พรหมวิหาร 4 ธรรมที่เมื่อเข้าใจถูก จะไม่ไร้เดียงสา

พรหมวิหาร4 ธรรมที่เมื่อเข้าใจถูก จะไม่ไร้เดียงสา
S07E01
  • พรหมวิหาร 4 ธรรมที่ไม่มีที่ผิด
  • พรหมวหาร 4 ธรรมที่ไปด้วยกันทั้งหมด เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา
  • พรหมวิหาร 4 ธรรมที่ควรทำความเข้าใจให้ถูกต้องเพื่อนำไปสู่การปฏิบัติที่ถูก ถ้าเข้าใจไม่ถูกอาจกลายเป็นพรหมวิหารแบบไร้เดียงสา
  • เมตตา คือ ความหนักแน่นในความดี เมื่อเจริญแล้วจะละพยาบาทได้ / กรุณา ที่ถูกต้องจะละความเบียดเบียนได้ / มุทิตาที่แยบคาย จะละอิจฉาริษยาได้ / อุเบกขา การวางเฉย แต่ไม่ได้หมายถึงการไม่ทำอะไร อุเบกขาที่ถูกต้องเมื่อเจริญแล้วจะละความประมาทได้
  • หลักเกณท์ในการพิจารณา ก็คือกลับไปที่หลักของกุศลธรรมและอกุศลธรรมที่จะเกิดขึ้น จะช่วยให้พิจารณาแบบไม่ไร้เดียงสา

“ดูกรกาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้น ปราศจากความโลภ ปราศจากความพยาบาท ไม่หลงแล้วอย่างนี้ มีสัมปชัญญะ มีสติมั่นคง มีใจประกอบด้วยเมตตา(..กรุณา, มุทิตา, อุเบกขา..) แผ่ไปตลอดทิศหนึ่งอยู่ ทิศที่ ๒ ทิศที่ ๓ ทิศที่ ๔ ก็เหมือนกัน ตามนัยนี้ ทั้งเบื้องบน เบื้องล่าง เบื้องขวาง แผ่ไปตลอดโลก ทั่วสัตว์ทุกข์เหล่า ในที่ทุกสถาน ด้วยใจอันประกอบด้วยเมตตา (กรุณา มุทิตา อุเบกขา) อันไพบูลย์ ถึงความเป็นใหญ่ หาประมาณมิได้ ไม่มีเวร ไม่มีความเบียดเบียนอยู่ ดูกรกาลามชนทั้งหลาย อริยสาวกนั้นมีจิตไม่มีเวรอย่างนี้ มีจิตไม่มีความเบียดเบียนอย่างนี้ มีจิตไม่ เศร้าหมองอย่างนี้มีจิตผ่องแผ้วอย่างนี้ ย่อมได้รับความอุ่นใจ ๔ ประการในปัจจุบัน”...เกสปุตตสูตร

 

...เมตตาคือหนักแน่นในความดี ละพยาบาทได้ ความกรุณาที่ถูกต้องจะละความเบียดเบียนได้ มุทิตาที่แยบคาย ไม่ใช่มุทิตาที่ไร้เดียงสา จะละอิจฉาได้ อุเบกขาที่ถ้าเราเจริญทำให้มากแล้ว จะทำให้ละความประมาทได้ จะทำให้เกิดความเจริญขึ้นของสติและสัมปชัญญะ...

 

เวลาที่ท่านผู้ฟังฟังรายการธรรมะ ไม่ว่าจะเป็นรายการธรรมะใดๆ หรือว่าอ่านหนังสือธรรมะไม่ว่าจะเป็นหนังสือธรรมะเล่มไหนๆ หรือว่าดูคลิปยูทูปวีดีโอสอนหนังสือนั่นนี่ เรื่องไหนๆก็ตาม ให้นึกน้อมเข้ามาในทางธรรมะท่านผู้ฟัง โดยเฉพาะหนังสือเรื่องราวอะไรที่เป็นไปในทางทำมาหากิน เรื่องการขาย เรื่องการเดินทาง เรื่องสิ่งแวดล้อม หรือว่าเกี่ยวกับการงานใดๆ ให้นึกน้อมมาในทางธรรมะ อ่านหนังสือธรรมะอยู่แล้ว ฟังเรื่องราวที่เป็นธรรมะอยู่แล้ว ก็ให้นึกให้มันมามีความละเอียด มีความรอบคอบ มีความรัดกุม มีการโยนิโสมนสิการ ใคร่ครวญพิจารณาอยู่เป็นประจำ จะทำให้เรามีการพัฒนาได้

สิ่งต่างๆที่มีตาหูจมูกลิ้นกายและใจไปรับรู้ได้ เป็นรูปเสียงกลิ่นรสโผฏฐัพพะธรรมารมณ์เหล่านี้ เป็นทางที่จะให้เกิดธรรมะได้ทั้งสิ้น พระพุทธเจ้าว่าเหล่านี้เป็นประตู เปรียบเหมือนประตูที่จะเปิดรับสิ่งต่างๆภายนอก รอคอย รอคอยราชฑูตที่จะนำข่าวสารมาทางลิ้น ลิ้นนี่นำเสียงไม่ได้นะท่านผู้ฟัง นำรสได้เท่านั้น คุณจะไปรับเสียงด้วยลิ้นนี่ไม่ใช่ แต่รับเสียงด้วยหู รับรสด้วยลิ้น รับกลิ่นด้วยจมูก ช่องทางนี้มีมาเท่านี้เท่านั้น

เมื่อช่องทางต่างๆนี้มีมาเท่านี้เท่านั้น ตามช่องทางของมัน ไม่เสวยผลของกันและกัน อ้าวแล้วราชฑูตจะเข้ามาได้ไง ราชฑูตที่จะนำข่าวสารมาให้เจ้าเมือง กายของเราเปรียบเหมือนเป็นเมืองเมืองหนึ่ง ที่มีวิญญาณเป็นเจ้าเมือง มีตาหูจมูกลิ้นกายเป็นประตู ที่จะเปิดให้ราชฑูตคือสมถะและวิปัสสนา นำข่าวสารตามความเป็นจริงคือนิพพาน ข่าวสารตามความเป็นจริงมาทางเสียงได้ มาเป็นรูปของรสได้ผ่านทางลิ้น มาเป็นรูปของกลิ่นได้ผ่านทางจมูก มาได้ อยู่ที่ว่าเราจะมีสติมั้ย อยู่ที่ว่าเราจะมีความรอบคอบรัดกุมในการที่จะสังเกตุเห็นมั้ย

ว่านี่เสียงที่ผ่านมาทางหูเนี่ย หรือรสที่ผ่านมาทางลิ้น มีราชฑูตมาด้วยอยู่นะ เห็นมั้ย ต้องใช้สติ ต้องมีความรอบคอบ ต้องมีความรัดกุม ในการดูภาพ ในการฟังเสียง ในการนึกคิดเรื่องราวที่เป็นธรรมารมณ์ ความรัดกุมรอบคอบที่เราต้องมีต้องใช้นี้ เป็นสิ่งที่ฝึกได้

บางคนอาจจะคิดว่ามันเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งเห็นได้ยากเป็นอณูอย่างนี้ โอยฉันจะทำอย่างไงๆ ฝึกได้ท่านผู้ฟังฝึกได้ ดูอย่างคนหนาๆในสมัยพุทธกาลมีหลายคน ก็ยังสามารถที่จะฝึกได้ทำได้ ให้เกิดความรู้ความเข้าใจมาในทางที่จะทำให้เข้าถึงนิพพานได้

ซึ่งในกระบวนการนี้ การฟังธรรมตามกาลนี่จะทำให้เกิดความเป็นมงคลความที่จะสามารถให้เราสะสม พระพุทธเจ้าใช้คำว่าเป็นการสะสมสุตตะ คือสะสมอาวุธนั่นเอง สุตตะเรื่องราวคำบอกสอนนั่นนี่ เป็นเหมือนกับอาวุธ ที่เราจะใช้ในยามที่ฆ่าศึกลวงมา เป็นเหมือนกับเมืองที่เขาจะต้องมีอาวุธสะสมไว้ ฆ่าศึกนั้นก็คือ ทุกข์ต่างๆนั่นเอง ทุกข์ที่เกิดจากความแก่บ้างความตายบ้างความเจ็บเหล่านี้มาแน่นอน ถ้ามาแล้วเราจะป้องกันอย่างไร ให้เมืองกายที่มีวิญญาณเป็นเจ้าเมืองของเรานั้นให้มีความผาสุกอยู่ได้ ต้องมีความมั่นคงมีความละเอียดลออในการที่เราจะฝึกทำในการปฏิบัติ

ประเด็นที่ต้องการพูดในวันนี้ เป็นเนื้อหาที่มาในหลายๆพระสูตร มีเกสปุตตสูตรบ้าง ยังมีที่มาในสังยุตตนิกาย และในมัชมนิกายก็มี เป็นเรื่องราวที่ข้าพเจ้าก็เคยนำมาพูดคุยให้ท่านผู้ฟัง ฟังอยู่แล้ว เรื่องของชาวกาลม ที่ว่าอย่าเชื่อเพราะเหตุเพียงสักว่าเล่าตามๆกันมา หรือเป็นเหตุสักว่าผู้สอนเป็นครูของตน สิบอย่างนี่ล่ะนะ แต่วันนี้จะไม่ได้พูดประเด็นเรื่องนี้ท่านผู้ฟัง เพราะว่าอันนี้เราพูดกันไปบ่อยแล้ว หลายๆคนหลายๆท่านก็พยายามที่จะชี้ประเด็นว่า ไม่ใช่ว่าไม่ให้เชื่อ แต่ประเด็นมันสำคัญอยู่ที่ราคะโทสะโมหะ ว่ามีเกิดขึ้นหรือไม่อย่างไร

ประเด็นที่ต้องการที่จะพูดในวันนี้คือ ในส่วนท้ายๆของเรื่องราวตรงนี้ที่ว่า พอคุณไม่ได้จะเชื่อเพราะสิบอย่างนั้น แต่จะต้องดูที่ราคะโทสะโมหะว่ามันมีมั้ย ถ้ามันมี อันนี้ไม่ได้ ถ้ามันไม่มี อันนี้มันดี เอ่ช้าถัดไปอีก พระพุทธเจ้าพูดถึงคุณในข้อที่ว่า ถ้าเรามีจิตทีไม่มีราคะไม่มีโทสะไม่มีโมหะ จะไม่ชักชวนคนไปในการล่วงภรยาผู้อื่น หรือว่าถือเอาทรัพย์ที่เจ้าของไม่ได้ให้ ฆ่าสัตว์หรือแม้แต่กล่าวคำเท็จทั้งๆที่รู้เนี่ย จะไม่ได้ทำไปอย่างงั้น พูดง่ายๆก็คือราคะโทสะโมหะชนิดที่ต้องให้ไปทำผิดศีลเนี่ย เราไม่มี คือมีศีลแล้ว หนึ่งมีศีล หมวดที่สองตรงนี้ที่ต้องการจะพูดถึงในที่นี้ก็คือ “มีพรหมวิหารสี่”

พระพุทธเจ้าตรัสบอกไว้ในเนื้อหาเรื่องราวตรงนี้ บอกว่า พึงมีจิตประกอบไปด้วยความเมตตา เมตตาคือความปราถนาให้สัตว์อื่นๆมีความสุข มีจิตประกอบไปไว้ด้วยกับกรุณา กรุณาคือความปราถนาให้เขาพ้นจากความทุกข์ ตั้งจิตเอาไว้ประกอบจิตเอาไว้อันประกอบไปด้วยกับมุทิตา มุทิตาก็คือความยินดีพอใจด้วยในความสุขหรือความสำเร็จอย่างใดอย่างหนึ่งที่บุคคลนั้นๆสัตว์เหล่านั้นมีขึ้นเกิดขึ้น แล้วก็มีจิตตั้งเอาไว้ด้วยคุณธรรมที่ชื่อว่าอุเบกขา อุเบกขานี่หมายถึงความวางเฉย สี่อย่างนี้ นี้เราเรียกรวมใช้หัวข้อว่า “พรหมวิหารสี่”

และถ้าเราจะเอาหัวข้อเฉพาะเรื่องพรหมวิหารสี่เนี่ยนะ ก็ยังปรากฏอยู่ในอีกเยอะแยะในหลายพระสูตร ไม่ใช่แค่สองสามพระสูตร เรื่องเกี่ยวกับกาลมสูตร เรื่องเกี่ยวกับสิบอย่างที่ผิดไม่ผิดแบบนี้ ไม่ใช่แค่นั้น ยังมีอีกเยอะแยะมากมาย

ตรงจุดที่ว่าคุณธรรมคือพรหมวิหารสี่และก็ศีล สองหัวข้อนี่นะ ศีลแตกได้เป็นห้าอย่างน้อย พรหมวิหารสี่ก็เมตตากรุณามุทิตาอุเบกขา สองอย่างนี้รวมกันเป็นธรรมที่ไม่ผิด คำว่าไม่ผิดนี่คือหมายความว่าไม่ว่าคุณจะเข้าสู่บริษัทไหน ไปที่ใด ไม่มีทางที่จะผิดพลาดได้เลย

อย่างเช่นคุณไปต่างประเทศ แล้วก็ไม่รู้ว่าวัฒณธรรมเขาเป็นอย่างไง ไปตะวันออกกลาง หรือไปแอฟริกา ประเทศที่ไม่เคยไปเลยเนี่ย ถ้าคุณมีสองอย่างนี้ คือมีศีลและมีพรหมวิหารไม่มีทางผิดแน่นอน เข้ากับเขาได้แน่นอน โอเครนะ เขาจะมีวิธีการกราบหรือเคารพคำนับแบบไหนที่ไม่เหมือนเรา หรือการพูดหรือวัฒณธรรมต่างกันอย่างไงก็ตาม แต่ถ้าเรามีสองอย่างนี้ไม่มีทางผิดพลาดแน่นอน ศีลแล้วก็เมตตา

ทีนี้ลำพังเพียงพูดแค่หัวข้อเนี่ยท่านผู้ฟัง คนที่เขามีปัญญาเขาก็จะเข้าใจได้ ลึกซึ้งลงไปในรายละเอียด เช่นกรณีพี่ชายใหญ่ของเรา คือท่านพระสารีบุตร ฟังแค่หัวข้อปั๊วะเท่านั้น อือหือร้อยนัยยะพันนัยยะแบบว๊าปๆขึ้นเลย ในจิตใจของท่าน ในสมองของท่านเนี่ยนะ แต่ว่าบางรูปบางท่านบางคนก็ต้องบอกแล้วบอกอีก ชี้แจงแล้วชี้แจงอีก ให้จำแล้วพุดไปในรายละเอียด อย่างกรณีของพระจุลลปัณฑก ก่อนการบรรลุธรรม โหยจ้ำจี้จ้ำไชบอกสอนอยู่นั่น ก็ยังไใม่รู้ ต้องใช้หลายรอบ พอรู้ขึ้นมาแล้วแจ่มแจ้งนี่มันก็ดี

ทีนี้ในรายละเอียดเรื่องของพรหมวิหารสี่ ที่ในหลายที่บอกเอาไว้แล้วว่าเป็นคุณธรรมของคนที่จะปกครอง เป็นคุณธรรมของผู้ที่จะเป็นใหญ่ เป็นคุณธรรมของผู้ที่จะดูแลกิจการงานนั่นนี่ เช่นเจ้าอาวาส จะต้องมีคุณธรรมสี่อย่างนี้ พ่อแม่ในเรือน เจ้าของบริษัท ผู้จัดการต้องมีคุณธรรมสี่อย่างนี้ คือเมตตากรุณามุทิตาและอุเบกขา พรหมวิหารสี่ หรือใครก็ตามที่มีคุณธรรมคือพรหมวิหารสี่นี้ มีคุณสมบัติที่จะปกครองคนได้ เป็นแม่ทัพได้ เป็นหัวหน้าได้ เป็นผู้จัดการได้ เป็นเจ้าของบริษัทได้ เป็นใหญ่เป็นโตขึ้นมาได้ ว่างั้นเถอะนะ เป็นมารดาบิดาคนได้ คนที่มีคุณธรรมสี่อย่างนี้

ทีนี้มักจะเข้าใจกันผิดพลาดว่า เมตตานี่คือความปราถนาให้เขามีความสุข นี่ใช่อยู่ แปลตรงตัวเลย เมตตาก็มาจากรากศัพท์คำว่าอมิตตะ หมายความว่าคำว่ามิตรแล้วก็คำว่าเมตตาก็มาจากรากศัพท์คำเดียวกัน ซึ่งมีความหมายถึงความรักมีความพอใจมีความใคร่มีความที่มองกันก็ด้วยสายตาแห่งคนรักใคร่กันเป็นอยู่

ทีนี้พอเราฝึกปฏิบัติในเรื่องของพรหมวิหารสี่ เนื่องจากจิต จิตของคนเราที่ยังมีอวิชชาอยู่ มีตัณหาอยู่ มีความยึดถืออยู่ ด้วยอำนาจของอวิชชาตัณหาอุปาทาน ราคะโทสะโมหะบางทีมันก็พ่วงตามมาด้วย ทำให้มันไม่เป็นทางสายกลาง

เอาใหม่ก่อนนะ

พรหมวิหารสี่เป็นทางสายกลางแน่นอน เป็นหนึ่งในอริยมรรคมีองค์แปด อยู่ตรงไหนของมรรคลองไปคิดกันดู เป็นธรรมะที่พระพุทธเจ้าบอกว่าเป็นการค้ำจุนโลก ทีนี้ด้วยจิตที่ยังไม่เป็นกลาง คือจิตที่มีอวิชชาตัณหาอุปาทาน มันก็จะดึงจิตของเราให้ไปตันตึ๊กสุดโต่งข้างใดข้างหนึ่ง ไม่ให้ไปทางกลางๆได้ ไม่ให้เป็นทางที่จะให้ไปเกิดในมรรคแปดได้

ทำให้เวลาเราฟังเรื่องเมตตา หรือว่าฉันจะมีเมตตาล่ะนะ กับทุกคนเลย กับสัตว์ทุกประเภท ก็เลยด้วยความที่ยังมีอวิชชาอยู่บ้าง ตัณหาบ้าง เข้าใจผิดบ้างเนี่ย ก็เลยงั้นก็ตามใจทุกคนหมดทุกอย่าง ใครอยากได้อะไรก็ให้ มีจิตด้วยเมตตา ใครอยากทำอะไรก็ทำ โจรมาเหรอก็มีเมตตากับมัน ให้ทรัพย์สินกับโจรบ้าง โจรจะเอาชีวิตเหรอ ก็ให้ชีวิตโจรบ้าง โหย อย่างนี้ไม่ใช่เมตตานะท่านผู้ฟัง อันนี้มันคือไม่ฉลาด

...เมตตาไม่ใช่ว่าตามใจหมดทุกอย่าง...

เมตตาเอาใหม่นะ หมายถึงความปราถนาให้สัตว์อื่นมีความสุข สมมุตโจรจะมาปล้นเรา หรือว่าลูกของเราอ่ะ ลูกของเรามันจะเล่นเกม จะไปคบเพื่อนชั่ว จะไปในทางไม่ดี จะเสพยาเสพติด เออ ตามใจลูกนะ อยากให้ลูกมีความสุข นั่น ความคิดนี้ผิดนะ อันนั้นเขาไม่เรียกเมตตา อันนั้นคือโมหะเต็มๆ ความโง่เต็มๆ ความเข้าใจผิดเต็มๆ เพราะอะไรทำไมถึงเป็นอย่างงั้นได้ เพราะอวิชชาครอบงำไว้คิดว่านี่คือเเมตตา ทำความชั่วในนามของความดี ไม่รู้ไม่เข้าใจ ทำให้เข้าใจว่าไอ้ที่ทำผิดน่ะมันเป็นชื่อของสิ่งที่ถูก แต่ทำความไม่ถูก ในชื่อของสิ่งที่ถูก มันจะไปถูกได้อย่างไง

อย่างเช่นแม่ ลูกฝึกเดินอยู่ เดินแล้วก็ล้มแผละๆ ลูกยังเล็กอยู่นี่นะ เริ่มฝึกเดิน เอ๊ะล้มเผละอยู่เรื่อยเลยลูก โอ๊ย..ลูกมีความทุกข์อยากปราถนาให้ลูกมีความสุข ทำอย่างไง เอางี้นะลูกนะ ลูกไม่ต้องเดินแล้วล่ะ เดี๋ยวแม่จะอุ้มลูกตลอดชีวิต แม่รักลูกที่สุดเลยนะ ความรักแบบนี้มันไม่ได้เรื่องนะท่านผู้ฟัง

ไม่ใช่ว่าตามใจหมดทุกอย่าง แต่คนที่มีคุณธรรมคือพรหมวิหารสี่ จิตมีความเป็นใหญ่นะ เขาจะมีความหนักแน่น ความหนักแน่นในเมตตาในที่นี้ หมายถึงความหนักแน่นในความดี ความหนักแน่นในความดีคือสิ่งที่เป็นกุศล เพราะอะไร เพราะสิ่งที่เป็นกุศลจะนำสุขมาให้ นำสุขมาให้ทั้งตนเอง นำสุขมาให้ทั้งผู้อื่น นำสุขมาให้ทั้งสองฝ่าย คนที่มีเมตตาเขาจะมีความหนักแน่นในความดี

ถ้าจะมีความไม่ดีเกิดขึ้นเพราะการตามใจ เพราะการให้อยู่สบายๆ แล้วอกุศลธรรมจะเกิดขึ้น คนที่เขามีเมตตาจะไม่ได้อยู่สบายหรอก เขาจะต้องอยู่ลำบาก เขาจะต้องสร้างความลำบาก เขาจะต้องสร้างสิ่งแวดล้อมทั้งตัวเองผู้อื่นให้อยู่ในความลำบาก เพื่ออะไร เพื่อที่จะให้เกิดสิ่งที่เป็นกุศลธรรม เอ้าทำไมล่ะ ก็เพราะบางคนอยู่สบายแล้วอกุศลธรรมมันเกิด เปรียบไว้กับลูกศรมันงอ ถ้าลูกศรที่งอๆ เออก็ให้ลูกศรอยู่สบายๆแต่งอๆ เดี๋ยวเอาไปยิงไปใช้งาน เดี๋ยวมันก็ดีได้เอง คิดแบบนี้มันมองโลกสวยเกินไป ไอ้คนโลกสวย เขาก็พูดว่าเป็นโลกสวยแบบไร้เดียงสา ภาษาอังกฤษเขาใช้คำว่า naive-optimistimism คือคิดว่ามันจะดีขึ้นมาเอง สิ่งต่างๆนะ สิ่งต่างๆมันจะไปดีขึ้นมาเองโดยไม่มีเหตุไม่มีปัจจัย หรือเราเข้าใจเหตุปัจจัยไม่ถูก มันไม่ได้หรอกท่านผู้ฟัง มันไม่ใช่

ถ้าเราไม่หนักแน่น ถ้าเราไม่มั่นใจ ถ้าเราไม่จริงจัง ในความดีกุศลธรรมอย่างใดอย่างหนึ่งเนี่ย มันไม่เกิดหรอก ที่ว่าแผ่เมตตานี่ก็คือตามใจ อะไรจะดีก็ดี อะไรจะทำก็ทำ ถ้าไม่ทำดี ก็ทำเถอะ แน่ะ มันไม่ถูกท่านผู้ฟัง แต่คนที่มีเมตตาอย่างที่ถูก ไม่ใช่แบบไร้เดียงสา จะช่วยละพยาบาทได้ด้วยนะ เมตตานี่นะ แล้วก็ยังจะช่วยละพวกอวิชชานี่ได้ด้วย ความไม่รู้ไม่เข้าใจที่ไม่ถูก หรือความรู้ความเข้าใจที่ผิดพลาดคลาดเคลื่อน ก็ละได้

เพราะงั้นเมตตาหมายถึงความหนักแน่นในกุศลธรรมความดี ถึงแม้บางครั้งบางคราวอาจจะอยู่ลำบากบ้าง ดำรงตนอยู่ในความลำบาก แต่เพื่อความดีที่จะนำความสุขมาให้ เขาก็ยังดีได้อยู่ได้

ในข้อที่สองคือความกรุณา ความกรุณาที่แปลกันว่าปราถนาให้เขาพ้นจากความทุกข์ อันนี้ก็แปลถูกอยู่นะ สัตว์ใดมีความทุกข์อยู่ โอ๊ย ก็ให้พ้นทุกข์เถอะน่า ก็จะมาด้วยกันละกะเมตตา พ้นทุกข์ก็ขอให้มีความสุข มีสุขอยู่แล้วในความเมตตา ก็ขอให้มีความสุขมากยิ่งขึ้น ถ้ามีความทุกข์อยู่ ก็ขอให้พ้นทุกข์ นี่คือในส่วนที่เป็นกรุณา

ในกรุณา คนที่มีความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ เราจะช่วยให้เขาพ้นทุกข์ เราก็ไปช่วยเขาโขมยของ หรือว่าช่วยเขาโกง แล้วเขาจะได้พ้นจากความทุกข์สักที เอาเงินมาใช้จ่ายได้ อันนี้คือไม่หนักแน่นในความดีนะ

สร้างความไม่ดีโดยเอาชื่อของความกรุณามาเป็นข้ออ้าง สิ่งที่เป็นอกุศลธรรมก็เกิดขึ้นเพราะในนามอ้างถึงความกรุณานั้น ด้วยความที่จะให้เขาพ้นจากทุกขเวทนา แต่อกุศลธรรมเพิ่มขึ้น แล้วความทุกข์มันจะไปหมดได้อย่างไง ความทุกข์ก็ยิ่งมีมากขึ้น

หรือเรื่องราวที่เราอาจจะเคยอ่านในนิทานอีสป เสือมันตกลงไปในบ่อ ไม่รู้มันลงไปได้อย่างไงล่ะ บ่อลึกสี่ห้าเมตร มันกระโดดขึ้นไม่ได้ อยู่ไปหลายๆอาทิตย์ไม่มีอาหารกินก็ผอมซอมซ่อ มีแต่น้ำกินในบ่อนั้น โอวคนไปเห็น โอวสงสารเสือจับใจ ด้วยความกรุณา นี่คือกรุณาแบบไร้เดียงสานะ ด้วยความกรุณาแบบไร้เดียงสาก็ไปช่วยเสือขึ้นมา เสือขึ้นมาปุ๊บ มันเเริ่มรู้อะไรๆเข้าใจแล้วว่า โอนี่ฉันออกจากบ่อได้แล้ว หิวมากเลยเนี่ย หิวมากทำอย่างไงอ่ะ เอ้าคนอยู่ตรงนี้นี่ เอ้าฟาดซะเลย จะจับคนที่ช่วยนั่นแหละกิน

ชาวนากับงูเห่า ก็เหมือนกัน โอวงูหนาวมากเลย ชาวนาเห็นก็สงสารมันจับใจ เปียกฝนด้วย ด้วยความกรุณาแบบไร้เดียงสา ก็เลยไปอุ้มงูมากอดไว้อุ่นๆ ให้มันแบบว่ามีกำลังเพิ่มขึ้น พองูมันรู้สึกตัวขึ้นมานะ มันก็ฟาดชาวนานั่นแหละ จับเป็นอาหารซะ

ความกรุณาแบบไร้เดียงสาเนี่ย นี่ก็ไม่ถูก แต่ความกรุณาคืออะไร ก็แปลที่แปลถูกแล้ว ความปราถนาที่ต้องการให้สัตว์อื่นพ้นจากความทุกข์ พ้นจากความทุกข์ด้วยอะไรท่านผู้ฟัง ละความชั่ว ความชั่วสิ่งที่เป็นอกุศลธรรม ถ้ามีอยู่ นำความทุกข์มาให้แน่นอน ถ้าไม่มีมรรคแปดนำความทุกข์มาให้แน่นอน เอ๊ะจะทำไงให้เขาละมิจฉามรรคได้ นี่คือความกรุณานะ จะทำอย่างไงให้เขาละสิ่งที่เป็นอกุศลธรรมได้ ความที่เขาทำชั่วทำไม่ดีกับเราอย่างใดอย่างหนึ่ง โอยถ้าเราจะไปคิดให้เขาฉิบหายให้เขาไม่ดี คิดเบียดเบียนเขา สิ่งเหล่านี้จะละได้ด้วยเมตตาที่ถูกต้อง ด้วยกรุณาที่ถูกต้อง คือเมตตาก็ช่วยละพยาบาทได้ กรุณาก็ช่วยละความคิดในทางเบียดเบียนได้

ถ้าเรายังมีความคิดในทางพยาบาท แหมคนนี้นะไม่ชอบเลย ขอให้มันฉิบหาย ขอให้มันไม่ดี ขอให้มันตาย นี่คือพยาบาทนะ นี่คือความคิดเบียดเบียนนะความคิดแบบนี้ เราจะละได้ ให้มีเมตตา ให้มีกรุณา โอวถ้าเขาทำไม่ดีอย่างใดอย่างหนึ่งอยู่ ใช่มั้ย แล้วเราปราถนาให้เขามีความทุกข์เนี่ยให้มันได้รับกรรม ให้มันเร็วๆ ให้มันหนักๆ เราจะละความคิดนี้ได้นะ ด้วยความกรุณาที่ถูกต้องว่า

เขาทำชั่วอยู่เนี่ยมีความทุกข์อยู่ มีความทุกข์อยู่ โอวทำอย่างไงเขาถึงจะพ้นจากทุกข์ ได้ นี่คือความกรุณาที่ถูกต้องนะ ถ้าเรามีความกรุณาที่ถูกต้องในคนที่ทำความชั่วอย่างใดอย่างหนึ่งที่ไม่ดีกะเราหรือกับใครก็ตาม เรามีความกรุณาที่ถูกต้อง จะช่วยละความคิดในทางเบียดเบียนกับบุคคลนั้นได้

บางคนไม่ชอบนักการเมืองคนนี้ บางคนไม่ชอบสิ่งแวดล้อมแบนี้ บางคนไม่ชอบหน้าคนนั้น ถ้าคุณตั้งความกรุณาไว้ถูก ความคิดในทางเบียดเบียนกับคนนั้นจะลดไปได้ ถ้าเราไม่พอใจไอ้หมอนี่ มีความพยาบาทกับบุคคลนั้น ถ้าเราตั้งเมตตาไว้ถูก ความพยาบาทนั้นจะละไปได้

คุณธรรมคือเมตตากรุณาที่พูดไปสองอันตอนต้นเนี่ย เป็นสิ่งที่ดีมากๆ เราควรเอามาทรงทำไว้ในจิตของเรา แต่เนื่องจากจิตของเรา อย่างที่ว่าไว้ว่ายังมีตัณหาอุปาทานอวิชชาอยู่ ทำให้เวลาที่สิ่งดีๆปนใส่เข้าไป เหมือนน้ำดีมา เข้ามาในน้ำเสียเพื่อที่จะดันน้ำเสียออกไป เออบาทีมันมีส่วนที่ผสมกัน ทำให้น้ำดีบางทีก็กลายเป็นสีเทาๆ เริ่มเสียไปตามน้ำเสีย ทำให้บางทีบางครั้งบางความคิดมันเพี้ยนๆไป ไปตันสุดโต่งในอีกข้างหนึ่ง หรือว่าอีกข้างหนึ่ง นี่คู่นี้ หรืออีกคู่นั้น ไปได้ในทุกๆทางที่ยังเป็นความไร้เดียงสาของเมตตาบ้างของกรุณาบ้าง เพราะงั้นเราค่อยๆปรับ ค่อยๆปรับ ค่อยปรับมาตามให้ถูกทางแล้ว จะทำให้เราอยู่ในมรรคแปดได้

ส่วนมุทิตาและอุเบกขา มุทิตาก็คือความที่ยินดีด้วยกับความสุขอย่างใดอย่างหนึ่งที่เขามีเขาได้เขากระทำ ถ้าเราทำมุทิตาอย่างไม่ถูกต้องนะ เราก็จะมีความคิดว่า ฉันดีเท่าเขา ฉันดีกว่าเขา ฉันต่ำกว่าเขา บางทีมันอาจจะมีความคิดแบบนี้อยู่ นั่นคือมานะ มานะที่ว่าเราดีไม่เท่าเขา หรือเราดีกว่าเขา หรือเราดีเสมอเขา ความคิดนี้ถึงแม้ว่าปากจะพูดอยู่ว่ามีมุทิตาๆ แต่ก็เป็นมุทิตาแต่เพียงในนาม ยังไม่ได้เป็นมุทิตาชนิดที่มีความแยบคายรัดกุมรอบคอบพอ เพราะอะไร เพราะมุทิตาจริงๆจะช่วยละความอิจฉาริษยาในกรณีที่เขาได้ดี ช่วยละมานะ ความคิดที่ว่าเขาสูงกว่าต่ำกว่าเสมอเรา นั่นคือทำได้อย่างถูกต้องนะ แล้วที่ทำถูกต้องนี่ทำอย่างไง

กลับมาที่หลักการเดิมว่า ความดีคืออะไร ความสุขคืออะไร ความดีความสุขนั้นคือกุศลธรรม ถ้าเขาสามารถทำสิ่งที่เป็นกุศลธรรมอยู่ได้ทรงอยู่ได้เนี่ย โอวดีมากๆ ไม่ว่าเขาจะร่ำรวยยากจนมีชื่อเสียงแต่งตัวสวยงาม หรือว่าหน้าตากักขฬะขี้เหร่ก็ตามเนี่ย ถ้ามีกุศลธรรมนี่ ยินดีไปเลย มีมุทิตาด้วยเลย เป็นธรรมทายาทเลย ทรงอยู่ในธรรมเลย จิตใจเราจะไม่ได้ไปคิดว่าไปอิจฉาริษยาเขา หรือว่าจะคิดต่ำสูงกว่าเขาได้เลย ใครทำดีนี่ดีเลย ตัวเราทำดีหรือยัง

ถ้ามีมุทิตาที่โดยแยบคาย ไม่ใช่มุทิตาที่ไร้เดียงสา ความที่จิตเราจะทรงอยู่ในกุศลธรรม มีความที่ยินดีด้วยความที่จริงใจ ไม่รู้สึกน้อยเนื้อต่ำใจ ไม่รู้สึกอิจฉาริษยา มันจะเกิดขึ้นได้ จะมีได้

แล้วนะก็ไม่ใช่ว่า เขาทำความชั่วแล้วได้ชื่อเสียงได้สุขเวทนาอย่างใดอย่างหนึ่ง โอวจะไปมุทิตาจิตกับเขา แสดงความยินดีกับเขา โหยนั่นก็เรียกประจบสอพลอในนามของมุทิตาเท่านั้นเอง จะทำกุศลธรรมให้เกิดขึ้นไม่ได้

ในเรื่องอุเบกขาก็เหมือนกัน อุเบกขาแปลว่าความวางเฉย ความวางเฉยไม่ใช่ว่าไม่สนใจอะไรนะ ถ้าอุเบกขาแบบไร้เดียงสานี่ก็ ไม่สน ไม่ว่า ไม่ดุ ไม่ด่า ทำอะไรก็ทำ ไม่ยุ่งด้วย นี่ เขาไม่เรียกอุเบกขาเลย อันนี้เขาเรียกว่าไม่แคร์ไม่สนใจกัน พระพุทธเจ้าเปรียบเทียบเหมือนกับวัวควาย ปศุสัตว์นี่อยู่ใต้ถุนเรือน สมัยก่อนตามบ้านนอกเขาเลี้ยงฝูงโคฝูงปศุสัตว์ไว้อยู่ใต้ถุนเรือน เป็นร้อยๆตัว เวลาที่มันอยู่ใต้ถุนเรือนเนี่ย ตัวหนึ่งเป็นแผล ตัวหนึ่งขาหัก ไม่มีตัวไหนดูแล ไม่พูดกันด้วย ไมู่แลกันด้วย เหมือนเคยตำหนิพระ ที่ไม่พูดคุยไม่ดูแลกัน อยู่ในอาวาสเดียวกันก็ตามเนี่ย เอ้าทำไมทำอย่างนี้ ทำเหมือนปศุสัตว์ ไม่ดูไม่อยู่ไม่แลกัน ไม่ได้ อุเบกขาไม่ใช่อย่างนั้น

อุเบกขาที่แปลว่าความวางเฉย หมายความว่า เวลาที่มีอะไรที่ไม่น่าพอใจ ผัสสะที่ไม่น่าพอใจ เช่นคนด่าคนว่า เจอสิ่งที่ไม่น่าชอบใจ หรือเจอผัสสะที่น่าพอใจ โหเสียงเขายกย่องสรรเสริญเยินยอ คุณก็สามารถมีติตที่จะวางเฉย ไม่ให้จิตนั้นมีความเพลิดเพลินลุ่มหลงยินดีพอใจไปตามเสียงเยินยอ ไปตามความสุขที่มากระทบ ไปตามผัสสะที่น่าพอใจเหล่านั้น สามารถที่จะวางจิตให้อยู่เฉยได้ วางเฉยได้ ไม่มีความหวั่นไหว ไม่มีความขยะแขยงเกลียดชัง ไม่พอใจ ด่ากราดนั่นนี่ ไปตามผัสสะที่ไม่น่าพอใจที่มากระทบ คุณสามารถที่จะวางเฉยได้ นี่นะ นี่คืออุเบกขานะ อุเบกขาไม่ใช่ไม่สนไม่ด่าไม่ว่า ไม่ใช่ แต่สามารถทำงานที่ชอบใจก็ได้ โดยไม่เล่อเหลิงไม่หลง

บางคนนี่ได้งานที่มีอำนาจมากขึ้น แต่ถ้าไม่มีอุเบกขานะ จิตจะเพลินไป เผลอไป หลงไป คือว่าหลงอำนาจ หลงยศตำแหน่ง ตอนแรกก็ดี ตอนก่อนที่จะได้ตำแหน่ง ตอนก่อนที่จะได้อำนาจ ตอนก่อนที่จะขึ้นมาทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง แต่ถ้าไม่มีอุเบกขานะ จิตที่จะวางเฉยก็ทำไม่ได้เนี่ย พอได้ปุ๊บ เริ่มมีคนกราบไหว้ เริ่มมีคนยกย่องบูชา อุเบกขาไม่ได้นี่ก็เผลอ หลงอำนาจ หลงตำแหน่ง หลงยศ หลงการกราบไหว้ อันนั้นไป ไม่ใช่แค่เพียงในทางด้านที่พอใจ ด้านที่ไม่พอใจก็เหมือนกัน ด้านที่มักจะเผลอกันก็คือด้านที่ความรักใคร่พอใจกำหนัดยินดีนั่นแหละ อุเบกขาไม่ได้เลย เผลอเพลินหลงไป เอ้าด้านที่ไม่น่าพอใจ ถ้าเผลอเพลินหลงไปก็ทำให้เกิดพยาบาทไม่พอใจ เราต้องเอาอุเบกขามาอุดเอาไว้ เบรคเขาจึงเอาไว้ที่ขา ให้เบรคขาๆ นี่นะ เบรครถยนต์นี่

อุเบกขาคือความวางเฉยที่จะเบรคจิตของเราให้ไม่ไปในทางต่ำ ต่ำทั้งด้านที่สุขเวทนา ผัสสะที่น่าพอใจให้เกิดความเพลิดเพลินลุ่มหลง ไม่ไปทางนั้น หลงไป ไม่ไป ไม่ไปทางต่ำที่จะให้เกิดความขยะแขยงไม่พอใจตามผัสสะที่ไม่น่าพอใจ ไม่ไปทั้งนั้น เบรคเอาไว้ เบรคจิตเอาไว้ อย่าของขึ้น อย่าด่าคน แต่ให้มีอุเบกขา

คำว่าไม่ด่าไม่ว่าอะไร เป็นสำนวน ไม่ใช่หมายความว่าคุณจะไม่พูดอะไรเลยอุเบกขาอย่างเดียว แต่หมายความว่าหน้าที่ที่ควรจะต้องทำ

ของเช่นถ้าเป็นพ่อแม่ ก็ต้องห้ามลุกเสียจากบาป ให้ลูกตั้งอยู่ในความดี ถ้าเป็นครูบาอาจารย์เป็นสมณะเป็นพระเจ้าพระสงฆ์ ก็ต้องห้ามฆราวาสนั้นจากบาป ให้ตั้งอยู่ในความดี บอกทางสวรรค์ให้ ซึ่งในกระบวนการห้ามเสียจากบาปให้ตั้งอยู่ในความดีนี่ เราไม่ควรมีมิจฉาวาจา มิจฉาวาจาไม่ใช่ว่าไม่ด่าไม่ว่า

คำว่าไม่ด่าไม่ว่าเป็นสำนวน ในที่นี้หมายความว่าต้องมีการเตือนกันมีการบอกกันให้ตั้งอยู่ในความดีได้ แต่อย่าใช้มิจฉาวาจา

ถ้าคุณมีมิจฉาวาจาเกิดขึ้นเมื่อไหร่ นั่นคืออุเบกขาหลุดแล้ว หลุดแล้ว ทำอย่างไง ต้องตั้งสติเอาไว้
เพราะงั้นอุเบกขาจะทำให้เกิดความไม่ประมาท เพราะอะไร เพราะเราตั้งสติเอาไว้ได้

เพราะงั้นถ้าอุเบกขาที่ถ้าเราเจริญทำให้มากแล้ว จะทำให้ละความประมาทได้ ความประมาทความพลั้งเผลอเราจะละได้ เป็นคุณธรรมที่จะทำให้เกิดความเจริญขึ้นของสติและสัมปชัญญะ

ในหัวข้อพรหมวิหารสี่ทั้งสี่ข้อนี้ เราต้องอย่าไปไร้เดียงสาดูแค่เฉพาะตามหัวข้อ แต่ต้องดูถึงการใช้งาน ดูถึงการที่เราจะนำมาปรับปรุงอย่างไงให้มีกุศลธรรมเกิดขึ้นในจิตของเรา ให้มีความรัดกุมแยบคายรอบคอบ ไม่หละหลวม ให้ใช้ด้วยกัน เป็นธรรมะที่มาในหมวดเดียวกัน เวลาพระพุทธเจ้าพูดถึงเมตตา ถ้าไม่ได้ล่าวถึงกรุณามุทิตาอุเบกขา ก็ให้เข้าใจว่ามีด้วย โดยส่วนใหญ่ท่านจะพูดยกสี่อันนี้มาด้วยกัน

107
1
นาทีในการอ่าน