ธรรมะนี้อันไม่มีใครคัดค้านได้

  • ธรรมะนี้เป็นสิ่งที่ข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง จะถูกติเตียนคัดค้านด้วยเหตุผลจากผู้รู้ไม่ได้
  • เปรียบเทียบให้เห็นถึงอะไรที่จะถูกติเตียนคัดค้านไม่ได้ ข่มขี่ไม่ได้ และอะไรที่จะถูกติเตียนคัดค้านได้ ข่มขี่ได้
  • ข้อสำคัญของคำพูดที่ว่าอะไร ๆ ก็กรรมเก่า ฟาดเคราะห์ไป ๆ หรือใครก็ตามที่มีอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งนั้นมาบันดาลให้ฉันสุข ให้ฉันทุกข์ หรือ ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ทุกอย่างเกิดขึ้นเองลอย ๆ มันคือเรื่องของทิฏฐิความเห็น ที่ถ้าเรามีความคิดเห็นอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ จิตมันจะไม่น้อมไปทำในสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้ละซึ่งสิ่งที่ควรละ ความดีความงามมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร...เหล่านี้คือ สิ่งที่จะติเตียนและคัดค้านได้
  • การที่พระพุทธเจ้าแสดงเรื่องอริยสัจ 4 ไล่มาจากเรื่องของธาตุ มาอายตนะ มาเป็นเรื่องความคิดช่องทางไปของจิต แล้วมาจบลงที่อริยสัจ 4 เป็นการบ่งบอกถึงสิ่งที่เราทำได้ สิ่งที่เราละได้
  • ไม่มีใครจะทำอันตรายบุคคลผู้มีธรรมรักษาได้เลย

“ภิกษุทั้งหลาย ธรรมอันเราแสดงแล้วนี้ ไม่มีใครข่มขี่ได้ เป็นธรรมที่ไม่มัวหมอง ไม่มีทางถูกติ ไม่มีทางถูกคัดค้าน จากสมณพราหมณ์ผู้รู้ทั้งหลาย. ก็ธรรมนั้นเป็นอย่างไร? คือธาตุ ๖ อย่าง, ผัสสายตนะ คือ อายตนะ ๖ อย่าง, มโนปวิจาร ๑๘ อย่าง, และอริยสัจจ์ ๔ อย่าง...”

ติตถสูตร [๕๐๑]

 

ในทางคำสอนของพระพุทธเจ้าเมื่อเราพิจารณาใคร่ครวญอย่างดี รอบคอบแล้ว ด้วยปัญญาชัดเจน ด้วยความที่เป็ญวิญญูชน ด้วยความที่เป็นคนประเสริฐ รู้จักพูดคุยกันได้ด้วยเหตุผล เราจะพบว่า “ธรรมะนี้เป็นสิ่งที่ข่มขี่ไม่ได้ ไม่มัวหมอง จะถูกติเตียนคัดค้านด้วยเหตุผลจากผู้รู้ไม่ได้”

เปรียบเทียบให้เห็นถึงอะไรที่จะถูกติเตียนคัดค้านไม่ได้ ข่มขี่ไม่ได้ และอะไรที่จะถูกติตเตียนคัดค้านได้ ข่มขี่ได้

 

เอาในเรื่องที่ที่จะถูกติตเตียนคัดค้านได้ ข่มขี่ได้ก่อน; อย่างแรก ถ้ามีคนบอกว่า “สุขทุกข์เกิดจากกรรมเก่าทั้งนั้น หรือเจอเรื่องที่ไม่น่าพอใจอย่างใดอย่างหนึ่งเป็นทุกขเวทนา ก็คิดว่าเป็นกรรมเก่าเท่านั้น” คำพูดนี้ติเตียนได้ พูดแล้วบางทีอาจจะไม่ใช่ ไม่ประกอบด้วยเหตุผลชัดเจน ข้อสำคัญของคำพูดนี้ที่ว่าอะไร ๆ ก็กรรมเก่า มันคือเรื่องของทิฏฐิความเห็น ที่ถ้าเรามีแต่ความเห็นว่ากรรมเก่า ๆ ฟาดเคราะห์ไป ๆ ถ้าเราคิดอย่างนี้เห็นอย่างนี้อยู่เรื่อย ๆ มันจะไม่ได้ต้องทำสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้ละซึ่งที่ควรละ พอไม่ละสิ่งละ ทำในสิ่งที่ควรทำ ความดีความงามมันจะเกิดขึ้นได้อย่างไร

อย่างที่ 2 คิดว่า “มีอิศวร หรือว่าผู้ที่เป็นเจ้าเป็นนายเป็นใหญ่ ไม่ว่าผู้ที่เป็นใหญ่นั้นจะเป็นคน เป็นเทพ เป็นเทวดา หรือเป็นใครก็ตามที่มีอำนาจอย่างใดอย่างหนึ่งบันดาลมาให้ฉันสุข ให้ฉันทุกข์” ก็เหมือนกันกับประเภทแรก จิตใจก็จะรอแต่ผู้ที่เขาจะบันดาลสุขหรือบันดาลทุกข์ให้เรา จะไม่ได้ทำสิ่งที่ควรทำ ไม่ได้ละสิ่งที่ควรละ

ในอย่างที่ 3 มีความคิดมีความเห็นในลักษณะที่ว่า “ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ทุอย่างเกิดขึ้นเองลอย ๆ” ถ้ามีความเห็นอย่างนี้โดยส่วนเดียว จิตใจมันก็จะไม่น้อมไปในลักษระที่ต้องทำหรือต้องละอะไร...เหล่านี้คือ สิ่งที่จะติเตียนได้คัดค้านได้

 

อะไรที่จะไม่มีใครข่มขี่ได้ เป็นธรรมที่ไม่มัวหมอง ไม่มีทางถูกติเตียน ไม่มีทางถูกคัดค้าน ด้วยเหตุผลจากคนที่เป็นวิญญูชนผู้รู้ได้เลย พระพุทธเจ้าตรัสเรื่องนี้ไว้ใน <"http://www.84000.org/tipitaka/read/v.php?B=20&A=4571&Z=4686">ติตถสูตร [501] (อ่านเพิ่มเติมในส่วนพระสูตร/ เรื่องที่เกี่ยวข้อง)

ความสุขความทุกข์มีในชีวิตของเราแน่นอน ทุกขเวทนา สุขเวทนา หรือความรู้สึกที่ไม่ได้จะจัดได้ว่ามันเป็นสุขหรือเป็นทุกข์ อาจจะเป็นอุเบกขา หรือ ไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์โดยส่วนเดียว มันมีปน ๆ กันมาเป็น อทุขมสุข เป็นอุเบกขา เป็นโสมนัส โทมนัส สุขทุกข์ทางกายทางใจ ใครก็ตามที่ยังเสวยเวทนาได้ ต่อให้เป็นอุเบกขาเวทนาก็ตาม เฉย ๆ จากสิ่งนี้สิ่งนั้นก็ตาม ก็ัเป็นความรู้สึก ถ้ายังมีความรู้สึก (ในที่นี้หมายถึงเวทนา) เกิดขึ้นได้ ธรรมะนี้สำหรับตัวผู้นั้นแน่นอน พระพุทธเจ้าก็จึงต้องอธิบายว่าสุขทุกข์นั้นเกิดขึ้นมาได้อย่างไร

สุขก็ตามทุกข์ก็ตาม มันก็จะต้องเกิด ไม่ได้เกิดขึ้นไปในทางอื่นนอกจาก ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ อยู่ในช่องทางต่าง ๆ เหล่านี้ ใครจะค้านว่ามันจะไปที่อื่นไม่ได้

ก่อนที่จะเป็น ตา หู จมูก ลิ้น กาย และ ใจ นี้ได้ ก็ต้องมีธาตุมาประกอบกัน คือ ธาตุ 4 ดิน (ปฐวีธาตุ), น้ำ (ปฐวีธาตุ), ไฟ (ปฐวีธาตุ), ลม (ปฐวีธาตุ), ธาตุคือความว่าง (อากาสธาตุ), ธาตุคือวิญญาน (วิญญาณธาตุ) ประกอบกันเข้าก็จะมีช่องทางขึ้นมา เราจึงสามารถที่รับสุขรับทุกข์ไปตามช่องทางต่าง ๆ เหล่านั้น ไม่ว่าสิ่งนั้นจะเป็นของภายนอก เช่น ถ้าบอกสุขทุกข์นั้นอยู่บนต้นไม้ คือ เมื่อเห็นต้นไม้ รูปนั้นก็มาทำให้จิตใจของเรามันไปตรงนั้นได้ เป็น มโนปวิจาร ได้

  • มโนปวิจาร (ที่เที่ยวของจิต) 18 อย่าง คือ

    1) เห็นรูปด้วยตาแล้ว ใจย่อมเข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส

    2) ...เข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งโทมนัส
    3) ...เข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา
    4) ฟังเสียงด้วยหูแล้ว ใจย่อมเข้าไปเที่ยวในเสียงอันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส
    5) ...เข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งโทมนัส
    6) ...เข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา
    7) ได้กลิ่นด้วยจมูกแล้ว ใจย่อมเข้าไปเที่ยวในกลิ่นอันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส
    8) ...เข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งโทมนัส
    9) ...เข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขาฃ
    10) รู้รสด้วยลิ้นแล้ว ใจย่อมเข้าไปเที่ยวในรสอันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส
    11) ...เข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งโทมนัส
    12) ...เข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา
    13) สัมผัสโผฏฐัพพะด้วยผิวกายแล้ว ใจย่อมเข้าไปเที่ยวใน โผฏฐัพพะอันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส
    14) ...เข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งโทมนัส
    15) ...เข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา
    16) รู้สึกอารมณ์ที่เกิดขึ้นในใจแล้ว ใจย่อมเข้าไปเที่ยวในอารมณ์อันเป็นที่เกิดแห่งโสมนัส
    17) ...เข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งโทมนัส
    18) ...เข้าไปเที่ยวในรูปอันเป็นที่เกิดแห่งอุเบกขา

สุข ทุกข์ อุเบกขา เป็นที่แล่นไปของจิต จิตใจของเรามันก็ไปตามทางต่าง ๆ เหล่านี้ คือ มโนปวิจาร ใครก็ตามที่ยังมีความสุขความทุกข์ หรือไม่ใช่ทุกข์ไม่ใช่สุข ที่แล่นไปตามช่องทางต่าง ๆ เหล่านี้ ควรที่จะต้องมารู้อริยสัจ 4 จะมาปฏิเสธไม่ได้เลยว่า สิ่งเหล่านี้ ขันธ์ 5 มันไม่ใช่ทุกข์ ปฏิเสธไม่ได้ คัดค้านไม่ได้ ติเตียนไม่ได้ ข่มขี่ ทำให้มัวหมองไม่ได้

เวทนาใด ๆ ก็ตามที่เป็นสุข เวทนาใด ๆ ก็ตามที่เป็นทุกข์ มันจะมีคุณสมบัติอย่างหนึ่ง คือ มันจะต้องอาศัยสิ่งอื่นเกิดอย่างที่ว่ามา คือ เวทนามันจะเกิดได้จากผัสสะที่มากระทบ จึงเป็นสุขบ้างเป็นทุกข์บ้าง ต่อให้มีสุขโดยส่วนเดียวอย่างเทพสุภกิณหา ก็ต้องมีเหตุมีปัจจัยมา สิ่งใดก็ตามที่อาศัยเหตุปัจจัยแล้วเกิดขึ้น นั่นคือ มันไม่ใช่เป็นอัตตา ตัวตนของมันเอง เราเรียกว่า มันเป็น “อนัตตา”

สิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อาศัยเหตุปัจจัย มีความเป็นอนัตตา จะให้มันคงอยู่แบบเดิมไม่ได้ เพราะถ้าเหตุปัจจัยมันเปลี่ยนไป เวทนานั้นความรู้สึกนั้น มันก็จะเปลี่ยนแปลงไปตาม ความที่มันทนอยู่ไม่ได้ในสภาพใดสภาพหนึ่งด้วยที่เหตุปัจจัยของมันเปลี่ยนไปนั้น ความทนอยู่ได้ยากนั้น เราเรียกว่า “ทุกข์”

 

พอเรารู้ว่าสิ่งใดสิ่งหนึ่งที่อาศัยเหตุปัจจัยแล้วเกิดขึ้นเป็นของเป็นทุกข์ เป็นของที่ไม่เที่ยง เราจะกำจัดทุกข์นี้ไปได้อย่างไ

เราจึงต้องมาดูว่า ทุกข์นี้มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย ลักษณะความก่อขึ้นของมัน ลักษณะของความที่มันต้องอาศัยเหตุปัจจัย นั่นคือ เหตุของความทุกข์ ซึ่งมันจะมีรากมาจากอวิชชา คือ ความไม่รู้ในอริยสัจ 4 มีรากคืออวิชชาทำให้เกิดตัณหาให้ไปยึดถือเกาะเกี่ยวเนื่องต่อไปและต่อ ๆ ไป นี้จึงเป็นเหตุของความทุกข์

เราจะดับความทุกข์ได้จะต้องเจริญตามมรรค 8 ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่มีองค์ประกอบ 8 อย่าง สามารถปฏิบัติได้จริง แบ่งเป็นทางกาย ทางวาจา และทางใจ แยกได้เป็น 3 ส่วนคือ ศีล สมาธิ ปัญญา ปฏิบัติไปตรงนี้จะทำให้อาการที่จิตมันจะไปเกิดตรงนั้น เดี๋ยวก้าวลงตรงนี้มันจะระงับลง ๆ รวมลง ๆ เบาบางลง ๆ เรียกว่า ค่อย ๆ ดับเย็น เหมือนไฟที่เอาขี้เถ้าโรยใส่ไป เอาน้ำพรมไป ไม่ใส่เชื้อเพลิงเพิ่ม มันก็ค่อยเบาลง ๆ จะดับทุกข์ได้

“ความจริงตรงนี้ ถ้าเราไม่รัดกุมรอบคอบ ดูเพ่งมาในรายละเอียด มันอาจจะคัดค้านกัน อาจจะไม่ตรงกัน...ประเด็นมันไม่ได้อยู่ที่ว่า สุขทุกข์เขาทำหรือว่าใครทำ หรือว่ากรรมเก่าทำ หรือว่าเกิดขึ้นโดยไม่มีเหตุไม่มีผล แต่ประเด็นมันอยู่ที่ว่า เราควรทำอะไร เราควรละอะไร การที่พระพุทธเจ้าแสดงเรื่องอริยสัจ 4 ไล่มาจากเรื่องของธาตุ มาอายตนะ มาเป็นเรื่องความคิดช่องทางไปของจิต แล้วมาจบลงที่อริยสัจ 4 เป็นการบ่งบอกถึงสิ่งที่เราทำได้ สิ่งที่เราละได้.

สิ่งที่เราควรทำนั้นคือ การปฏิบัติตามมรรค 8 สิ่งที่เราควรละนั่นคือ การปฏิบัติตามมิจฉามรรค...ต่อให้เกิดจากคนอื่นบันดาล ต่อให้เกิดจากรรมเก่า ต่อให้อยู่ ๆ ก็ไม่รู้ว่ามันเกิดมาได้อย่างไร เราก็ต้องอย่ามีมิจฉาสังกัปปะ อย่าขี้บ่น (มิจฉาวาจา) อย่าไปเที่ยวว่าโทษคนนั้นคนนี้ (มิจฉาทิฏฐิ) แต่ว่าให้ตั้งอยู่ในสัมมาทิฏฐิที่ถูกต้องตามระบบอริยสัจ 4 คิดให้ดีให้ชอบ (สัมมาสังกัปปะ) อย่าขี้บ่น แต่ให้พูดสิ่งทีมีประโยชน์เป็นสัมมาวาจา นี้มันคือ สิ่งที่เราควรทำ เมื่อละสิ่งที่ควรละ ทำสิ่งที่ควรทำ ใครจะติเตียนได้ เขาจะไม่มีทางที่ทำให้เกิดความเศร้าหมอง จะถูกคัดค้านโดยผู้รู้ที่มีเหตุผลไม่ได้ ถ้าเขาจะทำพวกนั้นจะต้องเป็นคนพาล คนพาลเราก็อยู่ให้ไกล แต่ให้สบายใจ “คนเป็นบัณฑิตอยู่ที่ไหน ในหมู่คนพาลในหมู่บัณฑิต ในหมู่สัตว์ ในหมู่คนสี่เท้าสองเท้า ดีทั้งนั้น ธรรมะจะรักษา ไม่มีใครจะทำอันตรายบุคคลผู้มีธรรมรักษาได้เลย

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "ติตถสูตร" พระไตรปิฎก เล่มที่ ๒๐ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๑๒ อังคุตตรนิกาย เอก-ทุก-ติกนิบาต

อ่าน พุทธประวัติจากพระโอษฐ์ เล่มที่ 5 (ลัทธิ 3 ลัทธิเหล่านี้มีอยู่)

ภิกษุ ท. ! ลัทธิ 3 ลัทธิเหล่านี้มีอยู่, เป็นลัทธิซึ่งแม้บัณฑิตจะพากันไตร่ตรอง จะหยิบขึ้นตรวจสอบ จะหยิบขึ้นวิพากษ์วิจารณ์กันอย่างไร แม้จะบิดผันกันมาอย่างไร ก็ชวนให้น้อมไปเพื่อการไม่ประกอบกรรมที่ดีงามอยู่นั่นเอง.

ภิกษุ ท.! ลัทธิ 3 ลัทธินั้นเป็นอย่างไรเล่า? 3 ลัทธิคือ (1) สมณะ และพราหมณ์บางพวกมีถ้อยคำและความเห็นว่า “บุรุษบุคคลใด ๆ ก็ตาม ที่ได้รับสุข รับทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้น เป็นเพราะกรรมที่ทำ ไว้แต่ปางก่อน” ดังนี้. (2) สมณะและพราหมณ์บางพวก มีถ้อยคำและความ เห็นว่า “บุรุษบุคคลใด ๆ ก็ตาม ที่ได้รับสุข รับทุกข์ หรือไม่ใช่สุข ไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้น เป็นเพราะการบันดาลของเจ้าเป็นนาย“ ดังนี้. (3) สมณและพราหมณ์ บางพวก มีถ้อยคำและความเห็นว่า “บุรุษบุคคลใด ๆ ก็ตามที่ได้รับสุข หรือ ได้รับทุกข์หรือมิใช่สุขมิใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้น ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเลย” ดังนี้. ทรง "เยาะ" ลัทธิที่ว่าสุขทุกข์เพราะกรรมเก่าอย่างเดียว

ภิกษุ ท.! ในบรรดาลัทธิทั้งสามนั้น สมณพราหมณ์พวกใดมีถ้อยคำ และความเห็นว่า “บุคคลได้รับสุข หรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ เพราะกรรม ที่ทำไว้แต่ปางก่อนอย่างเดียว” อยู่ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สอบถาม ความที่เขายังยืนอยู่ดังนั้นแล้ว เรากล่าวกะเขาว่า “ถ้ากระนั้นคนที่ฆ่าสัตว์ ...ลักทรัพย์... ประพฤติผิดพรหมจรรย์... พูดเท็จ... พูดคำหยาบ พูดยุให้แตกกัน ...พูดเพ้อเจ้อ...มีใจละโมบเพ่งเล็ง...มีใจพยาบาท...มีความเห็นวิปริต เหล่านี้ อย่างใดอย่างหนึ่ง (ในเวลานี้) นั่นก็ต้องเป็นเพราะกรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อน. เมื่อ มัวแต่ถือเอากรรมที่ทำไว้แต่ปางก่อนมาเป็นสาระสำคัญดังนี้แล้ว คนเหล่านั้น ก็ไม่มีความอยากทำ หรือความพยายามทำ ในข้อที่ว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ ไม่ควรทำอีกต่อไป. เมื่อกรณียกิจและอกรณียกิจไม่ถูกทำหรือถูกละเว้นให้จริง ๆ จัง ๆ กันแล้ว คนพวกที่ไม่มีสติคุ้มครองตนเหล่านั้น ก็ไม่มีอะไรที่จะมาเรียกตน ว่าเป็นสมณะอย่างชอบธรรมได้”. ดังนี้. ภิกษุ ท. ! นี้แล แง่สำหรับข่มอย่างเป็นธรรม แก่สมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ผู้มีถ้อยคำและความเห็นเช่นนั้น แง่ที่หนึ่ง.

________________________________ ๑. บาลี มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๒/๕๐๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. “เยาะ” ลัทธิที่ว่าสุขทุกข์เพราะการบันดาลของเจ้านาย  (เรื่องตอนต้นของเรื่องนี้ ต่อเป็นเรื่องเดียวกับตอนต้นของเรื่องก่อน) ภิกษุ ท. ! ในบรรดาลัทธิทั้งสามนั้น สมณพราหมณ์พวกใดมีถ้อยคำและความเห็นว่า “บุคคลได้รับสุขหรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะการนิรมิตบันดาลของผู้ที่เป็นเจ้าเป็นนาย (อิศวร)” ดังนี้มีอยู่ เราเข้าไปหาสมณพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สอบถามความที่เขายังยืนยันอยู่ดังนั้นแล้ว เรากล่าวกะเขาว่า “ถ้ากระนั้น (ในบัดนี้) คนที่ฆ่าสัตว์ …ลักทรัพย์ …ประพฤติผิดพรหมจรรย์ … พูดเท็จ …พูดยุให้แตกกัน …พูดคำหยาบ …พูดเพ้อเจ้อ …มีใจ ละโมบเพ่งเล็ง …มีใจพยาบาท …มีความเห็นวิปริต เหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่นั่นก็ต้องเป็นเพราะการนิรมิตบันดาลของผู้เป็นเจ้าเป็นนายด้วย. ก็ เมื่อมัวแต่ถือ เอาการนิรมิตบันดาลของผู้ที่เป็นเจ้าเป็นนาย มาเป็นสาระสำคัญดังนี้แล้ว คนเหล่านั้นก็ไม่มีความอยากทำ หรือความพยายามทำ ในข้อที่ว่า สิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำอีกต่อไป. เมื่อกรณียกิจและอกรณียกิจ ไม่ถูกทำ หรือถูกละเว้นให้จริง ๆ จัง ๆ กันแล้ว คนพวกที่ไม่มีสติคุ้มครองตนเหล่านั้น ก็ไม่มีอะไรที่จะมาเรียกตนว่าเป็นสมณะอย่างชอบธรรมได้.” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! นี้แล แง่สำหรับข่มอย่างเป็นธรรม แก่สมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ผู้มีถ้อยคำและความเห็นเช่นนั้น แง่ที่สอง. ________________________________ ๒. บาลี มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๓/๕๐๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย. ทรง “เยาะ” ลัทธิที่ว่า สุขทุกข์ไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัย (เรื่องตอนต้นของเรื่องนี้ ต่อเป็นเรื่องเดียวกับตอนต้นของเรื่องก่อน) ภิกษุ ท. ! ในบรรดาลัทธิทั้งสามนั้น, สมณพราหมณ์พวกใดมีถ้อยคำและความเห็นว่า “บุคคลได้รับสุข หรือทุกข์ หรือไม่ใช่สุขไม่ใช่ทุกข์ ทั้งหมดนั้นไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเลย” ดังนี้ มีอยู่, เราเข้าไปหาสมณะและพราหมณ์เหล่านั้นแล้ว สอบถามความที่เขายังยืนยันอยู่ดังนั้นแล้ว เรากล่าวกะเขาว่า “ถ้ากระนั้น (ในบัดนี้) คนที่ฆ่าสัตว์ …ลักทรัพย์ …ประพฤติผิดพรหมจรรย์ …พูดเท็จ … พูดยุให้แตกกัน …พูดคำหยาบ …พูดเพ้อเจ้อ …มีใจละโมบเพ่งเล็ง …มีใจพยาบาท …มีความเห็นวิปริต เหล่านี้อย่างใดอย่างหนึ่งอยู่นั้นก็ต้องไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเลย ด้วย. ก็ เมื่อ มัวแต่ถือเอาความไม่มีอะไรเป็นเหตุเป็นปัจจัยเลย มาเป็นสาระสำคัญดังนี้แล้ว คนเหล่านั้นก็ไม่มีความอยากทำ หรือความพยายามทำ ในข้อที่ว่าสิ่งนี้ควรทำ สิ่งนี้ไม่ควรทำ อีกต่อไป. เมื่อกรณียกิจและอกรณียกิจไม่ถูกทำ หรือถูกละเว้นให้จริง ๆ จัง ๆ กันแล้ว คนพวกที่ไม่มีสติคุ้มครองตนเหล่านั้น ก็ไม่มีอะไรที่จะมาเรียกตน ว่าเป็นสมณะอย่างชอบธรรมได้.” ดังนี้. ภิกษุ ท. ! นี้แล แง่สำหรับข่มอย่างเป็นธรรม แก่สมณพราหมณ์ ทั้งหลาย ผู้มีถ้อยคำและความเห็นเช่นนั้น แง่ที่สาม. ________________________________ ๓. บาลี มหาวรรค ติก. อํ. ๒๐/๒๒๔/๕๐๑. ตรัสแก่ภิกษุทั้งหลาย.

ฟัง "อายตนะทั้งหก" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 14 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ฟัง "กรรม" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 22 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

ฟัง "ปฏิวัติแล้ว ปฏิวัติเลย ทำคืนไม่ได้" ออกอากาศทาง FM106 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

รับชม "กิจที่ควรทำในอริยสัจ" เผยแพร่ทาง PUREDHAMMAVDO เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560