว่าตนโง่ก็ฉลาดขึ้นแล้ว
S07E05
  • จะได้ฟังพระสูตรเกี่ยวกับสัมมาวาจาและเทวทหสูตรใน 30 นาทีแรก
  • เรื่องของโจรผู้ทำลายปม จะได้ทราบถึงคนโง่ที่รู้ว่าตัวเองโง่ ยอมรับและไม่ยอมรับในจุดที่ควรแก้ มีการเปลี่ยนแปลงแก้ไข จะกลายเป็นบัณฑิตได้ แต่บุคคลที่ไม่ยอมรับว่าตัวเองโง่คิดว่าตัวเองฉลาด นั่นคือคนโง่
  • การที่ไม่มีความดำริเต็มรอบ จะทำให้เห็นจุดที่ควรมีการพัฒนา จะก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลง
  • ใช้มรรคแปดเป็นแนวทาง เดินมาตามทางนี้ ก่อให้เกืดการพัฒนาทำวิชชาให้เกิดขึ้นได้

“...โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ          ปณฺฑิโต เตน โส

พาโล จ ปณฺฑิตมานี          ส เว พาโลติ วุจฺจติ…..”

...คนโง่เนี่ยนะ ถ้าโง่แล้วใช่ป่ะ แล้วรู้ว่าตัวเองโง่ ยอมรับว่าฉันโง่เนี่ย อันนี้คือคุณฉลาดขึ้นมาได้ แต่ถ้าคนโง่แล้วไม่ยอมรับตัวเองนะ ว่าตัวเองโง่เนี่ยนะ ยังหนำซ้ำคิดว่าตัวเองฉลาดเนี่ย ก็แก้ไขไม่ได้นะ...ถ้ายอมรับแล้วเกิดความพอใจยินดีว่าไอ้นี่ก็ดีเหมือนกัน นั่นก็ไปต่อไม่ได้ แต่ถ้าคนโง่ยอมรับว่าตัวเองโง่ คนไม่ดียอมรับว่าตัวเองไม่ดี คนมีข้อผิดยอมรับว่าตัวเองนั้นผิด ผิดแล้วโง่แล้ว ยอมรับแล้ว ยอมรับแล้วใช่มั้ย นั่นเป็นขั้นแรกในการที่จะทำให้มันดีเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงไปได้….ยอมรับแล้วให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่มีความดำริเต็มรอบในการงานของตน ให้มีการพัฒนา อันนั้นแสดงว่าเราเพ่งมาถูกจุด เพ่งมาในจุดที่จะเป็นมรรค ...

ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้าที่เราพูดถึงนั้นคือธรรมะนี่ท่านผู้ฟัง ที่เรามาฟังกันทุกเช้าๆในรายการธรรมะรับอรุณ ที่ข้าพเจ้านำมาเล่ามาบอกให้ท่านผู้ฟังฟังอยู่เป็นประจำเนี่ย ข้องนึงที่มีความสำคัญมากๆเลยเนี่ยนะ คือเราจะต้องมีการพัฒนา มีการปรับปรุง มีการแก้ไข มีการทำจากที่มันยังไม่ดีให้มันดี มีการทำจากที่มันดีอยู่แล้ว ให้มันดีมีมากขึ้นได้ การพัฒนาปรับปรุงนี้ เป็นสำคัญเลย แน่นอนว่าบางทีมันก็ผิดพลาดบ้าง อันนี้ก็ธรรมดา แน่นอนว่าบางทีมันก็ยังไม่ได้บ้าง ไอ้ที่มีบางทีมันก็เสื่อมไปบ้าง มันก็มีความไม่เที่ยงมีความเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัย นี้ธรรมดาอยู่แล้ว เกิดขึ้นได้

แต่หน้าที่ในการทำในการปฏิบัติของเรา ตามมรรค ตามทางนี้มันสำคัญ อย่างอื่นก็มีความเสื่อมไป มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา ทุกอย่างล่ะนะ ที่เราเห็นได้ด้วยตาด้วยหูนี่มันไม่เที่ยงอยู่แล้ว แต่เฉพาะเจาะจงมาในเรื่องของมรรค อย่างไงก็ต้องทำให้มี ไม่เที่ยงอย่างไงก็ต้องทำให้มี ทำให้มันเกิดขึ้นให้ได้ นี่คือสำคัญ คือถ้าเราจะมาคิดว่า เออไม่มีไม่เที่ยงก็วางๆมันไปละกัน ศีลเมื่อก่อนไม่มี เดี๋ยวนี้มีมา แล้วหายไป แล้วจะเป็นอย่างไง วางหมดแล้ว แน่ะ ความคิดแบบนี้มันไม่ถูก เพราะกิจที่จะต้องทำในแต่ละเรื่องแต่ละแบบมันก็ต่างกัน ถ้าเราพูดถึงตัณหานี่มันต้องละอยู่แล้ว ถ้าไม่มีต้องอย่าให้มันเกิด ถ้าที่มีอยู่เนี่ยมันต้องละไป

เรามามีตามีหูได้ เพราะมันมีตัณหามารัดรึงมาอยู่แล้ว ไม่งั้นจิตของเราไม่มาถูกล๊อคอยู่ในกายนี้ แต่มันมาถูกล๊อคอยู่ด้วยตานี้หูนี้ ที่ลิ้นเราลิ้มรสนี้ได้ จมูกเราได้กลิ่นนี้ได้ หูเราได้ยินเสียงนี้ได้เนี่ย เราถูกล๊อคอยู่ในกายนี้ จิตของเราเนี่ย ที่มันล๊อคกันมาได้นี้ เพราะว่าตัณหาอวิชชามันยึดเอาไว้ มันร้อยรัดกันมา ทำให้เรามาอยู่ที่นี่ได้ ไม่งั้นเราหลุดพ้นไปนานแล้ว กระบวนการการทำงานของมันเป็นอย่างนี้ แล้วมันบังเรา ทำให้เราไม่เห็น ไม่เห็นในกระบวนการที่ว่า มันล๊อคกันอย่างไง มันเชื่อมกันอย่างไง ทำให้เราคิดว่ามันไม่ได้ล๊อคมันไม่ได้เชื่อมกันหรอก เข้าใจผิดไปอีก พอเข้าใจผิดพลาดไป แก้ไขผิดจุด แก้ไขผิดจุดก็ปฏิบัติผิดที่ ปฏิบัติผิดที่แก้ไขผิดจุดมันจะไปหลุดได้อย่างไง มันก็ยิ่งล๊อคกันแน่นมากขึ้น รึงรัดมากขึ้น เป้นไปตามเกมส์ของตัณหาอวิชชาพวกนี้ไปเลย ไม่หลุดจากเกมส์ของมันได้

เพราะงั้นในการทำการปฏิบัติเราต้องค่อยๆพัฒนา ที่มันไม่มีก็ธรรมดาของมันอยู่แล้ว มันไม่มีเนี่ยนะ ที่ว่าเรื่องของมรรคนี่มันไม่มีมาก่อน แต่พอมีมาแล้ว เราอย่าไปคิดว่ามันเสื่อมไป เราก็เลยทอดทิ้งไป ทุกคนมีทั้งนั้นล่ะท่านผู้ฟัง ทุกคนสามารถทำได้ทั้งนั้นล่ะ ต่อให้ในชาตินี้นะ เราเคยทำอนันตริยกรรม หรือว่าทำสิ่งที่ไม่ดีอย่างใดอย่างหนึ่งมา ผิดศีลปาราชิกมา ผิดฆ่าคนมา ทำอะไรไม่ดีมา มันแก้ไขทำให้ดีได้ ไอ้ที่ไม่ดีมีมามันก็บางทีก็ต้องได้รับผล อันนี้ก็ธรรมดา แต่อย่าให้ความไม่ดีที่เรามีมา มาเป็นตัวล๊อคดึงเราให้ยิ่งต่ำลง หรือเป็นตัวปกป้องป้องกันไม่ให้ความดีๆที่จะมีมันเกิดขึ้นเพิ่มขึ้นได้อีก อย่าให้มันเป็นอย่างนั้นท่านผู้ฟัง

เหมือนคนที่เขาสักยันต์มาเนี่ยนะ สักมาเสร็จปึ๊บ อาจจะสักยันตร์หรือสักรูปการตูน หรือสักอะไรบนผิวหนังเนี่ย สักนี่มันอยู่ถาวรเลยไง แล้วไอ้ตอนที่สักลงไปเนี่ย บางทีความคิดเป็นแบบเด็กวัยรุ่น หรือเด็กแรกเริ่มบางทีไม่เข้าใจยังไม่รู้อะไรมาก สักรูปนั้นสักคำนี้ เหมาะสมไม่เหมาะสมไม่รู้ล่ะ แต่พอโตขึ้นมาใหญ่ขึ้นมาเนี่ย เออจะเอาออก จะไปลบรอยสักออก ลบได้มั้ย ลบได้สิ อย่างเลวร้ายที่สุดก็ปาดเนื้อตรงนี้ออกลอกออกไปเนี่ย มันก็หลุดออกแล้ว

"อะไรที่แก้ไขไม่ได้เนี่ย มันไม่มีอยู่หรอก แต่จะด้วยระยะเวลาด้วยราคาด้วยความเพียรระดับไหน"

ถ้าคุณจะลบรอยสักสมัยก่อนนี่มันไม่ได้นะ มันก็ค่อยปล่อยให้ธรรมชาติมันจางคลายไปเอง แบบนี้มี มันก็ค่อยจางคลายไป หรือว่าจะด้วยการลอกหนังออก ก็ลบรอยสักได้เหมือนกัน หรือสมัยนี้ก็เป็นเลเซอร์ยิง เลเซอร์ยิงนี่ก็หลายพัน ถ้าบริเวณกว้างก็เป็นหลายหมื่น ก็แล้วแต่ว่าจะแก้ไขทำการปรับปรุงด้วยความเพียรความพยายามเท่าไหร่

แต่คนจะแก้ไขอะไรได้ ไม่ว่าจะด้วยราคาด้วยความเพียรด้วยความพยายามระดับไหนก็ตาม ขั้นแรกก่อนเลย ก่อนที่คุณจะจ่ายเงินเป็นค่าราคาในการที่จะแก้ไขตัวเองได้เนี่ย เราต้องรู้จุดที่เราผิดพลาดก่อน เราต้องรู้จุดที่เราต้องการจะแก้ไขก่อน

คนที่เขาจะลบรอยสัก เขาก็ต้องรู้ว่ารอยมันอยู่ตรงไหน ถึงจะลบได้ ต่อให้บางทีสักไว้ข้างหลัง ตัวเองไม่เห็น แต่มันมีอยู่ เราส่องกระจกดู คนอื่นดูเห็นเนี่ย เราต้องรู้ว่ามันตรงไหนที่เราจะแก้ไขได้ ตรงไหนที่เราผิดพลาดไป ตรงไหนแล้ว แก้ด้วยอะไร เครื่องมือที่ถูก ราคาที่ต้องจ่าย ความเพียรที่ต้องใช้ เราก็ทำไป

วันนี้ล่ะท่านผู้ฟังที่ต้องการจะพูดถึงจุดตรงนี้ ว่าจุดตรงที่ว่าเราจะรู้ได้อย่างไงว่าตรงนี้เราต้องแก้ไข ตรงนี้เราต้องทำการปรับปรุง คนเรามันไม่รู้หรอกท่านผู้ฟัง ถ้าเรารู้มาก่อน ถ้ารู้มาก่อนมันก็รู้อยู่แล้ว แต่เพราะเราไม่รู้มาก่อนนั่นแหละ เราจึงจะแก้ไขไอ้ตรงที่เราไม่รู้นั้นน่ะได้ เอาใหม่นะ ฟังแล้วบางทีงงๆ

คือถ้าเราอยู่ในที่มืดไปหมดเลย เราไม่รู้ว่าอะไรมันอยู่ตรงไหนเนี่ย เราบอกไม่ได้หรอกว่าอะไรมันอยู่ตรงไหน เพราะมันมืดไปหมดเลย อย่างน้อยเราต้องรู้บ้างว่าอะไรมันอยู่ตรงไหน แล้วเราถึงจะค่อยไปตรงนั้น ระวังจุดนี้ ค่อยแก้ไขไปได้

ถ้าเรารู้ว่าเราไม่รู้ตรงไหนเนี่ย ทำความรู้ที่เราไม่รู้นั้นน่ะ ให้เกิดขึ้นได้แน่ ฟังให้ดีนะ ถ้าเรารู้ว่าตรงนั้นมันมืด คุณก็ฉายไฟไปซิ ฉายไฟไป ไอ้ตรงที่มืดนั้นมันก็สว่างขึ้นมา แต่ถ้าเราไม่รู้ว่าตรงไหนมืด ใช่ป่ะ เราจะไปแก้ได้ไง เราจะไปฉายไฟตรงจุดนั้นได้ไง ก็เราไม่เห็น เราไม่รู้ แต่ถ้าเรารู้ว่าตรงนี้มันไม่ดี เราก็ไปทำตรงนั้นให้มันดีขึ้นมาได้ แต่ถ้าเราไม่รู้ด้วยซ้ำนะว่าตรงนี้มันดีหรือไม่ดีเนี่ย เราจะไปทำความดีให้มันเกิดตรงที่เราไม่รู้เนี่ย มันไม่ได้

พูดยกตัวอย่างไปก็ยังงงอีก เอาใหม่ท่านผู้ฟัง คนโง่เนี่ยนะ ถ้าโง่แล้วใช่ป่ะ แล้วรู้ว่าตัวเองโง่ ยอมรับว่าฉันโง่เนี่ย อันนี้คือคุณฉลาดขึ้นมาได้ แต่ถ้าคนโง่แล้วไม่ยอมรับตัวเองนะว่าตัวเองโง่เนี่ยนะ ยังหนำซ้ำคิดว่าตัวเองฉลาดเนี่ย ก็แก้ไขไม่ได้นะ พระพุทธเจ้าตรัสไว้เป็นคำกลอนคำกาพย์เลย บอกว่า

"...คนโง่ หากรู้สึกตัวว่าโง่ ก็ยังพอจะเป็นคนฉลาดได้บ้าง ส่วนคนโง่ แต่สำคัญตนว่าเป็นคนฉลาด เรียกว่าเป็นคนโง่แท้ …"

อย่างความไม่รู้ที่เรามีเนี่ย อวิชชาใช่ป่ะ ถ้าเราพอแค่ว่าจะรู้ว่า เออ ฉันยังมีความไม่รู้อยู่ ความรู้คุณเกิดขึ้นทันที ดูแค่รูปศัพท์นะ เรารู้ว่าเรามีความมไม่รู้อยู่ ความรู้เกิดขึ้นทันที ปิ๊ง ความรู้ไง รู้ว่ายังมีความไม่รู้ ไอ้ความรู้นั้นเป็นปัญญานิดนึงความฉลาดนิดนึง ที่เกิดขึ้นจากไหน ก็ไม่ได้จากไหนล่ะ ก็จากไอ้ที่เราไม่รู้นั่นแหละ ก็จากที่เราโง่นั่นแหละ จากที่เราทำไม่เป็นนั่นแหละ

คุณทำอะไรไม่เป็นสักอย่างใดอย่างหนึ่ง แค่รู้ว่าฉันทำอันนี้ไม่เป็นเนี่ยนะ คุณก็เริ่มมีความรู้ขึ้นมาแล้วว่า น้อมไปแล้วว่า เริ่มคิดไปแล้วว่า จะทำให้มันเป็นเนี่ยทำได้อย่างไง

ทำไมชีวิตฉันมาดักดานอยู่ตรงนี้ ทำไมชีวิตฉันไม่ได้มีการพัฒนาอะไร แค่ตรงนี้เท่านั้นล่ะ ความพัฒนามันเริ่มขึ้นนิดนึงตรงนั้นเลย ลักษณะจิตที่เป็นอย่างนี้ เรียกว่าไม่มีความดำริเต็มรอบ ในการงานของตนของตน คือถ้าเรามีความยินดีพอใจแล้วว่า ไอ้ตรงนั้นมันมืดดีๆแล้ว มันก็โง่ก็ดีๆอย่างนี้ล่ะ ทำไม่เป็นก็ดีๆของมันอย่างนี้ล่ะ ไอ้ที่ว่าดีๆอ่ะนะ คือมันยังมีความพอใจ ยินดี ดำริเต็มรอบแล้ว ในความที่อยู่แบบนั้น ก็อยู่ดักดานแบบนี้ก็ดีแล้วไง อันนี้คือไม่มีการพัฒนา ไม่รู้ ไม่เห็น ไม่มีแสงสว่าง ไม่ได้จะแบบทำการพัฒนาวิมังสาให้เกิดขึ้นได้ เพราะว่าก็ไม่รู้ไง เพราะว่าก็พอใจแล้วไง เพราะว่าก็ยินดีแล้วนี่ มีความดำริที่ว่าเต็มรอบ ทำให้ไม่เกิดความพอใจในการที่จะพัฒนา

ทีนี้ภาษาไทยเนี่ยบางทีเราใช้กัน อาจจะมีความคลุมเครือคลาดเคลื่อน เช่นถ้าเราบอกว่าเรายอมรับในตำแหน่งที่เรามีเราเป็น ใช้คำว่ายอมรับเนี่ย มันจะไปมีความหมายกำกวมกับการกำหนดรู้ หรือการทำความเข้าใจในเรื่องของขันธ์ทั้งห้าที่เกี่ยวกับอริยสัจทั้งสี่เนี่ย ถ้าเรายอมรับในสถานะที่เราอยู่ในปัจจุบัน ยอมรับอะไรล่ะ ยอมรับในความที่มันไม่ดี ยอมรับพอใจมั้ย ต้องต่อไปอย่างนี้

ถ้ายอมรับแล้วเกิดความพอใจยินดีว่าไอ้นี่ก็ดีเหมือนกัน นั่นก็ไปต่อไม่ได้ แต่ถ้าคนโง่ยอมรับว่าตัวเองโง่ คนไม่ดียอมรับว่าตัวเองไม่ดี คนมีข้อผิดยอมรับว่าตัวเองนั้นผิด ผิดแล้วโง่แล้ว ยอมรับแล้ว ยอมรับแล้วใช่มั้ย นั่นเป็นขั้นแรกในการที่จะทำให้มันดีเกิดขึ้น เปลี่ยนแปลงไปได้แระ

หรือในคำศัพท์ที่มันอาจจะกำกวมด้วยกันในความหมายตรงข้ามเลยเอ้า ว่าฉันไม่ยอมรับในสถานกราณ์ที่ฉันอยู่นี้ เช่นถ้าฉันเป็นคนจนเป็นคนดักดานเป็นคนเสพยาเสพติด ฉันยอมรับสถานการณ์นี้ไม่ได้ ฉันต้องเปลี่ยนแปลงตัวเอง แล้วคุณก็จะเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกัน

ที่ถามว่าคุณยอมรับแล้วทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงได้ หรือไม่ยอมรับแล้วทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้นะ ทั้งยอมรับไม่ยอมรับทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงได้ แต่ไอ้ที่พูดเมื่อสักครู่นี้ ตอนก่อนหน้านี้สักนิดหนึ่ง บอกว่ายอมรับแล้วก็ดักดานอยู่กับมันพอใจอยู่กับมัน เอ้ามันก็ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงไม่ได้นะ เพราะงั้นคำศัพท์บางทีเราพูดแล้วกำกวมงงหน้างงหลัง ยกขึ้นมาเนี่ย ให้ท่านผู้ฟังเข้าใจซะก่อนว่าความงงมันมีอยู่ในนี้ พอเรารู้แล้วว่ามันมีความงงอยู่ในนี้ ความรู้เกิดขึ้นแล้วท่านผู้ฟัง รู้ว่ามันมีความงงอยู่ เราสามารถที่จะกำจัดความงงนั้นได้แน่

พระพุทธเจ้ายกตัวอย่างเปรียบเทียบไว้ กับโจรล้วงกระเป๋า มีโจรอยู่สองคน เขาก็จะไปล้วงกระเป๋า ศัพท์ที่ท่านใช้ก็คือโจรผู้ทำลายปม สมัยก่อนเขาจะเก็บทรัพย์สินเงินทองไว้ในเป็นกระเป๋นตังมีการเย็บอย่างดีเหมือนในสมัยปัจจุบันนี้หรอก ...เขาจะเป็นพกผ้า เอาผ้ามารัดที่เอวแล้วก็ต้องม้วนเอาไว้ เผื่อที่จะล๊อคสิ่งของ ทำให้มันเป็นแบบกะเปาะที่จะเก็บอะไรได้บ้าง เก็บเงินบ้าง เก็บเศษสิ่งของบ้าง เก็บกะหาปานะบ้าง….

ก็จะมีโจรพวกที่ไปล้วงกระเป๋า เขาจะไปคลายปมนี้ออก ทรัพย์ที่ท่านใช้ก็คือโจรผู้ทำลายปม โจรผู้ทำลายปมก็คือเป็นนักล้วงกระเป๋านั่นเอง เขาจะทำงานให้สำเร็จได้พวกโจรนี่นะ ก็ต้องไปที่ที่มีคนพลุกพล่าน คนนึงก็คอยดูลาดเลา อีกคนหนึ่งก็คอยเบี่ยงเบนความสนใจ อีกคนหนึ่งก็คอยแบบแกะกระเป๋าเปิดหยิบออกดู ฉกต้องมือไวจังหวะดี ต้องช่วยกัน

มีโจรสองคนท่านผู้ฟัง ที่เป็นโจรล้วงกระเป๋าช่วยกันอยู่ ที่ไหน ไปที่ที่มันจะมีคนเยอะๆ ที่ไหนล่ะที่มันจะมีคนเยอะๆ เอาวัดเชตวันนี่ล่ะ ไปที่วัดเลย ไปล้วงกระเป๋าที่วัด นี่นะ วันนั้นพระพุทธเจ้าก็ไปแสดงธรรมอยู่ คนเยอะแยะมากมาย เยอะแต่ว่าเงียบ แล้วก็ใส่ใจฟังธรรมะกัน ด้วยความที่ไม่มีเสียงอึกทึกครึกโครม อยู่ในวัด มีการแสดงธรม พระพุทธเจ้าเทศน์ ฟังอยู่เนี่ย โจรสองคนก็ไปหาช่องในวัดนี้ เพื่อที่จะทำการล้วงกระเป๋าของตนของตนล่ะ

ทีนี้ต้องทำเป็นทีม คนหนึ่งก็คอยดูลาดเลา อีกคนหนึ่งก็ต้องคอยเพ่งอยู่ที่พกพาของคน คอยเพ่งว่าคนนี้จะเผลอมั้ย เขาเข้าสมาธิใช่มั้ย เดี๋ยวฉกเอา คลี่ตรงนี้เปิดเอาตรงนั้น ไม่ให้เจ้าตัวเขารู้ อีกคนหนึ่งก็คอยดูลาดเลา ไม่ให้คนอื่นมาเห็นมามอง คนที่คอยดูลาดเลาก็ต้องหูตาไว หูก็ต้องคอยฟังว่าใครพูดอะไร ตานี่ก็ต้องคอยสอดส่องใครมองอะไร ไอ้คนที่ล้วงที่ฉกเนี่ยก็ต้องคอยเพ่งอยู่แต่ตรงนั้น จิตใจจดจ่อไปกันคนละที่

ทีนี้คนที่จดจ่อมาที่กระเป๋าเนี่ย เขาก็ปลดกระเป๋าไป เขาก็คลายปมออกใช่มั้ย เพื่อที่จะเอาเงินที่อยู่ในกระเป๋านี้ คนที่คอยดูลาดเลา หูเปิดอยู่ ตาเปิดอยู่ ก็ฟังเสียงไปด้วย เสียงนั้นเป็นเสียงอะไร เสียงธรรมเทศนา ของใคร ของพระพุทธเจ้า พูดเรื่องอะไร เรื่องทาน เรื่องศีล เรื่องสวรรค์ เรื่องมรรคแปดนี่แหละ เรื่องอริยสัจสี่ เรื่องอนุปุพิกคาถา ฟังไปๆ บรรลุเป็นโสดาบันขึ้นมา ณขณะที่เปิดหูฟังอยู่นั้นน่ะ เป็นโจรที่คอยดูลาดเลานั้นน่ะ บรรลุเป็นโสดาบันขึ้นมาเลยนะ

จากคนที่มาอยู่ในวัดเพื่อที่ขโมยของ มาดูลาดเลาให้เพื่อนนี่แหละ เพื่อนอีกคนที่คอยเพ่งเล็งกระเป๋าดูว่า นี่คนนี้พกผ้ามันหลวม ฉกเอา เก็บรวบรวมเงิน ได้เงินห้ามาสก มีค่าประมาณ 710 บาท (คิดจากข้าวเปลือยี่สิบเมล็ด เทียบน้ำหนักของทอง แล้วคิดเป็นเงินออกมาจากน้ำหนักทองนั้น) เงินนี้สามารถเอามาเลี้ยงครอบครัวกินกันได้มื้อนึงนะ โจรและภรรยาที่มีข้าวกินด้วยเงินที่ล้วงกระเป๋านี้ ก็มาเย้ยหยันไอ้โจรที่มัวแต่ดูลาดเลา แล้วก็ได้บรรลุเป็นโสดาบันเนี่ย ว่าดูซี๊เจ้ามันไม่ได้อะไรเลย กินในเรือนก็ไม่มี ถูกเขาเย้ยหยัน

โจรที่คอยดูลาดเลาจนกระทั่งตัวเองได้บรรลุเป็นโสดาบัน ถูกเขาเย้ยหยันเนี่ย ก็เลยพาครอบครัวของตนเองไปเล่าเรื่องนี้ให้พระพุทธเจ้าฟังว่าดูซี๊เจ้าคนนี้เนี่ย เป็นโจรทำชั่ว แล้วยังสำคัญตนเองว่าเป็นคนฉลาด หาช่องล้วงกระเป๋าเขาเอาได้ แต่ด้วยความที่ตัวเองเป็นคนพาลเป็นคนโง่ แล้วก็ทำความชั่ว คิดว่าตัวเองเป็นคนฉลาด พอเล่าเรื่องนี้ให้พระพุทธเจ้าฟัง พระพุทธเจ้าตรัสคำนี้ออกมา บอกว่า

"คนโง่ หากรู้ตัวว่าโง่ ก็ยังพอเป็นคนฉลาดได้บ้าง ส่วคนโง่ ถ้าสำคัญว่าตนเป้็นคนฉลาดแล้ว นี่ล่ะ มันโง่ ๆ จริง ๆ คำว่าโง่ คำว่าฉลาดในที่นี้ ท่านก็ใช้คำว่าพาล และบัณฑิต"

เรื่องราวของโจรล้วงกระเป๋า หรือโจรผู้ทำลายปมนี้ เป็นเรื่องราวที่มาในนิทานธรรมบท อธิบายเรื่องของบทพยัญชนะตรงนี้แหละ ที่เรื่องของคนโง่สำคัญว่าตนเป็นคนฉลาด หรือคนโง่สำคัญว่าตนโง่แล้วก็ฉลาดขึ้นมาได้ เรื่องราวเต็มๆแนบไว้ในส่วนเพิ่มเติม…เมื่อโจรที่เป็นโสดาบันได้กราบทูลเรื่องการเยาะเย้ยของเพื่อนโจรต่อพระพุทธเจ้า พระพุทธเจ้าได้ตรัสพระคาถานี้ว่า

“บุคคลใดเป็นคนพาลคือคนโง่ เมื่อรู้ความที่ตนเป็นคนพาลคือโง่แล้ว บุคคลนั้นจะเป็นบัณฑิต คือฉลาด เพราะเหตุนั้นได้บ้าง ส่วนบุคคลใดเป็นคนพาลคือคนโง่ มีความสำคัญว่าตนเป็นบัณฑิต คือเป็นคนฉลาด บุคคลนั้นแหละเราเรียกว่า คนพาลคือคนโง่”

“...โย พาโล มญฺญตี พาลฺยํ    ปณฺฑิโต เตน โส   พาโล จ ปณฺฑิตมานี   ส เว พาโลติ วุจฺจติ...”

….ถ้าเรายอมรับว่าตัวเราโง่ แล้วไม่ได้ทำให้เกิดความพอใจในการที่จะทำให้หายโง่ แสดงว่ามีการเพ่งเอาไว้ผิดจุด มองไปผิดด้าน มองไปด้านไหน แสดงว่ามีการเพ่งไว้ด้านที่ไม่ให้อยู่ในทางของมรรคแปด แต่ถ้าเรายอมรับนะว่าเราโง่นะ บางเรื่องบางราวเราก็ไม่รู้หรอก ทำไมฉันมาดักดานอยู่ตรงนี้

ยอมรับแล้วให้เกิดการเปลี่ยนแปลง ไม่มีความดำริเต็มรอบในการงานของตน ให้มีการพัฒนา อันนั้นแสดงว่าเราเพ่งมาถูกจุด เพ่งมาในจุดที่จะเป็นมรรค

เรื่องของการยอมรับในสถานะที่ว่าฉันจนบ้าง ฉันอยู่ในที่ที่ไม่ดีบ้าง ฉันทำงานไม่ดีบ้าง มีเพื่อนไม่ดีบ้าง ยอมรับแล้วเราให้เกิดการเปลี่ยนแปลง คือคุณมองเพ่งมาในทางที่ถูกจุด ความโง่นั้นก็มีอยู่หลายระดับ ความที่เรายังไม่รู้ ความที่เรายังไม่ชำนาญ ความที่เรายังไม่ฉลาด ความที่เราสามารถทำให้ดีขึ้นไป ก็เป็นลำดับ ๆ ขึ้นไป

อย่างคนที่เขายังทำมาหากินอะไรไม่ได้เลย ไม่รู้ช่องทางทำกินอะไร รู้ถึงสถานะของตัวเองเนี่ย รู้แล้ว ยอมรบแล้ว แล้วก็รับไม่ได้ว่าฉันจะต้องมาอยู่ในที่นี้เนี่ย ทำการเปลี่ยนแปลงตนเองเนี่ยนะ เปลี่ยนแปลงขึ้นมาดีแล้ว ก็ดีขึ้นไป ใช่ป่ะ ส่วนคนที่อาจจะมีเงินเป็นสิบๆล้านแล้วเนี่ย บางทีก็ยังมีจุดที่สามารถพัฒนาปรับปรุงให้มันดีขึ้นไปได้อีก โอวฉันยังโง่จุดนี้ ลงทุนไม่ถูกที่ ใช้เงินไม่ถูกทาง เก็บหอมรอมริบได้ดอกเบี้ยน้อยเกินไป พอมารู้เข้าใจยอมรับในสถานกราณ์ที่ตัวเองอยู่แล้ว รับไม่ได้เปลี่ยนแปลงตัวเองขึ้นมา ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นมา อันนี้ก็ค่อยมีความฉลาดขึ้น

ความโง่ความฉลาดก็เป็นลำดับๆยิ่งๆขึ้นไป พระพุทธเจ้าจึงใช้คำว่า เป็นบัณฑิตขึ้นมาได้บ้าง คือฉลาดขึ้นมาได้บ้าง ฉลาดขึ้นมาแล้วก็อย่าไปตันตึ๊กติดอยู่ตรงที่ฉลาดไปแล้วนั้น เพราะว่าที่ต้้องพัฒนาต่อไปให้ดียิ่งขึ้นนั้น ยังมีอยู่อีก อย่าให้มีความยินดีพอใจแม้สักว่าคุณวิเศษอันเล็กน้อย อย่าให้มีความดำริเต็มรอบ หลงไปในสิ่งที่เป็นเปลือกเป็นสะเก็ดว่าเป็นกระพี้ ถ้าหลงเขาใจผิดนั้นแสดงว่ามีความดำริเต็มรอบ มีการยอมรับมีการยินดีพอใจที่ตั้งไว้ไม่ถูกทาง

เราจะให้เกิดการพัฒนาปรับปรุงไปในทางที่ดีขึ้นได้ เอามรรคแปดเนี่ยเป็นทาง เป็นไกด์ไลน์ เป็นแนวทางที่เราจะทำในการที่เราจะปฏิบัติ แค่เรารู้ว่าตนเองโง่เนี่ยนะ ก็ฉลาดขึ้นมาแล้ว ก่อนคนมันจะฉลาดได้ ก็โง่มาก่อน ก่อนจะมาทำถูกได้บางทีก็ทำผิดพลาดมาก่อน กว่าจะมารู้ได้ก็ไม่รู้มาก่อนนั่นล่ะ แต่พอเราเริ่มรู้ว่า เออ เราผิดพลาดตรงนี้ เราเริ่มรู้ว่าฉันทำไม่ได้ตรงนี้ เราเริ่มรู้ว่าเราโง่ตรงนี้ เราเริ่มรู้ว่าเราก็ไม่รู้ตรงนี้ พอเรารู้ว่ามีสิ่งที่เราไม่รู้ มากขึ้น ใช่ป่ะ เราก็เริ่มไปแสวงหาความรู้ แสวงความรู้มากเข้าๆ ความรู้ก็เพิ่มขึ้นๆ เราก็พบว่าเรารู้ในสิ่งที่เราไม่รู้มากขึ้นแหะ

ความไม่รู้มันมากขึ้น เราก็ไปหาความรู้มาอีก บางคนก็ไปเรียนตำรานั้น บางคนก็ไปสัมมนาที่นี้ บางคนก็ไปเรียนความรู้จุดนั้น พอเรียนความรู้มากขึ้นก็พบว่าตัวเองนั้นไม่รู้มากขึ้น อ้าว ทำไมความรู้มากขึ้นแต่กลับไม่รู้มากขึ้น อันนี้ท่านเคยเปรียบเทียบไว้นะว่าเหมือนกับลูกบอล ลูกปิงปองเงี๊ยะอ่ะเอ้า ข้างในคือสิ่งที่เรารู้ ข้างนอกคือสิ่งที่เราไม่รู้ เราก็ไปเรียนความรู้ให้มากขึ้น ไอ้ลูกปิงปองความรู้ของเราก็ใหญ่ขึ้นเท่าผลส้ม ผลส้มมันใหญ่ขึ้นเพราะความรู้ที่มากขึ้น ใช่ป่ะ เส้นพื้นผิวมันก็มากขึ้น เส้นพื้นผิวมากขึ้น ข้างในคือสิ่งที่เรารู้ ข้างนอกคือสิ่งที่เราไม่รู้ มันก็มาสัมผัสกับสิ่งที่เราไม่รู้ เพราะว่าเส้นพื้นผิวมันมากขึ้น เอ้าก็ไปเรียนความรู้ขึ้นมาอีก อ่านตำราเล่มนั้น ศึกษาจากคนนี้ ฟังคนนั้นเขาบอกมา ไปเรียนเมืองนอกอะไรต่างๆ ความรู้ของเราก็ใหญ่เท่าลูกแตงโม ข้างในคือสิ่งที่เรารู้ ข้างนอกคือสิ่งที่เราไม่รู้ เอ้าใหญ่ขึ้น เส้นรอบผิวมันก็มากขึ้น ก็มาสัมผัสกับสิ่งที่ไม่รู้มากขึ้น คุณก็ไปเรียนความรู้มากขึ้น ไปสัมมนา ไปจัดความรู้ที่นี่ ข้างในคือสิ่งที่รู้ใหญ่ขึ้นเท่ากับอะไรที่มันจะใหญ่กว่าลูกแตงโม เอาลูกฟักทองละกัน ก็มาสัมผัสกับสิ่งที่ไม่รู้มากขึ้น อันนี้คือไปผิดทางนะ นี่คือรู้ผิดทาง ไปผิดที่

เราไม่ได้รู้ไปทางข้างนอก เราไม่ได้รู้ไปตามทางอื่น แต่ในที่นี้ข้าพเจ้าหมายถึงรู้เข้ามาในจิตใจของเรา รู้เข้ามาตามทางมรรคแปด รู้เข้ามาในสิ่งที่จะเกิดวิชชา คือความรู้ ความรู้แบบนี้นี่แหละ ทิศทางนี้แหละ ที่เราต้องตามมา อย่าไปหลงทิศผิดที่ ยอมรับผิดจุด หรือไม่ยอมรับผิดจุด แต่ยอมรับให้มันถูกจุด ไม่ยอมรับให้มันถูกจุด เราจะมาถูกทาง มีความรู้ถูกทาง เราจะไม่งง เราจะลื่นไหล มีความรู้ที่ถูกต้อง วิชชา ญาณ ปัญญา แสงสว่าง จึงจะเกิดขึ้นได้ เหมือนโจรนี่แหล่ะ พอเขาเพ่งมาให้ถูกจุด ที่คำสอนของพระพุทธเจ้า ไม่ได้หูเปิดไปในเสียงอย่างอื่น ตาไม่ได้เปิดไปในที่อื่น แต่มาที่พระโอษฐ์ของพระพุทธเจ้า บึ้มเลย เป็นโสดาบัน ได้ทรัพย์สมบัติชนิดที่ยิ่งกว่าทรัพย์สมบัติของพระเจ้าจักรพรรดิ์

"ห้ามาสกนั้นเงินไม่กี่พัน มันจะไปมีค่าอะไร เราทำเราฟังเราปฏิบัติแล้ว จะสามารถให้จิตใจของเราดีขึ้นได้"

229
1
นาทีในการอ่าน