กิจที่ควรทำในอริยสัจสี่ (ตอนที่ 3) : ตัณหาเป็นสิ่งที่ควรละ

 

รายการ "ธรรมะรับอรุณ Live" โดย พระอาจารย์มหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ จากวัดป่าดอนหายโศก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี
ร่วมดำเนินรายการโดย คุณ เตือนใจ สินธุวณิก
ออกอากาศทาง Facebook "Puredhamma.com" วันที่ 21 ก.ย.2561 เวลา 20.00 น.
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 23 ก.ย.2561 เวลา 05.00 น.

HIGHLIGHTS:

  • แนวคิดประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับการวางจิตในอริยสัจสี่ได้อย่างถูกต้อง
  • การทำความเข้าใจในอริยสัจสี่ที่ถูกต้อง

บทคัดย่อ

แนวคิดประเด็นหลักที่เกี่ยวข้องกับการวางจิตในอริยสัจสี่ได้อย่างถูกต้อง สามารถจำแนกได้ดังนี้

  • ต้องปล่อยวางด้วยปัญญาไม่ใช่โมหะ ต้องเกิดจากการวางตัณหา แต่ไม่ใช่วางเฉยโดยทำให้เกิดวิภวตัณหาขึ้นแทน ซึ่งการทำให้เกิดปัญญาที่คมและเฉียบแหลมขึ้นเป็นลำดับ โดยเริ่มจากการรักษาศีล ความไม่ร้อนใจ มีปิติ มีสมาธิ เห็นตามความเป็นจริง และสามารถปล่อยวางได้ในที่สุด
  • เก็บกดไม่ใช่อดทน (ขันติ) เพียรแต่ไม่อยาก ดังนั้นต้องละความโกรธที่เป็นตัณหาพอกอยู่
  • ความไม่เที่ยงปรากฏอยู่ในทุกๆสิ่งเป็นเรื่องธรรมดา ไม่จำเป็นต้องรอให้ถึงเวลาแตกทำลาย เพราะอาจจะช้าไปสำหรับกิจหรือความเพียรที่ควรกระทำ ต้องฝึกปฏิบัติให้ตั้งสัญญาหรือความหมายรู้โดยความเป็นของที่เป็นทุกข์ ที่เรียกว่า “นิโรธสัญญา” ซึ่งหมายถึง ให้หมายรู้ถึงความดับไปของสิ่งต่างๆ เพราะอาศัยเหตุที่ดับไป สัญญาก็จะดับไปด้วยเช่นกัน

 

การทำความเข้าใจในอริยสัจสี่ที่ถูกต้อง

  • ต้องเกิดจากปัญญาที่แท้จริง และเกิดจากการพัฒนาเปลี่ยนความจำ (สัญญา) จนกลายเป็นความรู้ภายในจิต (ญาณ) โดยมีสมาธิและตั้งสติจดจ่อ จะทำให้สัญญาเปลี่ยนเป็นญาณหรือความรู้ที่ถูกต้องของเราได้ ซึ่งการปรับเปลี่ยนหรือพัฒนาองค์ความรู้ในอริยสัจสี่แต่ละรอบ จะทำให้เราเดินมาสู่ทางสายกลางได้
  • ต้องเข้าใจความจริงหรือสัจจะนั้นให้ถูกต้อง ซึ่งเป็นความจริงของอริยสัจ 4 ทั้ง 3 รอบ เพราะทุกข์กินความหมายกว้างรวมไปถึงทั้งทุกขเวทนาและสุขเวทนาด้วย หากเข้าใจผิดพลาดคลาดเคลื่อนก็จะทำให้ความจริงนั้นเป็นของปลอม ของหลอกลวงทันที

 

ดังนั้นทุกข์เป็นสิ่งที่ควรรอบรู้ ไม่ใช่สิ่งที่ควรทำให้เจริญ ไม่ควรแสวงหาเอา สามารถรับรู้ได้ทั้งทางตาทางหู อีกทั้งยังมาปะปนกับอริยมรรคมีองค์แปดอีกด้วย เพราะไม่ว่าจะเป็นสติ สมาธิเองก็ดี ก็มีความไม่เที่ยงเช่นกัน ตัวอย่างเช่น เมื่อก่อนเราก็ไม่เคยมีสติหรือสมาธิเลย แต่ปัจจุบันก็สามารถทำให้มีได้ หรือเมื่อวานปฏิบัติธรรมจนเกิดสมาธิได้ แต่วันนี้ทำไม่ได้เสียแล้ว เป็นต้น เพราะฉะนั้นต้องปรับความคิดใหม่คือ ต้องปฏิบัติธรรมด้วยความเพียรให้เกิดสมาธิขึ้นมา แต่ต้องไม่ปรารถความเพียรมากเกินไปจนกลายเป็นความกระสันอยาก หรือย่อหย่อนวางเฉยจนจิตน้อมไปในทางกาม จิตคล้อยไปในความเพลิดเพลินลุ่มหลง ท้อแท้ท้อถอย

พระพุทธเจ้าทรงตรัสว่า สัตว์โลกทั้งหมดถูกกระแสของตัณหาพัดพาไป นำไป ด้วยเรื่องของยศตำแหน่ง ชื่อเสียง เงินทอง ทรัพย์สมบัติต่างๆ ดังนั้นเราจึงควรเดินตามเส้นทางที่ท่านทรงประกาศไว้ “ไม่เป็นไปด้วยความทุกข์โทมนัส แต่เป็นไปเพื่อความสุขโสมนัส ณ ปัจจุบันทีเดียว” คือ เข้าใจในกิจที่ควรทำในอริยสัจสี่ได้อย่างถูกต้อง พร้อมกับการปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปดด้วย

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง