อย่าเพิ่งตาย ถ้ายังไม่ถึงกระแสของโสดาบัน

รายการ "ธรรมะรับอรุณ Live" โดย พระอาจารย์มหาไพบูลย์ อภิปุณฺโณ จากวัดป่าดอนหายโศก อ.หนองหาน จ.อุดรธานี
ร่วมดำเนินรายการโดย คุณ เตือนใจ สินธุวณิก
ออกอากาศทาง Facebook "Puredhamma.com" วันที่ 9 ส.ค.2561 เวลา 20.00 น.
ออกอากาศทาง FM92.5 ในวันที่ 11 ส.ค.2561 เวลา 05.00 น.

 

HIGHLIGHTS:

  • จากเรื่องสัทธานุสารี ที่ว่า "ไม่ควรที่จะทำกาละก่อนแต่ที่จะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล” หมายความว่าอย่างไร
  • ความปวดแสบปวดร้อนเมื่อโดยน้ำร้อนลวกเป็นผัสสะหรือเวทนาทางกาย
  • รายละเอียดเกี่ยวกับ “สักกายะ”
  • หากจะใช้คำว่า "อุปาทานขันธ์ 5" มาแทนคำว่า "สักกายะ" สามารถทำได้หรือไม่
  • ตัวที่เป็นทุกขอริยสัจคืออะไร

บทคัดย่อ

 

คำถาม 1: จากเรื่องสัทธานุสารี ตรงบรรทัดที่บอกว่า "ไม่ควรที่จะทำกาละก่อนแต่ที่จะทำให้แจ้งซึ่งโสดาปัตติผล” หมายความว่าอย่างไร อาจจะมีความหมายว่า “ไม่ควรตายก่อนเป็นโสดาบัน ควรจะเร่งทำความเพียร เพราะอีกนิดเดียวก็จะถึงโสดาบันแล้ว” หรือ “จะเป็นโสดาบันแน่นอนก่อนตาย ถึงแม้จะไม่ทำความเพียรต่อ”

คำตอบ 1: โสดาบัน หมายถึง ผู้ที่ถึงกระแสของการเข้าสู่นิพพาน ซึ่งประกอบด้วย 2 ส่วนคือ มรรค(ทาง)และผล(เข้าถึง) จากเรื่องสัทธานุสารีนั้นกล่าวถึงโสดาปัตติมรรค และมีความหมายว่า “ไม่ควรตายก่อนเป็นโสดาบัน ควรจะเร่งทำความเพียร เพราะอีกนิดเดียวก็จะถึงโสดาบันแล้ว”

พระพุทธเจ้าทรงเปรียบเทียบว่า ทุกข์ที่เหลืออยู่ของผู้ที่จะเป็นโสดาปัตติมรรคนั้นเท่ากับฝุ่นที่ติดปลายเล็บ ไม่อาจเปรียบได้กับทุกข์ที่หมดไป สิ้นไปแล้วซึ่งเทียบเท่ากับแผ่นดินทั่วมหาปฐพี ดังนั้นเมื่อเรามาตามมรรคแล้ว ควรต้องเร่งทำความเพียรให้เต็มที่ เกาะกระแสต่อไปเพื่อให้เข้าถึงโสดาปัตติผลก่อนตายให้ได้ เพราะหากเป็นโสดาปัตติผลแล้วจะเกิดอีกไม่เกิน 7 ชาติและเกิดในครอบครัวที่มีสัมมาทิฏฐิด้วย

 

คำถาม 2: ต้องการทราบเกี่ยวกับเรื่องเวทนาทางกาย สมมุติว่าโดนน้ำร้อนลวกแล้วเกิดการปวดแสบร้อน ตรงไหนเป็นผัสสะ ตรงไหนเป็นเวทนาทางกาย ซึ่งผู้ถามเข้าใจว่า ความปวดแสบปวดร้อนน่าจะเป็นผัสสะทางกาย เพราะประสาทกายมันรายงานผลมาให้ทราบไม่น่าจะเป็นเรื่องของทุกขเวทนา เพราะเข้าใจว่าความปวดแสบปวดร้อนเป็นผัสสะที่ไม่น่ารักใคร่ ไม่น่าพอใจ แล้วจึงเกิดทุกขเวทนาทางใจ เหมือนกับเสียงคนด่าแล้วเกิดทุกขเวทนาทางใจ ด้วยเข้าใจว่าสิ่งที่กายรับรู้ได้ทั้งหมด น่าจะเป็นผัสสะ เช่น เย็นร้อน อ่อนแข็ง ปวดปัสสาวะ ปวดแขน ปวดขา หิวข้าว เป็นต้น

คำตอบ 2: กระบวนการทั้งหมดสามารถแจกแจงรายละเอียดได้ดังนี้

  1. เมื่อมีการสัมผัสหรือการกระทบที่ทำให้เกิดความรู้สึก (ผัสสะ)
  2. แล้วเราสามารถบอกได้ว่าเย็น ร้อน อ่อน แข็ง เป็นความหมายรู้ (สัญญา)
  3. เกิดความชอบความพอใจ ไม่พอใจ หรือเฉยๆ (เวทนา)
  4. แล้วนำจิตไปรับรู้ (มโนวิญญาณ)

อย่างไรก็ตาม เมื่อปุถุชนผู้ไม่เคยได้ยินได้ฟังหรือไม่สนใจธรรมะมาก่อน ย่อมโดนเวทนาทางกายครอบงำและทำให้เกิดทุกขเวทนาทางใจอีกด้วย ซึ่งแตกต่างกับอริยบุคคลผู้ที่เพียรปฏิบัติธรรมมาเป็นอย่างดีตั้งแต่ขั้นโสดาบันขึ้นไป จะรู้อุบายเครื่องนำออกจากทุกขเวทนาทางกายนั้นด้วยสมถะวิปัสสนา การปฏิบัติตามหลักอริยมรรคมีองค์แปด และสามารถปล่อยวางได้ในที่สุด

 

คำถาม 3: ต้องการทราบเกี่ยวกับเรื่องสักกายะ ที่ว่า “ย่อมเห็นรูปเป็นตน หรือเห็นตนมีรูป เห็นรูปในตน เห็นตนในรูป” ตนในที่นี้หมายถึงตัวตน(อัตตา) ที่แปลว่า “ย่อมเห็นรูปเป็นอัตตา หรือเห็นอัตตามีรูป เห็นรูปในอัตตา เห็นอัตตาในรูป” หรือ ตนเอง(ตัวเราเอง) ที่แปลว่า “ย่อมเห็นรูปเป็นตัวเรา หรือเห็นตัวเรามีรูป เห็นรูปในตัวเรา เห็นตัวเราในรูป”

คำตอบ 3: “สักกายะ” หมายถึง ความยึดถือเป็นตัวเราของเรา เนื่องด้วยเราสั่งการ บังคับร่างกายได้ หากแต่อริยบุคคลสามารถละความเข้าใจที่คลาดเคลื่อนนี้ด้วยสัมมาทิฏฐิ เพราะความเป็นตัวตนหรือยึดถือว่าเป็นตัวเราของเรานั้นคือ “อนัตตา” ซึ่งเกิดขึ้นโดยเป็นไปตามเหตุตามปัจจัย

 

คำถาม 4: จากจูฬเวทัลลสูตร ตอนที่ว่า "อุปาทานขันธ์ 5 นี้แล พระผู้มีพระภาคตรัสว่าสักกายะ" ทั้งสองอันนี้เป็นอันเดียวกันใช่หรือไม่ สามารถใส่คำแทนกันในประโยคอื่นๆได้หรือไม่ เช่น

  • ว่าโดยย่อแล้ว "อุปาทานขันธ์ 5" เป็นทุกข์
  • ว่าโดยย่อแล้ว "สักกายะ" เป็นทุกข์

คำตอบ 4: พระพุทธเจ้าทรงตรัสสั่งสอนในหลายๆพระสูตรที่เกี่ยวกับอริยสัจสี่ โดยใช้คำว่า "สักกายะ" มาแทนคำว่า “ทุกข์” ดังนั้นหากจะใช้คำว่า "อุปาทานขันธ์ 5" มาแทนคำว่า "สักกายะ" ก็สามารถทำได้เช่นกัน ควรทำความเข้าใจในนัยยะให้เกิดขึ้น ถือว่าเป็นสิ่งที่ดีและควรกระทำ

 

คำถาม 5: จากเรื่อง “ทุกขอริยสัจ” ตัวที่เป็นทุกขอริยสัจคือ ตัวขันธ์ที่เป็นที่ตั้งของความยึดมั่นอย่างเดียว หรือว่าตัวขันธ์เฉยๆก็เป็นทุกขอริยสัจด้วย หรือว่าเป็นแค่ตัวอุปาทานอย่างเดียว โดยส่วนตัวผู้ถามคิดว่า ถ้าเป็นตัวอุปาทาน มันจะเป็นลงตัวพอดีกับ ทุกขสมุทัยที่ว่า “เพราะมีตัณหา จึงมีอุปาทาน”

คำตอบ 5: พระพุทธเจ้าทรงสั่งสอนและเน้นย้ำอย่างมากในเรื่องที่เกี่ยวกับทุกข์ โดยทรงกล่าวไว้ว่า อุปาทานหรือสมุทัย(เหตุเกิดแห่งทุกข์) เมื่อรวมกับขันธ์ห้าจึงกลายเป็นตัวทุกข์ และอุปาทานจะไม่เกิดในสิ่งอื่นนอกจากขันธ์ห้าเท่านั้น

 

- - - ตอบคำถาม : คุณนิชาพัส คิดดี

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

 

  • หัวข้อก่อน bullet

     

  • HL1....
  • HL2.....
  • HL3....