จุลลกเศรษฐีชาดกว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้

  • จุลลกเศรษฐีชาดกว่าด้วยคนฉลาดตั้งตนได้
  • ธุลี คือ ราคะ โทสะ โมหะ เราไม่เอา ให้ทิ้ง ให้ละ เป็นสิ่งที่อย่าเก็บเอาไว้
  • ความรู้ในเรื่องอริยมรรคมีองค์ 8 ในเรื่องอริยสัจ 4 ไม่ใช่เป็นโลกียธรรม แต่เป็นโลกุตตรธรรม เป็นโลกุตตระทรัพย์ เป็นโลกุตตระปัญญา เป็นเรื่องที่จะทำให้เราพ้นเหนือจากความทุกข์ต่าง ๆ ได้
  • ความดีมีสุดอยู่ตรงนี้แล้ว ให้สืบต่อความดีนี้ไปให้ได้ อย่าให้ความดีนี้มาสุดจบที่เรา ด้วยการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 นั่นเอง

 

“บุคคลผู้มีปัญญา มีปัญญาเห็นประจักษ์ ย่อมตั้งตนได้ด้วยทรัพย์อันเป็นต้นทุนแม้เล็กน้อย ดุจบุคคลก่อไฟอันน้อยให้โพลงขึ้นได้ ฉะนั้น”

 

จุลลกเศรษฐีชาดก เป็นเรื่องราวของ จุลลกเศรษฐี ผู้เป็นบัณฑิตฉลาดเฉียบแหลมรู้นิมิต สามารถคำนวณดวงดาวและฤกษ์ยามได้ วันหนึ่งจุลลกเศรษฐีเห็นหนูตายในระหว่างถนน ในขณะนั้นแล้ว ก็กล่าวขึ้นว่า

 

“กุลบุตรผู้มีปัญญา อาจเอาหนูตายตัวนี้ไปกระทำการเลี้ยงดูภรรยาและประกอบการงานได้.”

 

ขณะนั้นผู้ยากไร้คนหนึ่งชื่อว่า จูฬันเตวาสิก ได้ฟังคำของเศรษฐีแล้วคิดว่า ท่านเศรษฐีผู้นี้ถ้าไม่รู้จริง ก็จะไม่พูด ดังนั้นตนจึงเอาหนูไปขายในตลาดเพื่อเป็นอาหารแมว ได้ทรัพย์กากณึกหนึ่ง (หน่วยวัดมูลค่าทรัพย์ที่กาตัวหนึ่งจะไปจิกข้าวมาได้ แล่วมูลค่าของข้าวเท่าไรนั้นคือทรัพย์หนึ่งกากณึก ประมาณเศษสตางค์) จากทรัพย์กากณึกหนึ่งเป็นจุดตั้งต้นนำไปต่อยอดทำมาหากิน ภายใน 4 เดือนเท่านั้น จูฬันเตวาสิกหาทรัพย์ได้ถึงสองแสนกหาปนะ คิดว่า ตนควรเป็นคนกตัญญู จึงได้นำทรัพย์แสนหนึ่งไปมอบให้แก่จุลลกเศรษฐี พอได้ถามไถ่กันว่า ทำอะไรจึงได้ทรัพย์นี้มา จูฬันเตวาสิกได้เล่าเรื่องราวทั้งหมดตั้งแต่หนูตายเป็นต้นไป เมื่อจุลลกเศรษฐีได้ฟังเช่นนั้น จึงยกธิดาของตนให้กับจูฬันเตวาสิก และเมื่อท่านเศรษฐีล่วงลับไปแล้ว จูฬันเตวาสิกนั้นก็ได้ตำแหน่งเศรษฐีในเมืองนั้น.

 

จุลลกเศรษฐี ในกาลนั้นก็คือ พระพุทธเจ้า ตอนเป็นที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ในชาติก่อน ๆ มีความสามารถในคำนวณดวงดาวดูฤกษ์ยามได้ ก็สอนเรื่องนี้มา ให้ข้อมูลตรงนี้มาว่า ถ้าเอาหนูตายตัวนี้ไปจะหาเงินได้ หาทรัพย์ได้ ตั้งตัวได้ ท่านก็ได้ทำผิดพลาดไป เดินทางไกลกว่าจะมารู้จบลงที่อริยสัจ 4 ได้ จบลงที่ทางคือ มรรค 8 ได้ ก็ผ่านเรื่องแบบนี้มา, ส่วน จูฬันเตวาสิก เป็นผู้มีความฉลาดมีปัญญา สามารถเปลี่ยนจากหนูตายเป็นทรัพย์สองแสนได้ในเวลา 4 เดือน แต่ในชาติสุดท้ายของท่าน คือ พระจุลปันถก ที่แม้แต่จะท่องคาถาบูชาพระพุทธเจ้าแค่บทเดียวก็ยังท่องไม่ได้ มีปัญญาทึบ ก็เพราะได้ไป ทำกรรมคือ ไปตำหนิ ด่าว่า เยาะเย้ยคนที่เขาศึกษาธรรมะอยู่จนทำให้เขาเลิกศึกษาไป

 

ที่เปลี่ยนแปลงกันได้มากขนาดนี้ก็เพราะกิเลส ราคะ โทสะ โมหะ ที่มันเป็นธุลี พอกพูนหนาเตอะ เป็นอวิชชาที่รัดรึงห่อหุ้มไว้หมด แต่เมื่อ พระจุลปันถก ได้ฟังธรรมจากพระพุทธเจ้า จึงได้บรรลุเป็นพระอรหันต์

 

“ราคะเรียกว่า ธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่าธุลี คำว่า ธุลี นี้เป็นชื่อของราคะ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.

โทสะเรียกว่าธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่า ธุลี คำว่า ธุลี นี้เป็นชื่อของโทสะ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.

โมหะเรียกว่า ธุลี แต่ฝุ่นละอองไม่เรียกว่า ธุลี คำว่า ธุลี นี้เป็นชื่อของโมหะ ภิกษุทั้งหลายเหล่านั้นละธุลีนั้นได้แล้ว ย่อมอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้าผู้ปราศจากธุลี.”

 

...ธุลี คือ ราคะ โทสะ โมหะ เราไม่เอา ให้ทิ้ง ให้ละ เป็นสิ่งที่อย่าเก็บเอาไว้ เห็นแล้ว ละเลย พอกำจัด ราคะ โทสะ โมหะ ให้ออกไปจากจิตใจเท่านั้นเอง ปัญญาที่ทึบโง่ ไม่รู้เรื่อง ไม่เข้าใจ มันจะมีความแจ่มแจ้งขึ้นมาได้ ฉลาดมีปัญญาไม่ใช่แค่มีความจำดีเท่านั้น ที่เหนือขึ้นไปยิ่งกว่านั้นยังมีความคิดนึกใคร่ครวญไปในรายละเอียด ที่เรียกว่า “ปฏิสัมภิทา” แจ่มแจ้งแตกฉานไปในเรื่องของความหมาย เรื่องของภาษา เรื่องของตัวบทพยัชนะ ยังมีปัญญาที่ไปในลักษณะแสดงฤทธิ์ได้ เป็นอภิญญา...จากทีมีปัญญาโง่ทึบดักดาน แต่พอเอาราคะ โทสะ โมหะออก แจ้มแจ้งขึ้นมาทุกสิ่งทุกอย่าง แยกกายได้ เหาะเหินเดินอากาศได้ กิเลสมันรัดรึงหมดแม้แต่พระโพธิสัตว์ แม้แต่พระพุทธเจ้าตอนที่ยังไม่ตรัสรู้ ก็สู้มา กิเลสรัดรึงให้คิดไปหากาม หาเงิน หายศตำแหน่ง ทำการค้าแบนั้นแบบนี้ ดูโหราศาสตร์ ดูดวงดาวต่าง ๆ ตรวจดวงชะตาจะดีอย่างไร ใช้วิธีอะไร ทรัพย์นี้จะทำเงินได้อย่างไร ทำความรู้จักคนนั้นคนนี้ ฮั้วกัน เล่นพรรคเล่นพรรคกัน ตะแบงแถมาว่าไม่ผิดศีล พอทำได้ เป็นการค้าขาย เอาประโยชน์จากฝ่ายหนึ่ง ก็เบียดเบียนอีกฝ่ายหนึ่ง นี้ไม่ใช่ทาง ใช่อยู่ว่านี้คือการได้มาซึ่งโภคทรัพย์ มันก็ต้องทำอีก รู้ฉลาดในเรื่องความคดความตรงของคน เศรษฐีเขาต้องรู้ตรงนี้ ของโอกาส ก็ต้องมีตาในการที่จะเห็นโอกาสในการที่จะทำเงิน เอาช่องตรงนี้ คนที่เป็นเศรษฐรก็ต้องมีตาแบบนี้...ฉลาดในเรื่องนั้น ๆ มันก็ ต้องมาทำต่อไป มันไม่จบ มาเป้นเศรษฐีชาตินี้ตายไปแล้ว แล้วเกิดมาอีก มันจะเป็นเรื่องราวแบบเดิมอีก ต้องฉลาดแบบนี้อีก มันไม่จบ เป็นความทุกข์แบบเดิม ๆ ซ้ำไปซ้ำมา นี้เขาเรียกว่าเป็น “โลกียสมบัติ” ยังเกี่ยวข้องกับทางโลกอยู่ ยังไม่ใช่เป็น “โลกุตตระ” ยังไม่ประเสริฐ ยังข้องอยู่ในโลก

 

ในปัจจุบันนี้ความรู้ในเรื่องอริยมรรคมีองค์ 8 ในเรื่องอริยสัจ 4 เป็นความรู้ที่เหนือจากการที่ต้องมาทุกข์วนเวียนไปในเรื่องราวแบบนี้อีก ไม่ใช่เป็นโลกียธรรม แต่เป็นโลกุตตรธรรม เป็นโลกุตตระทรัพย์ เป็นโลกุตตระปัญญา เป็นเริ่องที่จะทำให้เราพ้นเหนือจากความทุกข์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้

 

ให้พิจารณาตาม เราจะเห็นว่ามันหน้าสลดสังเวชมาก กิเลสมันน่ารังเกียจมาก ไม่ได้เรื่องมาก ๆ ให้กำจัดกิเลสมันออกไปเสีย หลอกได้แม้แต่เหล่าอริยสาวกท่านพระจุลปันถก หลอกได้แม้แต่พระพุทธเจ้าตอนที่ยังเป็นพระโพธิสัตว์ก็ยังหลงไปแสวงหาขนาดนี้...จบแล้ว ความดีมีสุดอยู่ตรงนี้แล้ว ให้เราสืบต่อความดีนี้ไปให้ได้ อย่าให้ความดีนี้มาสุดจบที่เรา ด้วยการปฏิบัติตามอริยมรรคมีองค์ 8 นั่นเอง

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง