อย่าให้ “ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ” ครอบงำจิต

  • อ้างอิงจากพระสูตร “อาวุโส ไม้อ้อ 2 กำ พึงตั้งอยู่ได้เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกันฉันใด เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ฉันนั้นแล ฯ” ท่านพระสารีบุตรผูกอุปมาเพื่อให้เห็นถึงการยันกันเฉพาะส่วนของนามรูปกับวิญญาณ และวิญญาณกับนามรูปเท่านั้น ความคิดเห็นเกี่ยวกับอุปมานี้ถูกต้องหรือไม่ อย่างไร
  • “จิตฟุ้งซ่าน” ที่ถูกกล่าวในพระสูตร “จิตตานุปัสสนา” กับ “นีวรณโคจฉกะ” มีความแตกต่างกันหรือไม่ อย่างไร

 

คำถาม 1: อ้างอิงจากพระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับหลวง เล่มที่ 16 หน้าที่ 111 ข้อที่ 266 ที่ท่านพระสารีบุตรได้อุปมาไว้โดยท่านกล่าวไว้ดังนี้

“อาวุโส ไม้อ้อ 2 กำ พึงตั้งอยู่ได้เพราะต่างอาศัยซึ่งกันและกันฉันใด เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีวิญญาณ เพราะวิญญาณเป็นปัจจัยจึงมีนามรูป เพราะนามรูปเป็นปัจจัยจึงมีสฬายตนะ เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัยจึงมีผัสสะ ฯลฯ ความเกิดขึ้นแห่งกองทุกข์ทั้งมวลนี้ ย่อมมีด้วยประการอย่างนี้ฉันนั้นแล ฯ”

พระสูตรที่ท่านพระสารีบุตรยกมากล่าวเพื่อผูกอุปมานี้ เป็นพระสูตรที่พระพุทธเจ้าทรงแสดงไว้ในหลายสถานที่ด้วยกัน เพียงแต่ท่านพระสารีบุตรยกพระสูตรนี้ขึ้นมากล่าวแล้วผูกอุปมาขึ้น เพื่อแสดงให้เห็นถึงการยันกันระหว่างนามรูปกับวิญญาณ และวิญญาณกับนามรูป เฉพาะส่วนนี้เท่านั้น คงไม่ใช่เป็นการอุปมาระบบปฏิจจสมุปบาททั้งระบบเพื่อเทียบชั้นกับพระพุทธเจ้าเป็นแน่ ผู้ถามจึงต้องการทราบว่าความคิดเห็นเกี่ยวกับอุปมานี้ถูกต้องหรือไม่ อย่างไร

คำตอบ 1: พระสูตรนี้เป็นบทสนทนาระหว่างพระมหาสารีบุตร อัครสาวกเบื้องขวาผู้เป็นเลิศทางปัญญา กับท่านพระมหาโกฏฐิตะ ผู้เป็นเอตทัคคะเลิศกว่าภิกษุทั้งหลายคือ เป็นผู้แตกฉานในปฏิสัมภิทาทั้ง 4 ซึ่งมีรายละเอียดการอุปมาอุปไมยเกี่ยวกับปฏิจจสมุปบาท โดยอธิบายเกี่ยวกับการเกิดขึ้นพร้อมแห่งธรรมทั้งหลายเพราะอาศัยกันและกัน การที่สิ่งทั้งหลายอาศัยกันและกันจึงเกิดมีขึ้น

 

“เพราะสิ่งนี้มี สิ่งนี้จึงมี เพราะความเกิดขึ้นแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงเกิดขึ้น เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ย่อมไม่มี เพราะความดับไปแห่งสิ่งนี้ สิ่งนี้จึงดับไป”

 

ตัวแม่บทที่พระพุทธเจ้าได้เคยตรัสไว้ ซึ่งกล่าวถึงการเกิดขึ้นของปฏิจจสมุปบาทเมื่ออธิบายตามหลักไวยากรณ์ของภาษาบาลีแล้ว หมายถึงว่าแต่ละคู่สามารถจบในตัวได้เลย ไม่ได้เกิดขึ้นเป็นสาย โดยที่ไม่จำเป็นต้องเกิดขึ้นตามลำดับต่อเนื่อง แต่เกิดขึ้นสืบเนื่องกันมาเป็นคู่ๆดังนี้ คือ

  1. เพราะอวิชชา (ความไม่รู้ในอริยสัจสี่) เป็นปัจจัย สังขาร(การปรุงแต่งทางกาย วาจา และใจ) จึงมี
  2. เพราะสังขารเป็นปัจจัย วิญญาณ (การรับรู้ทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ) จึงมี
  3. เพราะวิญญาณเป็นปัจจัย นามรูปจึงมี
  4. เพราะนามรูปเป็นปัจจัย สฬายตนะจึงมี
  5. เพราะสฬายตนะเป็นปัจจัย ผัสสะจึงมี
  6. เพราะผัสสะเป็นปัจจัย เวทนา (ความรู้สึก) จึงมี
  7. เพราะเวทนาเป็นปัจจัย ตัณหา (ความทะยานอยาก) จึงมี
  8. เพราะตัณหาเป็นปัจจัย อุปทาน (ความยึดถือ) จึงมี
  9. เพราะอุปาทานเป็นปัจจัย ภพ (สภาวะ) จึงมี
  10. เพราะภพเป็นปัจจัย ชาติ(การเกิด) จึงมี
  11. เพราะชาติเป็นปัจจัย ชรามรณะ (ความแก่ ความตาย ความโศก ความร่ำไรรำพัน ความทุกข์กาย ความทุกข์ใจ และความคับแค้นใจทั้งหลาย) จึงมี

อย่างไรก็ตาม หน้าที่หนึ่งของสมณะหรือเหล่าสงฆ์สาวกทุกรูป คือ “ให้ฟังในสิ่งที่ยังไม่เคยได้ฟัง และทำสิ่งที่เคยได้ฟังให้มีความแจ่มแจ้ง” ดังนั้นการที่ท่านพระสารีบุตรได้ผูกอุปมาไว้จึงไม่ถือว่าเป็นการเทียบชั้นกับพระพุทธเจ้าแต่อย่างใด

- -ตอบคำถาม : คุณมี ตุลา

 

คำถาม 2: “จิตฟุ้งซ่าน” ในสองพระสูตรนี้มีความแตกต่างกันหรือไม่ ระหว่างพระสูตร “จิตตานุปัสสนา” กับ “นีวรณโคจฉกะ”

คำตอบ 2: จากคำถามจะกล่าวถึงพระสูตร “จิตตานุปัสสนา” ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของมหาสติปัฏฐานสูตร ในสุตตันตปิฎก กับพระสูตร “นีวรณโคจฉกะ” ในอภิธรรมปิฎก เนื่องด้วยเป็นพระอภิธรรมจึงกล่าวถึงเนื้อธรรมะล้วนๆ ไม่กล่าวถึงบุคคล สถานที่ หรือเหตุการณ์แวดล้อมใดๆ

ไม่ว่าจะอยู่ในพระสูตรใดก็ตาม นิวรณ์จะมีความหมายเดียวกันทั้งสิ้นนั่นคือ เครื่องกางกั้น เครื่องขวาง เครื่องคลุม เครื่องข้องการทำงานของจิตไม่ให้รวมลงเป็นอารมณ์อันเดียว อันได้แก่

  1. กามฉันทะ คือ ความเพ่งเล็ง ความรักใคร่ ความพอใจ ยินดีในกาม เป็นความอยากได้ในกามคุณทั้ง 5 คือ รูป เสียง กลิ่น รส โผฎฐัพพพะที่น่าปรารถนา
  2. พยาบาท คือ ความคิดอาฆาต ความคิดปองร้าย คุกรุ่นอยู่ในใจ
  3. วิจิกิจฉา คือ ความเคลือบแคลง ระแวงเห็นแย้ง ไม่ลงใจ ลังเลสงสัยในพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์
  4. ถีนมิทธะ คือ ความง่วงซึม ความเซ็ง ความขี้เกียจ
    • หากอ้างอิงตามพระอภิธรรม จะแยกเป็นคำว่า “ถีน” หมายถึง ความแข็ง ความหยาบกระด้าง ความถดถอย ความซบเซา และคำว่า “มิทธะ” หมายถึง ความเฉื่อยชา เซื่องซึม ง่วงเหงาหาวนอน ท้อแท้ เบื่อเซ็ง หมดกำลังใจที่จะดำเนินชีวิต
  5. อุทธัจจกุกกุจจะ คือ ความฟุ้งซ่านรำคาญใจ คิดไปในทางกาม พยาบาท เบียดเบียน
    • หากอ้างอิงตามพระอภิธรรม จะแยกเป็นคำว่า “อุทธัจจะ” หมายถึง ความฟุ้งซ่าน ความพล่าน ความไม่สงบแห่งจิต และคำว่า “กุกกุจจะ” หมายถึง ความยุ่งใจ ความรำคาญใจ สำคัญผิดในของที่ควรและไม่ควร

 

โดยสรุปคือ “จิตฟุ้งซ่าน” ในทั้งสองพระสูตรนี้มีความหมายเหมือนกันนั่นเอง ซึ่งบางครั้งเมื่อจิตอยู่ในสมาธิก็อาจจะ

  • เกิด “อุทธัจจะ” ขึ้นได้บ้าง ซึ่งเป็นความฟุ้งซ่านเล็กๆน้อยๆ หรือเกิดจากความเพียรที่ปราศจากศรัทธามาเป็นพื้นฐาน
  • เกิด “กุกกุจจะ” เนื่องด้วยความไม่สมบูรณ์หรือสมดุลย์ของอินทรีย์ เป็นการมีปัญญาคิดนึกขึ้นมาฉับพลัน โดยที่ยังไม่มีสมาธิเป็นตัวหนุนหรือจิตมีความสงบเกิดขึ้นก่อน

ดังนั้นหากเราสามารถปรับให้อินทรีย์ (ศรัทธา วิริยะ สติ สมาธิ และปัญญา)มีความสมดุลย์ เราก็จะสามารถกำจัดได้ทั้ง “อุทธัจจะ” และ “กุกกุจจะ” ได้ในที่สุด

- -ตอบคำถาม : คุณ Thasanai Mahavongtrakul

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง "นิวรณ์ ศีล สมาธิ ปัญญา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 11 เมษายน พ.ศ. 2561

ฟัง "จิต&ปฏิจจสมุปบาท – ตอนที่ 1" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ฟัง "ปฏิบัติบูชาสำหรับผู้ประพฤติพรหมจรรย์" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 24 ธันวาคม พ.ศ. 2560

ฟัง "สังโยชน์ ๑๐ กิเลสที่เป็นเครื่องร้อยรัดจิตใจ" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 26 พฤศจิกายน พ.ศ. 2559

ฟัง "คำพุทธ-อัสสลายนสูตร ทรงโปรดอัสสลายนมาณพ" เมื่อวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557