เริ่มที่มีสติกำหนดรู้ รวมลงที่ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน

  • อานาปานสติ สามารถทำให้บรรลุธรรมได้หรือไม่
  • รายละเอียดของอานาปานสติ 16 ขั้น
  • ความหมายอย่างลึกซึ้งของประโยคที่ว่า “มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้”
  • จากมหาสติปัฏฐาน ที่กล่าวว่า “พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมในกายบ้าง” ควรใช้คำใดจึงจะถูกต้องระหว่าง ”ความเกิด” กับ “เหตุเกิด”
  • ธรรมคือ ความ(เหตุ)เกิดขึ้นในกาย เป็นอย่างไร
  • ควรจะพิจารณานัยยะอย่างไร จากพระสูตรที่ว่าด้วย “ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน”
  • เหตุใดจึงไม่มีคำว่า “อุปาทาน” ร่วมกับ “อายตนะภายใน” เหมือนกับคำว่า “อุปาทานขันธ์ 5 ”

คำถาม 1: อานาปานสติ คือการระลึกรู้ลมหายใจ หรือการหายใจ

คำตอบ 1: อานาปานสติ หมายถึง การหายใจเข้า - ออก โดยมีสติอยู่กับลมหายใจ ซึ่งก็คือการระลึกรู้ลมหายใจนั่นเอง ทั้งนี้ไม่ได้เน้นไปที่เทคนิคการหายใจ แต่ให้ความสำคัญกับมีสติกำหนดรู้ โดยใช้ลมหายใจเป็นเครื่องมือ การปฏิบัติ ทำให้มากเจริญให้มากแล้ว จะทำให้เราเข้าใจได้ในที่สุด

 

คำถาม 2: อานาปานสติในสติปัฏฐานสามารถทำให้บรรลุธรรมได้หรือไม่ ถ้าได้แล้วทำไมต้องมีอานาปานสติ 16 ขั้นอีก ซึ่งทั้ง 16 ขั้นนั้นดูจะเยอะกว่า ยากกว่า

คำตอบ 2: ถือเป็นเหลี่ยมคูของพระพุทธเจ้า ที่ท่านทรงพระปรีชาสามารถแยกแยะ แจกแจง มีรายละเอียด รอบคอบ รัดกุม ไม่หละหลวมในธรรม สิ่งใดที่ท่านสอนไว้นั้นดีแล้ว หากเราสามารถปฏิบัติส่วนใดได้ให้รีบทำเลย เพื่อให้เข้าใจหลักการปฏิบัติได้ดียิ่งขึ้นในอานาปานสติทั้ง 16 ขั้นนี้ สามารถแบ่งออกเป็น 4 หมวดดังนี้

  • หมวดที่ 1 กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน ประกอบด้วยขั้นที่ 1 ถึงขั้นที่ 4 ว่าด้วยการกำหนดลมหายใจเข้า-ออก

    1. เมื่อหายใจเข้า-ออกยาว ก็รู้ว่า เราหายใจเข้า-ออกยาว

    2. เมื่อหายใจเข้า-ออกสั้น ก็รู้ว่า เราหายใจเข้า-ออกสั้น

    3. กำหนดรู้กายทั้งปวงหายใจเข้า-ออก

    4. ทำกายสังขารให้ระงับ หายใจเข้า-ออก

  • หมวดที่ 2 เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน ประกอบด้วยขั้นที่ 5 ถึงขั้นที่ 8 ว่าด้วยการกำหนดเวทนา

    5. กำหนดรู้ปีติ หายใจเข้า-ออก

    6. กำหนดรู้สุข หายใจเข้า-ออก

    7. กำหนดรู้สังขาร หายใจเข้า-ออก

    8. ทำจิตสังขารให้ระงับ หายใจเข้า-ออก

  • หมวดที่ 3 จิตตานุปัสสนาสติปัฏฐาน ประกอบด้วยขั้นที่ 9 ถึงขั้นที่ 12 ว่าด้วยการกำหนดจิต

    9. กำหนดรู้จิต หายใจเข้า-ออก

    10. ทำจิตให้ปราโมทย์ หายใจเข้า-ออก

    11. ทำจิตให้ตั้งมั่น หายใจเข้า-ออก

    12. ทำจิตให้คลาย หายใจเข้า-ออก

  • หมวดที่ 4 ธัมมานุปัสสนาสติปัฏฐาน ประกอบด้วยขั้นที่ 13 ถึงขั้นที่ 16 ว่าด้วยการกำหนดธรรมที่ปรากฏในจิต

    13. ตามเห็นอนิจจัง - ความไม่เที่ยง หายใจเข้า-ออก

    14. ตามเห็นวิราคะ - ความจางคลาย (คลายติด) หายใจเข้า-ออก

    15. ตามเห็นนิโรธ - ความดับโดยไม่มีเหลือ (ดับสนิท) หายใจเข้า-ออก

    16. ตามเป็นปฏินิสสัคคะ - ความสละคืน (ปล่อยวาง) หายใจเข้า-ออก

 

คำถาม 3: ในมหาสติปัฏฐาน มีจุดที่ซ้ำๆกันคือ “มีความเพียร มีสัมปชัญญะ มีสติ กำจัดอภิชฌาและโทมนัสในโลกเสียได้” ประโยคนี้หมายความว่าอย่างไร และลึกซึ้งอย่างไร

คำตอบ 3: หมายความว่า การมีสติตั้งไว้ในกาย เวทนา จิต หรือธรรมก็ได้ เพื่อกำจัดออกซึ่งความดีใจ ความเพ่งเล็ง (อภิชฌา) และความเสียใจ (โทมนัส) ในขันธ์ห้าหรืออายตนะทั้งหก (โลก) จะสามารถทำให้บรรลุเป็นพระอรหันต์ได้

 

คำถาม 4: ในมหาสติปัฏฐาน ประโยคที่ว่า “พิจารณาเห็นธรรม คือความเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรม คือความเสื่อมในกายบ้าง” แต่บางครั้งได้ยินอาจารย์บางท่านอ่านว่า “พิจารณาเห็นธรรม คือเหตุเกิดขึ้นในกายบ้าง พิจารณาเห็นธรรม คือเหตุเสื่อมในกายบ้าง” ไม่ทราบว่าอันไหนถูกต้อง ระหว่าง “ความเกิด” หรือ “เหตุเกิด”

คำตอบ 4: เราต้องกลับไปพิจารณาจากตัวแม่บทที่เป็นภาษาบาลี ซึ่งล้วนแล้วแต่ใช้คำว่า “สมุทัย” ทั้งสิ้น ซึ่งแปลว่า มีเหตุเกิด มีที่เกิด หรือมีแดนเกิดก็ได้ ดังนั้นจากคำถามนี้ไม่ว่าจะเป็น “ความเกิด” หรือ “เหตุเกิด” ก็มีความหมายเหมือนกัน สามารถใช้ได้ทั้งคู่

 

คำถาม 5: ธรรมคือ ความ(เหตุ)เกิดขึ้นในกาย เป็นอย่างไร

คำตอบ 5: ให้พิจารณาเห็นเป็น 3 จังหวะดังนี้

  1. สมุทัย คือ ความเกิด เหตุเกิด
  2. วะยะ คือ ความเสื่อมไป เคลื่อนไป ดับไป
  3. สมุทย-วย คือ เกิดขึ้นและดับไปทันที ซึ่งจะต้องมีสติตั้งไว้ตลอดเวลาจึงจะพิจารณาเห็นได้ทัน เมื่อรู้ได้ตัณหาและทิฐิจะอาศัยไม่ได้ ถือเป็นมหาสติ มหาปัญญา สามารถบรรลุธรรมขั้นสูงได้

 

คำถาม 6: จากพระสูตรที่ว่าด้วย “ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน” จะพิจารณาจักขุวิญญาณ กับจักขุสัมผัส แยกกันได้อย่างไร เข้าใจอยู่ว่าเป็นคนละอันกัน แต่ตอนจะทำแล้วทำไม่ได้ เพราะมันอยู่ที่เดียวกัน เกิดพร้อมกัน เราสามารถมัดรวมๆ เป็นอันเดียวกันได้หรือไม่ เช่น รวมกันเป็นจักขุสัมผัสอย่างเดียว หรือ จักขุวิญญาณอย่างเดียว

คำตอบ 6: “ปฏิปทาเป็นที่สบายแก่การบรรลุนิพพาน” หมายถึง การพิจารณาเห็นถึงความไม่เที่ยงด้วยปัญญา เห็นถึงอนิจจัง ทุกขัง อนัตตา โดยเริ่มจากการตั้งสติจดจ่อนั่นเอง ซึ่งหมายรวมได้ทั้งตา รูป หรือการรู้แจ้ง(ผัสสะ) ทางตาก็ได้ โดยที่การรับรู้ที่เกิดขึ้นนั้นก็เป็นวิญญาณอยู่แล้ว

 

คำถาม 7: จาก “อายตนสูตร”ที่กล่าวว่า “ก็ทุกขอริยสัจเป็นไฉน? ควรจะกล่าวว่าอายตนะภายใน 6” สงสัยว่าทำไมจึงไม่มีคำว่าอุปทานเหมือนกับตอนที่ใช้กับขันธ์ 5 ว่า “อุปาทานขันธ์ 5” ก็จะได้เป็น “ทุกขอริยสัจเป็นไฉน? ควรจะกล่าวว่าอุปาทานอายตนะภายใน 6”

คำตอบ 7: เพราะอายตนะภายใน 6 ถือเป็น “ทุกขอริยสัจ” ที่ไม่ประกอบด้วยส่วนที่เป็นวิญญาณเหมือนกับขันธ์ 5 จึงไม่มีความเกลือกกลั้ว(ผัสสะ)อาศัยกัน จนเกิดความยึดถือหรือ “อุปาทาน” คืบคลานเข้าไปได้

 

ตอบคำถาม : คุณนิยาย เล่มเก่า

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "มหาสติปัฏฐานสูตร (๒๒)" พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๒ ทีฆนิกาย มหาวรรค

อ่าน "อานาปานสติสูตร (๑๑๘)" พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๔ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๖ มัชฌิมนิกาย อุปริปัณณาสก์

ฟัง "คำพุทธ – อานาปานสติสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 10 มีนาคม พ.ศ. 2559