อุปทานในขันธ์ทั้ง 5

  • บุคคลที่มีจิตใจดีจะไม่คิดอาฆาต พยาบาทหรือทำให้ใครลำบาก หรือคิดเบียดเบียนใคร บุคคลที่มีจิตใจดีแบบนี้ก็จะมีจิตใจเอื้อเฟื้อ จิตใจที่เป็นพรหมเพราะมีเมตตา - กรุณาอยู่เนืองนิตย์
  • การมีสัมมาทิฐิจะทำให้เรามีความเห็นที่ถูกต้อง โดยเริ่มจากเรื่อง “ขันธ์ 5”
  • สัญญาขันธ์ หรือความหมายรู้ ไม่ใช่ความรู้สึก เพราะความพอใจ หรือไม่พอใจนั้นเป็นเวทนา
  • การที่เรามีความยึดถือ หรือ มีอุปาทานขันธ์ ทำให้เราต้องวนเวียนเกี่ยวข้องกับขันธ์ 5 ติดอยู่ในสังสารวัฏนี้ร่ำไป ๆ มีลูกผัว พ่อแม่อย่างนี้ๆ ซ้ำๆ
  • อุปทานขันธ์ คือสิ่งที่ทำให้เกิดความทุกข์ในขันธ์ทั้ง 5
  • ความไม่เที่ยงที่เกิดจากความจากทุกข์จะทำให้เราถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา เพราะถ้าเราเห็นแต่ความสุขอย่างเดียวจะทำให้เราเศร้าหมอง

 

“มหาปุณณมสูตร” … เป็นเรื่องราวเกี่ยวกับขันธ์ 5 เป็นช่วงที่พระพุทธเจ้าประทับอยู่ในเมืองสาวัตถีในวัดบุปผาราม (เมืองสาวัตถีแห่งนี้ก็มีวัดที่สำคัญอยู่ 2 แห่งคือ วัดเชตวัน สร้างโดยอนาถบิณฑิกเศรษฐี และ วัดบุปผาราม สร้างโดยนางวิสาขาอยู่ห่างกันไม่กี่กิโลเมตร) ณ ที่นั้นพระพุทธเจ้าทรงแวดล้อมด้วยหมู่ภิกษุสงฆ์ และมีภิกษุรูปหนึ่งได้กราบขอโอกาสทูลถามพระพุทธเจ้าถึงเรื่อง “ขันธ์ทั้ง 5” ซึ่งคำว่า “ขันธ์” นี้เป็นภาษาบาลีแปลว่า “กอง , กลุ่มก้อน” (ไม่ใช่ขันพลาสติก) … เป็นสิ่งที่กองๆ รวมกันไว้ ของที่มีลักษณะเหมือนๆ กัน คล้ายๆ กัน กองๆ รวมกันไว้กองหนึ่ง อีกอย่างหนึ่งเหมือนกันอีกแบบหนึ่งก็กองไว้เป็นกองที่ 2 ซึ่งมีทั้งหมด 5 แบบด้วยกัน อย่างแรกคือ ธาตุ 4 สิ่งที่เป็นของแข็ง เป็นก๊าซ ของที่จับต้องได้เรียกว่า รูป เป็นสิ่งที่สามารถเปลี่ยนสภาพได้ เหมือนอย่างน้ำแข็งที่สามารถเปลี่ยนเป็นของเหลวได้ ของเหลวคือน้ำก็เปลี่ยนเป็นก๊าซได้ อย่างไม้มีเลื่อยมาเลื่อยก็ขาดออกจากกันเพราะมีการกระทบกัน ของแข็ง ของเหลว ก๊าซนี้คือธาตุ 4 เอากองรวมกันไว้ ไม่ว่าจะอยู่ในที่นี้หรือที่อื่น หยาบ ละเอียด ทั้งในอดีต ปัจจุบันหรือ อนาคตที่ยังมาไม่ถึง ถ้าเราพูดที่สิ่งเหล่านี้ก็เรียกว่า “รูปขันธ์” อย่างที่ 2 สิ่งที่เป็นความรู้สึกจะเรียกว่า สุขก็ตาม หรือ ทุกข์ก็ตาม จะสุขทางใจทุกข์ทางใจที่เกิดจากทางตา ทางหูจนเกิดความรู้สึกต่างๆ เหล่านี้เรียกว่า “เวทนาขันธ์” อย่างที่ 3 คือความหมายรู้ อย่างเช่นเสียงนี้เป็นเสียงผู้หญิง เสียงผู้ชาย , ความเค็ม ความเปรี้ยว มามารู้ตรงนี้ได้เขาเรียกกันว่า “ความหมายรู้” … เรียกว่า “สัญญาขันธ์” (ความรู้สึกไม่ใช่ความหมายรู้) … อย่างที่ 4 สังขาร คือ การปรุงแต่ง ทางกาย วาจา ใจ ที่มีการเปลี่ยน จากรูป เวทนา สัญญา ให้เปลี่ยนเป็นอย่างอื่น หรือเปลี่ยนจากตัวมันเองให้เป็นอย่างอื่น อย่างเช่นร่างกายที่มันแก่ลง , จากสบายดีก็กลายเป็นป่วยด้วยโรคใดโรคหนึ่ง…จากลักษณะนี้ที่ป่วยอยู่ก็กลายเป็นหาย การเปลี่ยนแปลงตรงนี้เรียกว่า “สังขารขันธ์” การเปลี่ยนจากเด็กกลายเป็นผู้ใหญ่ คือเปลี่ยนจากรูปเด็กเป็นรูปผู้ใหญ่ หรือ แม้แต่ความคิดของเราอย่างเช่นเรื่องงาน การที่มีความคิดแผนงานต่างๆ นั้นเป็นสัญญา แต่มันต้องเปลี่ยน การเปลี่ยนตรงนี้คือสังขาร ... วิญญาณ คือ การรับรู้ หรือรู้แจ้ง อย่างการรับรู้ภาพผ่านทางตา ความรู้สึกต่างๆ ผ่านทางใจ รับรู้สัญญา สังขาร การรับรู้นี้คือ “วิญญาณขันธ์”

รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณ ทั้ง 5 อย่างนี้มีอยู่ในกายของเรา ให้ลองพิจารณากายเราว่ามีการรับรู้ไหม ได้ยินเสียงไก่ขันไหม ถ้ารู้ก็คือมีวิญญาณ ถ้ารู้ว่ามีเสียงไก่ขัน มีเสียงคนพูดนี้คือมีสัญญา ...ขันธ์ 5 นี้ไม่ได้เป็นกลุ่มก้อนธรรมดาๆ แต่เป็นกลุ่มก้อนที่มี “อุปาทาน” เข้าไปยึดถือ เรียกว่า “อุปาทานขันธ์” ขันธ์ทั้ง 5 นี้ต้องมีอุปาทานในการยึดถือ ตัวอุปาทานนี้ต้องอยู่ด้วยกันกับขันธ์ 5 ไม่เช่นนั้นเราจะเกิดมาไม่ได้ ถ้าไม่มีอุปาทานเราก็จะมาเกิดไม่ได้ จึงได้มีความวนเวียนกันไปในสังสารวัฏเพราะมีความยึดถือ (อุปาทาน) มีลูกผัว เกิดแก่เจ็บตายวนเวียนอย่างนี้ซ้ำไป…

เราจะพ้นจากทุกข์ พ้นจากอุปาทานขันธ์ทั้ง 5 ได้เราต้องมีความเข้าใจในตัวมันเสียก่อน ...อุปาทานขันธ์ทั้ง 5 เกิดมาได้นั้น พระพุทธเจ้าทรงบัญญัติไว้ว่าเริ่มมาจากธาตุทั้ง 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) จึงต้องแบ่งสิ่งเหล่านั้นเป็นเรื่องของรูป ส่วนเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณนั้น ถูกบัญญัติขึ้นมาเพราะมีเรื่องของผัสสะ เมื่อมีผัสสะเป็นเหตุเป็นปัจจัยจึงมีการบัญญัติเรื่องเวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณขึ้นมาและเพราะมีผัสสะเป็นเหตุเป็นปัจจัยพระพุทธเจ้าจึงได้พูดเรื่องนี้ ส่วนเรื่องของวิญญาณการรับรู้นั้นเป็นเรื่องของนามรูป … มีนามและรูปจึงมีิวิญญาณ เพราะวิญญาณอาศัยนามรูปเป็นเหตุปัจจัย จึงต้องแบ่งเป็นขันธ์ทั้ง 5 นี้ ถ้าเราเห็นและเข้าใจในขันธ์ 5 ไม่ถูกต้อง คือเห็นว่ามันเป็นตัวตน ฉันเป็นสิ่งนี้ สิ่งนี้เป็นฉัน เป็นตัวเป็นตนขึ้นมา การเห็นแบบนี้จะเป็นทุกข์เพราะมีความเป็น “ของเรา” ...สิ่งใดไม่เที่ยงสิ่งนั้นเป็นทุกข์ แล้วเราเอามาเป็นของเราแสดงว่าเราเอาทุกข์มาใส่หัวเรา เอาทุกข์มาเป็นของตัวเอง แล้วที่เราต้องมาทุกข์ก็เพราะมีอวิชชามาบังไว้ แต่ถ้าเราเห็นอย่างถูกต้องว่าสิ่งต่างๆ ล้วนอาศัยการเกิดขึ้น ไม่ได้เกิดขึ้นด้วยตัวของมันเอง มีเหตุปัจจัยทำให้เกิด มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดาเพราะเหตุปัจจัยของมันก็มีความไม่เที่ยง ...การเห็นอย่างนี้คือการเห็นอย่างถูกต้อง คือไม่เห็นว่ามันมีตัวตน ไม่เห็นรูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาณมีตัวตนอยู่ข้างในนี้ … การเห็นความไม่เที่ยง เห็นความทุกข์นั้นดีเพราะจะทำให้เราสามารถไปถึงความบริสุทธิ์ได้ด้วยปัญญา เป็นความสุขลึกๆ อยู่ภายใน เป็นความเย็น พอเห็นตามเป็นจริงแล้วก็จะคลายกำหนัด คลายกำหนัดได้แล้วมันจะเบา เบาแล้วมันจะเย็นอยู่ข้างในและจะพ้นจากความทุกข์ได้...

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง "มหาปุณณมสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 20 กันยายน พ.ศ. 2561

ฟัง "อุปาทานขันธ์ ๕" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 27 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2558