อุปมาแห่งขันธ์ 5

  • เผณปิณฑสูตร ว่าด้วยอุปมาขันธ์ 5 (พระพุทธเจ้าทรงเทศน์สอนอธิบายเรื่องของขันธ์ 5 ไว้มากที่สุด)
  • ปริญญาในขันธ์ 5 คือ ต้องรอบรู้ ต้องรู้รอบ เข้าใจ ทำความถ่องแท้ในลักษณะของมัน เหตุเกิดของมัน เรื่องราวต่าง ๆ ให้เข้าใจลึกซึ้งอยู่ในเรื่องขันธ์ 5 นี้ให้ได้
  • อุปมาอุปไมย 5 อย่างนี้ ซึ่งในแต่ละอย่างสามารถใช้แทนกันได้
  • เราจะต้องมีการเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ ตามความเป็นจริง...พิจารณาดูให้ดีให้รอบคอบในอุปมา 5 อย่างนี้ ทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดปัญญา พอเกิดปัญญาแล้วเราจะมีความหน่าย มีความคลายกำหนัด สามารถปล่อยวางในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณนั้น แล้วเราก็จะพ้นจากความทุกข์ คือ ขันธ์ทั้ง 5 ได้

“...รูปอุปมาด้วยกลุ่มฟองน้ำ เวทนาอุปมาด้วยต่อมน้ำ สัญญาอุปมาด้วยพยับแดด สังขารอุปมาด้วยต้นกล้วย และวิญญาณอุปมาด้วยกล. ภิกษุย่อมเพ่งพิจารณาเห็นเบญจขันธ์นั้นโดยแยบคายด้วยประการใดๆ เบญจขันธ์นั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่าง เป็นของเปล่าด้วยประการนั้นๆ

ก็การละธรรม ๓ อย่าง อันพระพุทธเจ้า ผู้มีปัญญาดังแผ่นดิน ปรารภกายนี้ทรงแสดงแล้ว ท่านทั้งหลายจงดูรูปอันบุคคลทิ้งแล้ว. อายุ ไออุ่น และวิญญาณย่อมละกายนี้เมื่อใด เมื่อนั้น กายนี้อันเขาทอดทิ้งแล้ว ย่อมเป็นเหยื่อแห่งสัตว์อื่น หาเจตนามิได้ นอนทับถมแผ่นดิน.

นี้เป็นความสืบต่อเช่นนี้ นี้เป็นกลสำหรับหลอกลวงคนโง่ เบญจขันธ์เพียงดังว่าเพชฌฆาตผู้หนึ่ง เราบอกแล้ว สาระย่อมไม่มีในเบญจขันธ์นี้. ภิกษุผู้มีความเพียรอันปรารภแล้วมีสัมปชัญญะ มีสติพึงพิจารณาขันธ์ทั้งหลายอย่างนี้ ทั้งกลางวัน ทั้งกลางคืน. ภิกษุเมื่อปรารถนาบทอันไม่จุติ (นิพพาน) พึงละสังโยชน์ทั้งปวง พึงกระทำที่พึ่งแก่ตน พึงประพฤติ ดุจบุคคลผู้มีศีรษะอันไฟไหม้ ดังนี้.”...เผณปิณฑสูตร ขันธ. สํ. (๒๔๒-๒๔๖)

 

พระพุทธเจ้าทรงเทศน์สอนอธิบายเรื่องของขันธ์ 5 ไว้มากที่สุด...ปริญญาในขันธ์ 5 คือ ต้องรอบรู้ ต้องรู้รอบ เข้าใจ ทำความถ่องแท้ในลักษณะของมัน เหตุเกิดของมัน เรื่องราวต่าง ๆ ให้เข้าใจลึกซึ้งอยู่ในเรื่องขันธ์ 5 นี้ให้ได้ เป็นเรื่องที่เน้นย้ำมากๆ ได้รวบรวมมาอยู่ในอุปมาอุปไมย 5 อย่างนี้ ซึ่งในแต่ละอย่างสามารถใช้แทนกันได้ เพียงแต่พระพุทธเจ้าท่านกำหนดขึ้นมาเป็นหัวข้อ

  • อุปมาแห่งรูป

เปรียบกับ แม่น้ำคงคานี้ไหลพาเอาฟองนํ้าก้อนใหญ่ก้อนหนึ่งมา, ผู้เห็นตามปกติ เห็นฟองน้ำก้อนใหญ่ก้อนนั้น ก็พึงเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย. เมื่อเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, ก้อนฟองนํ้านั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้ไป.

เช่นเดียวกันกับ “รูป” ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียด ก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม, ผู้เห็นรูปนั้น ย่อมเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, รูปนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็น ของหาแก่นสารมิได้ไป. 

ก็แก่นสารนั้นพึงมีในรูปนั้นได้อย่างไร

*รูป ประกอบด้วย ธาตุ 4 (ดิน น้ำ ไฟ ลม) เหมือนกับก้อนฟองน้ำที่ประกอบกันขึ้นมาจากน้ำและอากาศ ซึ่งเนื้อจริงมันมีอยู่นิดเดียว ที่เหลือเป็นอากาศว่าง ๆ

 

  • อุปมาแห่งเวทนา

เปรียบกับ เมื่อฝนเมล็ดหยาบ ตกในสรทสมัย (ท้ายฤดูฝน), ต่อมนํ้า ย่อมเกิดขึ้นและแตกกระจายอยู่บนผิวน้ำ. ผู้เห็นตามปกติ เห็นต่อมน้ำนั้น ก็พึงเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย. เมื่อเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, ต่อมนํ้านั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่าและปรากฏ เป็นของหาแก่นสารมิได้ไป.

เช่นเดียวกันกับ “เวทนา” ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียด ก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม, ผู้รู้สึกในเวทนานั้น ย่อมเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, เวทนานั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็น ของหาแก่นสารมิได้ไป.

ก็แก่นสารจะพึงมีในเวทนานั้นได้อย่างไร.

*เวทนา คือ ความรู้สึกไม่ว่าจะเป็นสุข, ความรู้สึกไม่ว่าจะเป็นทุกข์ หรือ ความรู้สึกที่ไม่สามารถบอกได้ว่าจะเป็นมันเป็นทุกข์หรือมันเป็นสุข แต่รู้สึกสักอย่างใดอย่างหนึ่ง ไม่ว่าจะเกิดขึ้นทางตา หู จมูก ลิ้น กาย และใจ ชอบใจ ไม่ชอบใจอย่างใดอย่างหนึ่งทั้งหมดนี้เปรียบเหมือนกับต่อมน้ำที่เกิดขึ้นแป๊บเดียวแล้วก็แตกกระจายออก ตามเหตุตามปัจจัยของน้ำที่มันหยดลงมากระทบกันแป๊บเดียวแล้วก็หายไป

 

  • อุปมาแห่งสัญญา

เปรียบกับ เมื่อเดือนท้ายแห่งฤดูร้อนยังเหลืออยู่, ในเวลาเที่ยงวัน พยับแดดย่อมไหวยิบยับ. ผู้เห็นตามปกติ เห็นพยับแดดนั้น ก็พึงเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย. เมื่อเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, พยับแดดนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่าและปรากฏ เป็นของหาแก่นสารมิได้ไป.

เช่นเดียวกันกับ “สัญญา” ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียด ก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม, ผู้สังเกตเห็นการเกิดขึ้นแห่งสัญญานั้น ย่อมเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, สัญญานั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็น ของหาแก่นสารมิได้ไป.

ก็แก่นสารจะพึงมีในสัญญานั้นได้อย่างไร.

*สัญญา คือ ความหมายรู้ ที่ปรากฎเป็นอย่างหนึ่ง จริง ๆ มันเป็นอีกอย่างหนึ่ง เหมือนพยับแดดปรากฎอยู่บนพื้นผิวท้องถนน ที่เรามองไปเห็นเหมือนกับมีน้ำปรากฎอยู่บนผิวถนน แต่พอเข้าไปดูจริง ๆ ไม่มีอะไร มันหายไป (พยับแดด มันจะได้แค่มุมมองหนึ่งเท่านั้นเอง... เฉพาะมุมนี้ เวลานี้ มุมอื่น เวลาอื่น ณ ตำแหน่งอื่น เวลาไปดูก็หายไป ไม่เห็น ไม่มีอยู่ เฉพาะเวลาเที่ยงวัน เฉพาะฤดูร้อน เฉพาะเวลาที่ยืนอยู่ตรงนั้นเท่านั้นที่เห็น)

 

  • อุปมาแห่งสังขาร

เปรียบกับ บุรุษผู้หนึ่งมีความต้องการด้วยแก่นไม้ เสาะหาแก่นไม้ เที่ยวหาแก่นไม้อยู่, เขาจึงถือเอาขวานอันคมเข้าไปสู่ป่า. เขาเห็นต้นกล้วยต้นใหญ่ในป่านั้น ลำต้นตรง ยังอ่อนอยู่ ยังไม่เกิดแกนไส้. เขาตัดต้นกล้วยนั้นที่โคน แล้วตัดปลาย แล้วจึงปอกกาบออก. บุรุษนั้น เมื่อปอกกาบออกอยู่ ณ ที่นั้น ก็ไม่พบแม้แต่กระพี้ จักพบแก่นได้อย่างไร. ผู้เห็นตามปกติ เห็นต้นกล้วยนั้น ก็พึงเพ่งพินิตพิจารณาโดยแยบคาย. เมื่อเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, ต้นกล้วยนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่าและปรากฏ เป็นของหาแก่นสารมิได้ไป.

เช่นเดียวกันกับ “สังขาร” ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียด ก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม, ผู้สังเกตเห็นการเกิดขึ้นแห่งสังขารทั้งหลายเหล่านั้น ย่อมเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, สังขารนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็น ของหาแก่นสารมิได้ไป. 

 

ก็แก่นสารนั้นพึงมีในสังขารทั้งหลายนั้นได้อย่างไร

*ต้นกล้วยไม่มีแก่นแข็งที่จะสามารถนำเอาไปทำประโยชน์อะไรได้ แก่นไม้ในต้นกล้วยหาไม่มี ถ้าจะไปหาแก่นไม้ในต้นกล้วยจะหาไม่เจอ เปรียบไว้กับ สังขาร คือ การปรุงแต่งอย่างใดอย่างหนึ่งให้สำเร็จรูปขึ้นมาเป็นอย่างใดอย่างหนึ่ง แต่จะไปปรุงแต่งจากของที่ไม่มีสาระให้มันมีขึ้นมา มันเป็นไปไม่ได้ มันก็ไม่มีสาระเหมือนเดิม

 

“...คุณเอาของที่เป็นทุกข์มารวมกัน จะให้เป็นสุขขึ้นมา คิดใหม่ คิดให้ดี คุณเอาของที่ไม่เที่ยงมารวมกัน จะให้มันเที่ยงขึ้นมา มันไม่ใช่...ยามันยังมีวันหมดอายุจะให้ดีไปตลอดมันไม่ได้ คนเราก็มีวันหมดอายุ จะให้มันมาดีอยู่ตลอดมันไม่ได้ คือ มันจะไม่เป็นอย่างนั้น หรือเอาของที่เป็นอนัตตา ขึ้นอยู่กับเหตุปัจจัยอย่างอื่น มารวมกันแล้วจะให้มันเป็นอัตตาขึ้นมา เป็นไปตามที่เราหวังได้โดยที่ไม่ต้องเกี่ยวข้องกับเหตุปัจจัยอย่างใดอย่างหนึ่ง คือมันจะไม่เป็นอย่างนั้น... ไม่ว่าอะไรจะปรุงแต่งอะไร สำเร็จรูปด้วยความเป็นอะไร สังขารจะปรุงแต่งรูปให้สำเร็จรูปโดยความเป็นรูปออกมา สังขารนั้นรูปนั้นก็เหมือนเดิม ก็เป็นรูปเหมือนเดิม อาจจะเปลี่ยนแปลงไปจากเดิมแต่ก็ยังเป็นรูปอยู ก็ยังเป็นสังขารอยู ไม่เที่ยงเหมือนเดิม เป็นทุกข์เหมือนเดิม เป็นอนัตตาเหมือนเดิม...สังขารนั้นก็มีลักษณะแบบเดิม เพียงแต่มันละเอียดลงไป อาจจะเปลี่ยนให้ประณีตลงไป อาจจะเปลี่ยนให้มีความดีมากขึ้น แต่คุณสมบัติเดิมยังมีอยู่...สังขารปรุงแต่งได้ ปรุงแต่งให้เกิดการสำเร็จรูป แต่สาระแก่นสารของมันก็เหมือนต้นกล้วย หาไม่เจอ...”

 

  • อุปมาแห่งวิญญาณ

เปรียบกับ นักแสดงกลก็ตาม ลูกมือของนักแสดงกลก็ตาม แสดงกล อยู่ที่ทางใหญ่สี่แยก. ผู้เห็นตามปกติ เห็นกลนั้น ก็พึงเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย. เมื่อเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, กลนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่าและปรากฏ เป็นของหาแก่นสารมิได้ไป.

เช่นเดียวกันกับ “วิญญาณ” ชนิดใดชนิดหนึ่ง มีอยู่ จะเป็นอดีตอนาคตหรือปัจจุบันก็ตาม เป็นภายในหรือภายนอกก็ตาม หยาบหรือละเอียด ก็ตาม เลวหรือประณีตก็ตาม มีในที่ไกลหรือที่ใกล้ก็ตาม, ผู้สังเกตเห็นการเกิดขึ้นแห่งวิญญาณนั้น ย่อมเพ่งพินิจพินิจพิจารณาโดยแยบคายอยู่, วิญญาณนั้น ย่อมปรากฏเป็นของว่างของเปล่า และปรากฏเป็นของหาแก่นสารมิได้ไป

ก็แก่นสารนั้นพึงมีในวิญญาณนั้นได้อย่างไร

*วิญญาณ คือ การรับรู้ (การรู้แจ้ง)...วิญญาณทั้งหมดเป็นแค่กลลวง เป็นเหมือนมี เป็นเหมือนใช่ เป็นเหมือนได้ เป็นเหมือนให้เราคิดนึกเอา แต่นั่นคือแค่เราคิดนึกเอา นั่นคือแค่เป็นกลลวง ไม่ใช่ของจริง ถ้าเราเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคาย ก็จะหาสาระหาแก่นสารไม่ได้เหมือนกัน

“เราจะต้องมีการเพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณ พิจารณาใคร่ครวญให้ดีให้รอบคอบ โยนิโสมนสิการตามความเป็นจริง...แก่นสารในกายนี้เราหาไม่ได้ เราดูให้ดี พิจารณาให้รอบคอบ ให้เกิดความเบื่อหน่ายในรูป ถ้าเราเห็นว่ามันไม่มีสาระ เพ่งพินิจพิจารณาโดยแยบคายให้เห็นมันเกิดอยู่ รู้สึกอยู่ ให้เห็น เห็นนี้คือใช้ตา ตานี้คือ ธรรมะจักษุ ดวงตาหรือธรรมะ เห็นด้วยธรรมะอยู่ในใจว่า ไม่เที่ยง ไม่ใช่ของที่จะเป็นสาระ เอาเป็นเรื่องราว เอาเป็นที่พึ่ง เอาเป็นที่เกาะ อาจจะใช้ประโยขน์ได้เล็ก ๆ น้อย ๆ ได้นิด ๆ หน่อย ๆ พอดูได้ พอเห็นได้ แต่เวลาจะเอาสาระเข้าจริง ๆ พึ่งไม่ได้ มันจะมีความเปลี่ยนแปลงไปเป็นอย่างอื่น...พิจารณาดูให้ดีให้รอบคอบในอุปมา 5 อย่างที่พระพุทธเจ้าท่านสอนไว้บอกไว้ นำมายกเปรียบเทียบให้ได้ทำความเข้าใจเพื่อให้เกิดปัญญา พอเกิดปัญญาแล้วเราจะมีความหน่าย หน่ายในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณนั้น พอมีความหน่ายแล้วจะมีความคลายกำหนัด ความคลายกำหนัดในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณนั้น เมื่อมีความคลานกำหนัดแล้วจะสามารถปล่อยวางได้ ปล่อยวางในรูป เวทนา สัญญา สังขาร และวิญญาณนั้น เมื่อปล่อยวางแล้วเราก็จะพ้นจากความทุกข์ คือ ขันธ์ทั้ง 5 นี้”

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง