พึงสามัคคีปรองดองกัน

  • หมู่คณะที่แตกกัน ลงรอยกันไม่ได้ แสดงว่าหมู่คณะนั้นไม่มี สาราณียธรรม 6
  • สาราณียธรรม 6 ได้แก่การมีเมตตาทางกายทางวาจาทางใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลังมีลาภก็แบ่งกันกินแบ่งกันใช้ มีศีลชนิดที่พระเจ้าอริยเจ้าสรรเสริญเสมอกัน มีทิฏฐิที่เป็นสัมมาทิฏฐิที่เสมอกัน
  • หากบุคคลพึงมีเมตตาต่อกันทั้งกายทางวาจา ทางใจทั้งต่อหน้าและลับหลังก็จะไม่มีเรื่องบาดหมางและทะเลาะเบาะแว้งต่อกัน
  • บุคคล “กลวง” คือโมฆะบุรุษ เป็นบุคคลที่มองไม่เห็นธรรมะ ซึ่งผู้ที่ไม่เห็นความเมตตาอันเป็นธรรมะพระพุทธเจ้าตรัสว่าเป็นบุคคลกลวง
  • นิยยานิกธรรม เป็นสัมมาทิฐิที่จะทำให้เราไกลจากกิเลสได้ ซึ่งบุคคลที่มีทิฐิแบบนี้ถือว่าเป็นผู้ที่อยู่ในโสดาปฏิมรรคหรือโสดาปฏิผลก็ได้
  • พหูสูตรจะไม่กล่าวเพ่งโทษผู้ใด มีความยุติธรรมไม่ลำเอียง แต่คนพาลจะจ้องจับผิดเพ่งโทษผู้อื่นด้วยความลำเอียง
  • คุณธรรมคือความอดทน ความปรองดอง เป็นสามัญญผลที่มีคุณค่ามหาศาลมาก จึงไม่ควรเพ่งโทษ หรือ ทะเลาะกันด้วยเหตุเพียงเล็กน้อย เช่นน้ำที่เหลือคาขัน

 

เนื้อหาใน “โกสัมพิยสูตร” เป็นตอนที่พระพุทธเจ้าอบรมภิกษุชาวโกสัมพีที่มีเรื่องขัดแย้งบาดหมางกัน โดยเริ่มมาจากเรื่อง “อาบัติในการใช้ห้องน้ำ” ...ซึ่งมีข้อบัญญัติหนึ่งที่พระพุทธเจ้าได้ทรงบัญญัติไว้ว่าขันที่ใช้ในห้องน้ำจะต้องไม่มีน้ำเหลือคาขันเอาไว้ เพื่อป้องกันไม่ให้ยุงไปไข่หรือป้องกันเชื้อโรค โดยมีภิกษุรูปหนึ่งไปใช้ห้องน้ำและเหลือน้ำคาขันไว้ ซึ่งท่านก็ไม่ทราบว่านั่นคืออาบัติ ภิกษุรูปที่ 2 ที่มาใช้ห้องน้ำต่อ มาเห็นเข้าก็เตือนภิกษุรูปแรกว่าทำเช่นนี้จะเป็นอาบัติ ภิกษุรูปแรกจึงจะทำการปลงอาบัติ ฝ่ายภิกษุรูปที่ 2 ก็กล่าวว่าถ้าท่านไม่ทราบว่าเป็นอาบัติก็ไม่เป็นไร ...แต่เรื่องไม่จบแค่นี้เพราะฝ่ายภิกษุที่เตือนภิกษุรูปแรกก็นำเรื่องนี้ไปพูดในหมู่ภิกษุของตน ว่ามีความผิดเล็กน้อยก็ไม่รู้ (นำความผิดของคนอื่นไปเที่ยวพูด) ภิกษุรูปแรกที่ถูกกล่าวโทษเมื่อได้ยินแบบนี้ก็เริ่มเกิดการโต้กันไปมาและเกิดการแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่ถูกชี้โทษ และกลุ่มที่กล่าวโทษ ...พอเริ่มมีการกล่าวโทษกันก็มีภิกษุรูปหนึ่งรีบไปแจ้งพระพุทธเจ้า ...พระพุทธเจ้าจึงให้เรียกภิกษุทั้ง 2 รูป (ภิกษุที่เข้าไปใช้ห้องน้ำก่อน และ ภิกษุที่กล่าวโทษ) ...รูปหนึ่งก็กล่าวว่าวินัยต้องเป็นอย่างนี้ อีกรูปหนึ่งก็ว่าไม่เป็นธรรม… เกิดการไม่ปรองดองกัน ไม่ยังกันและกันให้ปรองดองได้ ไม่ปรารถนาความปรองดองกัน พระพุทธเจ้าตรัสถามว่าถ้าเรามีเมตตาต่อกันทั้งกายทางวาจา ทางใจทั้งต่อหน้าและลับหลัง...คนที่มีเมตตากันจะทำอย่างนี้ได้หรือไม่ ...ภิกษุทั้ง 2 ตอบว่าไม่ได้ ซึ่งทั้ง 2 ต่างไม่มีเมตตาต่อกันทางกายวาจาใจและทั้งต่อหน้าและลับหลัง จึงเกิดเรื่องที่ไม่ลงลอยกัน เลยต้องทิ่มแทงกัน ต่อว่ากันทั้งต่อหน้าและลับหลังเพราะไม่เห็นธรรมะ คือ “ความเมตตา” พระพุทธเจ้าจึงเปรียบว่าเป็นบุคคลกลวง เป็นโมฆะบุรุษเพราะไม่เห็นความเมตตาอันเป็นธรรมะ

พระพุทธเจ้าจึงแสดงธรรมเรื่องสาราณียธรรม 6 เป็นธรรมะที่ว่าด้วยความรัก ความปรองดองกัน เมตตากัน ทำความเคารพกัน เป็นไปเพื่อความสงเคราะห์เป็นไปเพื่อความพร้อมเพรียงกันเพื่อไม่ให้เกิดความวิวาทกัน ...3 ข้อแรกเป็นเรื่องของความเมตตาทางกาย วาจา ใจ ทั้งต่อหน้าและลับหลัง ข้อที่ 4 คือการแบ่งปัน เช่นการแบ่งลาภปัจจัย 4 เรืองที่ 5 - 6 เป็นเรื่องความเสมอกันด้วยศีลและทิฐิ เป็นศีลที่พระอริยเจ้าสรรเสริญ มีความเห็นที่เป็นสัมมาทิฐิเสมอกันเป็นศีลและทิฐิที่เป็นไปเพื่อไกลจากกิเลส… 6 อย่างนี้เป็นไปเพื่อความเคารพกัน ระลึกถึงกัน สงเคราะห์กันเพื่อความพร้อมเพรียงกัน เป็นพวกเดียวกัน หมู่คณะใดที่มีความพร้อมเพรียงกันจะเห็นธรรมะ6 ข้อนี้ ...การมีธรรมะนี้จะต้องมีทิฐิที่เสมอกันเป็นทิฐินิยยานิกธรรมเป็นทิฐิที่ทำให้สิ้นกิเลสและไกลจากข้าศึก ซึ่งบุคคลที่มีทิฐิแบบนี้ถือว่าเป็นผู้ที่อยู่ในโสดาปฏิมรรคหรือโสดาปฏิผลก็ได้ เพราะคนที่มีทิฐิลักษณะนี้จะไม่มีนิวรณ์ครอบงำจิตนี้ได้ ...แต่แม้พระพุทธเจ้าจะแสดงธรรมแจกแจงธรรมะที่ทำให้เกิดความสามัคคีกัน ภิกษุทั้ง 2 ฝ่ายก็ยังไม่ลงรอยกัน

พระพุทธเจ้าเสด็จไปหาพวกที่ไปโจทย์กล่าวโทษเขา ว่าการที่ไปกล่าวหาเขาว่าเขาซึ่งเป็นพหูสูตรไม่ใช่คนพาล ยังเป็นผู้ทรงธรรม ทรงวินัย การไปกล่าวหาเขาไปวิวาทเขาก็อย่าได้ทำเช่นนั้น ให้พิจารณาถึงความสามัคคีกันเสียก่อน ...และบุคคลที่ไปชี้โทษของคนอื่นจะต้องมีความเป็นพหูสูตรด้วย รู้ธรรมรู้วินัยฉลาดและไม่ลำเอียง มีความยุติธรรม เมื่อขาดคุณสมบัติเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นคนพาลที่เที่ยวเพ่งโทษผู้อื่น … ส่วนกลุ่มแรกที่ถูกชี้โทษ โดยทรงเตือนว่า เราอาจจะผิดหรือไม่ผิด แต่ถ้ามีบุคคลที่ทรงธรรมทรงวินัยมาชี้โทษ แล้วเราคอยยืนยันว่าไม่ผิด มันก็จะทำให้แตกกัน...ก็พึงยอมแสดงอาบัติเสีย แม้ด้วยความเชื่อของผู้อื่น ...เพื่อให้เห็นแก่ความสามัคคี ความพร้อมเพรียงกัน เพื่อให้เกิดความรัก ไม่วิวาทกัน… แต่ภิกษุทั้ง 2 ฝ่ายก็แยกลงอุโบสถกัน แสดงกิริยาทางกาย วาจาไม่เหมาะสมต่อกัน พระพุทธเจ้าก็ทรงห้ามปรามตักเตือนภิกษุทั้ง 2 เหล่านี้อยู่หลายรอบ ภิกษุทั้ง 2 ฝ่ายก็ยังไม่ยอมจึงทรงเล่าเรื่องของทีฆาวุกุมาร....ที่สามารถละวางการผูกเวรพยาบาบาท และสามารถกอบกู้บ้านเมืองของพระราชบิดากลับมาได้ โดยไม่ต้องใช้ศาสตราใดๆ

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง "โกสัมพิยสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 27 กันยายน พ.ศ. 2561

ฟัง "พึงสามัคคีกันพร้อมเพรียงกัน" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 6 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558