กำจัดรากของอวิชชา เพื่อตัดตัณหา ละความยึดถือ

  • จากขัชชนิยสูตร ว่าด้วยสิ่งที่ถูกขันธ์ 5 เคี้ยวกิน ประโยคที่ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไรจึงเรียกว่ารูป เพราะสลายไปจึงเรียกว่า รูป” จึงสงสัยว่า ‘นาม’ ก็เป็นสิ่งสลายหายไปได้เหมือนกัน ทำไม ‘นาม’ ไม่ใช้คำว่า สิ่งสลาย เหมือนกับ ‘รูป’
  • ‘อัตตวาทุปาทาน’ หมายความว่าอย่างไร
  • จากสฬายตนวิภังคสูตร ในหมวดของตาที่มีสัมผัสทางตา รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส เกิดเป็นเวทนาขึ้นต่างๆ ถ้าพิจารณาตามเพียงแค่หมวดเดียว จะสามารถทำให้บรรลุมรรคแปด มีมรรคแปดเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ โดยที่ไม่ต้องพิจารณาในหมวดหู จมูก ลิ้น กายและใจ ได้เลยหรือ

 

- ตอบคำถามประจำสัปดาห์ -

 

คุณนิยายเล่มเก่า (Facebook fanpage)

คำถาม : จากขัชชนิยสูตร ว่าด้วยสิ่งที่ถูกขันธ์ 5 เคี้ยวกิน ประโยคที่ว่า “ดูกรภิกษุทั้งหลาย เพราะอะไรจึงเรียกว่ารูป เพราะสลายไปจึงเรียกว่า รูป..” จึงสงสัยว่า ‘นาม’ ก็เป็นสิ่งสลายหายไปได้เหมือนกัน ทำไม ‘นาม’ ไม่ใช้คำว่า สิ่งสลาย เหมือนกับ ‘รูป’

 

คำตอบ : คำนิยามที่พระพุทธเจ้าอธิบายคำว่า ‘รูป’ หมายความว่า สิ่งที่มีการแตกสลายได้ เพราะความร้อน ความหนาว ความหิว ความกระหาย เหลือบยุง ลมแดด ส่วนคำว่า ‘นาม’ คือ ผัสสะ มนสิการ สัญญา เจตนา เมื่อนำมารวมกัน จึงเรียกว่า ‘นามรูป’ ซึ่ง ‘นาม’ ก็แตกสลายได้เหมือนกับรูป เพราะเป็นสิ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยเกิดขึ้นทั้งสิ้น

คำนิยามนั้น พระพุทธเจ้าจะกำหนดบทพยัญชนะในการที่จะพูดจะกล่าวคำใดเอาไว้อย่างดี คำสอนนี้จึงมีลักษณะถูกต้องทั้งโดยอรรถะคือความหมาย และโดยพยัญชนะคือรูปแบบของคำ ทั้งโดยในรายละเอียดคือโดยพยัญชนะและโดยรวมคือโดยนิมิต ดูรายละเอียดแล้วก็ถูกความหมาย ดูในนิมิตก็ถูกพยัญชนะ

การที่ท่านจะยกอะไรขึ้นมาบัญญัติ ไม่ว่าจะเรื่องอะไรก็แล้วแต่ ท่านจะเอาจุดเด่นของสิ่งนั้นๆ มาอธิบาย มีความหมายที่แทรกอยู่ในนั้น วิธีการสอนของท่านมีหลากหลายแบบ มีนัยยะซ่อนแฝงอยู่ในแต่ละอย่างๆ ในลักษณะนิยาม การบัญญัตินี้ก็เหมือนกัน แน่นอนว่า นามก็ไม่เที่ยง สัญญา สังขาร วิญญาณ ก็ไม่เที่ยงเหมือนกัน แต่ทำไม ‘รูป’ ถึงเอาคำว่า แตกสลายได้ มาใช้ ถ้าเราพิจารณาดู ตรงนี้คือจุดเด่น อันไหนที่เป็นลักษณะที่โดดเด่นของสิ่งใดสิ่งหนึ่ง จึงเอาจุดนั้นมา

‘นาม’ ไม่ใช่ว่า ไม่แตกสลายได้ แน่นอนมันแตกสลายได้ แต่มันไม่โดดเด่น บางทีเราไม่เห็นชัดเจน แต่สิ่งที่เรียกว่ารูปนั้น โดดเด่นแน่นอน เช่น ร่างกายของเราแก่หง่อมลง เอาลักษณะที่มีความโดดเด่นนี้ มายกขึ้นอธิบาย

เหตุของความแตกสลาย เพราะความร้อน ความหนาว ความหิว เหลือบยุง ลมแดด พวกนี้ คือ สิ่งที่เราเจอกันอยู่เป็นประจำ เห็นอยู่ชัดๆ เฉพาะหน้า ถามว่า ความร้อน ความหนาว นี้ไม่ได้ทำให้ นาม วิญญาณ แตกสลายได้หรือ ก็ได้เหมือนกันนะ บางทีพออุณหภูมิสูงขึ้น ผัสสะบางอย่างก็ดับไป ผัสสะบางอย่างก็เกิดใหม่ขึ้นแทน เออก็เปลี่ยนแปลงไปได้ เพราะอาศัยอุณหภูมิ คือ ความร้อนความหนาวนี้เหมือนกัน แต่นั่นไม่ใช่เป็นลักษณะที่โดดเด่น ในที่นี้เป็นความเห็นของข้าพเจ้านะ จึงคิดว่า ที่พระพุทธเจ้าอธิบาย ยกจุดใดจุดหนึ่งขึ้นมานั้น เป็นความโดดเด่นของส่ิงนั้นๆ ที่เราควรจะสำคัญ เข้าใจความ แล้วพอเราพิจารณาเห็น ให้มีความรอบคอบว่า สิ่งอื่นก็มีลักษณะแบบนี้เหมือนกัน การบัญญัติแตกต่างกัน เพราะมีรายละเอียดนี้

 

 

คำถาม : ‘อัตตวาทุปาทาน’ หมายความว่าอย่างไร

 

คำตอบ : มาจากศัพท์คำว่า ‘อุปาทาน” คือ ความยึดถือ ซึ่งแจกแจงออกได้เป็น 4 อย่าง คือ

  1. กามุปาทาน คือ ความยึดถือในลักษณะที่เป็นความกำหนัดยินดี ความลุ่มหลง ความเพลิดเพลินไปในสิ่งของข้าวของภายนอกที่สัมผัสได้ด้วยตา หู จมูก ลิ้น กาย คือ กาม
  2. ทิฏฐุปาทาน คือ ความยึดถือในทิฏฐิของตนเอง ในความเห็นของตน ระบบความเข้าใจอย่างใดอย่างหนึ่ง ว่าอย่างนี้ใช่อย่างอื่นไม่ใช่ ว่าอย่างนี้ถูกอย่างอื่นผิด
  3. สีลัพพตุปาทาน คือ ความยึดถือในศีลและพรต ชนิดที่เป็นแบบลูบๆ คลำๆ ความยึดถือในข้อปฏิบัติทางกาย ทางวาจา ข้อวัตรอย่างใดอย่างหนึ่ง ที่ไม่ได้จะเป็นไปตามเหตุตามปัจจัยของมันอย่างถูกต้อง แท้จริง เป็นสุดโต่งสองข้าง เป็นความเพียรที่ไร้ผล เช่น ความเชื่องมงายต่างๆ
  4. อัตตวาทุปาทาน คือ ความยึดถือในวาทะว่าเป็นของตน คือ การยึดถือในตัวเอง ตัวของชั้น นี่ของชั้น ที่เป็นไปในทางใจ เป็นไปในทางนาม

 

 

คำถาม : จากสฬายตนวิภังคสูตร ในหมวดของตาที่มีสัมผัสทางตา รูป จักษุวิญญาณ จักษุสัมผัส เกิดเป็นเวทนาขึ้นต่างๆ ถ้าพิจารณาตามเพียงแค่หมวดเดียว จะสามารถทำให้บรรลุมรรคแปด มีมรรคแปดเกิดขึ้นได้อย่างสมบูรณ์ โดยที่ไม่ต้องพิจารณาในหมวดหู จมูก ลิ้น กายและใจ ได้เลยหรือ

 

คำตอบ : ยึดถือตรงไหน จะตัดต้องตัดตรงนั้น เราทุกข์ตรงไหน เราจะคลายทุกข์ได้ เราต้องคลายทุกข์ตรงนั้น มันหนักตรงไหน จะวางความหนัก ก็ต้องวางตรงที่มันหนัก จะวางตรงอื่นได้ยังไง มันผิดตรงไหน เราก็แก้ตรงนั้น ให้มันถูก

ความยึดถืออยู่ที่ไหน เราวางตรงนั้นได้ นั่นคือความยึดถือหมดไป ละไป ประเด็นคือ ความยึดถือคืออุปาทาน ความทะยานอยากคือตัณหา ความไม่รู้คืออวิชชา มันเป็นเครือข่าย มันแผ่ซ่านไป มันไม่ได้ยึดเป็นเส้นอันเดียว มันเป็นแผงเลย มันไม่ได้เป็นแค่แผงแนวเดียว มันเป็นแผงยืดไปสามมิติ ความยึดถือนี่ย่ิงกว่าใยแมงมุม

..ถ้าละตาอย่างเดียว แล้วอย่างอื่นชั้นไม่ละ มันจะไปพ้นทุกข์ได้ยังไง ไม่ได้อยู่แล้ว ถ้าคุณแค่ละตาอย่างเดียว เอารูปด้วย สายของตา ละให้มันหมดเลย วิญญาณ สัมผัส เวทนา อะไรก็ตาม แล้วถ้าหูมันยังถูกยึดอยู่ ใจยังถูกยึดอยู่ โอ๊ย ก็โดนหมด ก็ยังยึดอยู่ เพราะเครือข่าย มันไปหมด

ความยึดถือเอาที่รากของมัน รากของความยึดถือ คือ ตัณหา รากของตัณหา คือ อวิชชา เราละตรงนี้นะ แล้วความยึดถือในจุดอื่นๆ มันก็ค่อยเบาบางลงๆ ไปแล้วนะ เรากำจัดอวิชชาตรงนี้ เห็นตามความเป็นจริงในตา รูปเหล่านี้ เป็นต้น เห็นตามความเป็นจริง แล้วละความยึดถือ ละตัณหา ละอวิชชา ความยึดถือที่มันเบาบางจากสิ่งอื่นๆ แล้ว มันจะไม่คืบคลานไปต่อ มันจะค่อยลดลงๆ จึงต้องเป็นลักษณะขูดลอก ค่อยๆ เอาหนาๆ นี่ออกไปก่อน แล้วกลางๆ ออกไปด้วย แล้วละเอียดๆ ก็มาแซะๆ ออกๆ เนี่ย ค่อยเป็นไปตามลำดับ จากหนาๆ ใช้ศีล จากกลางๆ ใช้เรื่องของสติ เรื่องของสมาธิ ละเอียดๆ นี่ใช้ปัญญา

คนที่เขาเบาบางแล้ว เขาละจุดเดียว พึ้งเลย หลุดได้ทันที เอาแค่ตานี่ก็ได้ แล้วตรงนี้มันเป็นต่อม เป็นราก เป็นเครือข่าย ถ้าเราทำลายรากของมัน อย่างต้นไม้เป็นต้น ถ้าเราไม่ต้องการให้มันมีเงาอยู่บนพื้นดิน คุณตัดแต่งกิ่ง ตัดจนถึงตอมันเลย แล้วต้องขุดลงไปถึงรากของมัน เอารากมันออกมาให้หมดด้วย..แล้วเอาไฟเผา บดให้จนเป็นขี้เถ้า เป็นฝุ่นผง โปรยลงไปในน้ำที่เชี่ยวจัด หรือซัดขึ้นไปในลมที่พัดจัด หาเงาไม่เจอ หายหมด ต้องกำจัดที่รากมัน ค่อยๆ ท่านผู้ฟัง

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน “ขัชชนิยสูตร ว่าด้วยสิ่งที่ถูกขันธ์ ๕ เคี้ยวกิน” พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๗ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๙ สังยุตตนิกาย ขันธวารวรรค

อ่าน “สฬายตนวิภังคสูตร” พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์

อ่าน “อุปาทาน 4” พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

ฟัง “คำพุทธ - สฬายตนวิภังคสูตร” ออกอากาศทาง FM92.5 และ FM106 เมื่อวันที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2559