เข้าใจและยอมรับทุกข์ เพื่อเป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้

S07E02
  • รายละเอียดของภัยในอนาคตทั้ง 5
  • ความสัมพันธ์ระหว่างความเข้าใจ การยอมรับ และความยึดถือในทุกข์ทั้งหลาย
  • ความหมายของ “ผู้ที่ผาสุกอยู่ได้” และการที่จะสามารถเป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้ต้องปฏิบัติตนอย่างไร

พระพุทธเจ้าทรงเตือนถึงภัยในอนาคตที่จะเกิดขึ้นกับชีวิตเราทุกคน เมื่อเห็นอยู่แล้วควรแท้ที่จะเป็นผู้ไม่ประมาท โดยควรจะลงมือจะทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อรับมือกับมัน ซึ่งภัยในอนาคตมีทั้งหมด 5 ประการ ดังนี้

  1. ภัยจากความแก่ สังขารถดถอย และความตาย
  2. ภัยจากความเจ็บไข้ได้ป่วย ไม่มีกำลังต้องมีคนช่วยพยุงเดิน
  3. ภัยจากข้าวปลาอาหารขาดแคลน หรือข้าวยากหมากแพง
  4. ภัยจากโจรป่ากำเริบ
  5. ภัยจากหมู่สงฆ์แตกแยกกัน

 

การยอมรับความทุกข์ได้มากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับระดับความเข้าใจในทุกข์นั้นมากหรือน้อยเช่นกัน ทั้งนี้จะส่งผลกับความยึดถือด้วย เช่น มีความเข้าใจในทุกข์มาก ความยึดถือในชีวิตจะน้อย เมื่อภัยในอนาคตเกิดขึ้นก็จะทำให้เรายอมรับได้ และทำให้ความผาสุกมีมากขึ้นด้วยเช่นกัน

การเตรียมตัวแก่ก่อนแก่ ตายก่อนตาย หรือเกษียณก่อนเกษียณ ควรต้องเตรียมตัวในวันนี้ที่จะเข้าใจและยอมรับในทุกข์ที่เกิดจากภัยในอนาคตซึ่งเป็นเทวฑูตที่คอยมาเตือนสติเรา เพื่อเป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้ กล่าวคือ ไม่เป็นผู้ที่วุ่นวาย ร่ำไห้ คร่ำครวญ ทุบอกชกตัวถึงความเป็นผู้งุนงงคลั่งเพ้อ กระฟัดกระเฟียด กระด้างกระเดื่อง แสดงความโกรธ ความขัดเคือง ความไม่พอใจให้ปรากฏ ไม่สามารถดำรงจิตให้เป็นกลางได้

เมื่อมีการเบียดเบียนเป็นวงกว้างแล้ว สถานที่ใดปลอดภัยและอาหารหาง่าย ผู้คนโดยส่วนใหญ่ก็จะอพยพไปยังที่นั้นและแออัดมากขึ้น ทำให้อาหารหายาก ทุพภิกขภัยเกิดขึ้น การอยู่คลุกคลีปะปนกันในหมู่ชนจะมีมากขึ้น และการที่จะรักษาจิต กระทำในใจโดยแยบคาย หรือปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้าและท่านผู้รู้ทั้งหลายก็จะทำได้ยากหรือไม่สามารถทำได้สะดวกเลย ทำให้เข้าใจความทุกข์ได้น้อย เกิดความเครียดและมีปัญหาในที่สุด

การที่จะสามารถเป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้นั้น ต้องปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด ซึ่งพระพุทธเจ้าทรงตรัสถึงอริยมรรคมีองค์แปดว่าเป็น “ภาวิตา” ซึ่งหมายถึง ทักษะที่เกิดจากการปฏิบัติ ฝึกไปเรื่อยๆอย่างสม่ำเสมอ เริ่มจากการควบคุมใจ วาจาและกาย ต้องมีสติรักษาจิต และพัฒนาให้เกิดสิ่งที่ดีตามรายละเอียดดังนี้

  • ทางกาย โดยการรักษาศีลห้าเป็นเบื้องต้น ทำมาหาเลี้ยงชีพอย่างสุจริต ไม่เบียดเบียนผู้อื่น
  • ทางวาจา โดยการรักษาสัมมาวาจา คือไม่พูดคำหยาบ โกหก เพ้อเจ้อ ส่อเสียด หรือยุยงให้แตกกัน
  • ทางใจ โดยการรักษาสัมมาสติ เพื่อความคิดที่ไม่เป็นไปในทางกาม พยาบาท และเบียดเบียนทั้งตนเองและผู้อื่น

“เมื่อจิตติตรึกไปในเรื่องใดๆ มาก จิตจะน้อมไปด้วยอาการอย่างนั้นๆ” จะทำให้สิ่งนั้นมีพลังและมีอำนาจเหนือจิต ดังนั้นการพัฒนาให้ ”เป็นผู้ที่ผาสุกอยู่ได้” ในระดับที่ดียิ่งๆขึ้นไปนั้น ต้องเริ่มจากมีสติ คิดไปในเรื่องดีๆ เป็นไปในทางกุศลธรรม ระลึกถึงองค์ธรรมในอนุสสติสิบอย่าง ทำให้สติตั้งขึ้น สติมีกำลังมากขึ้น จนสติรักษาจิต เมื่อจิตมีกำลังมากขึ้น จะทำให้จิตรวมลง ระงับลง เพ่งดิ่งต่ออารมณ์อันเดียว ซึ่งจะทำให้ความผาสุกมากขึ้นด้วยตามลำดับ

ผู้ที่ใฝ่ดีและมีประสบการณ์ในชีวิตการทำงานมาพอสมควรแล้ว ถือว่ามีพื้นฐานในการปฏิบัติบ้างแล้ว เพียงแต่ต้องเพิ่มเติมในส่วนของฉันทะ(ความสนใจ ความพอใจ) และความศรัทธา(ความตั้งมั่น) ในการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด เพื่อสิ่งที่ดีกว่า มีค่ากว่าวัตถุกามซึ่งควรค่าแก่การปฏิบัติ ทำความระงับ ละการเสพกาม ทำความผาสุกที่ลึกซึ้งยิ่งกว่าให้เกิดขึ้น บรรลุถึงสามัญญผลของจิตที่มีบุญกุศล มีสมาธิ และปัญญา

18
1
นาทีในการอ่าน