ภัยจากคลื่นและจระเข้

  • ภัยใน 4 ข้อนี้ เป็นภัยสำหรับผู้ใหม่ที่มาอยู่ในธรรมะวินัยหรือแม้แต่ผู้เก่าแล้ว ที่ถ้ายังไม่ได้มีหิริโอตตัปปะตั้งมั่นอย่างแรงกล้า ยังไม่ได้ทำอย่างเต็มที่ แล้วภัยเหล่านี้ก็เกิดขึ้น ก็ต้องระวัง...ให้ระวังภัย 4 อย่างเหล่านี้...เน้นย้ำมาในเรื่องของภัยคือคลื่น ภัยคือจระเข้
  • ในธรรมะวินัยนี้ พระพุทธเจ้าทรงยินดีสรรเสริญคุณของความเป็นผู้ที่รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคาระหนักแน่น, ความเป็นผู้ยินดีในความสงัดเงียบ เป็นผู้มีเสียงอันน้อย, ความเป็นผู้รับภาระ...ให้เราปฏิบัติตามข้อวัตรนี้ เพื่อความเป็นอริยวงศ์ เป็นวงศ์ของพระอริยะเจ้า
  • คนที่คอยชี้โทษ คอยกล่าวคำขนาบอยู่ร่ำไป คือ “ผู้ชี้ขุมทรัพย์” เราควรจะคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น
  • คนที่มีมรรคผลเป็นแก่นสารจะสามารถหาจุดความดีที่เราจะพัฒนาได้จากทั้งการกล่าวคำขนาบและจากคำชม

“...ภัย 4 อย่างนี้ เมื่อบุคคลกำลังลงน้ำ พึงหวังได้ ภัย 4 อย่างเป็นไฉน คือ ภัยเพราะคลื่น ภัยเพราะจระเข้ ภัยเพราะน้ำวน ภัยเพราะปลาร้าย ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย 4 อย่างนี้แล เมื่อบุคคลกำลังลงน้ำ พึงหวังได้ ฉันใด ดูกรภิกษุทั้งหลาย ภัย 4 อย่างนี้ก็ฉันนั้น เมื่อบุคคลบางคนในโลกนี้ ออกบวชเป็นบรรพชิตในธรรมวินัยนี้ พึงหวังได้”

จาตุมสูตร [190]

 

ภัย 4 อย่างของภิกษุ คือ

  1. ภัยจากคลื่นเทียบกับภิกษุที่ไม่อดทนต่อคำสั่งสอน

    ในธรรมะวินัยนี้...ใครจะเจริญหรือว่าศาสนาคำสอนจะตั้งอยู่ได้นาน ก็ด้วยการตักเตือนกันและกัน คอยที่จะบอกกันและกันให้ออกจากความผิด อะไรที่มันจะดีได้ให้บอกกัน เตือนกัน ...คนบอกคนเตือนก็อย่าเป็นคนพาลหาเพ่งโทษ...คนรับฟังก็อย่าทำจิตเป็นเหมือนฝีกลัดหนอง แต่ให้เป็นผู้ที่รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น

    คนที่มีมรรคผลเป็นแก่นสาร เขาจะเห็นว่าคนที่คอยชี้โทษ คอยกล่าวคำขนาบอยู่ร่ำไป คือ “ผู้ชี้ขุมทรัพย์” เราควรจะคบบัณฑิตที่เป็นเช่นนั้น...คนที่มีมรรคผลเป็นแก่นสารจะสามารถหาจุดความดีที่เราจะพัฒนาได้จากการกล่าวคำขนาบนั้น จากการกล่าวชมนั้น ทั้งชมทั้งขนาบมาด้วยกัน คำด่าก็เหมือนคำชม คำชมก็ไม่ต่างอะไรไปจากคำด่า...คนที่มีสาระหาแก่นสาร มีความหนักแน่น เขาจะหาความดีในสิ่งเหล่านี้ได้

  2. ภัยจากจระเข้เทียบกับภิกษุผู้ไม่อดทนต่อความอดอยาก

    จระเข้ในที่นี้เปรียบได้กับในเรื่องของปากท้อง...อย่างผู้ที่รักษาศีล 8 ไม่รับประทานอาหารในเวลาล่วงกาลและในเวลาราตรี ไม่กินอาหารอย่างที่เขาจะกินกันในครัวเรือนให้มันอิ่มให้มันอร่อย ให้มันมีความยินดีพอใจขึ้นมา แต่ถ้ามีเวทนาบางอย่างเกิดขึ้น จะรับประทานส่วนที่เป็นส่วนประกอบของต้นไม้ เช่น ราก เมล็ด ใบที่มีคุณสมบัติเป็นยา ก็สามารถรับประทานได้...ตรงนี้จึงเป็นช่องที่บางคนก็เอาเฉาก๋วยมากิน อาจจะซักครึ่งถ้วย พอที่จะระงับเวทนานั้นได้ แต่ถ้าบางคนมีวิญญาณจระเข้เข้าสิงกินเข้าไปเต็มที อิ่มแปล้เหมือนตอนกินข้าวเช้า นี้คือมีภัยจากจระเข้เกิดขึ้น

  3. ภัยจากน้ำวนเทียบกับภัยของภิกษุที่ยังติดในกามคุณ 5

    พระพุทธเจ้าเปรียบเหมือนกับ ช้างป่าหรือม้าป่า ออกจากป่ามาสู่ที่โล่งแจ้งแล้ว สู่ที่โล่งที่เปิด ออกจากป่ารกมา แต่ก็ยังหวนกลับไปสู่ป่าอีก ยังมีนิสัยของสัตว์ป่ากลับไปอีก...คนที่ออกจากเหย้าเรือนมาอยู่วัดแล้ว ยังคิดถึงฆราวาสวิสัย ได้กินอย่างนี้ สุขอย่างนี้ พรั่งพร้อมอยู่ในกามคุณทั้ง 5 จะไปไหนก็ไปได้ พอมาบวชเป็นพระ ไปไหนไม่ได้ จึงลาสิกขาไป เหมือนน้ำวนวนกลับไปอยู่ในทางต่ำ

  4. ภัยจากปลาร้ายเทียบกับภัยจากผู้หญิง

    ถูกปลาร้ายคาบไปกิน (ปลาปากแดง) ถ้าพูดถึงสำหรับพระก็คือ ลาสิกขาไปแต่งงาน หมายถึง เพศตรงข้าม นั่นเอง, ผู้หญิงที่ถ้าประพฤติพรหมจรรย์ต้องการจะมาทางที่จะออกจากทุกข์จะต้องประพฤติพรหมจรรย์ ถ้ายังเกี่ยวเนื่องด้วยเพศตรงข้าม นั่นก็คือ ปลาร้ายสำหรับผู้หญิง, สำหรับพระภิกษุสงฆ์หรือตาผ้าขาวมาอยู่วัด ก็คือ มาตุคาม (หญิงชาวบ้าน) ที่จะมาคอยทำให้จิตใจหวั่นไหว มีราคะเกิดขึ้น ติดต่อสื่อสารหาหันโดยเรื่องที่ไม่สมควร ให้ต้องอาบัติร้ายแรงหรือไม่ก็มีความผิดอย่างใดอย่างหนึ่ง ก็ต้องระวัง

“ในภัยทั้ง 4 ข้อนี้ เป็นภัยสำหรับผู้ใหม่ที่มาอยู่ในธรรมะวินัยหรือแม้แต่ผู้เก่าแล้ว ที่ถ้ายังไม่ได้มีหิริโอตตัปปะตั้งมั่นอย่างแรงกล้า ยังไม่ได้ทำอย่างเต็มที่ แล้วภัยเหล่านี้ก็เกิดขึ้น ก็ต้องระวัง...ให้ระวังภัย 4อย่างเหล่านี้...เน้นย้ำมาในเรื่องของภัยคือคลื่น ภัยคือจระเข้

 

ในธรรมะวินัยนี้ พระพุทธเจ้าก็ทรงยินดีและสรรเสริญในคุณของการที่...ให้เราปฏิบัติตามข้อวัตรเหล่านี้ เพื่อความเป็นอริยวงศ์ เป็นวงศ์ของพระอริยะเจ้า

  • ให้เป็นผู้ที่รับฟังคำตักเตือนด้วยความเคาระหนักแน่น...ในกระบวนการที่ทำให้มาก เจริญให้มาก จะต้องมีสิ่งที่ผิดที่เราจะต้องทำการแก้ไข แก้จากที่ผิดให้มันถูก แก้จากอันที่ไม่ดีทำให้ดีขึ้นมา ต้องมีการแก้ไข มีการปรับปรุง ซึ่งตรงจุดนี้ “เราต้องมีการรับฟังคำตักเตือนด้วยความเคารพหนักแน่น”
  • ให้เป็นผู้ยินดีในความสงัดเงียบ ความเป็นผู้มีเสียงอันน้อย...ต้องรักษาความเงียบ เวลาทำอะไรต้องทำเบา ๆ ไม่ว่าจะเป็นการเดิน การนั่ง การเปิดปิดประตู การกางร่ม การวางของ การใช้ห้องน้ำ การซักล้าง ทำความสะอาดภาชนะต่าง ๆ ฯลฯ ให้มีสติอยู่ในการกระทำเหล่านี้ตลอด

    ข้อปฏิบัติสำหรับภิกษุใหม่ ซึ่งเป็นข้อปฏิบัติที่ดีมากข้อหนึ่ง คือ ตื่นเช้ามาให้หลีกเร้นกันเลยจนกลับมาจากบิณฑบาตรจึงพูดคุยกัน (การหลีกเร้น คือ การงดใช้เสียง ไม่พูดคุยกัน ให้ทำกิจของตน ๆ ไป)

    “อภิสมาจาร” คือ ข้อปฏิบัติเล็ก ๆ น้อย ๆ ที่เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสของผู้ที่ยังไม่เลื่อมใส เป็นไปเพื่อความเลื่อมใสมากยิ่งขึ้นของผู้ที่เลื่อมใสอยู่แล้ว…

  • ให้เป็นผู้รับภาระ เปรียบได้กับ สีโหว คือ ไปอย่างราชสีห์ มีความไว เร็ว คล่อง เบา ไปตัวเดียว รับภาระได้ ทำกิจการงานที่ยิ่งใหญ่ได้

 

พระสูตร / เรื่องที่เกี่ยวข้อง

อ่าน "จาตุมสูตร" พระไตรปิฎก เล่มที่ ๑๓ พระสุตตันตปิฎก เล่มที่ ๕ มัชฌิมนิกาย มัชฌิมปัณณาสก์

ฟัง "ข้อปฏิบัติอันดี “หลีกเร้น” และปาราชิก/อาบัติ" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม พ.ศ. 2561

ฟัง "อภิสมาจาริกธรรม" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2561

ฟัง "ขนาบ และด่า" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 2 พฤษภาคม พ.ศ. 2561

ฟัง "จงเป็นผู้เรียกร้องพระศาสดาด้วยความเป็นมิตร" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 23 เมษายน พ.ศ. 2561

ฟัง "การหลีกเร้นเป็นเหตุเกิดปัญญา" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 25 พฤศจิกายน พ.ศ. 2560

ฟัง "สีโหว-ให้เหมือนอย่างราชสีห์นั่นเทียว" ออกอากาศทาง FM92.5 เมื่อวันที่ 13 เมษายน พ.ศ. 2558

ฟัง "คำพุทธ: จาตุมสูตร เรื่องพระอาคันตุกะพูดเสียงดัง" ออกอากาศเมื่อวันที่ 30 ตุลาคม พ.ศ. 2557

ฟัง "อย่าทำให้พระพุทธเจ้าลำบากเพราะเหตุแห่งธรรม" ออกอากาศเมื่อวันที่ 31 ตุลาคม พ.ศ. 2557