เสวิตัพพสูตร ว่าด้วยบุคคลที่ควรคบ

เสวิตัพพสูตร ว่าด้วยบุคคลที่ควรคบ
S07E04

“คนผู้คบคนทรามย่อมเสื่อม ส่วนคนผู้คบคนเสมอกันย่อมไม่เสื่อมในกาลไหน ๆ

ผู้คบคนที่ประเสริฐกว่ากว่าย่อมเจริญเร็ว เพราะฉะนั้นจึงควรคบคนที่ยิ่งกว่าตน”

จาก เสวิตัพพสูตร/เสวิสูตร ว่าด้วยบุคคลที่ควรคบ (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยมีจุดประสงค์เพื่อความก้าวหน้าในธรรมะวินัยนี้ คือ มีการพัฒนาขึ้น มีการที่จะปรับปรุงไปในทางที่ดีขึ้นได้ ทรงแบ่งบุคคลออกเป็น 3 ประเภทตามลำดับของศีล สมาธิ และปัญญา คือ

  1. บุคคลที่ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้
  2. บุคคลที่ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าไปนั่งใกล้
  3. บุคคลที่ควรสักการะ เคารพแล้วจึงเสพคบ เข้าไปนั่งใกล้

 

  • บุคคลที่ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้ เป็นอย่างไร

    บุคคลบางคนในโลกนี้ต่ำทรามกว่าตนในด้านศีล สมาธิ ปัญญา บุคคลเช่นนี้ ไม่ควรเสพ ไม่ควรคบ ไม่ควรเข้าไปนั่งใกล้ นอกจากจะเมตตาอนุเคราะห์

  • บุคคลที่ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าไปนั่งใกล้ เป็นอย่างไร

    บุคคลบางคนในโลกนี้เสมอตนในด้านศีล สมาธิ ปัญญา บุคคลเช่นนี้ควรเสพ ควรคบ ควรเข้าไปนั่งใกล้ ก็เพราะการสนทนาเกี่ยวกับศีล สมาธิ ปัญญา จะมีแก่เราทั้งหลายผู้ถึงความเสมอกันในด้านศีล สมาธิ ปัญญา การสนทนาของเราทั้งหลายนั้นจะดำเนินไปได้และเป็นความสำราญ

  • บุคคลที่ควรสักการะเคารพแล้วจึงเสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้ เป็นอย่างไร

    บุคคลบางคนในโลกนี้เหนือกว่าตนในด้านศีล สมาธิ ปัญญา บุคคลเช่นนี้ ควรสักการะเคารพแล้วจึงเสพ คบ เข้าไปนั่งใกล้ ก็เพราะบุคคลเช่นนี้คิดว่า จะบำเพ็ญสีลขันธ์(กองศีล), สมาธิขันธ์(กองสมาธิ), ปัญญาขันธ์(กองปัญญา)ที่ยังไม่บริบูรณ์ให้บริบูรณ์ หรือจะอนุเคราะห์สีลขันธ์ สมาธิขันธ์ ปัญญาขันธ์ที่บริบูรณ์ด้วยปัญญาในที่นั้น  ๆ

 

“...ถ้าเราไปคบกับคนที่มีศีล สมาธิ ปัญญาต่ำกว่า เราก็จะพลอยต่ำทรามตามไปกับเขาด้วย ในทางตรงกันข้ามถ้าเราคบกับคนที่มีศีล สมาธิ ปัญญาเหนือกว่า สูงกว่า เราก็จะพลอยดีขึ้นไปด้วยได้”

 

ถ้าเราจะให้ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นองค์แห่งมรรคของเราให้เจริญขึ้นได้ อย่าไปคบคนที่มีศีล สมาธิ และปัญญาต่ำกว่า ปัญหาอยู่ที่ว่าแล้วคนที่มีศีล สมาธิสูงกว่าจะมาคบกับเราหรือ? ซึ่งในข้อที่ 3 จึงบอกว่า ควรสักการะเคารพมาก่อน แล้วจึงค่อยเสพคบด้วย เพราะว่าต้องมีการเมตตาอนุเคราะห์ตรงนี้ดังที่ได้อธิบายไว้ในข้อแรก

จะให้เกิดเมตตามีความอนุเคราะห์กันได้ ต้องมีจิตใจที่อ่อนนุ่ม มีจิตใจที่นุ่มนวล พระพุทธเจ้าได้เปรียเทียบไว้ใน ชิคุจฉิตัพพสูตร ถึงบุคคลที่ไม่ควรคบด้วยเลย เป็นคนที่น่ารังเกียจ ไม่ควรเข้าใกล้ ควรหลีกหนีให้ไกล นั่นคือ คนพาล

 

คนพาลดูได้ที่ธรรมะที่เขาสมาทานมีธรรมอันเลว มีกายวาจาใจที่ พูดชั่ว คิดชั่ว ทำชั่วอยู่เป็นปกติ ไม่ใช่พระก็ปฏิญญาว่าเป็นพระ อาจจะปาราชิกไปแล้วหรือมีความไม่ดี มีความประพฤติที่น่ารังเกียจ หรือมีชื่อเสียงที่ชั่ว ต่อให้เราไม่ได้ชั่วไปตามแบบเขาก็ตาม ก็จะมีชื่อเสียงของเราเสียตามไปด้วยว่าไปคบกับคนชั่ว เปรียบไว้กับงูที่มันจมคูตไปแล้ว แม้มันจะไม่กัดก็จริง แต่ถ้าไปโดนมันมือเราก็เปื้อนไปด้วย คนเราก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย แต่ถ้าคนที่แย่จริง ๆ ข้อดีหาไม่ได้เลย อันนี้คือ บุคคลที่ว่านี้ เป็นคนน่ารังเกียจ ไม่ควรคบหา ไม่ควรเข้าใกล้

 

หรือบางคนในโลกนี้เป็นคนมักโกรธ มากไปด้วยความคับแค้นใจ ถูกว่าเพียงเล็กน้อยก็ขัดใจ โกรธเคือง พยาบาท แสดงความโกรธ ความขัดเคือง และความไม่พอใจในปรากฏ เปรียบเหมือนแผลที่เป็นฝีกลัดหนอง ถูกนิดเดียวมันจะเจ็บจี๊ดมากเกินประมาณ เป็นคนขี้โกรธ ไม่ควรจะไปต่อล้อต่อเถียงด้วย ให้วางเฉย อย่าเข้าไปยุ่งไปคบ อย่าเข้าไปเกี่ยวข้อง เหมือนกับไฟถ้าเอาเกลือโยนเข้าไปมันจะแตกโป๊ก ๆ ออก หรือไม้บางประเภทที่ถ้าเอามาทำเป็นฝืน เอามาทำเป็นถ่านเพลิงแล้วถูกความร้อนเข้ามันก็จะแตกเสียงดัง

 

แต่คนที่เราควรจะเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย คบหาด้วย มีการสอบถามมีการสากัจฉาธรรมด้วย คือ คนที่มีศีล สมาธิ และปัญญาที่อย่างน้อยเสมอกับเรา หรือสูงกว่าเรา

“...การที่จะให้ข้อปฏิบัติของเราในทางด้านศีล สมาธิ ปัญญาเจริญงอกงามได้ อย่างน้อยให้ไม่ตกต่ำลง การเสพคบ การเข้าไปนั่งใกล้ คือ การที่จะคลุกคลีกัน นั่นเอง

 

การเสพคบ เข้าไปนั่งใกล้ หมายถึง การเข้าไปคลุกคลีด้วย ตัวอย่างพระสงฆ์ก็คือ การไปพบหากันที่กุฏิ ถ้าเผื่อว่าเป็นพระที่ปฏบัติไม่ดี ยังไม่รู้สิกขาวินัยมาก ก็จะชักชวนพากันไปสูบบุหรี่บ้าง ชวนกันเล่นหมากรุกบ้าง ชวนกันฟังเพลงบ้าง นี้เริ่มผิดศีลไปในทางไม่ดี แต่ถ้าเราไปหาพระรูปที่ตั้งอยู่ในธรรม ตั้งอยู่ในวินัย ก็ชักชวนกันไปสวดปาติโมกข์บ้าง เรื่องธรรมะวินัย การปฏิบัติทำอย่างไร เรื่องสมาธิทำอย่างไร นี้คือจะมีการสนทนาไปด้วยเกี่ยวกับเรื่องของศีล เรื่องของสมาธิ เรื่องของปัญญา

 

พระพุทธเจ้าทรงเตือนพระภิกษุว่า “อย่าคลุกคลีกับคฤหัสถ์มาก ก็ไม่ดี โดยจัดอยู่ในหมวดข้อที่เรียกว่า เป็นการประทุษร้ายวงศ์สกุล คือ เข้าไปคลุกคลีมากจนเกินเวลา ประจบสอพลอ คลุกคลีแล้วคุณธรรมของตัวเองก็เสื่อมไป ไม่ควรไปคลุกคลีมาก แต่ให้มีการอนุเคราะห์ด้วยใจอันงาม จะอนุเคราะห์ด้วยใจอันงามได้ ก็ต้องดูพฤติกรรมในการปฏิบัติของบุคคลที่เราจะอนุเคราะห์นั้นว่า สามารถที่จะอนุเคราะห์ บอกสอนได้หรือไม่

 

เพราะฉะนั้นการดูอันหนึ่งที่เราจะรู้ว่าอนุเคราะห์ได้ เป็นผู้ที่บอกได้สอนได้ ผู้นั้นจะต้องเป็นผู้ที่มีความนอบน้อม มีความยำเกรงในพระพุทธ ในพระธรรม ในพระสงฆ์ ในสิกขา ในข้อปฏิบัติต่าง ๆ จะดูได้อย่างไรว่าใครสักคนใดคนหนึ่งมีความนอบน้อม หรือเราจะประพฤติปฏิบัติิย่างไรที่จะแสดงออกที่ความที่เราจะเป็นคนนอบน้อม นั่นคือ การที่ให้มีการเคารพ ให้มีการสักการะ การแสดงออกทางกายทางวาจาเหล่านี้จะเป็นตัวที่บ่งบอกถึงความนอบน้อมในจิตของเราได้

 

นอกจากนี้คำว่า เสพคบ ยังรวมถึงการทำความเข้าใจ ศึกษาอัตชีวประวัติหรือในผลงาน หรือศึกษาดูตัวอย่างข้อวัตรปฏิบัติจากครูบาอาจารย์ที่ล่วงลับไปแล้ว หรือใครสักคนใดคนหนึ่งที่เรายกย่อง ก็ชื่อว่า มีการเสพคบ มีการเข้าไปนั่งใกล้ มีการศึกษาข้อวัตรปฏิบัติต่าง ๆ

 

“ถ้าเราคลุกคลีกันกับคนแบบไหน เราก็จะเป็นไปเหมือนกับคนแบบนั้น เพราะเขาก็จะชักชวนเราไปในทางที่ให้ผิดศีลชั่วช้าอยู่เรื่อย ทำในสิ่งที่จะไม่ให้เกิดสมาธิ ให้เป็นมิจฉาสมาธิไป ทำในซึ่งที่ทำให้ปัญญามันต่ำต้อยถ้อยลง เห็นจากผิดเป็นชอบ เห็นกงจักรเป็นดอกบัว สอนในสิ่งที่ไม่ให้เกิดปัญญา ทำปัญญาให้ลดถ้อย ชักชวนทำในสิ่งที่ทำให้จิตไม่ตั้งมั่น ฝักใฝ่ไม่สงบเป็นไปทางกาม ฯลฯ เป็นบาปที่เข้ามาในรูปของมิตร ที่เรียกว่า บาปมิตร ...”

 

...ไม่ได้ดูที่ว่ามันดีหรือไม่ดีจากคำพูด จากการชักชวน หรือจากอะไร แต่ต้องดูจากศีล กองของศีล กองของสมาธิ กองของปัญญา มีความสำคัญ เราจะดูคนได้ก็ดูที่ศีล สมาธิ ปัญญาของเขานี่แหละ ข้อปฏิบัติทางกายทางวาจาเป็นอย่างไร (เรื่องของศีล), หรือเวลาที่ตกอยู่ในสถานการณ์แล้ว มีจิตใจขึ้นลงหรือว่านิ่งอย่างไร (เรื่องของสมาธิ), หรือว่าดูจากคำพูดคำจาที่กล่าวออกมาแล้วเป็นธรรมเป็นวินัย มีประโยชน์ ไม่มีประโยชน์อย่างไร (เรื่องของปัญญา) ดูที่ศีล สมาธิ ปัญญาแล้ว ให้เราเลือก เลือกที่จะเสพคบกับบุคคลประเภทไหน

 

อีกประเด็นหนึ่ง การเสพคบไม่ได้เกี่ยวกับบุคคลเท่านั้น แต่หมายถึงคุณธรรม พระพุทธเจ้าตอนที่ยังเป็นโพธิสัตว์ ทรงบำเพ็ญความเพียรอยู่ พระองค์ก็ใช้ อริยมรรคมีองค์ 8 เป็นกัลยาณมิตร ที่จะไปเสพคบเข้าใกล้

กัลยาณมิตรมีอยู่ 3 ระดับ (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)คือ

  • กัลยาณมิตรระดับที่ 1 คือ เพื่อนของเรา เพื่อนผู้ประพฤติพรหมจรรย์ด้วยกัน ที่มีศีล สมาธิ ปัญญาเสมอกับเรา
  • กัลยาณมิตรระดับที่ 2 คือ พระพุทธเจ้า, ครูบาอาจารย์พระเจ้าพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ หรือคนที่ศีล สมาธิ ปัญญาเหนือกว่าเรา
  • กัลยาณมิตรระดับที่ 3 คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ในกรณีของพระพุทธเจ้าที่ไม่รู้จักอิ่ม ไม่รู้จักพอในกุศลธรรม ไม่ถอยกลับในการทำความเพียรในมรรค 8 นี้

 

“...มีกองศีล กองสมาธิ กองปัญญา จะทำให้เกิดวิมุตติชนิดที่ไม่มีอะไรยิ่งไปกว่า ก็จะทำให้อริยมรรค หมายถึง สิ่งที่ควรทำการพัฒนาปรับปรุงให้มันดียิ่ง ๆ ขึ้นไป มันดีขึ้นมาได้ จะทำให้เกิดการแจ่่มแจ้งในเรื่องของวิมุตติ (ความพ้นจากตัณหา) พอตัณหาดับไป วิมุตติก็เกิด เหมือนกับที่เวลาเราเปิดสวิทซ์ ความมืดก็จะดับไป ดวงไฟเกิดขึ้นมา ความสว่างก็เกิดขึ้น สวิทซ์ที่เราจะไปเปิดการเปรียบเทียบไว้กับ ศีล สมาธิ ปัญญา ก็คือ มรรค 8 นี่แหละ ถ้ามันต่อสายมาอย่างดี มีกระแสไฟฟ้าเดินอยู่ในระบบ หลอดไม่เสีย ด้วยกิริยาที่เราไปปฏิบัติตามการเปิดปิดหลอดไฟนั้น ความมืด คือ ความยึดถือ คืออวิชชา คือกิเลสตัณหา ก็จะดับไป เมื่อมีแสงสว่าง แสงสว่างนี้คือ นิโรธเกิดขึ้นมา แสงสว่างความแจ่มแจ้งเกิดขึ้น ความมืดก็หายไปดับไป ด้วยกิริยาการกระทำคือ การปฏิบัติตามมรรค 8 ของเรา จะสามารถที่จะมีการให้เกิดผลเป็นความสุขที่เกษมขึ้นมาได้

 

เราจะพัฒนาได้ ก็ตามศีล สมาธิ ปัญญา นี่แหละ อะไรจะเป็นเหตุเป็นปัจจัยให้ ศีล สมาธิ ปัญญาของเราดีขึ้น ก็ต้องมีการเสพคบกับทั้งบุคคลหรือข้อปฏิบัติที่มีให้ ศีล สมาธิ และก็ปัญญาของเราดีขึ้นนั่นเอง

  • เสวิตัพพสูตร/เสวิสูตร ว่าด้วยบุคคลที่ควรคบ พระพุทธเจ้าทรงตรัสสอนแก่ภิกษุทั้งหลาย โดยมีจุดประสงค์เพื่อความก้าวหน้าในธรรมะวินัยนี้ คือ มีการพัฒนาขึ้น มีการที่จะปรับปรุงไปในทางที่ดีขึ้นได้
  • ถ้าเราจะให้ศีล สมาธิ และปัญญา ซึ่งเป็นองค์แห่งมรรคของเราให้เจริญขึ้นได้ อย่าไปคบคนที่มีศีล สมาธิ และปัญญาต่ำกว่า แต่ให้คบคนที่มีอย่างน้อยเสมอกับเรา หรือสูงกว่า
  • จะคบคนที่มีศีล สมาธิสูงกว่าได้ ควรมีการสักการะเคารพมาก่อน แล้วจึงค่อยเสพคบด้วย เพราะว่าต้องมีการเมตตาอนุเคราะห์กันด้วยใจอันงามตรงนี้
  • จะมีเมตตา มีความอนุเคราะห์กันได้ ต้องมีจิตใจที่อ่อนนุ่ม นุ่มนวล นอบน้อม พระพุทธเจ้าได้เปรียบเทียบไว้ใน ชิคุจฉิตัพพสูตร ว่าด้วยบุคคลที่ควรรังเกียจ ไม่ควรคบด้วยเลย
  • ศีล สมาธิ ปัญญา ก็คือ อริยมรรคมีองค์ 8 ซึ่งการเสพคบกับทั้งบุคคลหรือข้อปฏิบัติเป็นเหตุเป็นปัจจัยที่จะทำให้ ศีล สมาธิ ปัญญาของเราดีขึ้น จะสามารถทำให้เกิดผลเป็นความสุขที่เกษมขึ้นมาได้
  • นำปฏิบัติสมาธิ โดยให้ฟังพระสูตรอื่น ๆ เพิ่มเติม ชิคุจฉิตัพพสูตร, พระสูตรว่าด้วยสัมมาวาจา (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

36
1
นาทีในการอ่าน