ทำความแยบคายในพิธีกรรมด้วยจิตกุศล

ทำความแยบคายในพิธีกรรมด้วยจิตกุศล
S07E03

“...ดูกรภูมิชะ เหมาะแล้ว เธอถูกถามอย่างนี้ เมื่อพยากรณ์อย่างนี้ ย่อมเป็นผู้กล่าวตามถ้อยคำของเรา ไม่กล่าวตู่เราด้วยคำไม่จริง พยากรณ์ธรรมสมควรแก่ธรรม และวาทะอนุวาทะไร ๆ อันชอบด้วยเหตุ ย่อมไม่ถึงฐานะน่าตำหนิ
ดูกรภูมิชะ ก็สมณะหรือพราหมณ์พวกใดพวกหนึ่งที่มีทิฐิผิด มีสังกัปปะผิด มีวาจาผิด มีกัมมันตะผิด มีอาชีวะผิด มีวายามะผิด มีสติผิด มีสมาธิผิด ถ้าแม้ทำความหวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล ถ้าแม้ทำความหวังก็มิใช่ความไม่หวังก็มิใช่แล้วประพฤติพรหมจรรย์ เขาก็ไม่สามารถจะบรรลุผล นั่นเพราะเหตุไร

ดูกรภูมิชะ เพราะเขาไม่สามารถจะบรรลุผลได้โดยอุบายไม่แยบคาย ฯ

 

ในเรื่องของ “ความแยบคาบ” ยิ่งมีรายละเอียดมาก ยิ่งต้องแยบคายมาก ยิ่งต้องรัดกุมถ้วนถี่ให้มาก ในธรรมะนั้นต้องมีความแยบคายในการปฏิบัติ พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบเอาไว้ใน ภูมิชสูตร (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/เรื่องที่เกี่ยวข้อง)ถึงอุปมา 4 ข้อ ได้แก่ คนที่ต้องการน้ำมัน, นมสด, เนยข้น และไฟ หากเขาสร้างเหตุที่ไม่ถูกต้องเหมาะสม แม้จะทำทั้งความหวังและความไม่หวังแล้วก็ไม่สามารถได้ผลนั้น แต่ถ้าเขาสร้างเหตุที่ถูกต้องเหมาะสม จะหวังผลหรือไม่หวังก็ต้องได้ผลนั้นแน่นอน ดังนั้นประเด็นจึงอยู่ที่ “การกระทำที่แยบคายหรือไม่แยบคาย”

 

...ความกว้างและความลึกของธรรมะนั้นยิ่งกว่าทะเลที่บางจุดหยั่งได้ บางจุดหยั่งไม่ได้ ธรรมะนี้มีความลึกซึ้งไปกว่ามาก เวลา 30 นาทีหรือ 60 นาทีต่อเนื่อง 7 วันเป็นเวลาหลาย ๆ มีมาแล้ว ก้ยังมีเรื่องทีให้พูดคุยกันไปต่อได้ แต่ในความลึกซึ้งที่ว่านี้มีหลายสิ่งหลายอย่าง คำว่าที่มีหลายอย่าง ทำให้เราจึงต้องมีความรอบคอบรัดกุมในแต่ละอย่าง ๆ ซึ่งในบางจุดบางประเด็นก็เคยได้นำมาพูดแล้ว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของสมาธิบ้าง เรื่องการทำมาหากินบ้าง เรื่องที่จะติดต่อสื่อสารกับผู้คนบ้าง เรื่องการแบ่งจ่ายงบประมาณบ้าง แต่ในที่นี้จะเจาะจงมาในเรื่องของ “พิธีกรรมทางศาสนา” ที่เราเห็นว่าเป็นพื้น ๆ ผิว ๆ แต่ถ้าเราไม่แยบคายแล้วจะทำให้เกิดความเข้าใจผิดได้ เหล่าพิธีกรรมต่าง ๆ เช่น ทำไมจะต้องไปจุดธูปเทียน, มีการกล่าวคำสมาทานรัตนตรัย สมาทานศีล,มีพีธีการสวดในงานศพ ในงานทำบุญบ้าน,มีการสรงน้ำพระพุทธรูป และแม้แต่การตีระฆัง เราจึงต้องมีความแยบคาย เพราะว่าศาสนานี้เป็นศาสนาใหญ่ ใหญ่มาก กว้างขวางมาก จุดใดจุดหนึ่งเรารู้เราเห็นอาจจะเป็นแค่ผักชีโรยอาหารอร่อย ๆ ไว้ข้างล่าง เราจะติดอยู่ที่ผักชีโรยหน้าไม่ถึงเนื้อใน ไม่ได้...ถ้าคิดติคนอื่นแล้ว นี้มันไม่แยบคาย แต่ให้ลึกซึ้งกว่านั้น

 

พิธีกรรมที่เขาทำขึ้นมามีความแยบคายอยู่ในนั้น เพื่อต้องการสื่อสารบ่งบอกถึง การที่ทำให้เรามีจิตที่อ่อนนุ่มเหมือนทองคำที่อ่อนนุ่มเหมาะควรแก่การงาน แต่ถ้าเป็นทองคำที่แข็งกระด้างยังเปราะอยู่ ยังไม่นุ่มไม่อ่อนเหมาะ จะเอามาขึ้นรูปเป็นแหวนเป็นเครื่องประดับต่าง ๆ ก็ไม่ได้ จิตใจที่แข็งกระด้างหยาบคายก็เหมือนกันจะมาให้รู้ธรรมะ เข้าใจธรรมะก็ไม่ได้ จะมาให้รู้อริยสัจสี่ไม่ได้

ยกตัวอย่างเช่น เวลาที่เราไปวัด เขาก็จะให้สมาทานศีลก่อน จะเริ่มอะไรอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ต้องตั้ง นโม 3 จบขึ้นก่อน ทั้งนี้ก็เพื่อต้องการให้มีความนอบน้อมต่อพระพุทธเจ้า และทำไมต้อง 3 รอบ ก็เพราะในสมัยพุทธกาล เวลาจะต้องยืนยันเรื่องใดเรื่องหนึ่งเขาว่ากล่าวกัน 3 รอบ เพื่อให้มั่นใจว่า คุณหมายความว่าอย่างนี้จริง ๆ เป็นการยืนยันมั่นใจลงไป พูดชัดเจนว่า ฉันยืนยัน ๆ ๆ เพื่อให้รู้ว่าคุณมีความมั่นใจ ยืนยันในสิ่งที่ทำ 3 รอบ เป็นต้น

 

ความนอบน้อม ความอ่อนน้อมต่อพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์จึงมี การพูดด้วยวาจา ใจนี้ไปด้วยได้หรือไม่ ถ้าเรายังมีใจแข็งกระด้างเพียงแค่มีปากขมุบขมิบไปตาม ภาษาอังกฤษเรียกว่า Pay Lip Service ดีแต่ปาก ดีแต่พูด แต่ไม่เข้าใจถึงว่ามีความแยบคายอะไรในพิธีกรรมนั้น ถ้าเราไม่แยบคาย เราจะไม่เข้าถึงธรรมะได้เลย “คุณติดอยู่กับผักชี แต่ไม่เข้าถึงอาหารดี ๆ ที่อยู่ข้างล่าง ติดอยู่บนผิวน้ำของทะเล แต่สมบัติอะไรดี ๆ อยู่ใต้ทะเลเราไม่เห็น”ต่ถ้าเรามีจิตใจด้วยวาจา รู้ว่าเขาหมายความว่าอย่างนี้ จิตใจเรานุ่มนวลลงไปตาม นุ่มนวลลงไปตามแล้วระลึกถึงพระพุทธเจ้า (พุทธัง สะระณัง คัจฉามิ), ระลึกถึงพระธรรม (ธัมมัง สะระณัง คัจฉามิ), ระลึกถึงพระสงฆ์ (สังฆัง สะระณัง คัจฉามิ)ม่ใช่รอบเดียว แต่ย้ำยืนยันลงไป ทุติยัมปิ แม้ครั้งที่สอง ตะติยัมปิ แม้ครั้งที่สาม 3 รอบอย่างนี้ มันจะไม่มั่นใจได้อย่างไร ไม่ใช่แค่ Pay Lip Service แต่ให้ทำด้วยการกระทำทางวาจา มือพนมอยู่ก็ด้วยการกระทำทางกาย เป็นพลีกรรม เป็นการ บูชาทางกาย ด้วยการกระทำทางใจด้วย อย่าให้เวลาที่คุณมาทำพิธีกรรมสิบนาทีสิบห้านาทีนั้นเสียเปล่า เสียเวลาไปเฉย ๆ ซึ่งมันจะเสีย ๆ เวลาไปจริง ๆ ถ้าจิตใจคุณไม่ได้น้อมไปตามอย่างแยบคาย แต่ถ้ามีความแยบคาย มีการระลึกรู้อย่างถูกต้อง สิบนาทีนั้นมีค่ากับเรามาก...พุทโธ ธัมโม สังโฆ มาจนถึงการสมาทานศีล 4 อย่างนี้รวมกันเป็น “โสตาปัตติยังคะ 4” (ผู้เข้าสู่กระแสแห่งนิพพาน) ถ้าเราเสียเวลา 10 นาทีหรือ 15 นาทีทำพิธีเหล่านี้ แล้วเราปล่อยให้เป็นพิธีกรรมที่ลอยผ่านไปเฉย ๆ ไม่เข้าใจในเนื้อหาในความแยบคายของเรื่องนี้ คนที่ไม่แยบคายก็เสียเวลาเปล่า เป็นการทำความเพียรที่ไร้ผล

 

“...จะมีความดีความงามขึ้นมาในธรรมะวินัยนี้ได้ เมื่อได้ยินเสียงระฆัง...ในสมัยก่อนพระอยู่กันตามมุมนั้นมุมนี้ตามป่าเขา ก็จะตีระฆังขึ้นเมื่อมีภิกษุเจ็บไข้ เรียกมาประชุมกันเพื่อจะทำมาดูแลรักษากัน...เสียงระฆังจะบ่งบอกถึงความสามัคคีกลมเกลียวเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ช่วยดูแลซึ่งกันและกัน เข้ากันได้เหมือนนมกับน้ำ

...ความลึ่งซึ่ง ความแยบคายไม่ได้อยู่ว่าเสียงคุณได้ยินวาจาภาษาอะไร หรือว่าจุดธูปเทียน หรือว่าพนมมือหรือว่าอะไร นั้นเป็นแค่ภายนอก กาย วาจา แต่ที่สำคัญมีความแยบคาย นั่นคือ ภายใน ในใจของเราของเราตั้งจิตไว้อย่างไร ถ้าตั้งจิตไว้ด้วยความเป็นอกุศลพิธีกรรมอะไรที่มันศักดิ์สิทธิ์มาก ๆ มันก็เป็นอกุศลหมด มันก็ไม่ถูกหมด ไม่ดีหมด ใช้ไม่ได้ ไม่ได้เรื่องหมด แต่่ถ้าจิตของเราเป็นกุศล จะไปอยู่ในพิธีกรรมใด ๆ ก็ตาม ศาสนาใดก็ตาม ที่ไหนก็ตาม เป็นมงคลหมด ถ้าจิตใจเราดี จิตใจเราเข้าถึง จิตใจเรารู้ให้มันถูกต้อง ความเพียรการปฏิบัติพิธีกรรมนั้นจะไม่ไร้ผล

...ถ้าจิตเราไม่ได้เริ่มตั้งไว้จากสัมมาทิฏฐิอะไร ๆ ก็ไร้ผลหมด แต่ถ้าจิตเราตั้งไว้อยู่ในสัมมาทิฏฐิ ตั้งไว้ให้ดี ไม่ต้องพิธีอะไรมาก เอาแค่เดินจากบ้านไปที่รถ เดินจากรถไปที่ทำงาน เดินทางห้องนอนไปห้องน้ำ แค่เดินนั้น ความเพียรนั้นมีผล วิธีที่คุณเดินก้าวย่างออกไปเร็วหรือช้า จิตตั้งไว้เริ่มจากสัมมามิฏฐิไปจนถึงสัมมาสมาธิ ทุกย่างก้าวนั้นมีผล...ทุกลมหายใจเข้าออก มีสัมมาทิฏฐิ ความเพียรนั้นมีผล ทุกลมเข้าทุกลมออกมีมรรค 8 อยู่ เริ่มจากสัมมาทิฏฐิ พิธีกรรมที่เรียกว่า คุณหายใจอย่างนั้นก็มีผลดี เป็นความแยบคาย เป็นความรัดกุม เป็นความรอบคอบ...เราโชคดีมากที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติเรื่องอรอยมรรคมีองค์ 8 เอาไว้ เป็นความจริงอันประเสริฐที่ทำให้เกิดจักษุคือ ดวงตา ที่ทำให้เกิดญาณคือ ความรู้ ที่ทำให้เกิดความสงบระงับ ที่ทำให้เกิดความรู้อันยิ่ง จะนำไปสู่ความเย็นคือ นิพพาน”

  • คำสอนของพระพุทธเจ้านั้นมีความลึกซึ้ง มีในหลายนัยยะ เราจึงต้องมีการพิจารณาโดยแยบคาย ยิ่งมีรายละเอียดมาก ก็ยิ่งต้องแยบคายรัดกุมถ้วนถี่รอบคอบให้มาก พระพุทธเจ้าทรงตรัสเปรียบเทียบ “การกระทำที่ไม่แยบคายและการกระทำที่แยบคาย” เอาไว้ในภูมิชสูตร
  • อย่าดีแต่ปาก ดีแต่พูด แต่ให้เข้าใจถึงมีความแยบคายอะไรในพิธีกรรมนั้น ๆ ถ้าเราไม่แยบคายแล้ว เราจะไม่สามารถเข้าถึงธรรมะได้เลย
  • ให้จิตใจเราตั้งขึ้นให้ดี ให้เป็นกุศล ให้เข้าใจถูกต้อง เริ่มจากสัมมาทิฏฐิไปจนถึงสัมมาสมาธิ ความเพียรในพิธีกรรมนั้นจะไม่ไร้ผล

9
1
นาทีในการอ่าน