สมมุติบัญญัติ

สมมุติบัญญัติ
S07E02
  • โลกบอกว่า นี่คือคน นี่คือสัตว์..อันนี้สมมุติโลก อย่างตัวของเรานี้ก็เป็นสมมุติโลก
  • แต่บัญญัติธรรมของพระพุทธเจ้าว่านี่ กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณหรือตัวตน อันนี้ไม่เที่ยง อันนี้เป็นทุกข์ อันนี้เป็นอนัตตา ต้องมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มีความพลัดพรากจากจร ปรารถนาสิ่งหนึ่งแล้วไม่ได้สิ่งหนึ่งสมความปรารถนา
  • เพราะไม่อยู่ในอำนาจของเรา เราบอกว่าอย่าแก่นะ มันก็แก่ เราบอกว่าอย่าเจ็บนะ มันก็เจ็บ อย่าตายนะ มันก็ตาย เอาแน่นอนอะไรกับมันไม่ได้..พิจารณาให้เห็นเป็นอนัตตา คือความไม่มีตัวตนที่แท้จริง เป็นเพียงแต่เรามายึดถือเอาไว้ชั่วเวลาหนึ่งชั่วกาลหนึ่งเท่านั้น
  • จิตของเรามายึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนของเรา เลยบังบัญญัติธรรมของพระพุทธเจ้าไปเสีย คือมองไม่เห็นความจริง เราจึงมีโลภ มีโกรธ มีหลงอยู่ มีสัญญาอารมณ์อยู่ มีตัณหาอวิชชา
  • ท่านให้เข้าใจบัญญัติธรรมอย่างนี้แหละ เราจะได้ปล่อยวางตัวตนอันนี้ วางความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนอันนี้
  • เห็นตามความเป็นจริง จึงปล่อยวางได้ ถ้าไม่เห็นตามความเป็นจริง ปล่อยวางไม่ได้..พิจารณาให้เห็นชัดในตัวตนอันนี้ว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงปล่อยวางได้

ธรรมเทศนาเรื่องสมมุติบัญญัติ โดยพระครูสิทธิปภากร หลวงพ่อดร. สะอาด ฐิโตภาโส เจ้าอาวาสวัดป่าดอนหายโศก

สมมุติและบัญญัติธรรมของพระพุทธเจ้ากับของชาวโลก โลกบอกว่า นี่คือคน นี่คือสัตว์ ชาวโลกสมมุติกันอย่างนี้ อันนี้เป็ด อันนี้ไก่ ถ้าเป็นอย่างนี้ก็เรียกว่าคน อย่างนี้เรียกว่าวัว อย่างนี้เรียกว่าควาย อย่างนี้เรียกว่าสัตว์ เป็นงูเป็นปลา อันนี้สมมุติโลก อย่างตัวของเรานี้ก็เป็นสมมุติโลก แต่บัญญัติธรรมของพระพุทธเจ้า พระองค์ไม่ได้ว่าอย่างนั้น อันนี้มันเป็นบัญญัติว่าตัวว่าตนว่าคนเราอย่างนั้นอย่างนี้ แต่บัญญัติธรรมของพระพุทธเจ้าว่านี่ กาย เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ หรือตัวตน อันนี้ไม่เที่ยง อันนี้เป็นทุกข์ อันนี้เป็นอนัตตา อย่างตัวเรานี้แหละ พระพุทธเจ้าว่า ไม่เที่ยง สังเกตดูสิ คนเกิดมา แต่ก่อนเป็นเด็ก ก่อนหน้านั้นก็อยู่ในท้องมารดา คลอดออกมาก็เป็นคน อย่างนี้เป็นต้น

ท่านให้พิจารณาถึงความจริง ความจริงว่าตัวตนของเราเป็นอย่างนี้ๆ แหละ มันเป็นของไม่เที่ยง เกิดขึ้นมาก็ไม่เที่ยง พอแก่ขึ้น ๆ จนอายุ ‪20 30 40 50 60‬ เขาปลดเกษียณแล้ว นี่แหละ แก่เฒ่ากว่านั้นเขาก็ไม่ใช้งานแล้ว อยู่บ้านเฉยๆ ในที่สุดก็ล่วงลับดับขันธ์ไป เอาแน่นอนอะไรกับตัวตนอันนี้ไม่ได้ พระพุทธเจ้าบอกตัวตนอันนี้ มันไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา ให้สังเกตดูสิว่าเป็นทุกข์ยังไง ความเกิดเป็นทุกข์ ความแก่เป็นทุกข์ ความเจ็บเป็นทุกข์ ความตายเป็นทุกข์

ใครหล่ะเป็นผู้เกิดผู้แก่ ก็ตัวเรานี่แหละเป็นผู้เกิดเป็นผู้แก่ จิตของเรามายึดมั่นถือมั่นว่าตัวตนของเรา เลยบังบัญญัติธรรมของพระพุทธเจ้าไปเสีย คือ มองไม่เห็นความจริง เราจึงมีโลภ มีโกรธ มีหลงอยู่ มีสัญญาอารมณ์อยู่ ให้พิจารณาลงไป ให้เห็นชัดในตัวตนของเรานี้ พระพุทธเจ้าบอกว่าไม่ใช่ตัวตนของเราจริงๆ แก่เฒ่าตายไป แล้วก็เปื่อยเน่าผุพัง จะยึดถือเอาตรงไหนมาเป็นเราก็ไม่ได้ เขาเรียกว่าเป็นอนัตตา คือ เอาเป็นเราเป็นเขาไม่ได้ ถ้าเป็นอย่างนี้ให้พิจารณาให้เห็นชัด

ถ้าสมมุติว่าแขนเป็นของเรา นี่สมมุติโลกว่าแขนของเรา แต่บัญญัติธรรมของพระพุทธเจ้าว่า ไม่ใช่ของเรา เพราะไม่อยู่ในอำนาจของเรา เราจะบอกว่าอย่าแก่นะ มันก็แก่ เราบอกว่าอย่าเจ็บนะ มันก็เจ็บ อย่าตายนะ มันก็ตาย เอาแน่นอนอะไรกับมันไม่ได้ ท่านให้พิจารณาให้เห็นเป็นอนัตตา คือ ความไม่มีตัวตนที่แท้จริง เป็นเพียงแต่เรามายึดถือเอาไว้ชั่วเวลาหนึ่งชั่วกาลหนึ่งเท่านั้น เราก็เป็นคนที่ไม่พิจารณาถึงความจริง ตัวเรานี้มันมีการเกิดขึ้น ตั้งอยู่ ดับไป ตัวตนอันนี้มันเปื่อยมันเน่ามันผุพังได้ตามกาลเวลา

ตัวตนของเราถ้าตายแล้ว มันก็เปื่อยเน่าผุพัง หาอะไรยึดถือไม่ได้เลย ตายแล้ว ไม่เอาไว้ที่บ้านหรอก เขาเอาไปไว้ที่ป่าช้า ไปฝังไปเผากันที่โน่น ถ้าไม่เผาไม่ฝังก็เป็นสัตว์ไร้ญาติขาดมิตร ก็เปื่อยเน่าผุพังไปเหมือนกัน หาตัวตนที่แท้จริงไม่ได้ อย่างเราสมมุติว่าเอาไปเผา ก็เหลือแต่เถ้าแต่ถ่าน เถ้าถ่านอันนั้นก็ไม่เป็นของเรา เอาบดให้ดี กระดูกหน่ะ ที่มันยังเหลืออยู่หน่ะ กับฝุ่นเหล่านั้น บดให้ดี บดให้ละเอียด แล้วใส่กระด้ง สลัดขึ้นบนฟ้า ควันกุ่มเลย ตัวตนอยู่ตรงไหนนี่ เรายึดเอาตรงไหนเป็นตัวตนของเรา มันเป็นเถ้าเป็นถ่านไปหมดแล้ว มันผุไปแล้ว มันไม่มีอะไรเหลืออยู่แล้ว

ท่านให้เข้าใจบัญญัติธรรมอย่างนี้แหละ เราจะได้ปล่อยวางตัวตนอันนี้ วางความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนอันนี้ ที่ว่าตัวเราแต่ก่อน ตอนนี้ทำไมมันเป็นเถ้าเป็นฝุ่นไปแล้ว ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย ตัวตนอันนี้หมดสภาพที่เราจะเข้าไปยึดถือเอาได้ จิตใจของเราต้องไปสู่ภพภูมิอื่น พอหายใจไม่ได้ หายใจเข้าไม่ได้ หายใจออกไม่ได้ มันก็ตาย ตายแล้วเอาไปได้ไหม ตัวตนอันนี้ เอาไปไม่ได้ ไม่มีอะไรที่เข้าไปยึดถือเอาได้ ว่าอย่าแก่ มันก็แก่ ว่าอย่าเจ็บ มันก็เจ็บ ว่าอย่าตาย มันก็ตาย มันไม่ได้อยู่ในอำนาจของเรา

ลมเข้าแล้วไม่ออก ลมออกแล้วไม่เข้า มันก็ตายแล้ว ตายแล้วก็เน่าเหม็น สกปรกปฏิกูล แต่ยังไม่ตายก็ต้องอาบน้ำ ต้องใส่แป้ง ใส่น้ำมันนั่นนี่ ไม่ให้มันมีกลิ่น มีความเน่าความเหม็นปรากฏออกมา อย่างปากอย่างฟันเราก็เหมือนกัน เราต้องชำระฟันเราทุกวัน กินข้าวแล้วก็ต้องชำระ เรียกว่าสีฟัน ทำไมถึงทำอย่างนั้น เพื่อป้องกันความเน่าเหม็นที่เกิดขึ้นทางปาก หูก็เน่าเหม็น ตาก็เน่าเหม็น จมูกก็เน่าเหม็น ปากก็เน่าเหม็น ทวารหนักทวารเบาเหมือนกันหมด เราพิจารณาเข้ามา ว่าตัวเราที่จะยึดถือนี้ ยึดถือได้ไหม ยึดถือเอาเป็นตัวตนของเราได้ไหม ไม่ได้ ยึดถือเอาเป็นตัวตนของเราจริงๆ ไม่ได้

เราอยู่เป็นคนนี่ ก็เป็นสมมุติโลกเฉยๆ แต่บัญญัติธรรมไม่ได้เป็นแบบนั้น มันมีความแตกสลายตายไปในที่สุดได้หมด ไม่ได้มีอะไรเหลืออยู่ในโลกนี้ ไม่มีอะไรเหลือค้างอยู่ในโลกนี้เลย 80 90 ปีข้างหน้าหรือ 100 ปีข้างหน้า เมื่อถามหายายนั้นยายนี้ไปไหน มันไม่ถึงปานนั้นหรอก เราเกิดมาอายุ 70 80 ปี ถามหาว่ายายคนนั้นไปไหน เรียบร้อย ไม่มีอะไรเหลืออยู่เลย

ท่านจึงไม่ให้ยึดถือ ให้พิจารณาเห็นความไม่เที่ยงของสิ่งเหล่านี้ พิจารณาความไม่มีตัวตนในสังขารร่างกายอันนี้ พิจารณาซ้ำแล้วซ้ำอีก พิจารณาจนเกิดความเบื่อหน่าย แล้วเห็นชัดตามความเป็นจริง ปล่อยวางได้ เป็นพระอริยบุคคลได้ เราเห็นความเป็นจริงนะ จึงปล่อยวางได้ ถ้าเราไม่เห็นตามความเป็นจริง ปล่อยวางไม่ได้ แม้เราจะท่องพระไตรปิฎกได้หมดทุกข้อทุกคำ ก็ปล่อยวางไม่ได้ เรามาพิจารณาถึงความเป็นจริงถึงปล่อยวางได้ พิจารณาให้เห็นชัดในตัวตนอันนี้ว่า เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา จึงปล่อยวางได้ จำธรรมะได้บทเดียวก็สามารถที่จะบรรลุมรรคผลได้ เช่น เรานึกพุทโธ พุทโธ เราก็สามารถกำหนดรู้ความจริงอันนี้ได้ ไม่ต้องเรียนจนจบพระไตรปิฎกหรอก เอาแค่ว่าเราท่องพุทโธในใจอย่างเดียว เราก็สามารถที่จะพ้นทุกข์ หนีทุกข์ได้ เรียนมากแต่ชำระจิตไม่เป็น มันก็ไม่บรรลุมรรคผล เราพูดอย่างนี้ เพื่อให้พิจารณาเข้ามาที่ตัวเรา เพื่อให้เห็นแจ้งตามความเป็นจริง

“อญฺญาสิ วต โภ โกณฺฑญฺโญๆ” อัญญาโกณฑัญญะรู้แล้วหนอ อัญญาโกณฑัญญะได้รู้แล้วหนอ คือ เห็นชัดตามความเป็นจริง มันก็วาง วางความยึดมั่นถือมั่น ถ้าวางได้เร็ว ใจก็สบายได้เร็ว ถ้าวางไม่ได้ ทุกข์ก็เกิดขึ้น เอาแน่นอนไม่ได้เลย ด้วยเหตุนี้แหละ เราจึงมาปฏิบัติธรรม เพื่อชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ให้ไม่มีโลภ ให้ไม่มีโกรธ ให้ไม่มีหลง ชำระใจของเราให้ไม่มีโลภ โกรธ หลงอยู่ภายในนี่ เรียกว่า ‘กิเลส’

กิเลสคือโลภ กิเลสคือโกรธ กิเลสคือหลง ราคะ ตัณหา คือความหลงยึดมั่นถือมั่นในโลกนี้อันนี้ ทุกคนเกิดขึ้นมาก็มายึดมั่นถือมั่นอันนี้แหละ ตายไป กายนี้เราเอาไปไม่ได้นะ เอาไปสวรรค์ เอาไปพรหมโลกไม่ได้ ใจต่างหากหล่ะ ไปเป็นเทวดา ไปเป็นอินทร์ ไปเป็นพรหม ใจบริสุทธิ์ ใจไม่ยึดมั่นถือมั่น ปล่อยวางอันนี้ไปพระนิพพาน ถ้าปล่อยวางได้นิดหนึ่งก็ได้เป็นพระโสดาบัน ปล่อยวางได้มากขึ้น คุณธรรมก็สูงขึ้น ปล่อยวางได้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง ก็เข้าถึงพระนิพพาน อนัตตาไม่ใช่พระนิพพาน อนัตตาเป็นทางไปถึงนิพพาน ทางดำเนินไปให้ถึงพระนิพพาน อนัตตาไม่ใช่พระนิพพาน เป็นทางดำเนินไปเพื่อพระนิพพาน พระนิพพานนี้มีสุขอย่างยิ่ง

“นิพพานัง ปรมัง สุขัง” พระนิพพานเป็นสุขอย่างยิ่ง คือสุขที่สุด ใครเข้าถึงมรรคผลชั้นสูงสุดแล้ว ก็เห็นความจริงทั้งหมด ปล่อยวางได้หมด ไม่มีอะไรเหลืออยู่ มีแต่ความสุขล้วนๆ มีแต่ความสบายกายมีแต่ความสบายใจ เพราะไม่ยึดไม่ถือแล้ว ปล่อยวางได้แล้ว หมดความกังวลได้แล้วว่า ตัวตนอันนี้ไม่แน่นอนแล้ว ไม่ยึดไม่ถือแล้ว ก็ถึงความสุขอันแท้จริง

เราทุกคนที่มาปฏิบัตินี้ ก็พยายามกันที่สุด ที่ให้ได้มรรคผลนิพพานขึ้นมาในใจ ได้เป็นพระอริยบุคคล พระโสดาบัน พระสกทาคามี พระอนาคามี พระอรหันต์ ก็ใจดวงเดียวนี้แหละได้บรรลุ ไม่ใช่กายที่ได้บรรลุ กายนี้ไม่บรรลุหรอก ใจเป็นผู้บรรลุมรรคผลนิพพาน ใจนั่นแหละเป็นผู้ถึงความสุขความเจริญ กายนี้เป็นธาตุขันธ์ของโลกนี้ ที่เรารู้กันอยู่ เป็นสมมุติโลกอยู่ เราก็ยังใช้สมมุติโลกอยู่นี่แหละ เจ็บไข้ได้ป่วยก็เห็น พระพุทธเจ้าก็เป็น บางทีก็ปวดท้อง บางทีก็ถ่ายเป็นเลือด ก่อนจะปรินิพพาน โอย! พออ่านถึงตรงนี้ พอฟังถึงตรงนี้แล้ว สงสารพระพุทธเจ้า แต่ไม่ได้สงสารตัวเราเองนะ สงสารพระพุทธองค์ได้จากพวกเราไปแล้ว พอมาเห็นคำสอนของพระองค์ โอย! คำสอนนี้ประเสริฐจริงๆ เราชำระจิตของเราให้บริสุทธิ์ เราเห็นชัดเลย เราวางได้เลย เป็นพระอริยบุคคลเลย

ใครเป็นผู้เป็นพระอริยบุคคล ก็ใจเรานี่แหละเป็นพระอริยบุคคล ใจไม่โลภ ใจไม่โกรธ ใจไม่หลง ใจไม่มีราคะตัณหาอวิชชา กิเลสเหล่านี้ไม่สามารถทำลายจิตใจของเราได้เลย เพราะเราได้ธรรมสูงสุดแล้ว เราพ้นทุกข์แล้ว ผู้ปฏิบัติตั้งใจปฏิบัติ ความจริงอันประเสริฐก็จะเกิดขึ้นแก่ผู้นั้น แล้วหัดปล่อยวางให้มันได้ เรียกว่า วิปัสสนา คือเห็นจริงแจ้งประจักษ์ตามความเป็นจริง นี่แหละ เห็นจริงแจ้งประจักษ์ในอะไร ในสัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะ สัมมาวาจา สัมมากัมมันตะ สัมมาอาชีวะ สัมมาวายามะ สัมมาสติ สัมมาสมาธิ ถ้าเราเข้าใจชัดในอริยมรรคมีองค์ 8 นี้ เราปล่อยวางได้แน่นอน เราละความยึดมั่นถือมั่นได้แน่นอน กิเลสตัณหาไม่สามารถบังคับใจเราได้อีก ใจเราเป็นอิสระ ทางอันนี้พระพุทธเจ้าบัญญัติไว้แล้วตั้งแต่เทศน์กัณฑ์แรก ‘ธัมมจักกัปปวัตตนสูตร’ พระองค์วางแนวปฏิบัติไว้แล้ว

สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ เห็นอะไรชอบ เห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพรากจากจร อันนี้แหละคือความเห็นชอบ เห็นชัด เห็นจริง จนปล่อยวางได้ ใครเป็นคนถึงก่อน พระพุทธเจ้าเป็นคนถึงแล้ว พระองค์จึงเทศนาโปรดพระปัญจวัคคีย์ทั้ง 5 ให้หลุดพ้นจากกองทุกข์ไปได้ ให้ได้เป็นพระอริยบุคคลสูงสุด พระพุทธเจ้าของเราแสดงไว้แล้ว พระองค์ไม่ได้พูดอย่างอื่น ในการเข้าถึงธรรม ได้พูดถึงสัมมาทิฏฐิ สัมมาทิฏฐิ เห็นชอบในอะไร เห็นชอบ ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นของมีอยู่จริงและเป็นจริงตามที่พระพุทธเจ้าทรงสอนไว้

คนเราเกิดมาไม่ตายไม่มี เกิดเท่าไหร่ตายเท่านั้น ที่จะให้คนล้นโลก เหลือโลกหรือเต็มโลก ไม่มีทาง แต่ละวันเราได้ยินเสียงปึ๊ง เขาจุดประทัดดังตึ้มๆ อะไรหล่ะ คนตายแล้ว เขาเอาไปเผา เขาจึงจุดประทัด ไม่นานวันละคนสองคนไปเรื่อยๆ มันจะเหลืออยู่ในโลกนี้ได้อย่างไร มันต้องหมดไปๆ เกิดขึ้นมาใหม่ เสริมขึ้นมาอีก นี่มันเป็นอย่างนั้น คือความจริงนะ สิ่งเหล่านี้

ความจริง ตัวเรานี่แหละ ใจเรานี่แหละ ใจของเรานี่แหละเป็นผู้ถึง เป็นผู้รู้ความเป็นจริง รู้ว่าเป็น รู้ว่าตาย รู้ว่าแก่ รู้ว่าเฒ่า รู้ว่าชราภาพ รู้ว่าเป็นหนุ่มเป็นสาวอะไรต่างๆ ใจเราเป็นผู้ว่า เห็นชัดว่านี่เราอายุ 50 ปีแล้ว โอ้! เรี่ยวแรงของเราก็หมดแล้ว อยู่ยังไงก็ไม่สบาย ต่อมาก็หันหาที่พึ่งเข้าวัดเข้าวา พระก็ไม่รู้จะสอนตรงไหน เพราะว่ามันหมดสภาพแล้ว ค่อยอบรมไป สั่งสมไป ทำความดีไปในที่สุดหลุดพ้นจากกองทุกข์ได้ ด้วยเหตุนี้แหละให้ท่านทั้งหลาย พิจารณาถึงความจริงที่พระพุทธเจ้าสอนไว้ คือสัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบเห็นจริง เห็นความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายนี่แหละ ให้เห็นชอบในส่ิงเหล่านี้

ที่ว่าคนจะล้นโลกไม่มี เพราะมันเกิดมันตายอยู่ตลอด ตอนเราเป็นเด็ก ถามหาคน แต่พอใหญ่มา คนนั้นหายไปแล้ว ไม่รู้ไปไหน เผาทิ้งหน่ะ เป็นฝุ่นเป็นผงไปหมดแล้ว กายนี้ ใจก็ไปสู่อำนาจความดีบ้างความชั่วบ้าง ถ้าทำความดีก็มีความสุข ไปสู่สวรรค์ไปสู่พระนิพพาน ลองพิจารณาดูสิ ไปสู่ภพภูมิอันดี ไปสวรรค์ชั้นฟ้า มีความสุข ใจนั้นหน่ะมีความสุข เป็นอย่างนี้

พระนิพพานมีอยู่ ไม่ใช่ไม่มี ไม่มีพระพุทธเจ้าไม่สอน แต่นี่พระพุทธองค์ทรงสอน เรื่องเล็กๆ น้อยๆ พระองค์รู้หมด เราพิจารณาดูว่าอย่างนี้ โอย! นี่ตัวตนของเรานี่ ตอนนี้ก็แก่แล้วนะ แก่แล้ว อายุ 50 60 70 แล้ว แก่แล้ว แต่ก่อนหนุ่มๆ สาวๆ ก็ยังหน้าตาหน้าดู ตรงนั้นก็ดูได้ ตรงนี้ก็ดูได้ แต่พอแก่เฒ่ามา หนังเหี่ยวหนังยาน พวกที่หาเงินร้อยไหมบ้างอะไรบ้าง หน้าตาก็ตึงขึ้นดีขึ้น แต่ก็อยู่ได้ระยะหนึ่งเท่านั้นเอง หมดฤทธิ์มันก็เข้าเป็นความแก่ความตายเหมือนกัน มันไม่เหลืออยู่ เพราะฉะนั้น ให้พิจารณาเข้ามาที่ตัวเราว่า ตัวเรามีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตายนี่เป็นอย่างนี้ อันนี้คือทางพ้นทุกข์ ถ้าพิจารณาให้เห็นชัดตามนี้ก็พ้นทุกข์ได้

เราให้พิจารณาบ่อยๆ พิจารณาแล้วพิจารณาอีกว่า กายนี้เป็นของไม่เที่ยง เป็นทุกข์ เป็นอนัตตา อนัตตาคือไม่มีตัวตนที่เราจะเข้าไปยึดถือเอาได้ นี่ให้พิจารณาเข้ามาที่ตัวเรา ว่าตัวเราเป็นอย่างนี้แหละ นี่คือวิปัสสนา คือเห็นแจ้งเห็นจริงในตัวตนของเรา เราไม่ยึดไม่ถือ ปล่อยวางได้ ก็พ้นทุกข์ได้ ปล่อยวางไม่ได้ ก็เที่ยวเกิดเที่ยวแก่เที่ยวเจ็บเที่ยวตายอีก นับกัปนับกัลป์ไม่ถ้วน

คนเรานั้นไม่ใช่ว่าเกิดชาติเดียว เกิดแล้วก็แล้วไป ไม่ใช่อย่างนั้น มันเกิดนับภพนับชาติมาไม่ถ้วนแล้ว เป็นอสงไขย เป็นหลายอสงไขย ขนาดพระพุทธเจ้าของเราได้รับพยากรณ์แล้ว ต้องสร้างบารมีต่อจนมาถึงสมัยของพระองค์ พระองค์จึงได้ตรัสรู้ คือ รู้หมดทุกสิ่งทุกอย่าง รู้ทั้งสมมุติรู้ทเด้งบัญญัติ บัญญัติคือแต่งตั้ง หรือผู้ชี้แนะให้เห็นชัดตามความเป็นจริง ให้เห็นตัวตนอนิจจังตามความเป็นจริง อย่างนี้เรียกว่า เรามีสัมมาทิฏฐิในใจแล้ว

สัมมาสังกัปปะ ความดำริชอบ ดำริออกจากกาม ดำริไม่พยาบาท ดำริเพื่อไม่เบียดเบียน ดำริออกจากกาม คิดนึกเรื่องอะไรบ้าง ก็คิดเรื่องกามนั่นแหละ ความสวยความงามนั่นแหละ แต่มันไม่ใช่ ท่านให้ละออกจากกาม ให้หนีออกจากกามให้ได้ กามราคะ หนีออกจากความกำหนัดยินดีให้ได้

พระพุทธเจ้าเรียกคนที่ปฏิบัติยังไม่ได้บรรลุมรรคผลว่า ‘โมฆะบุรุษ’ แปลว่าคนว่างเปล่าไม่มีอะไร อย่างพระที่ทำผิด พระองค์เรียกว่า โมฆะบุรุษ ตำหนิแล้ว แต่ถ้าเป็นพระอริยบุคคล โสดาบันขึ้นไป จนถึงพระอรหันต์ พระองค์ไม่ได้ตรัสว่า โมฆะบุรุษ ตรัสว่า ‘บุตรของเรา’ คือ พระอรหันต์ เป็นพระอริยบุคคล เราเป็นทายาท เราเป็นญาติของพระพุทธเจ้า ให้เห็นชัดลงไป

คนคิดไม่ได้คิดเรื่องอื่นหรอก คิด 3 อย่าง คิดออกจากกาม คิดออกจากพยาบาท คิดออกจากความเบียดเบียน คนเราเป็นอย่างนี้ ให้สังเกตใจของเราให้ดี ใจเรามีความพยาบาทไหม ใจเราคิดถึงความพยาบาทไหม ใจเราคิดออกจากกามไหม ใจเราละกามได้ไหม ละพยาบาทได้ไหม ละความเบียดเบียนได้ไหม ให้สังเกตดู

เมื่อเรากระทบอารมณ์น้อยใหญ่ ใจเราก็มีราคะขึ้นมา มีโทสะขึ้นมา มีโมหะขึ้นมา มีกิเลสตัณหาขึ้นมา ให้เห็นชัดวางไม่ได้ ยังยึดถืออยู่ พระองค์ให้ละกาม ละความโกรธ ละความเบียดเบียน ให้ละส่ิงที่ไม่ดี ให้เห็นเป็นสิ่งดีงาม คือไม่มีราคะ ไม่มีพยาบาท ไม่มีเบียดเบียน นี่ก็เป็นอริยมรรคเหมือนกัน เราคอยสังเกตดูใจเราสิ ใจเราเป็นอย่างไร ใจเรายังยึดถืออยู่ไหม ถ้าไม่ยึดถือก็ปล่อยวางได้ ก็ชื่อว่าเราเข้าถึงธรรมของพระพุทธเจ้าได้

มันไม่ใช่ธรรมดานะ ราคะ ตัณหา มันตามไปจนถึงพระพุทธเจ้า จนได้เป็นถึงพระอรหันต์นะ มันถึงละได้ คนธรรมดาสามัญ มันละไม่ได้หรอก ปฏิบัติธรรมขั้นโสดาบันก็ยังละไม่ได้ เช่น นางวิสาขาเป็นโสดาบัน ตั้งแต่อายุ 7 ขวบ ไปต้อนรับพระพุทธเจ้านำพวกเด็กๆ 500 คน พระพุทธเจ้าแสดงธรรม นางวิสาขาเข้าใจ ปฏิบัติได้ละได้ถอนได้ ได้เป็นพระโสดาบัน พระโสดาบันยังละไม่ได้หมดนะ ยังมีครอบครัวยังมีบุตรมีหลานตั้ง 400 คน ดูสิ มันยังละได้ไม่หมด มันยังข้องอยู่มันยังติดอยู่ จนสุดท้ายได้ฟังธรรมสำคัญจากพระเถระ จึงค่อยปล่อยวาง จึงหลุดพ้นจากกองทุกข์ได้ จึงเป็นพระอรหันต์ได้

พระอรหันต์แล้วไม่มีราคะ ไม่มีโทสะ ไม่มีโมหะ แต่ถ้ายังไม่ถึงความเป็นพระอรหันต์ มันยังมีราคะ โทสะ โมหะอยู่ เราต้องแก้ ต้องปฏิบัติธรรม เรามีโอกาสดีแล้ว ที่เราได้มาฝึกปฏิบัติธรรม มาชำระจิตใจให้บริสุทธิ์ ตายไปแล้วไม่ตกนรกนะ ใจบริสุทธิ์นี่ ไปสวรรค์ไปนิพพานอย่างเดียว ใจใครหล่ะไป ใจของเรานี่แหละไป ใจเราที่เห็นชัดตามความเป็นจริง จึงละได้

อย่างเราหัดอยู่นี่ เราหัดสัมมาสมาธิ คือฝึกให้จิตเป็นสมาธิ ถ้าจิตเป็นสมาธิแล้ว ก็ปล่อยวางได้ มันก็เห็นโทษได้ เห็นชัดในใจได้ เห็นความไม่เที่ยงได้ เห็นความเป็นทุกข์ได้ เห็นความเป็นอนัตตาได้ชัดเจน ให้สังเกตดูใจของเรา มันวางได้ไหม มันวางจากราคะได้ไหม วางจากโทสะได้ไหม วางจากโมหะได้ไหม ธรรมดาๆ วางไม่ได้ ต้องทำจิตของเราให้เป็นสัมมาสมาธิก่อน เมื่อสัมมาสมาธิชัดเจนแล้วดีแล้ว มันก็เห็นชัดตามความเป็นจริง ตามที่พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ อันนี้พิจารณา พิจารณาลงไป พิจารณาให้เห็นความจริง ความแท้ในตัวของเรา ในใจของเรา ให้พิจารณาให้เห็นชัด จนสามารถปล่อยวางได้ จนละความยึดมั่นถือมั่นในโลกทั้งหลายได้ ละความยึดมั่นถือมั่นในตัวตนได้ ปัญญาเกิด แต่จะเป็นถึงขั้นนั้นได้ มันก็ต้องมีสมาธิ

อย่างเราฝึกอยู่นี่ โอย! นั่งเจ็บแข้งเจ็บขา อุ้ย! ทรมานที่สุดเลย สองสามวันแรกนี่ไม่อยากอยู่เลย ขอลากลับบางคน สู้ไม่ได้แล้ว ท่องเที่ยวเวียนวายตายเกิดในวัฏฏะอีก ไม่รู้จักจบจักสิ้น ถ้าเป็นโสดาบันเวียนวายตายเกิดในวัฏสังสารแค่ 7 ชาตินี้เท่านั้นนะ ไม่เกินนี้เลย ไม่เกิน 7 ชาติเลย เอกพีชีชาติเดียว โกลังโกละ 2-3 ชาติ สัตตักขัตตุปรมะ 7 ชาติเท่านั้นแหละ ไม่มีชาติที่ 8 ถ้าเราได้เป็นโสดาบันยังมาเกิดเป็นมนุษย์ได้อีกนะ ปิดอบายภูมิทั้ง 4 ได้ ไม่เทียวเกิดเทียวแก่เทียวเจ็บเทียวตายหลายชาติ เท่านั้นเอง

ถ้าเราเห็นแจ้งประจักษ์ ก็ละได้ ก็เป็นพระอริยบุคคล โสดาบันก็เกิดเพียง 7 ชาติเท่านั้น ถ้าไม่เช่นนั้น เราต้องเกิดต้องแก่เจ็บตายนับกัปนับกัลป์ไม่ถ้วน นานแสนนาน นานมาก เป็นหลายๆ อสงไขยกัป เป็นหลายๆ กัป เราเกิดแก่เจ็บตายตลอด บางทีความดีก็ให้ผล บางทีความชั่วก็ให้ผล เดือดร้อน ย่ำแย่อยู่ในโลกนี่แหละ ไม่ไปไหนได้ ถ้าทำใจของเราให้เป็นสมาธิแล้ว พอเราพิจารณาก็เห็นชัด เห็นชัดก็ปล่อยวางได้ ไม่ยึดถือได้ ถึงความสุขความเจริญได้ ถึงความพ้นทุกข์ได้

คุณธรรมไม่ได้มีแต่โสดาบันนะ โสดาบันนี่มันละกิเลสได้ 25 เปอร์เซนต์ ถ้าสูงขึ้นไปอย่างพระอรหันต์นี่ก็เต็ม 100 เปอร์เซนต์ ก็ละได้เต็ม 100 เปอร์เซนต์ ละได้หมดกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ละได้หมด กระทบอารมณ์น้อยใหญ่ ละได้หมด ไม่ถือมั่นไม่สำคัญหมาย ไม่ลงไปยึดไปถืออีก ไม่วุ่นวี่ไม่วุ่นวาย จิตใจสบาย จิตใจปลอดโปร่ง จิตใจเบา ไม่เข้าไปยึดถืออารมณ์ไหนๆ อยู่ได้ในโลกนี้ เพราะอย่างนั้นให้ตั้งใจปฏิบัติ

ยากแสนยากอย่างไรก็ตาม ขอให้อดให้ทน ถึงจะเหนื่อยขนาดไหนก็ตาม ให้ตั้งใจฝึกสมาธิให้ชำนาญ ให้เป็นสมาธิโดยเร็ว พอเป็นสมาธิ ปัญญามันก็เกิด ปัญญาคืออะไร ก็คือ สัมมาทิฏฐิ สัมมาสังกัปปะนี่แหละ มันเกิดขึ้นในใจ สัมมาทิฏฐิเกิดขึ้นในใจ สัมมาสังกัปปะเกิดขึ้นในใจ มันละได้ มันถอนได้ มันเอากิเลสออกจากใจได้ อย่างพระอรหันต์เอากิเลสจากใจได้หมด

อรหันต์แปลว่าห่างไกลจากกิเลส ผู้ไกลจากกิเลส ถ้ายังเป็นพระอรหันต์ไม่ได้ ก็ยังมีกิเลสอยู่ ถ้าเป็นพระอรหันต์แล้ว ละกิเลสได้หมดเลย ให้พิจารณาเข้ามาที่ตัวเรานี่แหละว่า ใจของเราไกลจากกิเลสหรือยัง ให้หัดสมาธิให้มีกำลัง ก็จะเห็นบัญญัติธรรมของพระพุทธเจ้าว่า พระพุทธเจ้าตรัสไว้นี้ดีจริง ประเสริฐจริง เห็นจริง รู้จริง ปล่อยวางได้จริง ละได้ความยึดมั่นถือมั่น ละได้หมด ไม่มีความยึดถือ ไม่มีความหลง ไม่มีความโกรธ ไม่มีความเจ็บความตายอะไรต่างๆ ไม่มีกิเลสตัณหาเลย ถ้าเราเข้าถึงธรรมแล้ว มันละเอียดขึ้นๆ ตามลำดับ

อย่างปัจจุบัน เราฟังอยู่ ปฏิบัติ ทำตามอยู่นี่ เราก็เห็นว่าใจของเราสบายขึ้น จิตใจเบิกบานขึ้น นั่น! มันได้อะไร มันได้ธรรมะของพระพุทธเจ้า มีธรรมะปุ๊บใจมันสบายทันที อบายภูมิปิดได้หมดเลย เกิดแก่เจ็บตายชาตินี้ ถ้าเป็นพระอรหันต์ก็ชาติสุดท้าย ไม่กลับมาเวียนว่ายตายเกิดในวัฎสงสารนี้อีกเลย ให้พิจารณาให้มันดี เฝ้าดูจิตใจของเรา ว่าจิตใจของเราวางได้ไหม จิตใจของเราเป็นสมาธิไหม ถ้าไม่เป็นก็พยายามทำให้มันเป็น นึกพุทโธ พุทโธไว้ ใจก็เป็นสมาธิได้ หรือนึกอย่างอื่นใจก็เป็นสมาธิได้ แต่อารมณ์อันนั้นไม่ใช่อารมณ์ของกิเลส เป็นเรื่องทั่วไปอะไรอย่างต่างๆ เรายึดแล้วไม่เกิดราคะ โทสะ โมหะ นั่นแหละเอามาปฏิบัติได้หมด อย่างเรานึกพุทโธก็ได้ ลมหายใจก็ได้ ทำใจให้สบายได้ ทำใจให้เป็นสมาธิขึ้นมาได้ พยายามทำไป ปฏิบัติไป ให้เห็นสมมุติโลก เออนี่คน ตัวตนของเรานี้เป็นคน แต่บัญญัติธรรมของพระพุทธเจ้าเรียกว่า ความแก่ ความเจ็บ ความตาย ความพลัดพราก อันนี้คือทุกข์

ใครเป็นคนทุกข์ ใจเราเป็นคนทุกข์ ถ้าเห็นชัดแล้ว ไม่ทุกข์ อย่างเป็นพระโสดาบันนี่ พระเจ้าจักรพรรดิยังสู้พระโสดาบันไม่ได้นะ เป็นพระเจ้าปกครองในโลกนี้ ยังสู้พระโสดาบันไม่ได้ ความเป็นใหญ่ในแผ่นดินยังสู้ความเป็นพระโสดาบันไม่ได้ เป็นใหญ่ในสวรรค์ ในพรหมโลก ก็ยังสู้ความพระโสดาบันไม่ได้ สู้ไม่ได้ ไปสวรรค์ก็สู้พระโสดาบันไม่ได้ พระโสดาบันไม่ใช่เป็นโมฆะบุรุษ เป็นบุคคลที่เที่ยงแท้ต่อการบรรลุมรรคผลนิพพาน มีความเที่ยงแท้แน่นอน เกิดเป็นมนุษย์ เป็นพระเจ้าจักรพรรดิก็สู้พระโสดาบันไม่ได้ พระโสดาบันสามารถปิดอบายภูมิได้ พระเจ้าจักรพรรดิปิดอบายภูมิไม่ได้นะ ฆ่าคนรักษาประเทศชาติบ้านเมือง ทำบาปก็มีทำบุญก็มี ตายแล้วไปไหน ตกนรก แต่พระโสดาบันไม่ตกนรก ตายแล้วสบาย แต่ไม่ใช่ว่าให้โยมพากันตายให้หมดนะ ถ้าตายหมด อาตมาก็กลัวผีหลอกนะ กลัวผีหลอกแล้ว ถ้าตายหมด โอย! ศาลานี้รื้อเลย แต่ไม่เป็นปานนั้นหรอก

ใครอยากตาย ไม่อยากตายสักคน แต่บัญญัติธรรมพระพุทธเจ้าว่า ต้องมีความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย มีความพลัดพรากจากจร ปรารถนาส่ิงหนึ่งแล้วไม่ได้ส่ิงหนึ่งสมความปรารถนา นั่นมันมีอยู่ ให้เราปฏิบัติ ให้สามารถทำใจของเราที่ไม่สงบให้สงบ ทำใจให้สงบ ถ้าทำใจให้สงบได้ ก็เข้าใจในเรื่องมรรคผลได้ ก็วางความยึดมั่นถือมั่นได้ ถึงความสุขความเจริญได้ ให้เข้าใจในสมมุติบัญญัติที่พระพุทธเจ้าตรัสเทศนาไว้ เพื่อโลกนี้ เพื่อคนในโลกนี้จะได้พ้นทุกข์กัน จะได้ถึงความสุขความเจริญกัน ขอให้ตั้งใจปฏิบัติตลอดไป

 
35
1
นาทีในการอ่าน