พิจารณากายเพื่อให้เห็นตามความเป็นจริง

  • กายนี้ประกอบไปด้วยธาตุทั้ง 6 ธาตุเหล่านี้ล้วนอาศัยเหตุอาศัยปัจจัยจึงเกิดขึ้น จึงมีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดา มีความเป็นอนัตตา เราจึงไม่สามารถที่จะยึดถือกายนี้ได้
  • ให้พิจารณากายโดยเปรียบกับการชำแหละโคของคนฆ่าโคที่ชำนาญ แยกแยะส่วนจ่างๆ กายเรานี้เมื่อแยกแยะออกมาก็มีลักษณะเช่นเดียวกัน แยกเป็นกองธาตุต่างๆ
  • จุดประสงค์ของการพิจารณากายก็เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริง ซึ่งเป็นขั้นตอนที่จะทำให้เราเกิดความเบื่อหน่ายคลายกำหนัดและปล่อยวางได้ เมื่อเราปล่อยวางกายได้ เราจะพ้น เราจะเหนือจากเหตุปัจจัยที่จะทำให้เราสุขหรือทุกข์ไปตามได้ จะ มีความพ้น ทำนิพพานเป็นที่สุดจบได้

“เธอพึงพิจารณากาย อันตั้งอยู่ ดำรงอยู่ตามปกตินี้แหละ โดยความเป็นธาตุ ว่าในกายนี้ มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เช่นเดียวกับคนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ชำนาญ เมื่อฆ่าโคแล้ว ก็นั่งแบ่งออกเป็นส่วนๆ ที่หนทางสี่แยก ฉันใดก็ฉันนั้น ด้วยอาการอย่างนี้ เธอย่อมชื่อว่า เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นกายในกาย อันเป็นภายในอยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายอันเป็นภายนอกอยู่บ้าง”

มหาสติปัฏฐานสูตร

 

..เมื่อไหร่ก็ตามที่เราปล่อยวางความยึดถือในกายของเราได้ เราจะไม่ตกอยู่ในอำนาจของกาย เราจะไม่เป็นไปตามอำนาจของกาย กายมันจะเป็นอย่างไง เราจะมีความสุขอยู่ได้ คือเหนือจากเหตุปัจจัยที่ว่านี้ เหนือจากเหตุปัจจัยที่มันจะทำให้เราสุขหรือทำให้เราทุกข์...

 

ในการปฏิบัติการกระทำนี้ ตัวข้าพเจ้าเองก็ศึกษาคำสอนเล่าเรียนมาจากในตำราคัมภีร์ ซึ่งท่านก็กล่าวไว้ระบุไว้ว่า พระผู้มีพระภาคตรัสบอกไว้อย่างนี้ๆ ก็ตามหลักฐานเท่าที่มี เท่าที่มี เพราะว่าตัวเรานั้นก็ไม่เคยเห็นพระพุทธเจ้าว่าท่านเสียงเป็นอย่างไง หน้าตาเป็นอย่างไร เขาอาจจะมีถ่ายรูปมา ปั้นพระพุทธรูปบ้าง แต่นั่นก็เกิดจากจินตนาการของผู้ปั้นของผู้วาดของผู้ถ่าย ซึ่งก็เป็นอีกแบบหนึ่ง จริงๆก็ไม่รู้ว่าเป็นอย่างไร ซึ่งมาดูเปรียบเทียบกันก็จะมีความแตกต่างกันอยู่ในหลายจุดหลายประเด็น เรื่องคำสอนนี้ก็เหมือนกัน เราอาจจะไม่เคยเห็นหน้าท่าน ไม่เคยได้ยินเสียงของท่าน แต่เราอาจจะตรวจสอบจากเรื่องราวอื่นๆเช่นคำสอนเป็นอย่างไง

เอาคำสอนตรวจดูก็ยังมีส่วนที่ไม่เหมือนกันไม่ลงรับกันไม่เข้ากัน ทำไมคนนั้นว่าอย่างงั้นทำไมคนนี้ว่าอย่างงี้ ที่แตกต่างกันก็มี แต่อย่างไรก็ตามท่านผู้ฟัง ที่เหมือนกัน ที่ยังลงรับกัน ที่ยังเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ที่ยังเข้ากันได้ ยังปฏิบัติได้จริงนั้น มีอยู่แน่นอน มีอยู่แน่นอน เพราะว่าเรามาทำความเข้าใจในเรื่องนี้ เอาเฉพาะจุดส่วนที่มันจะดีมีได้เข้ากัน ปฏิบัติได้เนี่ย เราจะดีขึ้นมาได้ แน่นอน

ในทุกวันข้าพเจ้ามาพบกับท่านผู้ฟังนั้น ก็จะจุดประสงค์เดียว คือให้เกิดการปฏิบัติที่จริงๆจังๆ ให้มันได้ถึงผลแห่งการกระทำที่จะให้ปฏิบัติอยู่ในช่องทางในทาง คือมรรคแปดได้ เราจะไปสู่ที่หมายที่ๆจะพ้นจากความทุกข์ต่างๆ ได้

ในวันนี้ก็จะพาท่านผู้ฟัง ในการที่จะนั่งสมาธิปฏิบัติธรรม เข้าสมาธิกัน ถ้าอยู่ในสถานที่ที่สามารถจะหลับตาไม่ต้องมีกิจการงาน นั่งเฉยๆได้ก็ทำไป แต่ถ้าเผื่ออยู่ในสถานที่ที่ไม่สามารถหลับตาได้ ยังต้องทำกิจการงานอย่างอื่น มีการขับรถ มีการทำอาหาร อันนั้นก็ทำไปไม่เป็นไร แต่ว่าให้ทำจิตตามอย่างที่ว่านี้

พระพุทธเจ้าท่านเปรียบเทียบไว้ท่านผู้ฟัง ท่านตรัสไว้อย่างนี้บอกว่า

 

“เธอพึงพิจารณากาย อันตั้งอยู่ ดำรงอยู่ตามปกตินี้แหละ โดยความเป็นธาตุ ว่าในกายนี้ มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม เช่นเดียวกับคนฆ่าโค หรือลูกมือของคนฆ่าโคผู้ชำนาญ เมื่อฆ่าโคแล้ว ก็นั่งแบ่งออกเป็นส่วนๆ ที่หนทางสี่แยก ฉันใดก็ฉันนั้น ด้วยอาการอย่างนี้ เธอย่อมชื่อว่า เป็นผู้มีปกติพิจารณาเห็นกายในกาย อันเป็นภายในอยู่บ้าง พิจารณาเห็นกายในกายอันเป็นภายนอกอยู่บ้าง”

มหาสติปัฏฐานสูตร

 

วันนี้ให้เราพิจารณากายท่านผู้ฟัง ไม่ต้องเอากายของคนอื่น เอากายของตัวเรานี้ก็ได้ หรือจะเอากายของคนอื่นก็ได้ ไม่มีปัญหา แต่เริ่มจากกายของเรานี้ เหมือนกับคนฆ่าโค ท่านเปรียบเทียบเอาไว้ หลวงพ่อดอกเตอร์สะอาดเคยเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ตอนที่สมัยท่านยังเป็นเด็กๆ สักเจ็ดแปดขวบนี่แหละ ยังไม่ถึงสิบขวบดี ก็มีคนที่เขาฆ่าวัวในหมู่บ้าน โอว เล่าให้ฟังนี่นะ เขาฆ่าวัวนี่ เขาเอาเชือกผูกที่ขาโคนี่ซะก่อน ดึงให้มันนอนลงแบะขาออก แล้วก็เอาฆ้อนตีลงไปที่ระหว่างกลางเขามัน ที่ศรีษะของมัน คนที่มุงดูอยู่นั้นน่ะ ก็ถือตะกร้าคนละใบๆ ประมาณสิบยี่สิบสามสิบคน บางครั้งบางคราวเป็นอย่างนั้น

พวกนี้เขาทำอะไร พวกนี้คือพวกที่เขาแบ่งพูดกัน ภาษาอีสานเขาใช้คำนี้ คือเป็นคนที่ลงขันในการที่จะให้มีการฆ่าโคตัวนี้ แล้วก็เอาเนื้อนั่นน่ะมากิน ถือตะกร้าเพื่อที่จะแบ่งเนื้อกลับไปกินที่บ้าน นี่พวกที่ลงขัน พวกที่จะขอแบ่งส่วนก็มีนะ กับอีกพวกหนึ่งที่มามุงดูว่าเขาฆ่าโคเนี่ย เขาทำกันอย่างไง หลวงพ่อเล่าให้ฟังท่านผู้ฟัง ว่าในสมัยที่ท่านยังเป็นเด็กก็ไปมุงดู ว่าเขาฆ่าโค เขาฆ่าโค เขาประกาศในหมู่บ้าน ก็ไปมุงดูว่าเป็นอย่างไงนี่นะ ก็อย่างที่เล่าให้ฟังนี่ล่ะ ว่าเขาก็ผูกขาของโคด้วยเชือกสี่เส้น ขามันให้มันนอนแบะลงไป ให้มันไม่มีแรงขา ดึงแบะออกไปเรียบร้อย แล้วก็เอาฆ้อนเนี่ย ไม่ใช่ฆ้อนตอกตะปูธรรมดาท่านผู้ฟัง ฆ้อนปอนด์ ฆ้อนปอนด์ใหญ่ๆที่ใช้สำหรับทุบพื้นให้มันแตกนั่นแหละ เอาใส่เข้าไปที่กลางศรีษะของโค พวกที่ถือตะกร้าท่านผู้ฟัง สายตานี่แบบ โอวโหย มันจะกินเลือดกินเนื้อกัน สายตานี่แบบ ต้องตาย ต้องตาย จะเอาเนื้อ สายตานี่เป็นคนละแบบ

ตอนนั้นหลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ยังเป็นเด็กๆเนี่ย พอเขาเอาฆ้อนใส่เข้าไปที่หัวของโคเนี่ย โคก็ร้องโอ๊กๆขึ้น ไม่ใช่ทีเดียวท่านผู้ฟัง มันอึดไง ตีทีเดียวไม่ตาย ก็ต้องตีหลายที ตีเข้าไปหลายทีเข้า มัันยังไม่ตาย ก็เอามีดนี่ มีดยาวประมาณเก้านิ้ว คมทั้งสองด้าน เสียบเข้าไปที่คอของมัน แล้วก็ดึงออกมา ปาดให้เส้นเลือดใหญ่ในลำคอเนี่ย มันขาด บางครั้งบางคราวโดนหลอดลมด้วย มันก็จะเสียงลมดังฟืดๆๆออกมา ทั้งเลือดก็พุ่งออกมาด้วย เขาก็เอาคุถังกะละมังไปรองเลือดเอาไว้ อีกคนหนึ่งก็จับคอให้มันหงายขึ้น มันก็ดิ้นล่ะทีนี้ ไอ้ที่ตีฆ้อนก็ตีเข้าไปให้มันตาย ไอ้ที่ปาดคอก็ปาดเข้าไป ไอ้ที่จับก็จับเอาไว้ ไอ้ที่มุงดูก็มุงดูกันอยู่ พวกที่ถือตะกร้าเตรียมขอแบ่งพูด สายตานี่ก็เป็นอีกแบบหนึ่ง

แต่หลวงพ่อของเรามองดูสถานกราณ์ตรงนั้น ร้องไห้เลยท่านผู้ฟัง ด้วยความเป็นเด็ก อายุยังไม่ถึงสิบขวบ โหยร้องไห้ เขาก็ให้เด็กนี่หนีไป พอโคตายท่านผู้ฟัง คนฆ่าโค นั่นคือตามพุทธพจน์เลยนะ ฆ่าโคอยู่ที่ทางใหญ่สี่แยก แล้วก็นั่งแบ่งออกเป็นส่วนๆเนี่ย เขาก็จะปาดออกซะก่อน แล่หนังมันออก หนังนี่คือใช้ทำเป็นได้หลายอย่าง ทำเป็นรองเท้าก็ได้ ทำเป็นภาชนะก็ได้ เพราะฉะนั้นเขาก็จะแล่ออกมาเป็นชิ้นใหญ่ๆ จากท้องขึ้นไปถึงหลัง จากหลังปาดลงมาอีกจนถึงท้องอีกข้างนึง แล้วก็ขาด้วย ส่วนเขาด้วยอะไรด้วย ปาดออกๆ ตัดข้อเท้าออกไปแต่แรกแล้ว เพื่อให้การทำงานแล่หนังนี่มันได้สะดวก

พอแล่หนังออกแล้ว ก็เหลือแต่เนื้อแดงๆที่นี้ เขาก็พยายามปาดเนื้อออกมา ปาดเนื้อส่วนไหน ส่วนที่เป็นท้อง ส่วนที่ใต้คอ ส่วนที่เป็นเนื้อสัน เนื้อที่โคนขา แต่ละส่วนๆก็จะแบ่งเป็นกองๆเอาไว้ เพราะว่าเนื้อแต่ละจุดก็จะมี profile มีลักษณะของมันแตกต่างกัน ไอ้พวกที่แบ่งพูดรอเอาเนื้อเนี่ย ก็แบ่งตรงนี้ให้ฉันมากตรงนี้ให้ฉันน้อย พอปาดเนื้อออกเป็นส่วนๆแล้วทีนี้ เขาก็จะเริ่มที่จะหักกระดูกออกเป็นชิ้นๆด้วย เครื่องในก็จะมีด้วย เครื่องในส่วนไหนที่เป็นอาหารเก่าก็รูดทิ้งไป ส่วนไหนที่เป็นอาหารใหม่ ที่เขาเรียกว่าเป็นขี้เพี๊ยะ คืออาหารที่มันถูกน้ำย่อย อยู่ในลำไส้เล็ก กำลังย่อยสลายอยู่ จะมีลักษณะแบบขมๆนิดนึง พวกที่ชอบกินเขาก็จะบอกว่าขอให้ฉันมากหน่อย แต่ไส้เอาตรงนี้ กระเพาะมันมีสี่อัน เอ้า ส่วนที่เป็นตรงนี้ก็เรียกน้ำตก ปาดแบ่งกันไปท่านผู้ฟัง บางคนก็จะเอากระดูกด้วย บางคนก็จะเอาตับด้วย บางคนก็จะเอาเขามันด้วย คนฆ่านี่ต้องได้เขา เขาว่า คนที่ชอบลูกตา ก็เอาลูกตาไปกิน คนที่ไม่ชอบก็ให้คนอื่นไป แบ่งพูดกันอย่างนี้ ปาดออก

 

เราพิจารณาย้อนกลับเข้ามาในกายของเรา ก็แบบนี้แหละ ปาดออก ใช้มีดในจินตนาการ คิดเอาเลยนะนี่ คือพูดถึงว่าคิดเอาเลย จินตนาการเอาเลย กายของเรานี้ ถ้าเผื่อว่าถูกปาดออก ถูกแบ่งออกเป็นส่วนๆ ผ่าออกเนี่ย เขาเลาะอย่างไง

 

เวลาฆ่าโคเนี่ย เขาก็เลาะเอาหนังออกก่อน เอาเราเลาะเอาหนังออก อู้ยก่อนจะไปถึงหนังก็ต้องมีผิวก่อน ผิวนี่คือเนื้อเยื่อบางๆ ที่หุ้มอยู่บนหนัง ก็ลอกเอาผิวออกก่อน ผิวเนี่ยมันแค่จะเป็นแค่บางๆนิดเดียว เคยมีหมอคนหนึ่งเขาเล่าให้ข้าพเจ้าฟังว่า ตอนที่เรียนเกี่ยวกับพวกกายวิภาคเนี่ย ก็ต้องมีการลอกผิวออก ผิวของร่างกายทั้งหมดเนี่ย ลอกออกมาแล้ว มารวมกันเนี่ย แค่ไม่ใหญ่ไม่เล็กกว่าลูกปิงปอง ถ้าปั้นให้มันเป็นก้อนขึ้นมาเนี่ยนะ ผิวของเราทั้งหมดเล็กกว่าลูกปิงปองด้วยซ้ำ ลอกออกมาแล้วนะ

ถัดจากผิว ก็เป็นหนัง สมมุตเราแล่ออกมาเนี่ย เอาส่วนที่เป็นของแข็ง คือธาตุดิน ส่วนไหนเป็นส่วนที่เป็นของเข่นแข็งอยู่ในกายของเรา หนัง ที่อยู่บนหนังแล้วก็ผิว แล้วก็ผม แล้วก็ขน พวกนี้ ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง นี่คือธาตุดิน ลอกหนังออก เนื้อทั้งหลาย ทั้งหมดเลย รูดออก ร่วงไปส่วนไว้กองหนึ่ง จะเห็นแต่กระดูกแล้วทีนี้ โครงกระดูก เป็นเหมือนกับที่เขาตั้งไว้ โชว์นี่แหล่ะโครงกระดูก อู้ยน่ากลัว แล้วก็เป็นโครงๆ มันอย่างไงก็ไม่รู้ ตานี่ก็ควักออกด้วย ลูกตานี่เพราะว่ามันเป็นส่วนที่เป็นธาตุดินด้วย เอาไปกองกันไว้กับพวกหนังพวกเนื้อพวกนั้น ตาก็จะโบ๋วๆลงไป

กระดูกทั้งหมด ยึดกันอยู่ด้วยเอ็น เอ็นด้วย กระดูกด้วย กระดูกเอ็น แล้วก็เครื่องในทั้งหมด เครื่องในทั้งหมดมีอะไร หัวใจ ตับ ม้าม ปอด ลำไส้เล็กลำไส้ใหญ่ อาหารเก่า อาหารใหม่ พวกนี้ทั้งหมดเลย จะอยู่ในส่วนที่เป็นธาตุดิน ส่วนนี้จะเป็นของเข่นแข็งทั้งหมด

ส่วนที่เป็นน้ำคือ สิ่งที่มีลักษณะเอิบอาบเปียกชุ่ม สิ่งที่มีลักษณะเอิบอาบเปียกชุ่มนั้น น้ำเหงื่อ น้ำดีน้ำเสลด น้ำเหลือง น้ำเลือด น้ำมัน บีบออกมาเนี่ย บางคนหยดติ๊งๆเลยเป็นน้ำมัน น้ำตาด้วย ไขมันทั้งหลาย น้ำลาย ปัสสาวะ ในไขข้อนี่ก็ยังมีน้ำในไขข้อด้วย พวกน้ำนี่ก็แยกเอาไว้กองหนึ่ง นี่คือนึกจินตนาการตามเอานะท่านผู้ฟัง ว่าในกายของเราเนี่ย มีลักษณะเป็นแบบนี้ มีธาตุดินคือส่วนที่มีลักษณะเป็นเข่นแข็ง ปาดออกมา อะไรที่เป็นของแข็งแยกเอาไว้ส่วนนึง ส่วนที่เป็นน้ำ บีบออกมา คั้นออกมา ส่วนที่เป็นน้ำก็แยกเอาไว้ส่วนนึง เลือดทั้งหมดอยู่ในอวัยวะต่างๆ บีบออกมา กองรวมกันเอาไว้อยู่ในคุถังตั้งเอาไว้อันหนึ่ง มีดินแล้วนะ มีน้ำแล้ว

ไฟ ธาตุไฟคือความร้อน สิ่งไหนที่เป็นของเผาของไหม้ ความอบอุ่นในร่างกาย ไฟที่ย่อยอาหาร ไฟนี่มันเป็นจับต้องไม่ได้ ใช่มั้ย ที่ว่าเราจะให้เป็นชิ้นๆ แต่ว่าแฝงอยู่ในความอบอุ่นของเลือด ความอุ่นของอวัยวะต่างๆนี่ล่ะ นี่คือธาตุไฟ แยกเอามาไว้ส่วนหนึ่ง สมมุติเรามีพลังงานจุดหนึ่งที่มันจะลอยมาอยู่ได้ นี่คือส่วนที่เป็นธาตุไฟ

ส่วนที่เป็นธาตุลม ในกายของเรานี้มีลมแทรกอยู่เสมอ ลมนี่คือสิ่งที่พัดไปพัดมา ไหวตัวได้ เช่นลมหายใจเข้าลมหายใจออก เรอ ที่มันเรอปรื๊ดออกมาตามช่องอาหาร หรือว่าผายลมออกมาทางช่องทาวารหนัก พวกนี้คือธาตุลม ลมคือลมหายใจที่ถูกเลือดแบ่งไปตามเลี้ยงส่วนต่างๆของร่างกาย นี่เขาเรียกว่าลมที่แล่นไปตามตัว ลมหายใจเข้าลมหายใจออก ธาตุลมแยกไว้ส่วนหนึ่ง นั่นคือถ้าสมมุติว่า เราจินตนาการในลักษณะที่มันจะมาพออยู่อาศัยกันได้ ในจุดใดจุดหนึ่ง เราตั้งไว้ ดิน น้ำ ไฟ ลม

ในกายของเรายังมีส่วนที่เป็นอากาศธาตุ อากาศธาตุนั้นคือธาตุช่องว่าง ส่วนไหนที่เป็นความว่าง เนื้อกับเลือดไม่ได้เข้าไปบรรจุอยู่ เช่นอาจจะเป็นช่องท้อง ช่องในกระโหลกศรีษะ บางคนสมองแฟบลง ก็มีช่องว่างๆอยู่ในระหว่างกระโหลกศรีษะกับสมองของตน บางคนกระดูกข้างในมันเป็นโพรง เพราะด้วยว่าความที่เยื่อกระดูกมันหายไป ก็เป็นโพรงนี่ ชื่อว่าเป็นอากาศธาตุ เป็นธาตุช่องว่าง เป็นความว่างๆอยู่ในกายของเรา

กายของเราเนี่ยประกอบมาด้วยลักษณะแบบนี้ มีธาตุดิน ธาตุน้ำ ธาตุไฟ ธาตุลม แล้วก็อากาศธาตุ มีวิญญาณธาตุด้วย วิญญาณธาตุก็คือธาตุรู้ การรับรู้ที่เรามารับรู้ส่วนต่างๆของร่างกายได้ ธาตุรู้ที่มันแล่นไปตามเสียงที่มากระทบหู มันก็ไปอยู่ที่หู ธาตุรู้ที่ไปตามรสอาหารที่มากระทบลิ้น ธาตุรู้นั้นก็ไปอยู่ที่ลิ้น มีองค์ประกอบต่างๆทั้งหกธาตุนี้อยู่ในกายของเรา พิจารณานะนี่คือพิจารณา พิจารณาคือให้คิดนึกตามไป แยกแยะออกมา

สิ่งที่มาประกอบเป็นกายของเรานี้ แต่ละอย่างๆที่ว่ามีหกธาตุเนี่ยนะ มีเหตุปัจจัยของมันมาทั้งสิ้น วิทยาศาสตร์เดี๋ยวนี้เขาก็มีการพิสูจน์ออกมาแล้วว่า กายของเราเนี่ยมีน้ำตั้งหกสิบถึงแปดสิบเปอร์เซนต์ของร่างกายของเราเป็นธาตุน้ำ เป็นของเหลวเราต้องดื่มน้ำอยู่เรื่อย ถามว่าน้ำเนี่ย ที่เป็นโครงสร้างหลักของร่างกายเนี่ย มันมาจากไหน เอ้า น้ำก็มาจากธาตุน้ำนี่ล่ะ ธาตุน้ำมาจากไหน เอ้า น้ำก็น้ำภายนอกนี่แหละ ที่เรากินดื่มเข้าไป ก็ต้นกำเนิดมาจากแม่นี่ล่ะ มีมารดาบิดาเป็นกำเนิดขึ้นมา เอาเราก็ประกอบกัน มีธาตุน้ำเป็นส่วนใหญ่

เอ้า แล้วธาตุดินล่ะ ธาตุดินก็เป็นของเข่นแข็ง ก็เอาหารที่เรากินเข้าไป อะไรที่มันแข็งๆ ต้นกำเนิดเริ่มแรกเดิมทีมันก็มาจากพ่อแม่นี่แหล่ะ พ่อกะแม่มีปฏิสัมพันธ์กัน มารดาตั้งครรถ์ คลอดเราออกมา ก็เป็นตัวเราออกมา เป็นกายที่มีความส่วนที่เป็นธาตุดินเป็นของเข่นแข็ง พอโตขึ้นมาบางทีอวัยวะส่วนใดส่วนหนึ่งหายไป แขนขาดไป เขาก็เอาแขนเทียมมาใส่ ขาขาดไปเขาก็เอาขาเทียมมาใส่ได้ ขาเทียมมาใส่นี่มีแต่ธาตุดืินไม่มีธาตุน้ำ ใช่มั้ย เพราะมันไม่ได้มีอะไรไปหล่อเลี้ยง อ้าวธาตุดินนี้มาจากไหน เขาก็เอามาจากภายนอก เป็นเหล็กบ้าง เป็นวัสดุสังเคราะห์บ้าง เป็นพลาสติกบ้าง เอามาประกอบกันก็เป็นขาของเราขึ้นมา คือเป็นธาตุดินขึ้นมา ธาตุดินนี้ก็มีเหตุมีปัจจัยมาจากธาตุดินภายนอกนี่แหล่ะ เหมือนกัน

ความร้อนนี่ก็เหมือนกันนะ ที่บอกว่าร่างกายของเรามีอุณหภูมิคงที่ที่ 31องศาเซลเซียส เพราะมันมีเชื้อเพลิงให้เผาไหม้ ลองดูสิ ถ้าเผื่อว่า เราไปอยู่ในที่ที่มันเย็นจัดอย่างเงี๊ยะ ไปแช่ในน้ำเย็นเนี่ย โหวอุณภูมิในร่างกายเราลดลงๆ ตายได้นะ เพราะว่าธาตุไฟมันไม่สม่ำเสมอหายไปมาก หรือว่าถ้าเกินไป อยู่ในที่ที่อุณหภูมิร้อนมาก มีข่าวคราวอยู่เยอะแยะ บางปีคลื่นความร้อนมาจากไหนก็ไม่รู้ พัดไปเนี่ย คนก็ตายเป็นเบือเหมือนกัน เพราะว่าความร้อนที่มันมากเกินไป ความร้อนก็อยู่ในกายของเรา มาจากไหนก็มาจากเชื้อเพลิงที่เผาไหม้ ความร้อนที่มาจากพลังงานจากภาบนอกนี่แหล่ะ เข้ามาในกายของเรา ถ้าเราไม่ลองกินข้าวดูดิ สักไปเรื่อยๆ พอเผาไหม้ไปเผาไหม้ไป อหารในร่างกายที่เก็บสะสมไว้หมดไปๆ เผากล้ามเนื้อก็หมดไปๆ ก็ตายได้เพราะว่าอุณหภูมิมันไม่ถึง ที่จะให้ร่างกายมันดำรงอยู่ได้

ลมก็เหมือนกัน อากาศนี่สำคัญเลย อากาศนี่ในร่างกายของเรามาจากไหนลมหายใจเข้าลมหายใจออก ก็คืออากาศที่เราหายใจนั่นเอง ที่มันจะไหลไปตามตัว ไปเลี้ยงตามส่วนต่างๆของร่างกาย ก็ต้องมาจากภายนอก ธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม ก็มาจากภายนอกนี่แหล่ะ ท่านจึงบอกว่าธาตุที่เป็นภายในก็ตาม เป็นภายนอกก็ตาม ก็สักแต่ว่าเป็นแต่เพียงธาตุเสมอกันเท่านั้น ทีนี้ถ้าธาตุนั้นมันผ่านกระบวนการมาจากระบบทางชีววิทยาของมารดาบิดาเนี่ย มันก็จึงเกิดเป็นตัวเราของเราขึ้นมา แต่ก็มีความเป็นธาตุเหมือนกัน ดิน น้ำ ไฟ ลม

ซึ่งสิ่งต่างๆเหล่านี้มันมีความเปลี่ยนแปลงไปได้ บางทีน้ำแข็งก็เปลี่ยนเป็นของเหลว เป็นน้ำ น้ำถ้าเผื่อว่าเอาไปอยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิต่ำ มันก็กลายเป็นของแข็งขึ้นมา เป็นน้ำแข็ง หรือถ้าไปอยู่ในที่ที่มีอุณหภูมิสูง ระเหยขึ้นไป ก็กลายเป็นลม เป็นไอน้ำขึ้นไป

 

….ธาตุตัวเดียวกันยังเปลี่ยนแปลงถึงความเป็นไปอย่างอื่นได้...

 

เลือดนี่ดูซิเอ้า เลือดเรานี่ ในตัว เออ มันเป็นของเหลวไหลไป พอมีบาดแผลปาดเข้า โอว เลือดไหล แต่เดี๋ยวอีกแป๊ปนึง เลือดแข็ง ปิดบาดแผลเอาไว้ เอ้า ทำไมเลือดกลายเป็นของแข็งได้ นี่แหล่ะมันเป็นอย่างงั้น ดู๊กระดูกของแข็งอ่ะ ของแข็งเดี๋ยวเยื่อในกระดูกก็ผลิตเลือดออกมา เอ้าเลือดก็เป็นของเหลว โอของเหลวถูกผลิตจากของแข็ง มันมีการเปลี่ยนแปลง มีการยักย้ายถ่ายเท พูดง่ายๆคือไม่เที่ยง สิ่งของที่มีความไม่เที่ยง คือธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม แน่นอนว่ามันประกอบกันก็เป็นอากาศธาตุ เป็นธาตุช่องว่าที่เกิดจากการประกอบกันของเจ้าธาตุสี่ดินน้ำไฟลมจุดใดจุดหนึ่งแล้วเนื้อเลือดไม่เข้าไปอาศัยอยู่ ก็เป็นอากาศธาตุ

แล้ววิญญาณธาตุล่ะมาจากไหน วิญญาณก็มีเหตุมาจากนามรูป เพราะมีนามรูปจึงมีวิญญาณ นามรูปก็คือสิ่งที่เป็นรูป ได้แก่ธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม อันนี้ ก็คือสิ่งที่เป็นนามได้แก่ สัญญา สังขาร ผัสสะ มนสิการ เจตนา พวกนี้เป็นนาม มาประกอบกันเราก็เรียกว่า นามรูป เพราะมีนามรูปจึงมีวิญญาณ เพราะมีวิญญาณจึงมีนามรูป มันอาศัยกันเกิดอย่างนี้ เอ้าก็เป็นของอาศัยการเกิด ไม่ได้เกิดมาจากตัวมันเอง เดี่ยวๆโดดๆ ในเมื่อมันอาศัยกันเกิด ก็มีความไม่เที่ยงเป็นธรรมดาเหมือนกัน

 

เพราะงั้นธาตุทั้งหกอย่างที่ประกอบขึ้นมาในกายของเราเนี่ย ให้เราคิดนึกจินตนาการเอาเลยนะในกายของเรานะ มีธาตุต่างๆเหล่านี้อยู่ มีความไม่เที่ยง มีความที่เป็นอนัตตา สิ่งใดที่มีความไม่เที่ยง เพราะว่ามันต้องอาศัยสิ่งอื่นเกิดขึ้นเนี่ย มารวมกันแล้ว จะให้มันเที่ยงได้ มันไม่ใช่นะ มันก็จะมีความไม่เที่ยง พูดง่ายๆคือมีวันหมดอายุของมัน

 

อย่างคุณซื้ออาหารมาชนิดหนึ่งอาจจะเป็นน้ำผลไม้กระป๋องอ่ะ หรือยาประเภทใดประเภทหนึ่ง เขาก็จะระบุวันหมดอายุไว้ ขณะที่เราคลอดออกมาจากครรถ์มารดา เพล๊าะ ออกมานี่ย ก็มีวันหมดอายุแน่นอน วันไหนไม่รู้ แต่มันก็ไปเรื่อยๆ แก่รอบลงไปเรื่อยๆ บางคนหมดอายุตอนยังเป็นเด็ก ตายตั้งแต่เด็กก็มี บางคนหมดอายุตอนแก่แล้ว แก่ แก่ แล้วก็ตายก็มี บางคนอาจจะมาช่วงวัยกลางคน มีทั้งนั้น วันหมดอายุนี่ไม่เท่ากัน ดูในฉลากสินค้าเราจะรู้ได้ แต่เราดูที่หน้าคน เราไม่รู้ได้หรอกว่า โอวคนนี้จะหมดอายุเมื่อไหร่ ดูไม่ออก แต่ว่ามีวันหมดอายุแน่นอน เพราะว่าแต่ละส่วนแต่ละจุดบนร่างกายเนี่ย มันมีความไม่เที่ยงอยู่

 

สิ่งไหนที่มีความไม่เที่ยงในกายของเรานี่นะ ชี้ไปตรงไหนมันไม่เที่ยงทั้งนั้นล่ะ มารวมกันแล้วจะให้มันเที่ยงตั้งอยู่คงอยู่ไปได้ตลอดเนี่ย ไม่มี ไม่เป็นอย่างงั้น จะมีวันหมดอายุของมัน ไม่รู้วันไหน แต่มีแน่นอน สิ่งใดที่มีความไม่เที่ยงมีความที่หมดอายุได้ จะไปหาความมั่นคงความยั่งยืนความเป็นสาระหาความสุขที่เกษม จากสิ่งที่มันเป็นทุกข์ มันไม่เที่ยงแบบนี้ มันจะไม่มี เพราะว่าถ้าถึงเวลาที่มันจะต้องเปลี่ยนแปลงไป มันก็จะเปลี่ยนแปลงไป พอมันเปลี่ยนแปลงไปตามเหตุตามปัจจัยแล้ว บางทีเหตุปัจจัยหรือว่าผลนั้นไม่ได้เหมือนอย่างที่เราหวัง เราก็จะเป็นทุกข์ทันที ท่านจึงสรุปบอกไว้บอกว่า

 

 

...สิ่งใดไม่เที่ยง สิ่งนั้นเป็นทุกข์หรือเป็นสุข….

 

ถามภิกษุทั้งหลาย พระพุทธเจ้าถาม เอ้าสิ่งใดไม่เที่ยงก็ต้องเป็นทุกข์อ่ะดิ มันจะไปหาสุขในสิ่งนั้นได้ชั่วครั้งชั่วคราว ไม่ใช่สุขอันเกษม สุขแบบปลอมๆ สุขแบบสมมุติเอา สุขแบบว่าลวงโลก สุขแบบว่าไม่ถาวร สุขแบบไม่จริงจัง ประเดี๋ยวประด๋าว หาสาระไม่ได้ พูดง่ายๆ ในเมื่อสิ่งที่หาสาระไม่ได้ ประเดี๋ยวประด๋าว รักแบบว่าแรกพบ ไม่ได้จะมีสาระอะไรก็เลิกกันไปเนี่ย อันนี้มันไม่ใช่ความสุขจริง มันไร้สาระ มันไม่มีสาระ พูดง่ายๆคือเป็นความทุกข์

 

ทุกข์คือสิ่งที่ทนอยู่ได้ยาก เปลี่ยนแปลงไปจากที่มันจะต้องเป็น ที่มันมีลักษณะที่ทนอยู่ได้ยาก ด้วยความไม่เที่ยงของมัน สิ่งแบบนี้มารวมกันเนี่ย จะให้เป็นสุขขึ้นมามันไม่ได้นะ ธาตุสี่ ดิน น้ำ ไฟ ลม มีความเป็นทุกข์เพราะว่าทนอยู่ได้ยาก มารวมกันแล้วจะให้เป็นสุขนี่มันไม่ใช่ มันจะไม่เป็น มันก็จะเป็นทุกข์ของมัน อยู่ดี

 

ร่างกายของเรานี้เป็นกองทุกข์ พระพุทธเจ้าว่าไว้ เป็นของรังโรค มีโรคอะไรต่างๆเกิดขึ้นในกายนี้หมด โรคที่หู โรคที่ตา โรคที่จมูกทุกอย่าง กองรวมกันอยู่ในกาย เขาจะรักษาโรคอะไรก็รักษาอยู่ในกายนี้ โรคบางอย่างไม่เคยจะเกิดขึ้น เกิดเป็นโรคใหม่ๆ ขึ้นมา ก็อยู่ในกายของเรานี้ เป็นของที่มีความทุกข์ เป็นของรังโรค

เมื่อมีความทุกข์อยู่แล้ว หาความสุขในนี้ไม่ได้ ธาตุสี่ดินน้ำไฟลมรวมถึงอากาศธาตุและวิญญาณธาตุด้วย ที่มีความเป็นทุกข์เพราะว่ามันแปรปรวนไป มันก็มีความเป็นอนัตตาด้วย เพราะมันขึ้นกับสิ่งอื่นอย่างที่ว่า ธาตุสี่ดินน้ำไฟลมก็ยังขึ้นกับผัสสะบ้าง ขึ้นกับสิ่งภายนอกบ้าง เปลี่ยนแปลงไปตามอากาศดินฟ้า เรื่องของอุตุบ้าง นามรูปเปลี่ยนแปลงไปวิญญาณก็เปลี่ยนแปลงไป มีความเป็นอนัตตา

 

สิ่งที่มีความเป็นอนัตตามารวมกันแล้ว จะให้มันเป็นอัตตา เป็นของที่ว่าไม่ต้องขึ้นกับเหตุปัจจัย มันไม่ได้

 

 

ยิ่งสมมุติว่าถ้าสิ่งใดสิ่งหนึ่งมีเหตุปัจจัยมา มารวมกันกับอีกสิ่งหนึ่งที่มีเหตุปัจจัยมา กลายเป็นมีเหตุมีปัจจัยสองอย่าง ไอ้สิ่งนั้นยิ่งมีเหตุมีปัจจัยมาจากอะไร มันยิ่งรวามเหตุปัจจัยเป็นสี่อย่าง มันยิ่งเท่าทวีคูณ เป็นแบบทวีคูณขึ้นมาเลย เพราะมันมีเหตุมีปัจจัยหลากหลายอย่างมากมายขึ้นมา

สิ่งที่มีเหตุปัจจัยปรุงแต่งกันมารวมกันแล้วจะให้มันไม่ต้องขึ้นกับเหตุปัจจัย หรือพยายามที่จะลดเหตุปัจจัยของมันลง มันไม่ใช่แล้ว มันยิ่งจะต้องมีเหตุปัจจัยที่จะต้องเปลี่ยนแปลงไปมากยิ่งขึ้น มันเป็นอย่างงี้

 

 

...สิ่งไหนที่เป็นอนัตตามารวมกันแล้ว ก็ต้องมีความเป็นอนัตตายิ่งมากขึ้นด้วยซ้ำ...

 

 

แล้วทำไงอ่ะ

 

พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริง พิจารณาให้เห็นตามความเป็นจริงในกายของเรา เราทำไปเพื่ออะไรเนี่ย จริงๆ มันก็เป็นอย่างนี้ล่ะ จุดประสงค์ของการที่เรามาพิจารณาไปในกาย ทำไปเนี่ย เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริง เห็นตามความเป็นจริงแล้วเป็นไง อันนี้ถ้าพูดว่าไม่เห็นก่อนนี่นะ ก็จะลุ่มหลงเพลิดเพลิน ก็จะมีความทุกข์แน่นอน ถ้าไม่เห็นตามความเป็นจริง ละเมอละไมหลงไปตามแต่สิ่งที่มาจะกระทบว่าเป็นสุขเป็นทุกข์อย่างไรๆ

เอาใหม่ แต่ถ้าเราเห็นตามความเป็นจริง เห็นความเป็นจริงในกายนี้ เราสามารถที่จะมีความหน่ายคลายกำหนัดในกายของเราได้ นี่คือจุดประสงค์นะ พิจารณากายพิจารณาไปทำไม เพื่อให้เห็นตามความเป็นจริง เห็นตามความเป็นจริงไปทำไม เพื่อให้เกิดความหน่าย มีความหน่ายในกายจะมีประโยชน์อะไร เพื่อให้เกิดความคลายกำหนัดในกาย แล้วมีความคลายกำหนัดในกายแล้วจะมีประโยชน์อะไร เพื่อให้ปล่อยวางกายนี้ได้ ปล่อยวางกายนี้ได้แล้วจะมีประโยชน์อะไร

 

...เมื่อไหร่ก็ตามที่เราปล่อยวางความยึดถือในกายของเราได้ เราจะไม่ตกอยู่ในอำนาจของกาย เราจะไม่เป็นไปตามอำนาจของกาย กายมันจะเป็นอย่างไง เราจะมีความสุขอยู่ได้ คือเหนือจากเหตุปัจจัยที่ว่านี้ เหนือจากเหตุปัจจัยที่มันจะทำให้เราสุขหรือทำให้เราทุกข์...

 

โห เราเหนือแล้วนี่ เพราะอะไร เพราะเราวางความยึดถือในกายนั้น กายนั้นไม่ได้จะมารู้สึกว่าเป็นตัวเราของเรา มันจะสุขมันจะทุกข์ก็เรื่องของมัน เราอยู่เหนือมัน อยู่เหนือแล้วนี่ คือวิมุตินี่นะ พ้นกันแล้วเนี่ย โอวเข้าถึงสุขอันเกษมได้ เหตุปัจจัยการปรุงแต่งมันน้อยลง ลดลง เอาความน่าจะเป็นของความทุกข์ที่มันจะลดลงไปอย่างมาก ความสุขอันเกษมก็มีมากขึ้นๆ เป็นไปตามขั้นตอน

 

เราพิจารณากายของเราอยู่เป็นประจำท่านผู้ฟัง ให้เห็นตามความเป็นจริง เพื่อให้เกิดความหน่ายคลายกำหนัดในกาย ปล่อยวางความยึดถือในกายแล้ว จิตใจของเราจะมีความสุข ที่ว่าไม่ว่ากายของเราจะอยู่ในสถานะแบบไหน ยากดีมีจน มั่งคั่งรุ่งเรือง วุ่นวาย สงบ ใจของเรานั้นจะเย็นอยู่ได้ ความเย็นนั้นน่ะท่านผู้ฟัง คือนิพพาน

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง