อโห

  • อโห ใช้ทั้งในด้านดีใจสุดๆหรือเสียใจสุดๆก็ได้ กล่าวคือใช้ในกรณีที่ดีใจที่มีสัมมาสัมพุทโธ ธัมโม สังโฆ อุบัติขึ้น และในขณะเดียวกันก็ใช้ตอนที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานดับไปด้วย
  • การอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนแสงสว่าง ประทีปโคมไฟ ที่จุดขึ้นในที่มืด ช่วยคนมองเห็นทาง ประทีปโคมไฟนั้นยังรวมถึงธัมโมพระธรรมที่ประกาศไว้ดีแล้ว และสังโฆหมู่ที่เมื่อปฏิบัติตามก็สามารถปฏิบัติได้ด้วย เป็นหมู่ของผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ
  • แสงสว่างนี้ไม่มีใครเปรียบเทียบได้ เป็น อสม เป็นหนึ่ง หาประมาณไม่ได้
  • แสงสว่างนี้ดับไปแล้ว อโห เป็นความฉิบหายของสัตว์ แต่ก็ยังคงมีแสงสว่างตามลำดับต่อๆมาของหมู่ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบและพระธรรมที่ยังคงหลงเหลือให้ศึกษาเพียงพอที่จะพ้นทุกข์ได้ ให้รีบเร่งปฏิบัติตามแสงที่แม้ริบหรี่นั้นไปเพื่อที่จะออกจากปากถ้ำ เพื่อความพ้นทุกข์

 

“.อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ...

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม...

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ…”

 

 

...คุณจริงๆที่ทำให้แสงสว่างเกิดขึ้นในที่มืด เป็นเหมือนประทีปโคมไฟ เป็นความหวังอันเดียวเลย ที่เราจะรอดได้ พุทโธ ธัมโม สังโฆ ....

 

พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไม่มีอะไรเปรียบ ไม่มีอะไรเสมอ หาประมาณไม่ได้ อุบัติขึ้นแล้ว อโห มันสั่นสะท้านสะเทือนโลกธาตุ....อโห พุทโธ, อโห ธัมโม, อโห สังโฆ….

 

นี่คือรายการธรรมะรับอรุณ ทางสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทย ทุกวันก็เปิดสถานีด้วยสิ่งที่เป็นมงคล ทำให้เกิดความดีความงาม ถึงแม้จะเป็นเรื่องที่อาจจะเคยได้ฟังมาแล้ว ฟังซ้ำฟังย้ำ มันก็ให้ดีขึ้นมาได้ เป็นความเจริญ เป็นความดีความงาม ความก้าวหน้า ทำบ่อยๆ เจริญให้มาก ฟังอยู่เรื่อยๆ มันจะทำให้เกิดสัมมาทิฏฐิ ทำความเห็นให้ถูกต้อง ไปตามทางที่จะไปถึงความสุขอันเกษม

นี้เป็นแสงสว่างท่านผู้ฟัง เหมือนกับบางทีบางครั้งนะ ถ้าเราเจอปัญหาในชีวิตเรื่องราวอย่างใดอย่างหนึ่ง มันเหมือนกับมืดแปดด้าน ไม่รู้จะแก้อย่างไง ไปทางไหน ทำอะไรไม่ถูก ปรึกษาใครก็มันตันไปหมด มืดไปหมด บอดไปหมด ไม่เห็นทาง คลำไปทางไหนก็มีแต่ตันๆ ไปไม่ได้ทั้งสิ้น ในสถานกราณ์แบบนั้นท่านผู้ฟัง ที่มันมืดแปดด้านที่ว่า มีแต่ความมืดความบอด แสงสว่างไม่ปรากฏ เมื่อไหร่ก็ตามที่ในสถานกราณ์เช่นนั้นกลางคืนมืดๆเนี่ย โอ๊ย อยู่ๆมีคนจุดประธีปโคมไฟเอาไว้ หรือมีแสงสว่างฉายมาจากที่ไกล โอ๊ย จะดีมาก อย่างพวกที่เขาติดถ้ำอย่างนี้นะ มืดไปหมด โอว แสงสว่างมีนิดเดียว จะหมดไม่หมดแหล่ แล้วอยู่ๆมีแสงสว่างส่องมาจากที่ไกลเนี่ย โอโหย ใจมันพองโตดีใจขึ้นมาเลยล่ะว่า โอ๊ย แสงสว่างอยู่ตรงนั้น แสงสว่างอยู่ตรงนั้น รีบเข้าไป

แล้วคือไม่ใช่เป็นแสงสว่างแบบดักหิ่งห้อยดักแมลงเม่าอะไรนี้อ่ะนะ แมลงเม่าหิ่งห้อยนี่เห็นแสงก็วิ่งก็วิ่งเข้าไปเนี่ย เอ้า แต่มันเป็นกับดัก เป็นกลลวง นั่นก็มี ต้องระวัง เพราะว่ากับดักมารวางไว้ก็มี วางเนื้อล่อตัวผู้วางเนื้อล่อตัวเมียเอาไว้ นายพรานเขาวางกับดักไว้ ดักนก หรือดักสัตว์ต่างๆ ดักเนื้อทราย เขาไม่ได้จะหวังประโยชน์กับสัตว์เหล่านั้น เขาหวังว่าจะกินจะจับมัน ทำตามความต้องการของเขา นั่นมันคือกับดักของกิเลส ซึ่งสัตว์โลกในทุกยุค ถูกกับดักนี้ดักอยู่ตลอดเวลาอยู่แล้ว เป็นเหยื่อล่อเป็นกับดักที่เราติดมันจึงตัน คนที่รู้ที่เห็นว่าโอวไปทางนี้ไม่ได้ มีกับดักเหยื่อล่อ แสงสว่างลวง มันตันไปหมด จึงเผื่อว่าถ้ามีแสงสว่างที่ อู้ว ดีมาก เป็นแสงสว่างจริงๆ คนที่จุดไว้เนี่ย เขามีความคิดว่า คนที่อยู่ในที่มืดเขามีตา เขาจะได้เห็นสิ่งต่างๆ ระวังไว้ได้

อย่างเขาทำไฟไว้ตามทางเนี่ย จุดไฟเอาไว้หรือว่าเปิดไฟไว้ให้ตามถนนหนทาง เผื่อว่าคนเดินทางผ่านมาทางนี้ เขาจะได้เห็นทางสูงทางต่ำ หลีกเลี่ยงสิ่งที่จะเป็นภัย เห็นภาพได้ นี่คือเขามีความปรารถนาดีนะ หลอดไฟแสงสว่างประเภทนี้ พระพุทธเจ้าท่านจุดติดเปิดเอาไว้ให้ เป็นแสงสว่าง เป็นประทีปโคมไฟ เป็นปัญญานั่นเอง พอคนที่เขามีตา คือว่าคนตาบอดต่อให้ถ้าจุดเทียนเปิดไฟมันสักร้อยดวง ก็ไม่เห็นแล้ว นั่นคือคนตาบอด แต่ถ้าคนตาดี มีคนจุดไฟไว้ให้อย่างนี้ ในที่มืดๆ โอ๊ยหาไฟไม่เจอ ทำอย่างไง ไปทางนั้นก็เห็นว่ามันไม่ดีอยู่ ตัน แต่พอเห็นแสงสว่างปุ๊บ ใจมันพองโตขึ้นมาทันที มีความดีใจทันที

 

เพราะฉะนั้นการอุบัติขึ้นของพระพุทธเจ้า จึงเป็นเรื่องที่อัศจรรย์ใจมาก ดีใจมาก เป็นเหมือนแสงสว่างที่เกิดขึ้นในที่มืดของคนที่มีตาแล้วเขาเห็น เขาจึงมีคำพูดกันท่านผู้ฟัง ตั้งแต่สมัยพุทธกาลว่า “อโห” คำนี้นะไม่ใช่คำในสมัยปัจจุบัน แต่เป็นคำภาษาบาลี คำว่า “อโห” เนี่ย หมายถึง ดีใจมากๆ น่าอัศจรรย์ใจมากๆ

 

 

“อโห พุทโธ”   “อโห ธัมโม”   “อโห สังโฆ”

 

อู๊ย... มีพุทโธเกิดขึ้นแล้ว เขาดีใจมากอย่างงี้ ด้วยอารมณ์นี้ล่ะว่า ดีใจสุดๆ พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้นเหมือนกับคนที่เห็นแสงสว่างอย่างใดอย่างหนึ่งในที่มืด โอว รอดแล้วรอดแล้ว เรารอดแล้ว ไม่ถูกภัยต่างๆในวัฏฏะจะต้องเบียดเบียน ทำไมเขาถึงเห็นแสงสว่างนี้ได้ บทที่ท่านผู้ฟังสวดได้อยู่เป็นประจำ บทการสรรเสริญพุทธคุณ ธรรมคุณ สังฆคุณที่ว่า

 

“.อิติปิโส ภะคะวา อะระหัง สัมมาสัมพุทโธ...

สวากขาโต ภะคะวะตา ธัมโม...

สุปะฏิปันโน ภะคะวะโต สาวะกะสังโฆ…”

 

นี่คือคุณของพุทโธ ธัมโม สังโฆ นะท่านผู้ฟัง คุณของพระพุทธเจ้าไม่ใช่ความที่ โอว ท่านหล่อ ท่านรูปงาม ท่านเป็นลูกเศรษฐี เป็นราชา จะได้เป็นพระเจ้าจักรพรรดิ์ รูปกายนี่งดงาม มีฉัพพรรณรังสี อันนั้นก็เป็นลักษณะทางกายของท่าน แต่คุณจริงๆ คุณจริงๆที่ทำให้แสงสว่างเกิดขึ้นในที่มืด เป็นเหมือนประทีปโคมไฟ เป็นความหวังอันเดียวเลย ที่เราจะรอดได้ คนจะตายคนประสบภัยอยู่ เจอแสงสว่างเจอความหวังอันเดียวนี้ โอ๊ย เขาจะดีใจมาก ทีนี้มันเป็นอย่างนี้ท่านผู้ฟัง มันไม่ใช่แค่อันเดียว มันสามอันโน่นน่ะ เป็นพุทโธ ธัมโม สังโฆ

เอาใหม่นะท่านผู้ฟัง ให้ข้าพเจ้าเน้นย้ำอีกครั้งนึง

คือถ้าพุทโธประเภทที่ว่าปัจเจกพุทโธ สมมุติเราเกิดมาในสมัยที่ไม่มีสัมมาสัมพุทโธนะ เป็นปัจเจกพุทโธ แสงสว่างมีอันหนึ่ง แต่ว่าขออภัยปัจเจกพุทธเจ้า ท่านสอนเราได้ในลักษณะที่ว่า มีอภิสมาจารคือข้อปฏิบัติในทางดีๆ มีการสำรวมกาย สำรวมวาจา รักษาศีลนะ สมาธิเป็นอย่างนี้ แต่ว่าท่านเหล่านั้นจะ อาจจะพูดเรื่องปัญญาได้ด้วยซ้ำว่า ปัญญาเป็นอย่างงี้ๆ แต่อธิบายแล้วจะสอนให้เราเข้าใจ มันจะไม่ได้ ความสามารถในการสอนหรือความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการที่จะรู้อินทรีย์แก่อ่อน แล้วเทศน์บอกสอนให้เกิดแสงสว่างดวงที่สองให้เกิดขึ้นตามมา มันไม่ได้ คือมีของท่านองค์เดียวแล้วก็จบ พอจะให้เป็นที่พึ่งในการที่จะให้เราถวายทานหรือทำความดีอย่างใดอย่างหนึ่ง

เรื่องนี้มีอุบัติขึ้นในสมัยก่อน มีมานพชื่อ สุสิมะ มานพชื่อสุสิมะคิดว่าจะเรียนมนต์ ไปเรียนมนต์กับอาจารย์ผู้เป็นพราหมณ์ เห็นแต่เบื้องต้นท่ามกลาง ไม่เห็นที่สุด เอ๊ะ ทำอย่างไง เขาบอกในป่ามีปัจเจกพุทธเจ้าอยู่ ไปเรียนธรรมสิ จะได้เห็นที่สุดของธรรมนั้น สุสิมมานพไปเรียนธรรมจากพระปัจเจกพุทธเจ้า พระปัจเจกพุทธเจ้าก็สอนให้บรรลุไม่ได้ สอนได้แค่อภิสมาจารเป็นอย่างนี้ทำอย่างนี้ๆนะ แล้วการบรรลุธรรมเห็นปัญญา ท่านทำของท่านเองสุสิมมานพ ภายหลังก็ได้บรรลุเป็นปัจเจกพุทโธเหมือนกัน นั่นคือเป็นปัจเจกพุทธะ คนที่จะสามารถทำอย่างนั้นได้ก็ต้องมีความสามารถในระดับปัจเจกพุทธะ

แต่ว่าในสมัยนี้นะ ที่เรามีพระพุทธเจ้าประเภทสัมมาสัมพุทโะอุบัติขึ้นเนี่ยท่านผู้ฟัง ไม่ใช่เอาประทีปมาดวงเดียว ยังเอาประทีปดวงที่สอง สปอตไลท์ดวงที่สองว่างั้นเถอะ คือธัมโม คือธรรมอันพระผู้มีพระภาคประกาศไว้ดีแล้ว คำว่าพระผู้มีพระภาค ภะคะวา หรือ ภะคะวะโต หรือ ภะคะวะ หมายถึงผู้ที่จะจำแนกแจกธรรม แจกแจงออก ประกาศแต่งตั้ง บัญญัติ เปิดเผย จำแนกแจกแจง รายละเอียดเป็นอย่างนี้ๆ ทำให้เป็นของตื้น ทำให้เข้าใจง่าย ทำเป็นบันไดขั้นให้ ให้ปีนตามได้ ทำเป็นทางให้ ให้เดินตามได้ ทำเป็นช่องให้ ให้ลอดผ่านมาได้ นี่คือสวากขาตธรรม ธรรมะอันพระผู้มีพระภาคประกาศไว้ดีแล้วแม้สองพันกว่าปี ยังสามารถที่จะใช้งานได้ เพราะว่าความที่มันไม่เกี่ยวเนื่องด้วยกับกาลเวลา คนที่มีปัญญาเขามาตรวจสอบพิสูจน์ดู เขาจะเห็นความจริงตามเรื่องราวต่างๆเหล่านี้ได้ท่านผู้ฟัง เป็นสวากขาตธรรมอย่างที่ท่านว่า

ตั้งแต่คนในสมัยพุทธกาลเสลพราหมณ์อย่างเนี๊ยะ ได้ยินคำว่า “พุทโธ” โอโหยมันจะเป็นไปได้อย่างไงนะเนี่ยนะ “อโห พุทโธ”ขึ้น พระเจ้ากัมปินะน๊อคไปสามรอบ ได้ยินบทแค่ว่า “พุทโธ” มันตื่นเต้นมากๆ มันใช่เหรอเนี๊ยะ มันเกิดขึ้นได้อย่างไง๊ มัน โอ๊ย…

 

อุบัติขึ้นแล้วท่านผู้ฟัง อุบัติขึ้นแล้ว ไม่ใช่แค่พุทโธ ธัมโมด้วย ธรรมะแบบที่ละเอียดลึกซึ้งเป็นอณู แสดงไว้ด้วยความรอบคอบรัดกุมไม่หละหลวม ไม่ใช่มีน้อยๆแต่ให้ออกมากเต็มที่

 

เหมือนเพชรพลอยของมีค่าเพชรนิลจินดา ไม่ใช่มีแค่ทองคำ แต่ยังมีบุษราคัม ยังมีหยก มีแก้วประคาร มีนิล มีของมีค่าอะไรต่างๆ แจกแจงออกมาเป็นอริยสัจสี่ ไล่ลงไปเป็นโพชฌงค์7 อิทธิบาทสี่ อินทรีย์ห้า พละห้า โพธิปักขิยธรรมต่างๆ พรหมวิหาร สัปปุริสธรรม ทิศทั้งหก การคบเพื่อน การแบ่งจ่ายเงิน โอว มันมากนะท่านผู้ฟัง มันมาก แล้วนางอโนชา ไม่ใช่แค่พุทโธธัมโม ดวงที่สามนั้นคือสังโฆ พระนางอโนชาได้ฟังบทนี้ก็น๊อคไปอีกสามรอบ โอ๊ย...มันจะเป็นได้อย่างไง สังโฆก็อุบัติขึ้นเนี่ย คือหมู่แห่งผู้ฟังคำสอน ที่ฟังแล้วตามแล้ว แล้วปฏิบัติได้ นี่ไม่ใช่ special พิเศษเฉพาะเจาะจงลงมาเฉพาะบางคนที่ทำได้ มีเจ้าชายสิทธัตถะเป็นต้น คนเดียว ไม่ใช่ ไล่ลงมาจนถึงท่านพระอัญญาโกณฑัญญะก็ทำได้ เอาสิ ไล่ลงมาถึงเหล่าภิกขุปัญจวัคคีย์ทั้งห้า ไม่ใช่คนเดียว เพิ่มอีกสี่เป็นห้าคน ไล่จนมาถึงเหล่ายสกุลบุตรเพื่อนท่านทั้งหมดอีกห้าสิบห้าคน ไล่ลงมาถึงเหล่าชฎิลสามพี่น้องอีกหลายพัน รวมถึงท่านพระสารีบุตร ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ครบองค์แล้วทีนี้ เป็นหมู่เป็นคณะที่มีความงดงาม ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ปฏิบัติแล้วได้น่ะท่านผู้ฟัง

ไม่ใช่เรื่องธรรมดาที่ว่าสอนไว้สวยหรู มีในตำราคัมภีร์ท่องจำได้เฉพาะบางคนหรอก ไม่ใช่นะ แต่ใครก็ตามที่ปฏิบัติดีปฏิชอบตามที่ท่านสอนเอาไว้ แล้วได้ขึ้นมา มันไม่ดีใจไหวเหรอท่านผู้ฟัง เป็นประทีปดวงที่สาม เป็นสังโฆเกิดขึ้น อุบัติขึ้นแล้วเพราะว่ามีพระพุทธเจ้า เป็นความอัศจรรย์ที่คนระดับสัมมาสัมพุทโธจะสร้างให้เกิดมีได้ จึงเป็นเรื่องแบบที่น่าดีใจมาก เป็นลักษณะแบบว่าอจฺฉริยตฺถเลย คือหมายถึงแบบดีใจสุดๆ ยอดเยี่ยมสุดๆ เหมือนคนประสบภัยแล้วแบบ last minute นาทีสุดท้ายมีคนมาช่วยไว้ได้ โอโห กูรอดแล้ว กูรอดแล้ว พูดเบาๆหน่อย เดี๋ยวเขาดูดออก ฉันรอดแล้ว ฉันรอดแล้ว นี่พูดสุภาพหน่อย ฉันรอดแล้ว

 

แล้วแสงสว่างนี้ไม่ใช่ว่า แว๊ปเดียว เฉพาะคนที่อยู่แถวนั้นแบบเห็นๆแล้วก็ได้ โอโห มันเป็นแสงสว่างที่แบบสว่างมาก กระจายไปทั่วไปหมด พอกระจายไปทั่วไปหมด แล้วก็ไม่ใช่ว๊าปเดียว แบบสว่างอยู่ยาวนานมาก จะเป็นความอัศจรรย์ที่สว่างไม่แสบตา คนใกล้ๆก็ไม่แสบตา คนไกลๆก็ไม่ใช่ว่าสว่างลดลง มันสว่างไปหมดเหมือนตอนกลางวันมีพระอาทิตย์สว่างไปหมด ทั่วทุกที่ทุกทาง สามารถเห็นสิ่งต่างๆได้ เขาจะมีความดีใจกันท่านผู้ฟัง ดีใจมาก คนในสมัยพุทธกาล เขาไม่อิ่มไม่พอ ไม่เบื่อในการที่จะได้เห็นพระพุทธเจ้า ในการที่จะได้ฟังธรรม ในการที่จะได้เห็นหมู่สงฆ์ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบนะ ไม่อิ่มไม่พอไม่เบื่อที่จะเห็น เขาว่าอย่างงี้

 

มีสามเณรรูปหนึ่งอยู่วัดป่าดอนหายโศกท่านผู้ฟัง โอย ชอบมองหลวงพ่อ หลวงพ่อ ดร.สะอาด ฐิโตภาโส เนี่ยครูบาอาจารย์ของข้าพเจ้าเนี่ย สามเณรองค์หนึ่ง สุดท้ายเลย เพื่อน มองหลวงพ่ออยู่ตลอด ไปตักข้าวก็มอง ท่านเดินมาก็มอง มองแล้วก็ยิ้มอยู่คนเดียว ท่านเดินไป เห็นหลังท่าน ก็ยิ้มอยู่คนเดียว มองอยู่ตลอด กินข้าวเดี๋ยวๆก็แอบมองอีก โอว ถามว่าเณรทำไมมองหลวงพ่ออยู่ตลอดล่ะแล้วก็ยิ้มคนเดียว เณรบอกว่า เห็นหลวงพ่อแล้วสบายใจ ว่างั้น ไม่อิ่ม ไม่พอ ไม่เบื่อ ในการที่จะเห็นครูบาอาจารย์ คนในสมัยนั้นเขาก็เป็นอย่างนั้นท่านผู้ฟัง เขาจึงดีใจกันมาก

เป็นสิ่งที่ “อสโม คือไม่มีอะไรจะมาเปรียบได้” แสงสว่างแบบนี้นะ แสงสว่างดวงอาทิตย์ก็เปรียบไม่ได้เพราะว่าใกล้เกินไปก็ร้อน ไกลเกินไปก็มืด แต่ว่าพอเปรียบให้เข้าใจ แต่ว่าไม่ใช่ว่าจะเหมือนกันได้ คือไม่เหมือนกัน คำว่าเปรียบไม่ได้นี่คือไม่เท่ากัน แต่ว่าพอให้เทียบเคียงได้เฉยๆ เหมือนกลางวันก็มีพระอาทิตย์กลางคืนก็มีพระจันทร์ อันนี้เป็นอุปมาอุปไมย เขาใช้ศัพท์นี้นะ

แต่ถ้าจะให้เหมือนกัน อุปมาอุปไมยกะ อสม ที่หมายถึงเทียบกันไม่ได้เนี่ย คือไม่ใช่คือกัน ไม่ใช่เหมือนกันเนี่ย เช่นว่า คุณจะกินอาหารไม่มีช้อนทำอย่างไง ก็ใช้มือก็ได้ ใช้มือก็พอแทนกันได้ แต่จะให้เหมือนกันมันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว หรือว่าเราจะขันน๊อตตัวนึง คุณก็ต้องใช้ไขควง ใช่ป่ะ ไม่มีไขควงทำอย่างไง อาจจะประยุกต์เอาส่วนหนึ่งของที่ตัดเล็บมาใช้แทน แต่ถ้าจะให้เหมือนกัน มันไม่เหมือนกันอยู่แล้ว อันนี้คือเทียบเคียงเปรียบเทียบให้พอเห็นภาพนะท่านผู้ฟังว่า มันเปรียบอย่างนี้

 

อันนี้คืออุปมาอุปไมย แต่จะให้เสมอกันเหมือนกัน ไม่ได้ ไม่ใช่ เพราะว่า “พุทโธ” “ธัมโม” “สังโฆ” เป็นสิ่งที่หาอะไรเสมอไม่ได้

 

 

คือคุณจะเอาพระพุทธรูปมาแทนพระพุทธเจ้า ไม่ได้ หรือคุณจะเอาตำราคัมภีร์มาแทนพระธรรม หรือจะเอาผ้าเหลืองมาแทนพระสงฆ์ คนโกนผมห่มเหลืองคือสงฆ์ คือมันไม่ใช่ไงท่านผู้ฟัง เข้าใจมั้ย เพราะว่าพุทโธไม่ใช่แค่ธาตุสี่ ดินน้ำไฟลม หรืออิฐหินปูนทราย โลหะทองเหลืองทองแดง แต่หมายถึงคุณธรรม เป็นนามธรรมอยู่ในนี้ พระธรรมไม่ใช่แค่ตำราคัมภีร์หนังสือ หรือว่าเดี๋ยวนี้เขาเก็บใน digital format เป็นระบบ data base ข้อมูลต่างๆเป็น text ในคอมพิวเตอร์ แต่ว่าพระธรรมนี่คือ สิ่งที่ตรัสไว้ดีชอบแล้ว สามารถปฏิบัติได้ตรงเห็นจริง ไม่ขึ้นกับเวลา พระสงฆ์ไม่ใช่ว่าหมายถึงคนบวชเฉยๆ หรือคนที่แบบกล่าวตามพระพุทธเจ้า ท่องจำพระสูตรนั้นนี้โน้นได้ หรือว่าโกนผมห่มเหลือง ประกอบพิธีกรรมกล่าวสรณะต่างๆ คือไม่ใช่แค่ นั้น แต่ว่าหมายถึงการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ เพื่อที่จะรู้ตรงทาง สมควรปฏิบัติตรง เราหมายถึงตรงนี้

 

แต่ว่าใช่อยู่ เราอาจจะเอาเครื่องหมายบ่งบอกอย่างใดอย่างหนึ่งไว้เป็นตัวแทน แต่ไม่เหมือนกันนะ เป็นตัวแทน ให้อะไร ให้เราระลึกถึง เพราะถ้าเราพิจารณาดู พุทโธ ธัมโม สังโฆ อย่างที่ว่ามา ให้มันอยู่ในจิตใจของเรานะ เราตั้งจิตไว้แบบนี้นี่ คือไปกับเราตลอด เราอาจจะมีเครื่องอะไรสักอย่างหนึ่งที่เอาไว้ให้เตือนสติระลึกถึงได้ บางคนอาจจะมีพระเครื่องน้อยๆห้อยคอเอาไว้ บางคนอาจจะเอาพระพุทธรูปมาตั้งไว้เลย กลางศาลาใหญ่ เบ้อเริ่มเถิ่ม เพื่อให้เราระลึกถึง บางคนอาจจะจำไม่ได้ก็เอาตำราคัมภีร์มาท่องมาจำ ฝึกท่องจำทำให้ได้ เพื่อที่จะระลึกถึงพระธรรม แล้วการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบก็อยู่ในวิธีการดำเนินชีวิตนี่แหล่ะ ไปบิณฑบาตรหาเลี้ยงชีพ มีความสงบระงับ มีเครื่องแบบอยู่น้อยๆผืน ยินดีอยู่ด้วยเสนาสนะอันสงัด นั่นก็คือวิถี การดำเนินชีวิตอย่างพระเจ้าพระสงฆ์ที่เห็นในปัจจุบัน เอาตรงเนี๊ยะ เป็นเครื่องให้เราระลึกถึงสังโฆได้ เป็นเครื่องมือได้ แต่ว่าเปรียบกันไม่ได้ แต่ว่าพอให้ระลึกแทนๆกันได้ คำว่าแทนๆกันนี่คือไม่เหมือนกันนะ แต่ว่าพอใช้งานไปให้ถึงจุดนั้นได้

 

พุทโธ ธัมโม สังโฆ เป็นสิ่งที่หาเสมอไม่ได้ นอกจากหาเสมอไม่ได้ ไม่มีอะไรเปรียบแล้วนะ ยังประมาณไม่ได้ เขาเรียกว่า “อัปปะมาโท พุทโธ” “อัปปะมาโท ธัมโม” หาอะไรประมาณไม่ได้ อะไรที่จะมาประมาณได้ว่า นี้คือเท่านี้ๆๆ คุณของท่านเท่านี้ๆ เหมือนจะหยั่งทะเลว่ามันลึกเท่าไหร่ๆ โอว บางทีมันประมาณไม่ได้ น้ำทะเลมีกี่ลิตรๆ ประมาณไม่ได้นะ เพราะมันมากจริงๆ ก็ยังมีคำพูดไง

 

 

พุทโธ ธัมโม สังโฆ ไม่มีอะไรเปรียบ ไม่มีอะไรเสมอ หาประมาณไม่ได้ อุบัติขึ้นแล้ว โอโห มันสั่นสะท้านสะเทือนโลกธาตุ

 

ที่ป่าอิสิปตนมฤคทายวัน เป็นป่าที่เหล่าฤาษีหรือว่าสมณะนี่แหล่ะ พูดง่ายๆคือเหล่าสมณะผู้สงบเนี่ย ก็จะไปอยู่กันในที่นั้น เป็นที่ที่เก้งกวางอะไรก็ไปอยู่เพื่อหาความสงบ ที่นั่น พอมีการแสดงธรรม ที่สะเทือนเลื่อนลั่น มีการฟังธรรมที่ทำให้เกิดการบรรลุธรรม โห มันจึงอยู่ไม่ได้แล้วท่านผู้ฟัง ข่าวนี้กระจายออกไป ใครได้ยินนี่ อืมหืม อึ๊กๆๆขึ้น โอโหแสงสว่างปรากฎเกิดขึ้นแล้ว รอดแล้ว รอดแล้ว เอาล่ะทีนี้ จะทำอย่างไง โอ๊ย จะไปอยู่ได้อย่างไงท่านผู้ฟัง เห็นแสงสว่างแล้วก็เดินไปตามแสงนั้นเลย นั่นคือทางออก ไปเลย รีบเลย ฟ้าวอย่างด่วนแขบๆเลย รีบเลย แต่ว่า ระวังสะดุดขาตัวเองนะ มีกับดักอยู่ตลอด เห็นแสงแล้วก็ดูให้ดี รีบเลย ในการที่จะทำ ในการที่จะปฏิบัติ

ทีนี้ในขณะที่เรากำลังตามแสงนี่นะ เพื่อที่จะให้ไปถึงสุดทางอุโมงค์ออกได้ อยู่ๆท่านผู้ฟัง เกิดแสงดับไป เฮ้ย นี่จะรอดแล้วนี่ ยังไม่ทันถึงเลย โอ ดับไปแล้วนี่ โอ๊ย..ทำอย่างไงๆ โหวมันจะแบบ ตกใจขึ้นมาเลยนะ โอวฉันจะรอดมั้ยนี่ อยู่ๆไฟที่เห็นเป็นแสงสว่าง เป็นความหวังอันเดียวหลุดมือไป โอ๊ย ท่านผู้ฟัง อโห ใช้กับบทว่าดีใจก็ได้ ใช้กับบทว่าเสียใจก็ได้ ตอนที่พระพุทธเจ้าปรินิพพานท่านผู้ฟัง เหมือนแสงสว่างดับไปแล้วดวงนึง หายไปแล้ว ไม่มีอยู่ ประทีปโคมไฟเหมือนดับไป ที่เขาเปรียบเทียบนะ เป็นอุปมาอุปไมย ให้เข้าใจถึงความที่ว่า โอว พระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ดีใจมาก เป็น “อโห พุทโธ” ขึ้นมา เป็นผู้ที่หาผู้เสมอเปรียบไม่ได้ หนึ่งเดียว

พอท่านจากไป ก็ “อโห” อีก โอ๊ย เสียใจมากๆ ความที่มีอยู่ แสงสว่างมันเหมือนดับไป หายไป ใช่อยู่ท่านผู้ฟังที่ข้าพเจ้าบอกว่าพุทโธคือสิ่งที่อยู่ในใจ เป็นคุณธรรม มีพุทโธเกิดขึ้นก็เหมือนมีแสงสว่างเกิดขึ้น นั่นก็ดวงหนึ่ง พุทโธที่มาจากสัมมาสัมพุทธะนั่นก็ดวงหนึ่ง ท่านปรินิพพานไปดับไป ก็คือดับไปนั่นล่ะ เป็นความเดือดร้อนของสัตว์โลก เป็นความเสียใจที่จะเกิดขึ้นแน่นอน นี่ท่านบอกไว้เอง การปรินิพพานของบุคคลเอกที่ไม่มีใครเปรียบ ปรินิพพานแล้วเป็นไปเพื่อความเสียหายย่ำยีฉิบหายของคนเป็นอันมาก มากจริงๆ

ความตกใจ อโห ขึ้นเนี่ย คูณสองเลยทีนี้ อั๊ยย่ะ ทำไงเนี่ย หายแล้ว ดับไปแล้ว โอว จุ๊ๆ พุทโธไม่อยู่ พระพุทธเจ้าหายไป แสงริบหรี่ลง ยิ่งไม่ต้องรีบเหรอท่านผู้ฟัง ยิ่งต้องรีบฟ้าวๆแขบๆคูณสองเลย นี่คือเราเกิดมาท้ายสมัยที่พระพุทธเจ้าไม่อยู่แล้วนะท่านผู้ฟัง ไม่อยู่แล้ว แล้วนะ ธรรมะอันพระผู้มีพระภาคประกาศไว้ดีแล้ว ที่เหมือนกับแสงสว่างดวงที่สองเนี่ย สว่างโล่อยู่เนี่ย อยู่ๆมันก็จางลง เบาแสงลง เขาเรียกว่าอะไร เฟื่อนไปหน่อยนึง เขาเรียกว่ามันจางลงไปหน่อยนึง หมายถึงว่ามันซีดลงไปหน่อยนึง หมายความว่ามันสว่างน้อยลงไปอ่ะ ริบหรี่ลงไป ริบหรี่ลงไป อ้าว ทำไมแสงสว่างไปทางนั้น มันหรี่ลงๆ อย่างนี้ล่ะ โอ๊ย ทำอย่างไงๆ

ธรรมะตอนนี้ที่พระพุทธเจ้าประกาศไว้เนี่ย สูญหายไปเยอะท่านผู้ฟัง สัทธรรมที่เป็นสัทธรรมปฏิรูปก็มีมามากมาย แฝงอยู่ไม่ไกล ออกจากบ้านไปก็เห็น มาตามข่าวหน้าหนังสือพิมพ์ให้เราก็มีเยอะแยะ ไม่ต้องพูดถึงว่าอะไร แต่มันมี สัทธรรมปฏิรูปเดี๋ยวนี้ มี เหมือนทองคำปลอมมา ทองคำแท้ก็ลดคุณค่าลงไป มีความสกปรกเกิดขึ้น แสงสว่างมันก็มาถูกบังให้ไม่เห็นลงลดน้อยลง แสงสว่างคือพระธรรมนะท่านผู้ฟัง จางลงแล้ว ริบหรี่ลงแล้ว น้อยลงแล้ว

แสงสว่างดวงที่สามคือสงฆ์ คือหมู่ผู้ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ โอโห ไล่มาตั้งแต่ท่านพระอัญญาโกณฑัญญะ ท่านพระสารีบุตร จนสุดท้ายท่านพระสุภัทระ บุคลผู้ปฏิบัติปฏิบัติชอบเหล่านี้ก็ปรินิพพานไปหมดแล้วนะท่านผู้ฟัง เหลืออยู่พระธาตุน่ะ เขาก็เอามาโชว์ให้ดู ก็ไม่แน่ใจว่าจริงแท้อย่างไร ตรวจสอบกันได้อย่างไร ไม่มีแล้ว บุคคลเหล่านั้นหายไปแล้ว รุ่นใหม่ๆต่อไปมา ก็คุณไม่เหมือนกันแน่นอน เหล่าอสีติมหาสาวก เป็นเอตตทัคคะในด้านต่างๆ สมัยนี้ไม่มีที่จะมีคุณเปรียบนั้น มีอยู่ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบในรื่องของศีลเราเห็นได้ ในเรื่องของสมาธิเราเห็นได้ เรื่องของปัญญาเราเห็นได้ วิมุติ วิมุติญาณทัสสนะ ยังมีอยู่ แต่จะให้เป็นเอกเลิศกว่าบุคคลในด้านของปัญญา ด้านของการสอน ด้านของการเป็นพหูสูตร โอ๊ยเหล่านี้ก็ต้องท่านพระมหาสารีบุตร ถ้าฤทธิ์ก็ท่านพระมหาโมคคัลลานะ ถ้าการสอนก็ท่านพระมหากัญจานะ พหูสูตรก็ท่านพระอานนท์ บุคคลเหล่านี้ ….ไม่มีคำพูดท่านผู้ฟัง ท่าน ท่านไม่อยู่แล้ว หายไปแล้ว จบไปแล้ว เหลืออยู่ที่ปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ ก็เป็นแสงสว่างอยู่ แต่สว่างไม่เท่าแล้วนะ สว่างไม่เท่า โอ๊ย...แสงสว่างที่จะพาเราไปถึงทางนี้ก็ริบหรี่ลงๆเรื่อยๆ ยิ่งไม่ต้องรีบเหรอท่านผู้ฟัง ความตกใจตื่นเต้นเนี่ย มันต้องคูณสองคูณสองแล้วก็ยกกำลังด้วยซ้ำ เขาใช้คำว่า “อโห” ท่านผู้ฟัง

 

อโห พุทโธ

อโห ธัมโม

อโห สังโฆ

 

 

อโหทั้งตอนที่อุบัติขึ้น ดีใจสุดๆ อโหทั้งตอนที่มันเสื่อมไปหายไปจางคลายไป เริ่มที่จะดับไป ก็อโหด้วย เสียใจสุดๆ

 

มีพระอยู่เจ็ดรูปท่านผู้ฟัง ในสมัยพระพุทธเจ้าที่ชื่อว่ากัสสัปปะ พระเหล่านี้ไปเกิดในสมัยที่ศาสนานั้นเสื่อมแล้ว เริ่มเสื่อมไปเสื่อมไป ถึงแม้ว่าศาสนาของพระพุทธเจ้ากัสสัปปะนี่ดำรงอยู่นานก็ตาม แสดงว่าภิกษุเจ็ดรูปเนี่ย เกิดมาในสมัยที่ไม่ได้เห็นพระพุทธเจ้าแล้ว แล้วพระภิกษุสามเณรก็มีอาการแปลกๆต่างๆ คือทำไม่ถูก ทำผิดศีลอยู่เรื่อย ทำไมกินข้าวเย็น ทำไมเสพเมถุน ทำไมหลอกชาวบ้านอย่างงี้ โอวแล้วฉันจะอยู่อย่างไง เอ๊ะที่ว่ามีพุทโธธัมโมสังโฆเกิดขึ้เนี่ย มีความร้อนใจเป็นกำลัง บวชมาตั้งแต่สมัยเด็กๆ รู้แล้วว่ามีพระพุทธเจ้าพระธรรมพระสงฆ์ ได้เห็นความดีความงามในพระธรรมวินัย ดีใจมาก แต่พออยู่ไปๆ ทำไมมีคนทำไม่ไดี มีสัทธรรมปฏิรูป พระที่ปฏิบัติไม่ดีก็มาก ที่ดีก็ยังมีอยู่ โอ๊ย เสียใจอย่างมาก

ทำอย่างไงทีนี้ เอาบันไดปีนขึ้นหน้าผาเลย ปีนขึ้นหน้าผาหวังว่า เอ้า ในเมื่อพุทโธ ธัมโม สังโฆ มันจะหายไปแล้ว เสื่อมไปแล้วนี่ เราปฏิบัติให้มันเต็มที่ เพื่อที่จะให้ชาตินี้แหละ มันได้บรรลุธรรม บรรลุแค่สองคน ที่เหลือตายจ้อยอยู่บนหน้าผา เรื่องนี้ไว้ค่อยมาเล่าให้ฟัง

แต่ว่าพูดถึงคนที่เขาดีใจจากการที่มีพุทโธธัมโมสังโฆอุบัติขึ้น เสียใจจากการที่พุทโธธัมโมสังโฆนั้นเริ่มจางคลายหายไป ริบหรี่ลง ริบหรี่ลง เราเกิดมาในสมัยที่ศาสนาคือคำสอนกำลังเสื่อมลง คือข้อนี้มันปฏิเสธไม่ได้ ถ้าจะบอกว่า เอ๊ะมันเจริญขึ้น ดีขึ้น คือจะให้เจริญดีเหมือนกับตอนที่พระพุทธเจ้าอยู่เนี่ย มันเทียบกันไม่ได้ เทียบกันไม่ได้ เทียบกันไม่ได้ ไม่มีอะไรเสมอ ประมาณไม่ได้ แต่ที่มีอยู่ดำรงอยู่ ณ ตอนนี้ พอให้เป็นหลักในการที่เราจะพ้นจากทุกข์ได้

 

เมื่อเราทราบถึงความที่มีพระพุทธเจ้าอุบัติขึ้น ทราบถึงความที่ท่านก็อันตรธานหายไปแล้ว เหลือแต่คำสอน คำสอนอุบัติมีขึ้น โอว ดี คำสอนที่ดีๆนั้น ก็ปฏิรูปเปลี่ยนแปลงไปเยอะแล้ว สงฆ์อุบัติขึ้น โอว ดี แต่สงฆ์เหล่านั้นก็ปรินิพพานอันตรธานหายไป ที่ปฏิบัติดีก็มี ที่ไม่ดีก็มาก

 

 

เราเห็นตรงนี้แล้ว ให้ทำเลย ต้องรีบเลย ในการที่เราจะเข้าถึงพุทโธธัมโมสังโฆให้ได้ เอาชาตินี้เอาตอนนี้หล่ะ แสงสว่างนี้ริบหรี่แล้ว รีบเดินไปตามทางที่จะออกสู่ปากถ้ำเถอะ เจริญพร

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "พุทธคุณ 9" พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

อ่าน "พุทธคุณ 2" พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

อ่าน "พุทธคุณ 3" พจนานุกรมพุทธศาสตร์ ฉบับประมวลธรรม พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต) พระธรรมปิฎก (ประยุทธ์ ปยุตฺโต)

อ่าน "เรื่องเวรัญชพราหมณ์" พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑ พระวินัยปิฎก เล่มที่ ๑ มหาวิภังค์ ภาค ๑

ฟัง "กัปปินสูตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ฟัง "พุทโธอยู่ที่ไหน" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 21 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2560

ฟัง "พุทโธ ธัมโม สังโฆ" ออกอากาศทาง FM106 เมื่อวันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2559

ฟัง "เรื่องบุรพกรรมของพระองค์-อานุภาพแห่งการสละสุขพอประมาณ (สุสิมะ)" ออกอากาศทาง FM106 เมื่อวันที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2558