ระลึกถึงคุณความดี ด้วยปัญญา

  • หากต้องการให้ไตรสิกขาหรือมรรคมีองค์แปดถึงพร้อม ควรปฏิบัติตนอย่างไร
  • ความคุ้นชินและความเบื่อเซ็ง จะทำให้สัตว์นรกทุกข์น้อยลงหรือเทวดาในสวรรค์สุขน้อยลงได้หรือไม่ อย่างไร

 

คำถาม 1: จะปฏิบัติอย่างไรให้ไตรสิกขาหรือมรรคมีองค์แปดถึงพร้อม หรืออยู่รวมกันไม่ได้แยกจากกัน ซึ่งจะขจัดขัดเกลากิเลสได้ในทุกๆ ระดับ

คำตอบ 1: ธรรมะทุกอย่างจะถูกรวมลงอยู่ในอริยมรรคมีองค์แปด ดังนั้นการจะทำให้ธรรมะเกิดขึ้นได้ก็โดยการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปดนั่นเอง ซึ่งคุณประโยชน์จากการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปดจะประกอบไปด้วย

  1. ขจัดขัดเกลากิเลส ตัณหา และอวิชชาได้แน่นอน
  2. ทำให้เข้าใจเรื่องทุกข์ได้อย่างถูกต้อง
  3. ทำให้ “นิโรธ” หรือความดับไม่เหลือของทุกข์เกิดขึ้นได้

สิ่งที่จะทำให้เรามีปัญญาสามารถรู้แจ้งในอริยสัจสี่ได้อย่างชัดเจน ถึงพร้อมด้วยอริยมรรคมีองค์แปดหรือไตรสิกขาได้จะต้องมีที่พึ่งอันเกษมซึ่งก็คือ ตั้งสติและมีพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์เป็นสรณะ (ที่พึ่ง ที่ระลึกถึง) โดยเริ่มจาก “ศรัทธา” ซึ่งเป็นพื้นฐาน เป็นต้นทุนเพื่อที่จะทำให้เกิดฉันทะ (ความพอใจ) ในการปฏิบัติขึ้นได้

 

“ธรรมทั้งหลายมีฉันทะเป็นมูลราก”

 

- - ตอบคำถาม : คุณมณี

 

คำถาม 2: ผู้ถามต้องการทราบว่า ในนรกสัตว์นรกบางตัวยิ่งอยู่นานยิ่งเป็นทุกข์น้อยลง จริงหรือไม่ และในสวรรค์เทวดาบางองค์ยิ่งอยู่นานยิ่งเป็นสุขน้อยลง จริงหรือไม่ ที่ถามเช่นนี้เนื่องมาจากความชิน และความเบื่อเซ็ง ไม่ใช่เบื่อหน่ายคลายกำหนัด

ซึ่งผู้ถามมีความเห็นเกี่ยวกับนรกว่า สัตว์นรกได้รับโทษเป็นกิจวัตรประจำ เช่น ถูกแทงด้วยหอก ลงกะทะที่มีน้ำร้อนจัด ปีนต้นงิ้ว เป็นต้น การที่ได้รับความทุกข์อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่เรื่อยเป็นประจำ จะเกิดความชินสะสมทีละนิด เช่นเดียวกับคนที่ทำงานกลางแดดเป็นประจำ ตอนแรกก็จะรู้สึกว่าร้อนมาก อีกหลายวันถัดมาจะรู้สึกว่าร้อนน้อยลงเพราะชินเข้า คนที่นั่งสมาธิตามรูปแบบตอนแรกก็จะปวดขาบ้าง ปวดหลังบ้างแต่ถ้าทำเป็นประจำอาการปวดเหล่าน้ันจะน้อยลงไปเรื่อยๆ เพราะเริ่มชินเข้า

ในกรณีของสัตว์นรกถูกแทงด้วยหอกทุกวัน วันละ 1,000 คร้ัง เป็นเวลา 1,000 ปี ถูกแทงคร้ังแรกก็จะเจ็บมากแต่เมื่อถูกแทงครั้งที่ 1,000 ความเจ็บจะน้อยลงบ้างเพราะเริ่มชินเข้า ยิ่งชินมากขึ้นเท่าไร ความเจ็บปวดก็น้อยลงเท่านั้น สรุปว่ายิ่งชินเข้าทุกข์เวทนาก็น้อยลงเท่านั้น และถ้าเวลาผ่านไปเป็น 100 ปี เป็น 1,000 ปี เวทนาที่ได้รับอาจกลายเป็นอทุกข์ อสุขเวทนา คือไม่รู้ว่าเป็นทุกขเวทนาหรือสุขเวทนา และถ้าความชินพัฒนากลายเป็นความอดทนแบบขันติธรรมก็จะดีมาก หรือถ้าสัตว์นรกบางตัวถูกแทงไปแค่ 5 ครั้งแล้วทนพิษบาดแผลไม่ไหวตายไปก็ยิ่งดี เพราะจะได้พ้นจากภพนรกไปเกิดในภพอื่นแทนซึ่งดีกว่าภพนรก ดังนั้นในนรกสัตว์นรกยิ่งอยู่นาน ยิ่งชินกับทุกข์เวทนามากขึ้นเรื่อยๆ และยิ่งเป็นทุกข์น้อยลงตามความชินที่สะสมมากขึ้น

ในสวรรค์ชั้นที่ความสุขได้รับมาจากกาม หรือที่เรียกว่ากามสุขน้ัน เทวดาในชั้นนี้ยิ่งอยู่นานเข้า ยิ่งเป็นสุขน้อยลง เนื่องจากความเบื่อเซ็ง ไม่ใช่เบื่อหน่ายคลายกำหนัด การที่ได้รับความสุขทางกามอย่างใดอย่างหนึ่งบ่อยๆ จะเกิดความเบื่อเพิ่มขึ้นทีละนิด ยิ่งเบื่อมากขึ้นเท่าไรสุขเวทนาที่ได้รับก็น้อยลง ในที่สุดอาจกลายเป็นอสุข อทุกข์เวทนา คือไม่รู้ว่าเป็นสุขเวทนาหรือทุกขเวทนา เช่น ถ้าได้รับโทรศัพท์มือถือรุ่นใหม่มาในตอนแรกก็รู้สึกชอบอกชอบใจ คือเป็นสุขเวทนา แต่พอเวลาผ่านไปซักระยะหนึ่ง จะเริ่มเบื่อเข้า ยิ่งเบื่อมากเท่าไรก็ยิ่งเป็นสุขน้อยลงเท่านั้น เป็นต้น

ในกรณีของเทวดา เวทนาที่ได้รับจากวัตถุทางกามก็จะเป็นสุขเวทนามาก เนื่องจากเป็นของทิพย์ เมื่อเวลาผ่านไปนานขึ้น ความเบื่อจะสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยอาจเป็น 100 ปี หรือ 1,000 ปี สุขเวทนาก็จะน้อยลงไปเรื่อยตามเวลาที่ผ่าน ในที่สุดเวทนานั้นอาจกลายเป็นอสุข อทุกข์เวทนา คือไม่รู้ว่าเป็นสุขหรือเป็นทุกขเวทนา ความเบื่อในบางครั้งก็อันตราย มนุษย์บางคนฆ่าตัวตายเพราะความเบื่อโลกก็มี ทั้งที่ร่ำรวยเพียบพร้อมหมด แต่ในกรณีของเทวดาคงไม่มีการฆ่าตัวตาย

คำตอบ 2: ในสวรรค์มีความสุขมากกว่าความทุกข์อย่างมาก ส่วนในนรกจะมีความทุกข์มากกว่าความสุขอย่างมากเช่นกัน ซึ่งแตกต่างจากโลกมนุษย์ที่จะมีทั้งความสุขและความทุกข์พอๆกัน อย่างไรก็ตามในสัตว์นรกบางตัวหรือเทวดาบางองค์อาจจะพบกับเวทนาที่เป็น

  • โทสะ หรือ ทุกขเวทนา หมายถึงความกลัว ความไม่พอใจ จัดเป็นปฏิฆะนุสัย
  • โลภะ หรือ สุขเวทนา หมายถึงความอยาก จัดเป็นราคะนุสัย
  • โมหะ หรือ อทุกขมสุขเวทนา หมายถึงความเบื่อเซ็งในทุกขเวทนาก็ดีหรือสุขเวทนาก็ดี จัดเป็นอวิชชานุสัย

จะเห็นได้ว่าความเบื่อเซ็ง มีเหตุเกิดจากกามหรือการมีความกำหนัดในกาม มีลักษณะของนิวรณ์ การยึดถือ มีความเร่าร้อน เผารน อยู่ไม่เป็นสุข ส่งผลให้ยึดถือในสิ่งใหม่ๆ เรื่อยไป สามารถเปลี่ยนจากราคะนุสัยเป็นปฏิฆะนุสัย หรืออาจจะสลับสับเปลี่ยนกันไปมา ขึ้นๆลงๆ ได้ตลอดเวลา ทำให้อนุสัยพอกพูนมากขึ้นได้เลยและอนุสัยที่ว่านี้สามารถพาให้ไปเกิดในภพภูมิต่างๆได้ เช่น มนุษย์ เทวดา สัตว์นรก พรหม หรือคนธรรพ์ เป็นต้น

ในทางตรงกันข้าม ความเบื่อหน่าย(นิพพิทา) มีลักษณะเบา เย็น ไม่เป็นภาระ เกิดจากเหตุในการเห็นตามที่เป็นจริงในความเป็นของไม่เที่ยง การเห็นตามที่เป็นจริงในความเป็นอนัตตา และส่งผลให้เกิดความหน่าย คลายกำหนัด(วิราคะ) ปล่อยวางได้ในที่สุด

การฆ่าตัวตายไม่ได้พ้นตาย เพราะความตายไม่ได้เป็นเหตุของการหลุดพ้น ถ้ามีเหตุแห่งการเกิดก็ต้องเกิดอีก และก็ต้องมีการตายตามมาอีก การจะละอาสวะได้ต้องมีความเบื่อหน่าย(นิพพิทา) ซึ่งต้องทำตามขั้นตอนดังต่อไปนี้

  1. โดยตั้งสติไว้ให้ได้ โดยใช้อนุสสติสิบเป็นเครื่องมือ
  2. เมื่อตั้งสติได้ จะสามารถทำสมาธิเพื่อวางใจเป็นกลางๆ
  3. เมื่อวางใจเป็นกลาง จิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว ไม่น้อมไปในทุกขเวทนาหรือสุขเวทนาที่มากระทบ
  4. เมื่อจิตมีอารมณ์เป็นอันเดียว จะสามารถเห็นตามความจริง และเกิดความเบื่อหน่ายได้ในที่สุด

โดยสรุปแล้ว สัตว์นรกบางตัวจะมีนายนิรยบาลหรือยมบาลมาเป็นตัวช่วยให้คอยระลึกถึงเทวฑูตต่างๆ เพื่อหลุดพ้นจากความเป็นสัตว์นรกนั้น หรือเทวดาบางองค์เมื่อเห็นสัตว์โลกตายแล้วระลึกได้ถึงหมวดธรรมที่เคยประพฤติมา ก็จะคลายกำหนัด สามารถบรรลุธรรมและหลุดพ้นจากภูมิเทวดาได้เช่นกัน กล่าวคือ สามารถระลึกถึงคุณความดีของตนด้วยปัญญา จนรู้สึกเบื่อหน่าย คลายกำหนัด และหลุดพ้นได้ในที่สุด

 

- - ตอบคำถาม : คุณอภิสิทธิ์ วีระไวทยะ

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง "ความสุขที่เหนือกว่าสุขทั้งปวง" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 1 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ฟัง "จุดจบของชีวิต" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 6 มีนาคม พ.ศ. 2561

ฟัง "สากัจฉาธรรม – นิพพิทา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2560

  • อนุสัย หมายถึง

    กิเลสที่นอนเนื่องอยู่ในสันดาน เหมือนตะกอนนอนอยู่ที่ก้นภาชนะ ตะกอนจะฟุ้งขึ้นมาทำน้ำให้ขุ่นเพราะมีคนไปกระทบหรือกวนภาชนะฉันใด อนุสัยกิเลสก็เช่นเดียวกันจะฟุ้งขึ้นมาทำจิตให้ขุ่นมัว ต่อเมื่อมีอารมณ์ภายนอกมากระทบเช่นเดียวกันฉันนั้น อนุสัยเป็นกิเลสที่มีความละเอียดที่สุด สามารถกำจัดได้ด้วยปัญญาเท่านั้น ส่วนใหญ่จะเป็นกิเลสที่มีในสังโยชน์อนุสัยนี้ จึงเรียกอีกอย่างหนึ่งว่า สังโยชน์ 7 อันประกอบไปด้วย

    1. ทิฏฐินุสัย การหลงในความเห็น (สักกายทิฏฐิและสีลัพพัตตปรามาส)
    2. วิจิกิจฉานุสัย ความลังเลสงสัย
    3. ปฏิฆะนุสัย ความไม่ยินดีพอใจ
    4. ราคะนุสัย ความยินดีพอใจในกาม(กามราคะ)
    5. ภวราคะนุสัย ความยึดติดในภพ ทั้ง รูปภพ อรูปภพ
    6. มานะนุสัย ความสำคัญว่าดีกว่า เสมอกัน เลวกว่า ในสิ่งทั้งปวง
    7. อวิชชานุสัย ความไม่รู้จริง