อุปกิเลสทั้ง 11

  • อุปกิเลส 11 อย่างคือ วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ, ความสะดุ้งหวาดเสียว, ความตื่นเต้นที่มากเกินไป, ความคะนองอยาก, ปรารภความเพียรจัด, ปรารภความเพียรย่อหย่อนเกินไป, ความกระสันอยาก, การส่งใจไปในสิ่งต่างๆ มากไป, การเพ่งต่อรูปทั้งหลายมากเกินไป
  • การที่มีอุปกิเลส 11 อย่าง มีมากทำให้จิตไม่ผ่องใส และ มีผลต่อการทำสมาธิ
  • เมื่อพระพุทธเจ้าทำสมาธิอย่างดี กำจัดอุปกิเลสทั้ง 11 ได้แล้วทำให้พระพุทธเจ้าเกิดอาสวักขยญาณทำวิมุติให้แจ้งในที่สุดได้
  • ให้เป็นผู้คลุกคลีกันด้วยธรรมะ ไม่ทิ่มแทงกันด้วยหอกอันคือปาก
  • เมื่อที่ใดไม่อยู่กันด้วยธรรมะ ให้หลีกออกจากหมู่อยู่หลีกเร้นผู้เดียวเช่นช้างมาตังคะ

 

“อุปกิเลสสูตร” เป็นตอนที่พระพุทธเจ้ากล่าวกับพระอนุรุทธะ พระนันทิยะ พระกิมพิละที่ป่าปาจีนวงส์ โดยก่อนหน้านี้พระองค์ได้ประทับอยู่ที่นครโกสัมภี โดยภิกษุสองกลุ่มในนครโกสัมภีทะเลาะบาดหมางกล่าววาจาทิ่มแทงกันด้วยหอกคือปาก พระพุทธเจ้าทรงห้ามถึง 3 ครั้งก็ยังไม่ฟังจึงได้ตรัสคาถาช้างมาตังคะ และหลีกหนีไปที่บ้านพาลกโลณการพบพระภัคคุ และไปต่อที่ป่าปาจีนวงส์ …

เนื้อหาสำคัญในพระสูตรนี้คือเน้นเรื่องอุปกิเลส...ทำไมพระพุทธเจ้าจึงหลีกไปผู้เดียวเป็นช้างมาตังคะแต่ยังไปหาภิกษุ 2 กลุ่มและแสดงธรรมอย่างละเอียดลึกซึ้งก่อนจะหลีกไปประทับผู้เดียวที่ป่าเลไลยก์ที่มีช้างและลิงมาอุปฐาก… ซึ่งก่อนที่จะมาประทับ ณ ป่าเลไลย์ก็ได้แสดงธรรมเรื่องอุปกิเลสแก่ท่านพระอนุรุทธะ พระนันทิยะ และ พระกิมพิละที่ป่าปาจีนวงส์ เปรียบเหมือนสัตว์อย่างช้างหรือโค ที่อยู่รวมกันเป็นกลุ่มเพื่อให้เกิดความอบอุ่น แต่เมื่ออยู่ใกล้กันมากเกินไปก็ทำให้ร้อนขึ้น พอไปตัวเดียวก็ถูกความหนาวเบียดเบียนแต่อดทนได้ อย่างภิกษุที่นครโกสัมภีที่อยู่ใกล้กันก็ร้อนเกินไปด้วยอำนาจของตัณหาและทิฐิทำให้แตกกัน ทิ่มแทงกัน แต่พออยู่ห่างกันก็จะถูกความหนาวเบียดเบียน… ในที่นี้คือให้อยู่ด้วยกันด้วยธรรมะ คุ้นเคยกันด้วยธรรมะ คลุกคลีกันด้วยเสนาสนะอันสงัดเหมือนภิกษุที่อยู่ในป่า หรือ ในวัด ที่อยู่ตามลำพังคุ้นเคยกันด้วยธรรมะ และ การหลีกเร้น เพราะไม่เช่นนั้นถ้าสนิทกันเกินไปก็จะเหมือนภิกษุชาวโกสัมภี พระพุทธเจ้าจึงหลีกออกมาจากสิ่งที่ไม่ใช่ธรรมสิ่งที่เบียดเบียน แล้วไปหาสิ่งที่เป็นธรรมะหาผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ด้วยการไปหาพระภัคคุ ที่บ้านพาลกโลณและป่าปาจีนวงส์เพื่อพบท่านพระอนุรุทธะ พระนันทิยะ พระกิมพิละ … โดยภิกษุที่อยู่ในป่าปาจีนวงส์แม้จะอยู่รวมกันเป็นกลุ่มแต่ก็มีความสามัคคีกันเพราะอยู่ด้วยธรรม เก็บจิตของตนเองทำตามอำนาจจิตของคนอื่น …. คือใครอยากได้อะไรทำอะไรก็จะจัดหามาให้ เหมือนกับน้ำผสมน้ำนม … (ส่วนภิกษุชาวโกสัมภี เมื่อพระพุทธเจ้าเสด็จจากไปแล้วก็ถูกชาวบ้านคว่ำบาตร เลยสำนึกได้จึงจะเข้าไปพบพระพุทธเจ้าที่สาวัตถี แต่พระพุทธเจ้าประทับที่ป่าเลไลยก์)

เมื่อพระพุทธเจ้าถามความเป็นอยู่ของภิกษุในป่าปาจีนวงส์เรียบร้อยแล้ว ก็ทรงถามถึงเรื่องการปฏิบัติ ซึ่งพระอนุรุทธะก็ได้กราบเรียนว่าจิตใจขุ่นมัวไป พระพุทธเจ้าจึงได้ยกอุปกิเลส 11 อย่างขึ้นมา ซึ่งยกตอนที่พระองค์เป็นโพธิสัตว์อยู่จิตใจไม่มีความแจ่มใส … ปัญหาที่พระองค์เจอคือ วิจิกิจฉา, อมนสิการ, ถีนมิทธะ (เบื่อเซ็ง ขี้เกียจขี้คร้านด้วย), ความสะดุ้งหวาดเสียว, ความตื่นเต้นที่มากเกินไป, ความคะนองอยาก, ปรารภความเพียรจัด, ปรารภความเพียรย่อหย่อนเกินไป, ความกระสันอยาก, การส่งใจไปในสิ่งต่างๆ มากไป, การเพ่งต่อรูปทั้งหลายมากจนเกินไป เมื่อพระองค์ทำจิตให้ดี เจริญสมาธอย่างดีก็เกิดอาสวักขยญาณ ทรงทราบทันทีว่าชาตินี้คือชาติสุดท้ายของพระองค์

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

ฟัง "อุปักกิเลสสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2561